Paang
06-19-2007, 08:31 AM
http://www.agalico.com/imghost/photo/img/95c21846a394cd995aeb0b4256067143/1599.jpg
คนฉลาดทำเคราะห์ให้เป็นโอกาสแต่คนประมาททำโอกาสให้เป็นเคราะห์
นี่เป็นคติตามหลักพระพุทธศาสนาที่สอนไว้ว่า ไม่ว่าจะดีหรือจะร้ายก็ตาม ต้องหาประโยชน์จากมันให้ได้ แม้แต่เคราะห์ก็ต้องทำให้เป็นโอกาสหรือหาประโยชน์จากเคราะห์นั้นให้ได้ คตินี้ถ้าเป็นคนไม่ประมาทและเป็นคนฉลาดก็สามารถทำได้ อย่างน้อยก็ถือเป็นโอกาสที่จะกระตุ้นให้คนเราได้สติ แล้วก็มีความเข็มแข็ง ถ้าถ้ามัวคร่ำครวญโอดโอยตีโพยตีพายกันอยู่ ก็เสียเวลาเปล่าๆเป็นการซ้ำเติมตัวเองด้วยเมื่อพูดถึงคตินี้ไปแล้วก็มีอาจารย์ที่เป็นผู้ฟังท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า เมืองไทยเวลานี้คนไม่ค่อยทำเคราะห์ให้เป็นโอกาส แต่เวลามีเคราะห์ก็ไปสะเดาะเคราะห์ อันนี้ก็เป็นสภาพของสังคมไทยอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อที่น่าพิจารณา วันนี้ก็เลยจะพูดเรื่องการสะเดาะเคราะห์
ไสยศาสตร์ดีอย่างไร
การสะเดาะเคราะห์นี้เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความเชื่อถือในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรื่องไสยศาสตร์หรือเรื่องอำนาจดลบันดาลซึ่งเวลานี้แพร่หลายมากในสังคมไทยเราควรจะวิเคราะห์ดูข้อดีข้อเสีย คนที่สะเดาะเคราะห์นั้นสิ่งที่ได้อย่างหนึ่งก็คือความสบายใจทำให้เกิดความอุ่นใจขึ้นหรืออาจจะมีความหวังและคนก็มองว่าการสะเดาะเคราะห์และเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเรื่องอำนาจดลบันดาลทั้งหลายนี้เป็นเรื่องศาสนาก็เลยมีผู้พูดกันว่าศาสนานั้นมีความหมายว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ช่วยปลอบประโลมใจจิตใจบำรุงขวัญมองในแง่นี้ก็มีประโยชน์
แต่ต้องพิจารณาหลายชั้นเรื่องของไสยศาสตร์และความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นี้ทางพระพุทธศาสนาให้เห็นแง่ของการปฏิบัติคือไม่สนใจในเรื่องที่ว่าจริงหรือไม่จริง คนทั่วไปมักจะเถียงกันในแง่ว่าจริงหรือไม่จริงแต่พระพุทธศาสนาสอนในแง่ว่าความเชื่อและปฏิบัติในเรื่องจำพวกนี้มีคุณมีโทษอย่างไรมากกว่าเพราะถ้าเถียงกันว่าจริงหรือไม่จริงนี่ไม่รู้จักจบและไม่มีใครแพ้ชนะเด็ดขาด นอกจากนั้นถึงแม้ถ้าเป็นจริงแต่ถ้ามีโทษมากกว่าคุณก็ไม่ควรเอาด้วยข้อพิจารณาที่สำคัญก็คือมองในแง่คุณ และโทษในแง่นี้ทางพระพุทธศาสนาให้มอง ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเป็นกลางๆคือมองทั้งแง่ดีและแง่เสียทั้งแง่คุณและแง่โทษเมื่อเช้าก็ได้พูดถึงเรื่องการอ้อนวอน เทพเจ้าไปนิดหน่อยโดยยกตัวอย่างเรื่อง มหาชนกมาให้ฟังว่าเมื่อเรือแตกกลางทะเลคนทั้งหลายมัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญบ้าง อ้อนวอน ขอให้เทพเจ้าช่วยบ้าง ก็ตายกันหมดแต่มหาชน ก็เอาเวลาระหว่างนั่นมาใช้สติปัญญา พิจารณาแก้ไขสถานการณ์โดยเตรียมตัวให้พร้อมที่จะว่ายน้ำทะเลจึงรอดมาได้
เรื่องไสยศาสตร์เรื่องความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรื่องการอ้อนวอนเทวดานี้มีประโยชน์อะไรบ้าง
1 อย่างที่บอกเมื่อกี้คือช่วยปลอบประโลมใจบำรุงขวัญขณะที่จิตใจกำลัง เร่าร้อนกระวนกระวานก็ทำให้สงบได้ในขณะที่ตื่นกลัวหวาดผวาก็อาจจะทำให้นอน หลับลงไปได้แล้วก็อยู่ด้วยความหวัง
2 ต่อจากปลอบประโลมขวัญก็เกิด กำลังใจขณะที่ท้อแท้หดหู่พอทำพิธี แล้วก็อาจจะเกิดกำลังใจขึ้นมาบ้าง
3 แล้วต่อไปก็คือถ้ามีความเชื่อมากจะทำให้เกิดความมั่นใจเมื่อมั่นใจก็ทำให้ เกิดความเข้มแข็งเช่นมีความเชื่อในส่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อบูชาแล้วเกิดความมั่นใจก็เข้มแข็งขึ้นมา
ที่ว่ามานี้ก็เป็นประโยชน์ส่วนที่จะได้ผลสำเร็จจริงหรือไม่ก็เถียงกันไปอย่างที่ว่าเมื่อก็ไม่เด็ดขาดไม่จะแจ้งลงไปที่พูดในแง่ปลอบประโลมใจบำรุงขวัญ เกิดกำลังใจตลอดจนให้เกิดความมั่นใจนั้นเรามองดูก็เป็นคุณประโยชน์แต่จะต้องมองอีกด้านหนึ่งคือด้านเป็นโทษบ้าง ด้านเป็นโทษมีอะไรบ้างคนเราเวลามี ทุกข์มีภัยก็แสวงหาหนทางที่จะหลุดพ้นไปมีปัญหาก็หาทางแก้ไขแต่พอเกิดความอุ่นใจสบายใจขึ้นมาก็ชักจะนอนใจหรืออาจจะ รอคอยด้วยความหวังก็เลยไม่ดิ้นรนขวนขวาย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ทำให้เกิดความประมาทนี้เป็นข้อแรกที่ต้องระวัง ทีนี้การเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนาจดลบันดาล และไสยศาสตร์มีลักษณะที่ร่วมกันคือ
1 ใช้ศรัทธาเอาความเชื่อเป็นหลักคือ ไม่เกิดจากการรู้ความจริงตัวเราเองไม่รู้ความจริงของเรื่องนั้นสิ่งนั้น
2 เมื่อเป็นความเชื่อก็ต้องพึ่งอาศัยส่ง ที่อยู่นอกตัวคือขึ้นต่ออำนาจดลบันดาลรอ อำนาจนอกตัวต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาช่วย
3 สิ่งอื่นหรืออำนาจดลบันดาลภายนอกนั้นมาทำให้เราโดยเราไม่ต้องทำเองและ เราทำเองไม่ได้นี้เป็นจุดที่สำคัญเรามองไม่เห็น กระบวนการของความเป็นเหตุเป็นผลว่ามัน สำเร็จได้อย่างไรเมื่อเราเชื่ออย่างนี้แล้ว เราอาจจะเกิดกำลังใจเกิดความอุ่นใจปลอบ ประโลมใจเสร็จแล้วเราก็เลยเบาใจสบายใจ แล้วก็ไม่ดิ้นรนขวนขวาย ทีนี้โทษก็เกิดขึ้นตอนที่ว่าอุ่นใจสบาย ใจนั้นความอุ่นใจสบายใจไม่ได้เกิดจากการรู้ เห็นชัดๆว่ามันจะสำเร็จได้อย่างไรเพียงแต่ เชื่อว่าจะสำเร็จตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้ได้แต่รอ ก็เลยไม่ดิ้นรนขวนขวายเมื่อไม่ได้แก้ไขปัญหาต่อไปปัญหานั้นก็อาจจะร้ายแรงขึ้นมาอย่าง น้อยก็ง่อนแง่นเพราะตัวเองไม่รู้และมันไม่ได้ อยู่ในอำนาจของตัวเอง
พุทธศาสตร์ว่าอย่างไร
ตอนนี้ก็มาพิจารณาหลักการในทาง พุทธศาสนาโดยมองเทียบจากข้อเสียของ ไสยศาสตร์
1 เราควรจะทำการให้สำเร็จผลที่ ต้องการด้วยความเพียรพยายามของตนเองคือให้สำเร็จด้วยการกระทำเมื่อสิ่งนั้นสำเร็จด้วยการกระทำของเราเราจะเห็นเหตุเห็นผลจะแจ้งคือมองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลในการ กระทำกับผลที่สำเร็จตามมาไม่เหมือนกับผลที่เกิดจากผู้อื่นทำให้และผู้อื่นที่ว่านั้นเป็น อำนาจเร้นลับที่เราไม่เห็นเลยไม่สามารถรู้จะ แจ้งลงไปว่าผลจะเกิดหรือไม่เกิดได้แต่เชื่อได้ แต่รอไป ฉะนั้นการเชื่อในการกระทำนี่เด็ดขาดกว่า
2 คนที่ไปหวังพึ่งสิ่งภายนอกดล บันดาลหรือทำให้นั้นไม่พัฒนาตนเองเพราะ ไปฝากให้ท่านทำให้แล้วก็รอซิปัญหานั้นตัวเองไม่ได้คิดแก้ไขรอผลดลบันดาลให้ตัวเอง ไม่ได้คิดไม่ได้ทำก็ไม่ได้พัฒนาตนเอง คนเรานี้จะพัฒนามีความเก่งกล้า สามารถขึ้นได้ก็ด้วยการที่ได้ ฝึกได้หัดได้ ทดลองได้ทำได้คิดเมื่อปล่อยปัญหาให้อำนาจภายนอกช่วยไปแล้วไม่ได้คิดไม่ได้แก้ไข มัวไปหวังพึ่งท่านอยู่ตัวเองก็ไม่พัฒนาสติ ปัญญาความสามารถในการกระทำก็ไม่ได้ ฝึกปรือก็เลยไม่มีอะไรดีขึ้นในตนเองเสียสองแล้วคือไม่มีการพัฒนาตนเอง
3 การที่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นต่อ อำนาจภายนอกที่เรามองไม่เห็นนั้นเราไม่ เป็นตัวของตัวเองไม่เป็นอิสระขาดอิสรภาพหมดอิสรภาพพึ่งตนเองไม่ได้นี่ประการที่สามการพัฒนาตนเองจะมาสัมพันธ์กับการพึ่งตนเองได้เมื่อเราพัฒนาตนเองฝึกปรือตนเองต่อไปเราก็สามารถพึ่งตัวเองได้เป็นอิสระแก่ตัวเองพระพุทธศาสนานั้นมีลักษณะ สำคัญอย่างหนึ่งคือพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ ลูกศิษย์สามารถพึ่งตนเองได้ไม่ยอมให้มามัว รอพึ่งแม้แต่พระองค์เองพระองค์ต้องการให้ ทุกคนเป็นอิสระให้เขาพึ่งตนเอง ได้ไม่ต้องมา ขึ้นต่อพระองค์พระพุทธเจ้าช่วยคนให้เขาพึ่งตัวเองได้ทรงช่วยให้เขาเข้มแข็งไม่ใช่ช่วยให้ เขาอ่อนแอแล้วได้แต่รอให้พระองค์ช่วยและ
4 ที่พูดไปแล้วก็คือทำให้เกิดความประมาทเพราะไปรอหวังพึ่งรอให้ท่านช่วย เราก็ปล่อยเวลาไปไม่ได้ทำอะไรมัวแต่อุ่นใจ เลยไม่ลุกขึ้นดิ้นรนขวนขวายแก้ไขปัญหา
สำหรับข้อเสียนี้เมื่อมองในแง่แต่ละคนเฉพาะหน้า ก็ปล่อยปละละเลยทำให้ปัญหาหมักหมมไม่ได้ แก้ในระยะยาวถ้าเคยตัวอย่างนี้ก็เลยมีนิสัย ไม่ดิ้นรนขวนขวายชอบรอหวังพึ่งอยู่ด้วย ความหวังเรียกว่ามีนิสัยประมาทมองในแง่สังคมเมื่อคนทั่วไปเชื่อกัน อย่างนี้ก็ไม่มีการดิ้นรนขวนขวายแก้ไขปัญหา และทำการสร้างสรรค์สู้สังคมที่เขามี ความเดือดร้อนไม่มีใครช่วยเหลือเลยก็ไม่ได้สังคมแบบนั้นเมื่อถูกภัยบีบคั้นคุกคามแล้วหาทางแก้ไขตัวเองดิ้นรนไปมาก็ทำให้เจริญเข้มแข็งขึ้นมาได้ในแง่นี้นับว่าเป็นโทษมากทีนี้เราก็ดูว่าโทษกับคุณนี่คุ้มกันโหม เมื่อมองโนระยะยาวและในแง่สังคมส่วนรวมแม้แต่ถ้ามันจะได้ผลจริงบ้างก็ไม่คุ้มเพราะฉะนั้นในทางพระพุทธศาสนาท่านจึงวางหลักการไว้ว่า
1 ให้ทำการ ให้สำเร็จด้วยความเพียร ของตัวเองตามเหตุตามผล
2 ให้ใช้เรื่องนั้นปัญหานั้นสิ่งที่ต้องทำ หรือสิ่งต้องเผชิญนั้นเป็นเครื่องมือหรือเป็น เวทีในการฝึกฝนพัฒนาตนเองคนเราจะต้อง ศึกษาต้องเรียนรู้พัฒนาตนเองจะได้มีชีวิตที่ ดีงามยิ่งขึ้นถ้ามองในแง่ชีวิตคนชีวิตก็จะดีขึ้น มองในแง่สังคมสังคมก็เจริญก้าวหน้าพัฒนาขึ้น
3 อย่างที่ว่ามาแล้วให้รู้จักพึ่งตนเอง จะได้มีอิสรภาพและพึ่งตนเองได้ ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทไม่ต้อง รอให้มีอะไรมากระตุ้นหรือมีภัยมาบีบคั้น คุกคามเราก็ลุกขึ้นกระตือรือร้นขวนขวายไม่ประมาทอยู่เสมอความไม่ประมาทนี่สำคัญมากในพระ พุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงเน้นเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่จะปรินิพพานก็ตรัสว่า "เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาท" พูดง่ายๆว่าจงยังความไม่ประมาทให้ ถึงพร้อม เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนานี้ เรื่องของการพึ่งอำนาจดลบันดาลภายนอก หรือลัทธิรอผลดลบันดาลทั้งหลายไม่ว่าจะ เป็นไสยศาสตร์หรือการพึ่งอำนาจเทพเจ้า อะไรก็ตามพระพุทธศาสนาจึงไม่สนับสนุน ไม่ใช่ว่าท่านว่าไม่จริงแต่โทษมันมากกว่าคุณ มันทำให้เสียหลัก 4ประการที่ว่านี้
ถ้าใครจะถามเราก็บอกได้เลยว่ามันขัดหลักพุทธศาสนา 4 ประการ
1 ขัดหลักการกระทำการให้สำเร็จด้วย ความเพียรพยายามตามเหตุตามผล
2 ขัดหลักการฝึกฝนพัฒนาตนเอง
3 ขัดหลักการพึ่งตนเองและมีอิสรภาพ
4 ขัดหลักความไม่ประมาท
การเชื่อถือวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้ให้คน หลงเพลินคอยรอและก็อาจจะงอมืองอเท้า ไม่ทำอะไรทำไห้ปล่อยปละละเลยกิจที่ควรทำ แล้วก็ทำให้ตกอยู่ในความเสื่อมชีวิตและ สังคมแบบนี้จะเสี่ยงต่อความเสื่อมและภัย อันตรายเพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติตาม หลักพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ โดยทำตามหลัก 4 ประการที่กล่าวมา
ชาวพุทธจะปฏิบัติตัวอย่างไร?
ทีนี้สำหรับคนทั่วไปก่อนจะเข้าถึงหลัก การของพระพุทธศาสนานั้นเราต้องยอมรับ ความจริงว่าคนก็ยังมีความอ่อนแอ คนจำนวนมากยังอ่อนแอมาก บางคนแม้ที่ว่ามีปัญญานึกว่าตัวเองเป็นคนมีปัญญาแต่ไม่ใช่มี ปัญญาจริงคือยังไม่ได้มีความรู้ความเห็น ความเข้าใจจริงและจิตใจก็ไม่หนักแน่นไม่มี สมาธิเวลาเกิดเหตุ ร้ายภัยอันอันตรายชนิดเฉพาะ หน้าปัจจุบันทันด่วนบางทีตั้งจิตตั้งใจไม่ทัน เป็นนักคิดชอบคิดชอบใช้ปัญญาแต่บางทีไป แพ้คนที่เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์อิทธิฤทธิ์ได้เชื่อไหม
ทำไมจึงแพ้ก็เพราะว่าจิตใจฟุ้งซ่านและยังมี ความอ่อนแออยู่ในตัวพอประสบเหตุร้ายตั้ง จิตตั้งใจไม่ทันตั้งสติไม่ทัน สมาธิไม่มาถูกความหวาดกลัวครอบงำลงไปถึงจิตไร้ส่านึกมันเลยขั้นที่จะนึกจะคิดแล้วจิตใจเตลิดเปิดเปิงขวัญหายใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคิดอะไรไม่ได้ทำอะไรไม่ถูกกลับไปแพ้คนที่เขามีสติปัญญาน้อยกว่าที่เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันนี้เหละส่วนที่เป็นประโยชน์ของความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างที่บอกเมื่อกี้คือ มันเกิดเป็นความมั่นใจมั่นใจ แล้วก็ทำให้จิตรวมตัวคนที่มีความเชื่อยึดในอะไรสักอย่างหนึ่ง แม้แต่ขิงข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พอเกิดเหตุร้าย ปัจจุบันทันด่วนชนิดตั้งสติไม่ทันนี่เพราะ ความที่เชื่อนั่นในสิ่งนั้นจิตใจก็รวมได้จิตตั้งมั่น อยู่กับสิ่งนั้นมันก็เลยไม่เตลิดเปิดเปิงไม่ขวัญหนี พอตั้งสติได้ใจอยู่กับตัวจิตใจมันอยู่ก็คิดอะไรได้ก็เข้มแข็งก็ไม่เสียหลัก ทำให้ทำการ ต่างๆตั้งตัวอยู่ได้ แต่ส่วนคนที่ว่าไม่เชื่ออะไรเลยทำเป็นว่าเป็นคนมีปัญญาแต่ใจก็ไม่มั่นคงแข็งแรง พอเจอเหตุร้ายอย่างนี้ตั้งสติไม่ทันใจไม่รวม ไม่มีสมาธิอย่างที่ว่าไปแล้วเตลิดเปิดเปิงใจ ไม่รู้ไปไหนเลยทำอะไรไม่ถูกสักอย่างเสียหลักเลยเลยกลับแย่เพราะฉะนั้นจึงต้องไม่ประมาทในเรื่องนี้ด้วย
--------------------------------------------------------------------------------
เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ยังอ่อนแออยู่นี้ท่านก็เลยยอมให้ในขั้นเบื้องต้นแต่ต้องไม่ให้ เสียหลักคือเมื่ออาศัยความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น พอให้ไจอยู่กับตัวแล้วจะต้องต่อด้วยความไม่ประ มาทต้องต่อด้วยการกระทำ ความเพียรพยายามไม่ใช่เชื่อแล้วก็ไปฝากความหวังไว้มัวรอพึ่งสิ่งเหล่านั้นถ้าอย่างนั้นก็เสียหลักเป็นการผิดหลักความไม่ประมาทแล้วก ผิดหลักการเพียรพยายามกระทำการให้ สำเร็จนี้เป็นจุดสำคัญ
ตอนที่คนยังอ่อนแอยังมีจิตใจไม่มั่นคง มีปัญญาชนิดที่ไม่แท้จริงคือยังไม่รู้จริงท่านก็ยอมให้อาศัยความศักดิ์สิทธิ์ได้บ้างแต่ท่านให้ เอาความเชื่อสิ่งศักดิ์ สิทธิ์มาไว้ที่พระรัตนตรัย เสียจะได้เป็นทางเชื่อมให้เดินหน้าเข้าสู่ทาง ต่อไปได้พอเชื่อพระรัตนตรัยมั่นใจแล้วพระ รัตนตรัยจะจูงเราขึ้นต่อไป ศาสนานั้นมีความหมายอย่างหนึ่งที่ว่าไปแล้วคือคนทั่วไปจะมองว่าศาสนาเป็น พึ่งที่ ยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นเครื่องช่วยปลอบ ประโลมจิตใจบำรุงขวัญทำให้สบายใจแต่จุด นี้เป็นจุด ที่อันตรายด้วยถ้าเราไปมองว่า ศาสนาเป็นแค่นี้ละก็ใช้ไม่ได้ผิด ศาสนาถ้าเป็นแค่นี้ละก็จะมีคุณเพียงส่วนหนึ่งแต่อาจ จะมีโทษมากมาย เพราะฉะนั้นที่ว่าศาสนาเป็นที่พึ่งที่ยึด เหนี่ยวจิตใจนั้นต้องแบ่งเป็น 2 แบบคือ
แบบหนึ่งเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ชนิดที่เหนี่ยวแล้วดึงลงหมายความว่าดึงให้ หมกให้จมอยู่กับการหวังพึ่ง สิ่งเหล่านั้นเรื่อยไป เลยเกาะเพลินอยู่นั่นเองไม่ต้องคิดเพียร พยายามทำอะไรก็วนเวียนอยู่แค่นั้น พฤติกรรมจิตใจและปัญญาก็ไม่เจริญไม่ได้ ฝึกปรนพัฒนาตนเองอีกแบบหนึ่ง เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่เหนี่ยวแล้วดึงขึ้นคือเหนี่ยวพอให้เป็นที่ เกาะผ่านเท่านั้นในเมื่อคนเขายังไม่เข้มแข็ง ไม่แข็งแรงเหมือนยังว่ายน้ำไม่เป็นพอได้ที่ เกาะไว้ก่อนแต่ตัวศาสนาเองอยู่เลยจากนั้นไป ต่อจากนั้นจะต้องช่วยให้เขาเข้มแข็งขึ้นแล้วให้ เขาเดินหน้าต่อไปสู่ตัวศาสนาที แท้จริงไม่ใช่ จมวนอยู่แค่นั้นพระพุทธศาสนายอมให้ในแง่ที่สอง
ถ้าเราบอกว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาคือเป็น ที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจพูดแค่นี้ไม่ได้ไม่ถูก เพราะตัวพระพุทธศาสนาอยู่ที่การพัฒนาชีวิต ของเราให้ดีขึ้นฉะนั้นการที่เรายึดเหนี่ยวก็เป็น เพียงได้อาศัยเพื่อจะเหนี่ยวแล้วดึงขึ้นไป เพื่อจะเดินหน้าต่อไปในการที่จะพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้นทั้งด้านพฤติกรรมกาย วาจา ทั้งด้านจิตใจและในด้านปัญญายึดถือแล้วปลอบใจ สบาย อุ่นใจ นอนใจ รอให้ท่านบันดาลให้=ทางตันมีโทษมากยึดถือแล้ว รวมใจไค้ เกิดกำลังใจ มั่นใจ ทำการอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้นไป=มีทาง เดินต่อพอรับได้อย่างไรก็ตามแม้แต่การเชื่อหรือนับถือ แบบหลังที่พอยังรับได้ก็ยังไม่ปลอดภัยนอก จากง่อนแง่นแล้วเพราะกำลังใจกำลังศรัทธา เกิดจาความเชื่อไม่ใช่เกิดจากปัญญารู้ความ จริงจึงอาจถูกความเชื่อจูงให้มีกำลังเข้มแข็ง ในทางที่จะทำ ให้สิ่งที่ผิดให้รุนแรงกลับมีโทษ มากยิ่งขึ้นไปอีก
สำหรับคนที่ยังอ่อนแอเมื่อยังหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือยังต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านเอาความศักดิ์สิทธิ์มาไว้ที่พระรัตนตรัย
ก) เพื่อจะได้กั้นกรองจำกัดไว้ไม่ให้ผู้คนถูกจูงเขวออกนอกลู่นอกทางไปกันใหญ่ เพราะลัทธิศาสนาแบบไสยศาสตร์มากมาย เป็นเรื่องสนองกิเลสทั้งโลภและโทสะของคนกับกิเลสเหล่านั้นอย่าง น้อยก็รั้งไว้ไม่ให้ถูกดึงลงไปหลงจมวนเวียนแช่อยู่ในโมหะ
ข) เพื่อทำความศักดิ์สิทธิ์นั้นเองให้ ประณีตให้สูงให้ดีงามขึ้นไปไม่ให้ความศักดิ์สิทธิ์อยู่กับอำนาจ
ศักดานุภาพหรืออิทธิพลความยิ่งใหญ่ที่จะดลบันดาลแบบวูบวาบไม่ยั่งยืนแต่ให้ความศักดิ์สิทธิ์เกิดจากคุณนุภาพ คืออำนาจความบริสุทธิ์และคุณธรรม ประกอบด้วยพระปัญญาคุณพระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณที่เป็นของยั่งยืน
ค) เพื่อจะได้เป็นการสะดวกที่จะดึงคน ทั้งหลายที่มาพึ่งนั้นให้ก้าวต่อสูงขึ้นไปสู่การ พัฒนาชีวิตด้วยศีลสมาธิและปัญญาจนลุถึงวิมุตติในที่สุด เพราะฉะนั้นจะต้องเข้าใจว่า การยึด เหนี่ยวเป็นเพียงจุดเริ่มด้นเท่านั้นไม่ใช่ยึด เหนี่ยวแล้วก็เลยจมเพลินวนเวียนอยู่แค่นั้นจุดสำคัญอยู่ที่เหนี่ยวแล้วดึงขึ้นแล้วให้เดิน หน้าต่อไปด้วยตรงนี้แหละที่เป็นลักษณะ สำคัญพระพุทธศาสนาเน้นตรงนั้น ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นโบราณเขามี อยู่แล้วก่อนพุทธศาสนาถ้าศาสนาเป็นได้แค่ ที่พึงที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก็ไม่จำเป็นต้องเกิด พุทธศาสนาเพราะคนอินเดียเขามีที่พึ่งที่ยึด เหนี่ยวจิตใจมีเทวดาให้นับถือเยอะแยะมีแม้ แต่พระพรหมที่ว่าดลบันดาลทุกอย่างได้จนคนพากันเชื่อในพรหมลิขิต
การที่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นก็เพราะ ศาสนาก่อนนั้นมัวเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ชนิด เหนี่ยวแล้วดึงลงให้หลงให้จมให้หมกอยู่ ในการพึ่งพาอำนาจภายนอกรอผลดลบันดาลพระพุทธศาสนาก็เลยเกิดขึ้นมาแก้ไขโดยมาเหนี่ยวแล้วดึงขึ้นเพื่อจะให้ประชาชน ได้พัฒนาในเรื่อง ของความประพฤติทั้งกายวาจา แล้วก็พัฒนาจิตใจและพัฒนาปัญญาให้พึ่งตนเองไค้ดีขึ้นจนเป็นอิสระต่อไปอันนี้จึงจะเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของพระพุทธศาสนาชาวพุทธเรานับถือพระพุทธศาสนาไม่ใช่เอาแค่ว่ายึดเหนี่ยวจิตใจให้สบายแล้วก็จบแต่ต้องเอามาใช้ปฏิบัติเอามาใช้พัฒนาชีวิต ของเราให้ดีงามทั้งกายวาจาเละจิตใจพร้อม ทั้งปัญญาให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆเพราะที่สุดเราต้องเป็นอิสระพึ่งตนเองได้
--------------------------------------------------------------------------------
เราควรนับถือศาสนาอย่างไร
การที่ศาสนาเป็นที่พึ่งเป็นที่เหนี่ยวจิตใจ อย่างเคียวนั้นไม่ปลอดภัย อย่างที่ว่ามีคุณนิดหน่อยแต่มีโทษมากมาย แม้แต่ความมั่นใจที่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นความมั่นใจที่ไม่เด็ดขาด ยังง่อนแง่นและมีภัย ความมั่นใจนั้นมี 2 แบบคือ
1 ความมั่นใจด้วยศรัทธาคือความเชื่อต่อส่งภายนอก
2 ความมั่นใจด้วยปัญญาของตนเองที่รู้ความจริง
--------------------------------------------------------------------------------
ความมั่นใจที่เกิดจากศรัทธานั้นก็แข็ง แรงมากบางทีแข็งไม่ลืมหูลืมตาจนถูกเขาจูง เอาไปรบราฆ่าฟันกันแต่เป็นการเชื่อต่อสิ่งภายนอกมาช่วยทำให้ไม่ใช่ตัวเราทำเองต่างกับมั่นใจด้วยปัญญาที่เรามองเห็นความจริง เราทำเองได้อันนี้เทียบได้กับความมั่นใจของ คนตาบอดหรือย่างน้อยความมั่นใจของคนที่หลับตากับความมั่นใจของคนที่ลืมตาหรือตาดีความมั่นใจของคนที่ศรัทธา ก็เหมือนความมั่นใจของคนที่ตาบอดหรือหลับตามีราวมีที่เกาะก็เกิดความมั่นใจว่าโอ้เราได้ที่เกาะแล้ว เราจะไปได้มั่นใจอันนี้แต่มองไม่เห็นว่ารอบนอกข้างๆตัวและข้างๆราวนั้นมีอะไรมองไม่รู้เรื่องแต่ได้ความมั่นใจขึ้นมาว่า เราได้อาศัยคราวนี้จะเดินไปถึงที่หมายได้หรือมั่นใจว่าท่านผู้มีกำลังมาช่วยอยู่ท่านจะช่วยพาเราไป แต่ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ถ้าเป็นความมั่นใจด้วยปัญญา จะเป็นความมั่นใจของคนตาดีหรือลืมตา ซึ่งมองเห็นหมดอะไรเป็นอะไร จะสำเร็จได้อย่างไรตัวเองจะต้องทำอะไร ตรงไหนที่ใดเห็นโล่งไปตลอด
เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนานี้เบื้องแรกท่านก็ยอมให้มั่นใจด้วยศรัทธาแต่ต้องมี ปัญญาประกอบให้เห็นเหตุเห็นผลแล้ว สุท้ายต้องพัฒนาให้เป็นความมั่นใจด้วย ปัญญา คือด้วยการที่ตัวเองรู้เข้าใจความจริง มองเห็นเหตุผลในสิ่งนั้นแล้วทำด้วยตนเองได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนาจึงสอนหลัก การไว้หลายขั้นหลายตอนชาวพุทธจะต้องพยายาม ศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่า นี้ให้ถูกต้องความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรื่อง ไสยศาสตร์ผีสางเทวดาอะไรต่ออะไรนี่ถ้ายัง ถืออยู่ก็เอาเพียงว่าช่วยให้มั่นใจจิตใจรวมได้ ในขณะที่เรายังอ่อนแออยู่เอามาเป็นขั้นต้น ในการเกาะให้ทรงตัวตั้งตัวอยู่ได้ก่อน แต่จะ หยุดอยู่แค่นั้นเท่านั้นไม่ได้ต้องก้าวต่อไปถึง แม้ถ้าเชื่อสิ่งเหล่านั้นก็อย่าให้เสีย หลัก 4 ประการที่ว่าไปแล้ว
อย่าให้เสียหลักที่หนึ่ง คือการกระทำ การด้วยความเพียรพยายามของตนคือเชื่อ แล้วจะต้องให้เข้มแข็งในการกระทำยิ่งขึ้น อย่าไปเชื่อแล้วก็เลยสบายใจนอนใจว่าท่านจะ ทำให้บันดาลให้แล้วก็นอนรออย่างนี้ผิดหลัก ท่านเรียกว่าผิดหลักธรรมหลุดจากพระพุทธศาสนาเลย
อย่าให้เสียหลักที่สอง คือจะต้องไม่ให้ ผิดหลักฝึกฝนพัฒนาตนเองจะต้องคิด พิจารณาต้องหาทางแก้ปัญหาฝึกปรือตัวเอง ให้เข้มแข็งทำอะไรต่ออะไรให้เก่งให้ดียิ่งขึ้น
อย่าให้เสียหลักที่สาม คือต้องให้เป็น อิสระพึ่งตนเองได้ไม่ใช่ไปฝากความหวังให้ ท่านช่วยแล้วแต่ท่านหมดอิสรภาพของตัวเอง
แล้วก็อย่าให้เสียหลักที่สี่ คือต้องไม่ให้ ผิดหลักความไม่ประมาทถ้าไปประมาทเสี่ย ปล่อยปละละเลยให้เวลาผ่านไปเปล่าๆผิดแน่ๆ เป็นอันว่าถ้าเชื่อก็อย่าให้ผิดหลัก ประการนี้แล้วก็อาศัยพอให้เกิดกำลังใจมั่นใจ แล้วก้าวต่อไปถ้าตัวเองพัฒนาต่อไปแล้วก็จะ พ้นจากสิ่งเหล่านี้เองเมื่อเราเข้มแข็งยิ่งขึ้น ต่อไปเราก็ไม่ต้องอาศัยแล้วเราจะพ้นจาก ความมั่นใจแบบคนตาบอด หรือคนหลับตาไปสู่ความมั่นใจของคนที่ลืมตาหรือตาดีคือมั่นใจด้วยปัญญาไม่ใช่เพียงด้วยศรัทธา
--------------------------------------------------------------------------------
พระพุทธเจ้าทรงสำเร็จบรรลุโพธิญาณนั้นทรงผ่านมาแล้วอย่างหนักหนาทั้ง โชคและเคราะห์ถึงคราวโชคพระองค์ก็ใช้มัน เป็นปัจจัยในการทำประโยชน์ทำความดียิ่งขึ้น ไปถึงคราวเคราะห์พระองค์ก็ไม่หนีทรง เผชิญเคราะห์และจัดการกับเคราะห์แก้ไขผัน แปรมันพระองค์จึงมีพระบารมีแก่กล้าขึ้นมา พระองค์บำเพ็ญบารมีมากมายจากการจัดการกับเคราะห์นี่แหละแล้วทำไมชาวพุทธ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจะคอยรอเอาแต่โชคพอ เจอเคราะห์ก็จะหนีอย่างเดียวไม่รู้จักจัดการ เอาประโยชน์จากเคราะห์และใช้เคราะห์เป็นที่พัฒนาบารมีของตนบ้าง
คนนับถือศาสนาแบบไสยศาสตร์เพื่อ ขอให้ช่วยบันดาลให้มีโชคดีหนีเคราะห์ร้าย เวลามานับถือพระพุทธศาสนาก็เลยจะนับถือ แบบนั้นเอาแค่นั้นเรียกว่าไม่พัฒนาการ นับถือศาสนาหรือเลยพลอยทำให้พระพุทธศาสนามีความหมายแค่นั้นคนเป็นจำนวนมากนับถือศาสนาเพียงเพื่อหวังจะหนีเคราะห์และขอโชคแต่ชาวพุทธแท้นับถือศาสนาเพื่อช่วยเหลือเราพัฒนาความสามารถที่จะเปลี่ยนเคราะห์เป็นโชค
พระพุทธศาสนามิใช่มีไว้เพื่อให้เราขอ โชคและขอให้ช่วยหนีเคราะห์แต่ประโยชน์ที่เราควรจะไต้จากพระพุทธศาสนาก็คือ ความสามารถที่จะชนะเคราะห์และสร้างโชคท่าน สอนให้เรารู้จักเผชิญและจัดการกับเคราะห์ เพื่อให้ตัวเราเองพัฒนาดีขึ้นและรู้จัก ใช้โชคให้ นำโชคยิ่งๆขึ้นไปด้วยไม่ใช่เอาแต่จะหนีเคราะห์ กลายเป็นคนอ่อนแอจะถอยอยู่เรื่อยแล้ว เวลามีโชคก็หลงระเริงเพลิดเพลินจนโชคหมด หายกลายเป็นเคราะห์ไม่รู้จักพัฒนาโชคต่อไป
ทำอย่างไรจะพ้นเคราะห์ได้จริง?
คนไทยเรานี้เวลาเกิดสถานการณ์ ต่างๆที่เป็นเหตุร้ายก็จะมีคนหลายระดับเรา จะต้องเห็นใจกันคนที่ยังมีจิตใจอ่อนแอเราก็ ให้โอกาสเขาบ้างการโอดโอยโวยวาย คร่ำครวญจะมีบ้างเราก็เห็นใจและรู้ทันอย่าไปนึกอะไรมาก ฟังเขาไปเขาจะด่าจะว่ายิ่ง ถ้าเป็นผู้นำเป็นผู้บริหารก็ยิ่งต้องอดทนต้อง ให้เขาระบายไม่ไปต่อล้อต่อเถียงแล้วก็ปลอบ โยนให้สติเขาดีๆตามเหตุตามผลแม้แต่เทวดา ก็ยังต้องยอมให้โอกาสคนอย่างที่ว่าฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า
ขอแต่ว่าเมื่อโอดครวญกันแล้วก็อย่าไปจบไปหยุดอยู่แค่นั้นต้องผ่านขั้นนี้ไป พอบายอารมณ์แล้วก็ตั้งสติสงบแล้วรีบหัน ทำการแก้ไขด้วยปัญญา แล้วเอาเหตุการณ์ ร้ายหรือปัญหามาใช้ไห้เป็นประโยชน์ปัญหา จะต้องใช้เป็นเวทีพัฒนาปัญญา คือปัญหาเกิด ขึ้นแล้วถ้าเราใช้ความคิดพิจารณาค้นหาเหตุปัจจัยและหาทางแก้ไขเราจะพลิกปัญหาให้เป็นปัญญาเปลี่ยนอักษรตัวเดียวจากปัญหา เป็นปัญญาไปคนที่เก่งนั้นเขาเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญาและใช้ปัญหาเป็นเวทีพัฒนาปัญญา แล้วก็เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโอกาส
เวลาทุกข์ยากนี่เป็นประโยชน์มาก เวลาสุขสำราญต่างหากที่มักทำให้มัวเมาประมาท พระพุทธศาสนาสอนว่าถ้าความรุ่งเรืองความสำเร็จเกิดขึ้นอย่ามัวเมาต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ เอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป คราวเคราะห์ก็มัวครวญ ยามโชคก็เหลิง เอาแต่หนีเคราะห์และคอยโชค คนอย่างนี้เคราะห์เรียกหาแต่คนเป็นมหาบุรุษได้ ด้วยการผันเคราะห์ให้เป็นโชค และผันโชคให้แผ่ประโยชน์สุขในด้านนี้สังคมไทยเราอาจจะพลาดไปแล้ว เมื่อตอนเราฟุ้งเฟื่อง สบาย มีพรั่งพร้อมแทนที่เราจะเอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ . .
เรากลับไปหลงระเริงมัวเมาประมาท นี่ท่านเรียกว่าทำโอกาสให้เป็นเคราะห์แทนที่จะใช้โอกาสนั้นในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไปทีนี้ถึงเวลาเราแย่ลงไปเป็นเคราะห์แล้ว ถ้ามัวไปตีอกชกหัวเศร้าโศกโอดครวญก็ กลายเป็นช้ำเติมตัวเองเคราะห์หนักเข้าไปอีก ถ้ามีสติปัญญาตอนนี้ได้สติแล้วใช้ปัญญาก็ทำ เคราะห์ให้เป็นโอกาสเสีย เพราะคราวทุกข์ เดือดร้อนนี่แหละมักเป็นเวลาที่ดีที่สุด คนที่เจริญก้าวหน้าได้ โดยมากต้องเจอปัญหาจะได้ฝึกตัวเองให้เข้มแข็งแล้วเคราะห์นี่ช่วยให้ทั้งสังคมทั้งชีวิตคนประสบความสำเร็จมากมาย จากการเจอเคราะห์เจอปัญหาแล้ว ถ้าเราตั้งตัวดีมีท่าทีถูกต้องเราก็จะมีความเข้มแข็งพยามต่อ สู้ดิ้นรนขวนขวายแล้วเราจะได้พัฒนาความสามารถเราจะได้การฝึกฝนตนฝึกปรือตัวเองแล้วได้ปัญญาความสามารถ มากขึ้นแล้วชีวิตและสังคมก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไป
ขอย้ำคติที่ว่าไว้ข้างต้นอีกครั้งหนึ่งว่า คนฉลาดทำเคราะห์ให้เป็นโอกาส แต่คนประมาททำโอกาสให้เป็นเคราะห์เป็นอันว่าตอนนี้มีเคราะห์แล้วยอมให้มีความเศร้าโศกเสียใจโอดครวญกันชั่วระยะสั้นๆพอระบายเสร็จแล้วก็ให้ รีบตั้งสติ ต่อไปนี้ก็ รีบมาดีไจว่าเจอเคราะห์แล้ว ทำมันให้เป็นโอกาส ผันเคราะห์ให้เป็นโอกาสแล้วเราก็จะ เจริญก้าวหน้าต่อไปไม่ต้องกลัวฉะนั้นอย่าไปหมดกำลังใจพระพุทธศาสนาไม่สอนให้เราท้อแท้ ไม่สอนให้เราท้อถอยอ่อนแอเมื่อเจอปัญหาเจอเคราะห์กรรม เจอภัยอันตรายแล้ว ให้เข้มแข็ง แล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการฝึกปรือตนเอง ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปแล้วเราจะมีความ ชำนิชำนาญยิ่งขึ้นในการที่จะแก้ปัญหาในการ ที่จะผจญเคราะห์กรรมภัยอันตรายให้ผ่าน ก้าวไปสู่ความสำเร็จในการสร้างสรรค์พัฒนาได้ต่อไป
วันนี้ขอให้คติแก่โยมในเรื่องเกี่ยวกับ การปฏิบัติต่อสถานการณ์โดยโยงไปหา ไสยศาสตร์แล้วให้นำมาสู่พระพุทธศาสนา อย่างที่ว่ามาหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง แก่ญาติโยมในแง่เป็นคติความคิดจากการได้ เรียนรู้หลักการของพระพุทธศาสนา ขออนุโมทนาโยมญาติมิตรทุกท่านอีกครั้งหนึ่งขอตั้งจิตตั้งใจอาราธนาคุณพระรัตนตรัยโดยเฉพาะคุณธรรมความดีที่โยมทุกท่าน ได้บำเพ็ญนี้แหละให้มาเป็นเครื่องบำรุงจิตใจ ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปเราทำความดีเรามี จิตใจที่มีสติดำรงมั่นมีสมาธิไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อนใจ ไม่เสียขวัญไปในโอกาส สำคัญที่เป็นบททดสอบนี้เรามีกำลังใจเข้มแข็ง เราจะผ่านพ้นภัยอันตรายไปได้แล้วจะมี ความเจริญรุ่งเรืองขอให้ทุกท่านประสบความ สำเร็จชนะอุปสรรคอันตรายแล้วทำความร่มเย็นเป็นสุขให้เกิดขึ้นทั้งแก่ชีวิตของตนและสังคมส่วนรวมสืบต่อไปตลอดกาลทุกเมื่อ จบ.
จาก..วารสาร ร่มโพธิ์แก้ว ปีที่ 4 ฉบับที่ 23 เดือน กันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2540
สังคมไทยแทบจะถือได้ว่าเป็นสังคมที่ไม่มีวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เลยถ้าเป็นอย่างนี้ก็เสียฐานเลยวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ก็คือ วิถีจิตใจของมนุษย์หรือผู้คนที่มีความใฝ่รู้ คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลไม่เชื่อง่าย ไม่หลงงมงาย ชอบค้นคว้าชอบพิสูจน์ชอบทดลองชอบอะไรแล้วพยายามวิเคราะห์องค์ประกอบสืบสาวหาสาเหตุปัจจัยให้เข้าถึงความจริงให้ได้ ลักษณะอย่างนี้ถ้าเกิดมีขึ้นเป็นนิสัยจิตใจของผู้คนเราเรียกว่า วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ สภาพนี้สังคมไทยมีไหมพูดได้ว่าแทบตรงกันข้ามเลยเราไม่มีวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ผู้คนชอบเชื่ออะไรง่ายๆหลงงมงายตื่นข่าว ใช้เทคโนโลยีสื่อสารก็ไม่เป็น อันนี้เป็นเรื่องต้องพูดกันต่อไป แต่อย่างน้อยเราขอบอกว่าขาดวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ ถ้าอย่างนี้แล้วฐานของเราเสีย เราแย่กว่าเขา.
ป.อ.ปยุตโต สยามรัฐ 13 มีนาคม 2541
คนฉลาดทำเคราะห์ให้เป็นโอกาสแต่คนประมาททำโอกาสให้เป็นเคราะห์
นี่เป็นคติตามหลักพระพุทธศาสนาที่สอนไว้ว่า ไม่ว่าจะดีหรือจะร้ายก็ตาม ต้องหาประโยชน์จากมันให้ได้ แม้แต่เคราะห์ก็ต้องทำให้เป็นโอกาสหรือหาประโยชน์จากเคราะห์นั้นให้ได้ คตินี้ถ้าเป็นคนไม่ประมาทและเป็นคนฉลาดก็สามารถทำได้ อย่างน้อยก็ถือเป็นโอกาสที่จะกระตุ้นให้คนเราได้สติ แล้วก็มีความเข็มแข็ง ถ้าถ้ามัวคร่ำครวญโอดโอยตีโพยตีพายกันอยู่ ก็เสียเวลาเปล่าๆเป็นการซ้ำเติมตัวเองด้วยเมื่อพูดถึงคตินี้ไปแล้วก็มีอาจารย์ที่เป็นผู้ฟังท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า เมืองไทยเวลานี้คนไม่ค่อยทำเคราะห์ให้เป็นโอกาส แต่เวลามีเคราะห์ก็ไปสะเดาะเคราะห์ อันนี้ก็เป็นสภาพของสังคมไทยอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อที่น่าพิจารณา วันนี้ก็เลยจะพูดเรื่องการสะเดาะเคราะห์
ไสยศาสตร์ดีอย่างไร
การสะเดาะเคราะห์นี้เป็นวิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความเชื่อถือในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรื่องไสยศาสตร์หรือเรื่องอำนาจดลบันดาลซึ่งเวลานี้แพร่หลายมากในสังคมไทยเราควรจะวิเคราะห์ดูข้อดีข้อเสีย คนที่สะเดาะเคราะห์นั้นสิ่งที่ได้อย่างหนึ่งก็คือความสบายใจทำให้เกิดความอุ่นใจขึ้นหรืออาจจะมีความหวังและคนก็มองว่าการสะเดาะเคราะห์และเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเรื่องอำนาจดลบันดาลทั้งหลายนี้เป็นเรื่องศาสนาก็เลยมีผู้พูดกันว่าศาสนานั้นมีความหมายว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ช่วยปลอบประโลมใจจิตใจบำรุงขวัญมองในแง่นี้ก็มีประโยชน์
แต่ต้องพิจารณาหลายชั้นเรื่องของไสยศาสตร์และความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นี้ทางพระพุทธศาสนาให้เห็นแง่ของการปฏิบัติคือไม่สนใจในเรื่องที่ว่าจริงหรือไม่จริง คนทั่วไปมักจะเถียงกันในแง่ว่าจริงหรือไม่จริงแต่พระพุทธศาสนาสอนในแง่ว่าความเชื่อและปฏิบัติในเรื่องจำพวกนี้มีคุณมีโทษอย่างไรมากกว่าเพราะถ้าเถียงกันว่าจริงหรือไม่จริงนี่ไม่รู้จักจบและไม่มีใครแพ้ชนะเด็ดขาด นอกจากนั้นถึงแม้ถ้าเป็นจริงแต่ถ้ามีโทษมากกว่าคุณก็ไม่ควรเอาด้วยข้อพิจารณาที่สำคัญก็คือมองในแง่คุณ และโทษในแง่นี้ทางพระพุทธศาสนาให้มอง ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเป็นกลางๆคือมองทั้งแง่ดีและแง่เสียทั้งแง่คุณและแง่โทษเมื่อเช้าก็ได้พูดถึงเรื่องการอ้อนวอน เทพเจ้าไปนิดหน่อยโดยยกตัวอย่างเรื่อง มหาชนกมาให้ฟังว่าเมื่อเรือแตกกลางทะเลคนทั้งหลายมัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญบ้าง อ้อนวอน ขอให้เทพเจ้าช่วยบ้าง ก็ตายกันหมดแต่มหาชน ก็เอาเวลาระหว่างนั่นมาใช้สติปัญญา พิจารณาแก้ไขสถานการณ์โดยเตรียมตัวให้พร้อมที่จะว่ายน้ำทะเลจึงรอดมาได้
เรื่องไสยศาสตร์เรื่องความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรื่องการอ้อนวอนเทวดานี้มีประโยชน์อะไรบ้าง
1 อย่างที่บอกเมื่อกี้คือช่วยปลอบประโลมใจบำรุงขวัญขณะที่จิตใจกำลัง เร่าร้อนกระวนกระวานก็ทำให้สงบได้ในขณะที่ตื่นกลัวหวาดผวาก็อาจจะทำให้นอน หลับลงไปได้แล้วก็อยู่ด้วยความหวัง
2 ต่อจากปลอบประโลมขวัญก็เกิด กำลังใจขณะที่ท้อแท้หดหู่พอทำพิธี แล้วก็อาจจะเกิดกำลังใจขึ้นมาบ้าง
3 แล้วต่อไปก็คือถ้ามีความเชื่อมากจะทำให้เกิดความมั่นใจเมื่อมั่นใจก็ทำให้ เกิดความเข้มแข็งเช่นมีความเชื่อในส่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อบูชาแล้วเกิดความมั่นใจก็เข้มแข็งขึ้นมา
ที่ว่ามานี้ก็เป็นประโยชน์ส่วนที่จะได้ผลสำเร็จจริงหรือไม่ก็เถียงกันไปอย่างที่ว่าเมื่อก็ไม่เด็ดขาดไม่จะแจ้งลงไปที่พูดในแง่ปลอบประโลมใจบำรุงขวัญ เกิดกำลังใจตลอดจนให้เกิดความมั่นใจนั้นเรามองดูก็เป็นคุณประโยชน์แต่จะต้องมองอีกด้านหนึ่งคือด้านเป็นโทษบ้าง ด้านเป็นโทษมีอะไรบ้างคนเราเวลามี ทุกข์มีภัยก็แสวงหาหนทางที่จะหลุดพ้นไปมีปัญหาก็หาทางแก้ไขแต่พอเกิดความอุ่นใจสบายใจขึ้นมาก็ชักจะนอนใจหรืออาจจะ รอคอยด้วยความหวังก็เลยไม่ดิ้นรนขวนขวาย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ทำให้เกิดความประมาทนี้เป็นข้อแรกที่ต้องระวัง ทีนี้การเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนาจดลบันดาล และไสยศาสตร์มีลักษณะที่ร่วมกันคือ
1 ใช้ศรัทธาเอาความเชื่อเป็นหลักคือ ไม่เกิดจากการรู้ความจริงตัวเราเองไม่รู้ความจริงของเรื่องนั้นสิ่งนั้น
2 เมื่อเป็นความเชื่อก็ต้องพึ่งอาศัยส่ง ที่อยู่นอกตัวคือขึ้นต่ออำนาจดลบันดาลรอ อำนาจนอกตัวต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาช่วย
3 สิ่งอื่นหรืออำนาจดลบันดาลภายนอกนั้นมาทำให้เราโดยเราไม่ต้องทำเองและ เราทำเองไม่ได้นี้เป็นจุดที่สำคัญเรามองไม่เห็น กระบวนการของความเป็นเหตุเป็นผลว่ามัน สำเร็จได้อย่างไรเมื่อเราเชื่ออย่างนี้แล้ว เราอาจจะเกิดกำลังใจเกิดความอุ่นใจปลอบ ประโลมใจเสร็จแล้วเราก็เลยเบาใจสบายใจ แล้วก็ไม่ดิ้นรนขวนขวาย ทีนี้โทษก็เกิดขึ้นตอนที่ว่าอุ่นใจสบาย ใจนั้นความอุ่นใจสบายใจไม่ได้เกิดจากการรู้ เห็นชัดๆว่ามันจะสำเร็จได้อย่างไรเพียงแต่ เชื่อว่าจะสำเร็จตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้ได้แต่รอ ก็เลยไม่ดิ้นรนขวนขวายเมื่อไม่ได้แก้ไขปัญหาต่อไปปัญหานั้นก็อาจจะร้ายแรงขึ้นมาอย่าง น้อยก็ง่อนแง่นเพราะตัวเองไม่รู้และมันไม่ได้ อยู่ในอำนาจของตัวเอง
พุทธศาสตร์ว่าอย่างไร
ตอนนี้ก็มาพิจารณาหลักการในทาง พุทธศาสนาโดยมองเทียบจากข้อเสียของ ไสยศาสตร์
1 เราควรจะทำการให้สำเร็จผลที่ ต้องการด้วยความเพียรพยายามของตนเองคือให้สำเร็จด้วยการกระทำเมื่อสิ่งนั้นสำเร็จด้วยการกระทำของเราเราจะเห็นเหตุเห็นผลจะแจ้งคือมองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลในการ กระทำกับผลที่สำเร็จตามมาไม่เหมือนกับผลที่เกิดจากผู้อื่นทำให้และผู้อื่นที่ว่านั้นเป็น อำนาจเร้นลับที่เราไม่เห็นเลยไม่สามารถรู้จะ แจ้งลงไปว่าผลจะเกิดหรือไม่เกิดได้แต่เชื่อได้ แต่รอไป ฉะนั้นการเชื่อในการกระทำนี่เด็ดขาดกว่า
2 คนที่ไปหวังพึ่งสิ่งภายนอกดล บันดาลหรือทำให้นั้นไม่พัฒนาตนเองเพราะ ไปฝากให้ท่านทำให้แล้วก็รอซิปัญหานั้นตัวเองไม่ได้คิดแก้ไขรอผลดลบันดาลให้ตัวเอง ไม่ได้คิดไม่ได้ทำก็ไม่ได้พัฒนาตนเอง คนเรานี้จะพัฒนามีความเก่งกล้า สามารถขึ้นได้ก็ด้วยการที่ได้ ฝึกได้หัดได้ ทดลองได้ทำได้คิดเมื่อปล่อยปัญหาให้อำนาจภายนอกช่วยไปแล้วไม่ได้คิดไม่ได้แก้ไข มัวไปหวังพึ่งท่านอยู่ตัวเองก็ไม่พัฒนาสติ ปัญญาความสามารถในการกระทำก็ไม่ได้ ฝึกปรือก็เลยไม่มีอะไรดีขึ้นในตนเองเสียสองแล้วคือไม่มีการพัฒนาตนเอง
3 การที่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นต่อ อำนาจภายนอกที่เรามองไม่เห็นนั้นเราไม่ เป็นตัวของตัวเองไม่เป็นอิสระขาดอิสรภาพหมดอิสรภาพพึ่งตนเองไม่ได้นี่ประการที่สามการพัฒนาตนเองจะมาสัมพันธ์กับการพึ่งตนเองได้เมื่อเราพัฒนาตนเองฝึกปรือตนเองต่อไปเราก็สามารถพึ่งตัวเองได้เป็นอิสระแก่ตัวเองพระพุทธศาสนานั้นมีลักษณะ สำคัญอย่างหนึ่งคือพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ ลูกศิษย์สามารถพึ่งตนเองได้ไม่ยอมให้มามัว รอพึ่งแม้แต่พระองค์เองพระองค์ต้องการให้ ทุกคนเป็นอิสระให้เขาพึ่งตนเอง ได้ไม่ต้องมา ขึ้นต่อพระองค์พระพุทธเจ้าช่วยคนให้เขาพึ่งตัวเองได้ทรงช่วยให้เขาเข้มแข็งไม่ใช่ช่วยให้ เขาอ่อนแอแล้วได้แต่รอให้พระองค์ช่วยและ
4 ที่พูดไปแล้วก็คือทำให้เกิดความประมาทเพราะไปรอหวังพึ่งรอให้ท่านช่วย เราก็ปล่อยเวลาไปไม่ได้ทำอะไรมัวแต่อุ่นใจ เลยไม่ลุกขึ้นดิ้นรนขวนขวายแก้ไขปัญหา
สำหรับข้อเสียนี้เมื่อมองในแง่แต่ละคนเฉพาะหน้า ก็ปล่อยปละละเลยทำให้ปัญหาหมักหมมไม่ได้ แก้ในระยะยาวถ้าเคยตัวอย่างนี้ก็เลยมีนิสัย ไม่ดิ้นรนขวนขวายชอบรอหวังพึ่งอยู่ด้วย ความหวังเรียกว่ามีนิสัยประมาทมองในแง่สังคมเมื่อคนทั่วไปเชื่อกัน อย่างนี้ก็ไม่มีการดิ้นรนขวนขวายแก้ไขปัญหา และทำการสร้างสรรค์สู้สังคมที่เขามี ความเดือดร้อนไม่มีใครช่วยเหลือเลยก็ไม่ได้สังคมแบบนั้นเมื่อถูกภัยบีบคั้นคุกคามแล้วหาทางแก้ไขตัวเองดิ้นรนไปมาก็ทำให้เจริญเข้มแข็งขึ้นมาได้ในแง่นี้นับว่าเป็นโทษมากทีนี้เราก็ดูว่าโทษกับคุณนี่คุ้มกันโหม เมื่อมองโนระยะยาวและในแง่สังคมส่วนรวมแม้แต่ถ้ามันจะได้ผลจริงบ้างก็ไม่คุ้มเพราะฉะนั้นในทางพระพุทธศาสนาท่านจึงวางหลักการไว้ว่า
1 ให้ทำการ ให้สำเร็จด้วยความเพียร ของตัวเองตามเหตุตามผล
2 ให้ใช้เรื่องนั้นปัญหานั้นสิ่งที่ต้องทำ หรือสิ่งต้องเผชิญนั้นเป็นเครื่องมือหรือเป็น เวทีในการฝึกฝนพัฒนาตนเองคนเราจะต้อง ศึกษาต้องเรียนรู้พัฒนาตนเองจะได้มีชีวิตที่ ดีงามยิ่งขึ้นถ้ามองในแง่ชีวิตคนชีวิตก็จะดีขึ้น มองในแง่สังคมสังคมก็เจริญก้าวหน้าพัฒนาขึ้น
3 อย่างที่ว่ามาแล้วให้รู้จักพึ่งตนเอง จะได้มีอิสรภาพและพึ่งตนเองได้ ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทไม่ต้อง รอให้มีอะไรมากระตุ้นหรือมีภัยมาบีบคั้น คุกคามเราก็ลุกขึ้นกระตือรือร้นขวนขวายไม่ประมาทอยู่เสมอความไม่ประมาทนี่สำคัญมากในพระ พุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงเน้นเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่จะปรินิพพานก็ตรัสว่า "เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาท" พูดง่ายๆว่าจงยังความไม่ประมาทให้ ถึงพร้อม เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนานี้ เรื่องของการพึ่งอำนาจดลบันดาลภายนอก หรือลัทธิรอผลดลบันดาลทั้งหลายไม่ว่าจะ เป็นไสยศาสตร์หรือการพึ่งอำนาจเทพเจ้า อะไรก็ตามพระพุทธศาสนาจึงไม่สนับสนุน ไม่ใช่ว่าท่านว่าไม่จริงแต่โทษมันมากกว่าคุณ มันทำให้เสียหลัก 4ประการที่ว่านี้
ถ้าใครจะถามเราก็บอกได้เลยว่ามันขัดหลักพุทธศาสนา 4 ประการ
1 ขัดหลักการกระทำการให้สำเร็จด้วย ความเพียรพยายามตามเหตุตามผล
2 ขัดหลักการฝึกฝนพัฒนาตนเอง
3 ขัดหลักการพึ่งตนเองและมีอิสรภาพ
4 ขัดหลักความไม่ประมาท
การเชื่อถือวุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้ให้คน หลงเพลินคอยรอและก็อาจจะงอมืองอเท้า ไม่ทำอะไรทำไห้ปล่อยปละละเลยกิจที่ควรทำ แล้วก็ทำให้ตกอยู่ในความเสื่อมชีวิตและ สังคมแบบนี้จะเสี่ยงต่อความเสื่อมและภัย อันตรายเพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติตาม หลักพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ โดยทำตามหลัก 4 ประการที่กล่าวมา
ชาวพุทธจะปฏิบัติตัวอย่างไร?
ทีนี้สำหรับคนทั่วไปก่อนจะเข้าถึงหลัก การของพระพุทธศาสนานั้นเราต้องยอมรับ ความจริงว่าคนก็ยังมีความอ่อนแอ คนจำนวนมากยังอ่อนแอมาก บางคนแม้ที่ว่ามีปัญญานึกว่าตัวเองเป็นคนมีปัญญาแต่ไม่ใช่มี ปัญญาจริงคือยังไม่ได้มีความรู้ความเห็น ความเข้าใจจริงและจิตใจก็ไม่หนักแน่นไม่มี สมาธิเวลาเกิดเหตุ ร้ายภัยอันอันตรายชนิดเฉพาะ หน้าปัจจุบันทันด่วนบางทีตั้งจิตตั้งใจไม่ทัน เป็นนักคิดชอบคิดชอบใช้ปัญญาแต่บางทีไป แพ้คนที่เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์อิทธิฤทธิ์ได้เชื่อไหม
ทำไมจึงแพ้ก็เพราะว่าจิตใจฟุ้งซ่านและยังมี ความอ่อนแออยู่ในตัวพอประสบเหตุร้ายตั้ง จิตตั้งใจไม่ทันตั้งสติไม่ทัน สมาธิไม่มาถูกความหวาดกลัวครอบงำลงไปถึงจิตไร้ส่านึกมันเลยขั้นที่จะนึกจะคิดแล้วจิตใจเตลิดเปิดเปิงขวัญหายใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคิดอะไรไม่ได้ทำอะไรไม่ถูกกลับไปแพ้คนที่เขามีสติปัญญาน้อยกว่าที่เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันนี้เหละส่วนที่เป็นประโยชน์ของความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างที่บอกเมื่อกี้คือ มันเกิดเป็นความมั่นใจมั่นใจ แล้วก็ทำให้จิตรวมตัวคนที่มีความเชื่อยึดในอะไรสักอย่างหนึ่ง แม้แต่ขิงข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พอเกิดเหตุร้าย ปัจจุบันทันด่วนชนิดตั้งสติไม่ทันนี่เพราะ ความที่เชื่อนั่นในสิ่งนั้นจิตใจก็รวมได้จิตตั้งมั่น อยู่กับสิ่งนั้นมันก็เลยไม่เตลิดเปิดเปิงไม่ขวัญหนี พอตั้งสติได้ใจอยู่กับตัวจิตใจมันอยู่ก็คิดอะไรได้ก็เข้มแข็งก็ไม่เสียหลัก ทำให้ทำการ ต่างๆตั้งตัวอยู่ได้ แต่ส่วนคนที่ว่าไม่เชื่ออะไรเลยทำเป็นว่าเป็นคนมีปัญญาแต่ใจก็ไม่มั่นคงแข็งแรง พอเจอเหตุร้ายอย่างนี้ตั้งสติไม่ทันใจไม่รวม ไม่มีสมาธิอย่างที่ว่าไปแล้วเตลิดเปิดเปิงใจ ไม่รู้ไปไหนเลยทำอะไรไม่ถูกสักอย่างเสียหลักเลยเลยกลับแย่เพราะฉะนั้นจึงต้องไม่ประมาทในเรื่องนี้ด้วย
--------------------------------------------------------------------------------
เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่ยังอ่อนแออยู่นี้ท่านก็เลยยอมให้ในขั้นเบื้องต้นแต่ต้องไม่ให้ เสียหลักคือเมื่ออาศัยความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น พอให้ไจอยู่กับตัวแล้วจะต้องต่อด้วยความไม่ประ มาทต้องต่อด้วยการกระทำ ความเพียรพยายามไม่ใช่เชื่อแล้วก็ไปฝากความหวังไว้มัวรอพึ่งสิ่งเหล่านั้นถ้าอย่างนั้นก็เสียหลักเป็นการผิดหลักความไม่ประมาทแล้วก ผิดหลักการเพียรพยายามกระทำการให้ สำเร็จนี้เป็นจุดสำคัญ
ตอนที่คนยังอ่อนแอยังมีจิตใจไม่มั่นคง มีปัญญาชนิดที่ไม่แท้จริงคือยังไม่รู้จริงท่านก็ยอมให้อาศัยความศักดิ์สิทธิ์ได้บ้างแต่ท่านให้ เอาความเชื่อสิ่งศักดิ์ สิทธิ์มาไว้ที่พระรัตนตรัย เสียจะได้เป็นทางเชื่อมให้เดินหน้าเข้าสู่ทาง ต่อไปได้พอเชื่อพระรัตนตรัยมั่นใจแล้วพระ รัตนตรัยจะจูงเราขึ้นต่อไป ศาสนานั้นมีความหมายอย่างหนึ่งที่ว่าไปแล้วคือคนทั่วไปจะมองว่าศาสนาเป็น พึ่งที่ ยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นเครื่องช่วยปลอบ ประโลมจิตใจบำรุงขวัญทำให้สบายใจแต่จุด นี้เป็นจุด ที่อันตรายด้วยถ้าเราไปมองว่า ศาสนาเป็นแค่นี้ละก็ใช้ไม่ได้ผิด ศาสนาถ้าเป็นแค่นี้ละก็จะมีคุณเพียงส่วนหนึ่งแต่อาจ จะมีโทษมากมาย เพราะฉะนั้นที่ว่าศาสนาเป็นที่พึ่งที่ยึด เหนี่ยวจิตใจนั้นต้องแบ่งเป็น 2 แบบคือ
แบบหนึ่งเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ชนิดที่เหนี่ยวแล้วดึงลงหมายความว่าดึงให้ หมกให้จมอยู่กับการหวังพึ่ง สิ่งเหล่านั้นเรื่อยไป เลยเกาะเพลินอยู่นั่นเองไม่ต้องคิดเพียร พยายามทำอะไรก็วนเวียนอยู่แค่นั้น พฤติกรรมจิตใจและปัญญาก็ไม่เจริญไม่ได้ ฝึกปรนพัฒนาตนเองอีกแบบหนึ่ง เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่เหนี่ยวแล้วดึงขึ้นคือเหนี่ยวพอให้เป็นที่ เกาะผ่านเท่านั้นในเมื่อคนเขายังไม่เข้มแข็ง ไม่แข็งแรงเหมือนยังว่ายน้ำไม่เป็นพอได้ที่ เกาะไว้ก่อนแต่ตัวศาสนาเองอยู่เลยจากนั้นไป ต่อจากนั้นจะต้องช่วยให้เขาเข้มแข็งขึ้นแล้วให้ เขาเดินหน้าต่อไปสู่ตัวศาสนาที แท้จริงไม่ใช่ จมวนอยู่แค่นั้นพระพุทธศาสนายอมให้ในแง่ที่สอง
ถ้าเราบอกว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาคือเป็น ที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจพูดแค่นี้ไม่ได้ไม่ถูก เพราะตัวพระพุทธศาสนาอยู่ที่การพัฒนาชีวิต ของเราให้ดีขึ้นฉะนั้นการที่เรายึดเหนี่ยวก็เป็น เพียงได้อาศัยเพื่อจะเหนี่ยวแล้วดึงขึ้นไป เพื่อจะเดินหน้าต่อไปในการที่จะพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้นทั้งด้านพฤติกรรมกาย วาจา ทั้งด้านจิตใจและในด้านปัญญายึดถือแล้วปลอบใจ สบาย อุ่นใจ นอนใจ รอให้ท่านบันดาลให้=ทางตันมีโทษมากยึดถือแล้ว รวมใจไค้ เกิดกำลังใจ มั่นใจ ทำการอย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้นไป=มีทาง เดินต่อพอรับได้อย่างไรก็ตามแม้แต่การเชื่อหรือนับถือ แบบหลังที่พอยังรับได้ก็ยังไม่ปลอดภัยนอก จากง่อนแง่นแล้วเพราะกำลังใจกำลังศรัทธา เกิดจาความเชื่อไม่ใช่เกิดจากปัญญารู้ความ จริงจึงอาจถูกความเชื่อจูงให้มีกำลังเข้มแข็ง ในทางที่จะทำ ให้สิ่งที่ผิดให้รุนแรงกลับมีโทษ มากยิ่งขึ้นไปอีก
สำหรับคนที่ยังอ่อนแอเมื่อยังหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือยังต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านเอาความศักดิ์สิทธิ์มาไว้ที่พระรัตนตรัย
ก) เพื่อจะได้กั้นกรองจำกัดไว้ไม่ให้ผู้คนถูกจูงเขวออกนอกลู่นอกทางไปกันใหญ่ เพราะลัทธิศาสนาแบบไสยศาสตร์มากมาย เป็นเรื่องสนองกิเลสทั้งโลภและโทสะของคนกับกิเลสเหล่านั้นอย่าง น้อยก็รั้งไว้ไม่ให้ถูกดึงลงไปหลงจมวนเวียนแช่อยู่ในโมหะ
ข) เพื่อทำความศักดิ์สิทธิ์นั้นเองให้ ประณีตให้สูงให้ดีงามขึ้นไปไม่ให้ความศักดิ์สิทธิ์อยู่กับอำนาจ
ศักดานุภาพหรืออิทธิพลความยิ่งใหญ่ที่จะดลบันดาลแบบวูบวาบไม่ยั่งยืนแต่ให้ความศักดิ์สิทธิ์เกิดจากคุณนุภาพ คืออำนาจความบริสุทธิ์และคุณธรรม ประกอบด้วยพระปัญญาคุณพระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณที่เป็นของยั่งยืน
ค) เพื่อจะได้เป็นการสะดวกที่จะดึงคน ทั้งหลายที่มาพึ่งนั้นให้ก้าวต่อสูงขึ้นไปสู่การ พัฒนาชีวิตด้วยศีลสมาธิและปัญญาจนลุถึงวิมุตติในที่สุด เพราะฉะนั้นจะต้องเข้าใจว่า การยึด เหนี่ยวเป็นเพียงจุดเริ่มด้นเท่านั้นไม่ใช่ยึด เหนี่ยวแล้วก็เลยจมเพลินวนเวียนอยู่แค่นั้นจุดสำคัญอยู่ที่เหนี่ยวแล้วดึงขึ้นแล้วให้เดิน หน้าต่อไปด้วยตรงนี้แหละที่เป็นลักษณะ สำคัญพระพุทธศาสนาเน้นตรงนั้น ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นโบราณเขามี อยู่แล้วก่อนพุทธศาสนาถ้าศาสนาเป็นได้แค่ ที่พึงที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก็ไม่จำเป็นต้องเกิด พุทธศาสนาเพราะคนอินเดียเขามีที่พึ่งที่ยึด เหนี่ยวจิตใจมีเทวดาให้นับถือเยอะแยะมีแม้ แต่พระพรหมที่ว่าดลบันดาลทุกอย่างได้จนคนพากันเชื่อในพรหมลิขิต
การที่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นก็เพราะ ศาสนาก่อนนั้นมัวเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ชนิด เหนี่ยวแล้วดึงลงให้หลงให้จมให้หมกอยู่ ในการพึ่งพาอำนาจภายนอกรอผลดลบันดาลพระพุทธศาสนาก็เลยเกิดขึ้นมาแก้ไขโดยมาเหนี่ยวแล้วดึงขึ้นเพื่อจะให้ประชาชน ได้พัฒนาในเรื่อง ของความประพฤติทั้งกายวาจา แล้วก็พัฒนาจิตใจและพัฒนาปัญญาให้พึ่งตนเองไค้ดีขึ้นจนเป็นอิสระต่อไปอันนี้จึงจะเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของพระพุทธศาสนาชาวพุทธเรานับถือพระพุทธศาสนาไม่ใช่เอาแค่ว่ายึดเหนี่ยวจิตใจให้สบายแล้วก็จบแต่ต้องเอามาใช้ปฏิบัติเอามาใช้พัฒนาชีวิต ของเราให้ดีงามทั้งกายวาจาเละจิตใจพร้อม ทั้งปัญญาให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆเพราะที่สุดเราต้องเป็นอิสระพึ่งตนเองได้
--------------------------------------------------------------------------------
เราควรนับถือศาสนาอย่างไร
การที่ศาสนาเป็นที่พึ่งเป็นที่เหนี่ยวจิตใจ อย่างเคียวนั้นไม่ปลอดภัย อย่างที่ว่ามีคุณนิดหน่อยแต่มีโทษมากมาย แม้แต่ความมั่นใจที่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นความมั่นใจที่ไม่เด็ดขาด ยังง่อนแง่นและมีภัย ความมั่นใจนั้นมี 2 แบบคือ
1 ความมั่นใจด้วยศรัทธาคือความเชื่อต่อส่งภายนอก
2 ความมั่นใจด้วยปัญญาของตนเองที่รู้ความจริง
--------------------------------------------------------------------------------
ความมั่นใจที่เกิดจากศรัทธานั้นก็แข็ง แรงมากบางทีแข็งไม่ลืมหูลืมตาจนถูกเขาจูง เอาไปรบราฆ่าฟันกันแต่เป็นการเชื่อต่อสิ่งภายนอกมาช่วยทำให้ไม่ใช่ตัวเราทำเองต่างกับมั่นใจด้วยปัญญาที่เรามองเห็นความจริง เราทำเองได้อันนี้เทียบได้กับความมั่นใจของ คนตาบอดหรือย่างน้อยความมั่นใจของคนที่หลับตากับความมั่นใจของคนที่ลืมตาหรือตาดีความมั่นใจของคนที่ศรัทธา ก็เหมือนความมั่นใจของคนที่ตาบอดหรือหลับตามีราวมีที่เกาะก็เกิดความมั่นใจว่าโอ้เราได้ที่เกาะแล้ว เราจะไปได้มั่นใจอันนี้แต่มองไม่เห็นว่ารอบนอกข้างๆตัวและข้างๆราวนั้นมีอะไรมองไม่รู้เรื่องแต่ได้ความมั่นใจขึ้นมาว่า เราได้อาศัยคราวนี้จะเดินไปถึงที่หมายได้หรือมั่นใจว่าท่านผู้มีกำลังมาช่วยอยู่ท่านจะช่วยพาเราไป แต่ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ถ้าเป็นความมั่นใจด้วยปัญญา จะเป็นความมั่นใจของคนตาดีหรือลืมตา ซึ่งมองเห็นหมดอะไรเป็นอะไร จะสำเร็จได้อย่างไรตัวเองจะต้องทำอะไร ตรงไหนที่ใดเห็นโล่งไปตลอด
เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนานี้เบื้องแรกท่านก็ยอมให้มั่นใจด้วยศรัทธาแต่ต้องมี ปัญญาประกอบให้เห็นเหตุเห็นผลแล้ว สุท้ายต้องพัฒนาให้เป็นความมั่นใจด้วย ปัญญา คือด้วยการที่ตัวเองรู้เข้าใจความจริง มองเห็นเหตุผลในสิ่งนั้นแล้วทำด้วยตนเองได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนาจึงสอนหลัก การไว้หลายขั้นหลายตอนชาวพุทธจะต้องพยายาม ศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่า นี้ให้ถูกต้องความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เรื่อง ไสยศาสตร์ผีสางเทวดาอะไรต่ออะไรนี่ถ้ายัง ถืออยู่ก็เอาเพียงว่าช่วยให้มั่นใจจิตใจรวมได้ ในขณะที่เรายังอ่อนแออยู่เอามาเป็นขั้นต้น ในการเกาะให้ทรงตัวตั้งตัวอยู่ได้ก่อน แต่จะ หยุดอยู่แค่นั้นเท่านั้นไม่ได้ต้องก้าวต่อไปถึง แม้ถ้าเชื่อสิ่งเหล่านั้นก็อย่าให้เสีย หลัก 4 ประการที่ว่าไปแล้ว
อย่าให้เสียหลักที่หนึ่ง คือการกระทำ การด้วยความเพียรพยายามของตนคือเชื่อ แล้วจะต้องให้เข้มแข็งในการกระทำยิ่งขึ้น อย่าไปเชื่อแล้วก็เลยสบายใจนอนใจว่าท่านจะ ทำให้บันดาลให้แล้วก็นอนรออย่างนี้ผิดหลัก ท่านเรียกว่าผิดหลักธรรมหลุดจากพระพุทธศาสนาเลย
อย่าให้เสียหลักที่สอง คือจะต้องไม่ให้ ผิดหลักฝึกฝนพัฒนาตนเองจะต้องคิด พิจารณาต้องหาทางแก้ปัญหาฝึกปรือตัวเอง ให้เข้มแข็งทำอะไรต่ออะไรให้เก่งให้ดียิ่งขึ้น
อย่าให้เสียหลักที่สาม คือต้องให้เป็น อิสระพึ่งตนเองได้ไม่ใช่ไปฝากความหวังให้ ท่านช่วยแล้วแต่ท่านหมดอิสรภาพของตัวเอง
แล้วก็อย่าให้เสียหลักที่สี่ คือต้องไม่ให้ ผิดหลักความไม่ประมาทถ้าไปประมาทเสี่ย ปล่อยปละละเลยให้เวลาผ่านไปเปล่าๆผิดแน่ๆ เป็นอันว่าถ้าเชื่อก็อย่าให้ผิดหลัก ประการนี้แล้วก็อาศัยพอให้เกิดกำลังใจมั่นใจ แล้วก้าวต่อไปถ้าตัวเองพัฒนาต่อไปแล้วก็จะ พ้นจากสิ่งเหล่านี้เองเมื่อเราเข้มแข็งยิ่งขึ้น ต่อไปเราก็ไม่ต้องอาศัยแล้วเราจะพ้นจาก ความมั่นใจแบบคนตาบอด หรือคนหลับตาไปสู่ความมั่นใจของคนที่ลืมตาหรือตาดีคือมั่นใจด้วยปัญญาไม่ใช่เพียงด้วยศรัทธา
--------------------------------------------------------------------------------
พระพุทธเจ้าทรงสำเร็จบรรลุโพธิญาณนั้นทรงผ่านมาแล้วอย่างหนักหนาทั้ง โชคและเคราะห์ถึงคราวโชคพระองค์ก็ใช้มัน เป็นปัจจัยในการทำประโยชน์ทำความดียิ่งขึ้น ไปถึงคราวเคราะห์พระองค์ก็ไม่หนีทรง เผชิญเคราะห์และจัดการกับเคราะห์แก้ไขผัน แปรมันพระองค์จึงมีพระบารมีแก่กล้าขึ้นมา พระองค์บำเพ็ญบารมีมากมายจากการจัดการกับเคราะห์นี่แหละแล้วทำไมชาวพุทธ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจะคอยรอเอาแต่โชคพอ เจอเคราะห์ก็จะหนีอย่างเดียวไม่รู้จักจัดการ เอาประโยชน์จากเคราะห์และใช้เคราะห์เป็นที่พัฒนาบารมีของตนบ้าง
คนนับถือศาสนาแบบไสยศาสตร์เพื่อ ขอให้ช่วยบันดาลให้มีโชคดีหนีเคราะห์ร้าย เวลามานับถือพระพุทธศาสนาก็เลยจะนับถือ แบบนั้นเอาแค่นั้นเรียกว่าไม่พัฒนาการ นับถือศาสนาหรือเลยพลอยทำให้พระพุทธศาสนามีความหมายแค่นั้นคนเป็นจำนวนมากนับถือศาสนาเพียงเพื่อหวังจะหนีเคราะห์และขอโชคแต่ชาวพุทธแท้นับถือศาสนาเพื่อช่วยเหลือเราพัฒนาความสามารถที่จะเปลี่ยนเคราะห์เป็นโชค
พระพุทธศาสนามิใช่มีไว้เพื่อให้เราขอ โชคและขอให้ช่วยหนีเคราะห์แต่ประโยชน์ที่เราควรจะไต้จากพระพุทธศาสนาก็คือ ความสามารถที่จะชนะเคราะห์และสร้างโชคท่าน สอนให้เรารู้จักเผชิญและจัดการกับเคราะห์ เพื่อให้ตัวเราเองพัฒนาดีขึ้นและรู้จัก ใช้โชคให้ นำโชคยิ่งๆขึ้นไปด้วยไม่ใช่เอาแต่จะหนีเคราะห์ กลายเป็นคนอ่อนแอจะถอยอยู่เรื่อยแล้ว เวลามีโชคก็หลงระเริงเพลิดเพลินจนโชคหมด หายกลายเป็นเคราะห์ไม่รู้จักพัฒนาโชคต่อไป
ทำอย่างไรจะพ้นเคราะห์ได้จริง?
คนไทยเรานี้เวลาเกิดสถานการณ์ ต่างๆที่เป็นเหตุร้ายก็จะมีคนหลายระดับเรา จะต้องเห็นใจกันคนที่ยังมีจิตใจอ่อนแอเราก็ ให้โอกาสเขาบ้างการโอดโอยโวยวาย คร่ำครวญจะมีบ้างเราก็เห็นใจและรู้ทันอย่าไปนึกอะไรมาก ฟังเขาไปเขาจะด่าจะว่ายิ่ง ถ้าเป็นผู้นำเป็นผู้บริหารก็ยิ่งต้องอดทนต้อง ให้เขาระบายไม่ไปต่อล้อต่อเถียงแล้วก็ปลอบ โยนให้สติเขาดีๆตามเหตุตามผลแม้แต่เทวดา ก็ยังต้องยอมให้โอกาสคนอย่างที่ว่าฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า
ขอแต่ว่าเมื่อโอดครวญกันแล้วก็อย่าไปจบไปหยุดอยู่แค่นั้นต้องผ่านขั้นนี้ไป พอบายอารมณ์แล้วก็ตั้งสติสงบแล้วรีบหัน ทำการแก้ไขด้วยปัญญา แล้วเอาเหตุการณ์ ร้ายหรือปัญหามาใช้ไห้เป็นประโยชน์ปัญหา จะต้องใช้เป็นเวทีพัฒนาปัญญา คือปัญหาเกิด ขึ้นแล้วถ้าเราใช้ความคิดพิจารณาค้นหาเหตุปัจจัยและหาทางแก้ไขเราจะพลิกปัญหาให้เป็นปัญญาเปลี่ยนอักษรตัวเดียวจากปัญหา เป็นปัญญาไปคนที่เก่งนั้นเขาเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญาและใช้ปัญหาเป็นเวทีพัฒนาปัญญา แล้วก็เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโอกาส
เวลาทุกข์ยากนี่เป็นประโยชน์มาก เวลาสุขสำราญต่างหากที่มักทำให้มัวเมาประมาท พระพุทธศาสนาสอนว่าถ้าความรุ่งเรืองความสำเร็จเกิดขึ้นอย่ามัวเมาต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ เอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป คราวเคราะห์ก็มัวครวญ ยามโชคก็เหลิง เอาแต่หนีเคราะห์และคอยโชค คนอย่างนี้เคราะห์เรียกหาแต่คนเป็นมหาบุรุษได้ ด้วยการผันเคราะห์ให้เป็นโชค และผันโชคให้แผ่ประโยชน์สุขในด้านนี้สังคมไทยเราอาจจะพลาดไปแล้ว เมื่อตอนเราฟุ้งเฟื่อง สบาย มีพรั่งพร้อมแทนที่เราจะเอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ . .
เรากลับไปหลงระเริงมัวเมาประมาท นี่ท่านเรียกว่าทำโอกาสให้เป็นเคราะห์แทนที่จะใช้โอกาสนั้นในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไปทีนี้ถึงเวลาเราแย่ลงไปเป็นเคราะห์แล้ว ถ้ามัวไปตีอกชกหัวเศร้าโศกโอดครวญก็ กลายเป็นช้ำเติมตัวเองเคราะห์หนักเข้าไปอีก ถ้ามีสติปัญญาตอนนี้ได้สติแล้วใช้ปัญญาก็ทำ เคราะห์ให้เป็นโอกาสเสีย เพราะคราวทุกข์ เดือดร้อนนี่แหละมักเป็นเวลาที่ดีที่สุด คนที่เจริญก้าวหน้าได้ โดยมากต้องเจอปัญหาจะได้ฝึกตัวเองให้เข้มแข็งแล้วเคราะห์นี่ช่วยให้ทั้งสังคมทั้งชีวิตคนประสบความสำเร็จมากมาย จากการเจอเคราะห์เจอปัญหาแล้ว ถ้าเราตั้งตัวดีมีท่าทีถูกต้องเราก็จะมีความเข้มแข็งพยามต่อ สู้ดิ้นรนขวนขวายแล้วเราจะได้พัฒนาความสามารถเราจะได้การฝึกฝนตนฝึกปรือตัวเองแล้วได้ปัญญาความสามารถ มากขึ้นแล้วชีวิตและสังคมก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไป
ขอย้ำคติที่ว่าไว้ข้างต้นอีกครั้งหนึ่งว่า คนฉลาดทำเคราะห์ให้เป็นโอกาส แต่คนประมาททำโอกาสให้เป็นเคราะห์เป็นอันว่าตอนนี้มีเคราะห์แล้วยอมให้มีความเศร้าโศกเสียใจโอดครวญกันชั่วระยะสั้นๆพอระบายเสร็จแล้วก็ให้ รีบตั้งสติ ต่อไปนี้ก็ รีบมาดีไจว่าเจอเคราะห์แล้ว ทำมันให้เป็นโอกาส ผันเคราะห์ให้เป็นโอกาสแล้วเราก็จะ เจริญก้าวหน้าต่อไปไม่ต้องกลัวฉะนั้นอย่าไปหมดกำลังใจพระพุทธศาสนาไม่สอนให้เราท้อแท้ ไม่สอนให้เราท้อถอยอ่อนแอเมื่อเจอปัญหาเจอเคราะห์กรรม เจอภัยอันตรายแล้ว ให้เข้มแข็ง แล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการฝึกปรือตนเอง ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปแล้วเราจะมีความ ชำนิชำนาญยิ่งขึ้นในการที่จะแก้ปัญหาในการ ที่จะผจญเคราะห์กรรมภัยอันตรายให้ผ่าน ก้าวไปสู่ความสำเร็จในการสร้างสรรค์พัฒนาได้ต่อไป
วันนี้ขอให้คติแก่โยมในเรื่องเกี่ยวกับ การปฏิบัติต่อสถานการณ์โดยโยงไปหา ไสยศาสตร์แล้วให้นำมาสู่พระพุทธศาสนา อย่างที่ว่ามาหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง แก่ญาติโยมในแง่เป็นคติความคิดจากการได้ เรียนรู้หลักการของพระพุทธศาสนา ขออนุโมทนาโยมญาติมิตรทุกท่านอีกครั้งหนึ่งขอตั้งจิตตั้งใจอาราธนาคุณพระรัตนตรัยโดยเฉพาะคุณธรรมความดีที่โยมทุกท่าน ได้บำเพ็ญนี้แหละให้มาเป็นเครื่องบำรุงจิตใจ ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปเราทำความดีเรามี จิตใจที่มีสติดำรงมั่นมีสมาธิไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อนใจ ไม่เสียขวัญไปในโอกาส สำคัญที่เป็นบททดสอบนี้เรามีกำลังใจเข้มแข็ง เราจะผ่านพ้นภัยอันตรายไปได้แล้วจะมี ความเจริญรุ่งเรืองขอให้ทุกท่านประสบความ สำเร็จชนะอุปสรรคอันตรายแล้วทำความร่มเย็นเป็นสุขให้เกิดขึ้นทั้งแก่ชีวิตของตนและสังคมส่วนรวมสืบต่อไปตลอดกาลทุกเมื่อ จบ.
จาก..วารสาร ร่มโพธิ์แก้ว ปีที่ 4 ฉบับที่ 23 เดือน กันยายน-ตุลาคม พ.ศ. 2540
สังคมไทยแทบจะถือได้ว่าเป็นสังคมที่ไม่มีวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เลยถ้าเป็นอย่างนี้ก็เสียฐานเลยวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ก็คือ วิถีจิตใจของมนุษย์หรือผู้คนที่มีความใฝ่รู้ คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลไม่เชื่อง่าย ไม่หลงงมงาย ชอบค้นคว้าชอบพิสูจน์ชอบทดลองชอบอะไรแล้วพยายามวิเคราะห์องค์ประกอบสืบสาวหาสาเหตุปัจจัยให้เข้าถึงความจริงให้ได้ ลักษณะอย่างนี้ถ้าเกิดมีขึ้นเป็นนิสัยจิตใจของผู้คนเราเรียกว่า วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ สภาพนี้สังคมไทยมีไหมพูดได้ว่าแทบตรงกันข้ามเลยเราไม่มีวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ผู้คนชอบเชื่ออะไรง่ายๆหลงงมงายตื่นข่าว ใช้เทคโนโลยีสื่อสารก็ไม่เป็น อันนี้เป็นเรื่องต้องพูดกันต่อไป แต่อย่างน้อยเราขอบอกว่าขาดวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ ถ้าอย่างนี้แล้วฐานของเราเสีย เราแย่กว่าเขา.
ป.อ.ปยุตโต สยามรัฐ 13 มีนาคม 2541