PDA

View Full Version : "อาหารเจ - ยุคใหม่ อร่อยเพื่อสุขภาพ"


กาลเวลา
10-11-2005, 05:42 PM
"อาหารเจ - ยุคใหม่ อร่อยเพื่อสุขภาพ":eusa_pray

เทศกาลอาหารเจ เป็นเทศกาลที่ผู้คนหันมากินเจกันมากขึ้นทุกปี สังเกตุได้จากในช่วงดังกล่าวมีร้านขายอาหารเจอยู่มากมาย นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่เป็นอาหารเจออกมาจำหน่ายกันหลายยี้ห้อ บางชนิดทำเลียนแบบเนื้อสัตว์จนแทบไม่รู้ว่าเป็นของเทียม ซึ่งรสชาตของอาหารเจยุคใหม่ก็เอร็ดอร่อยไม่แพ้อาหารเนื้อสัตว์

เหตุที่ผู้คนหันมาสนใจกินเจกันมากขึ้น อาจมีแรงจูงใจหลายอย่าง เป็น ต้นว่า กินเนื้อสัตว์มาทั้งปี ช่วงเทศกาลกินเจจึงงดกินเนื้อสัตว์เสียบ้างเท่า กับไม่สนับสนุน การฆ่าถือเป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง พวกที่คิดเช่นนี้กล่าวได้ว่า ถือศีลกินเจเพราะว่าอย่างน้อยก็เกิดความเมตตาต่อสัตว์ขึ้นมาในใจ

อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนไม่น้อยตระหนักว่าการกินเจหรือมังสาวิรัติ นอกจากเป็นการลดการ เบียดเบียนสัตว์แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะในระยะหลังปรากฎว่า การกินอาหารเนื้อสัตว์มากจนเกินไป เป็นสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่นโรคหัวใจ เกิดจากไขมัน สัตว์เข้าไปสะสมและอุดตันในเส้นเลือด หรือที่เรารู้กันว่า คอเลสเตอรอล อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ สูงเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันมาหลายปี มีคู่ชิงแชมป์ซึ่งไล่กวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คือ โรคเอดส์ นอกจากนี้ยังมีโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ มะเร็งในลำไส้ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการกินเนื้อสัตว์ มากจนเกินไปเช่นกัน

โดยข้อเท็จจริงแล้ว คนเรามีโครงสร้างทางร่างกายจัดอยู่ในประเภทของสัตว์ที่กินพืช จะเห็นได้ว่า ฟันของคนมีลักษณะคล้ายจอบและฟันกรามใช้ บดอาหารเหมือนกับสัตว์กินพืช โดยทั่วไป เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย การกินอาหารของคนจะใช้วิธีเคี้ยวจนละเอียดจึงจะกลืน ขณะเคี้ยวจะมีเอนไซม์ไทยาลิน ปนอยู่ในน้ำลายออกมาช่วยย่อยอาหาร ซึ่งเป็นขบวนการย่อยขั้นต้นก่อนอาหารจะถูกกลืนลงสู่กระเพาะซึ่งต่าง กับสัตว์ที่กินเนื้อ เช่น เสือ แมว สุนัข จะมีเขี้ยวที่แหลม คมคอยล่าเหยื่อ หรือใช้ฉีกเนื้อสัตว์เป็นชิ้นๆ ในการ กินอาหารของสัตว์ประเภทนี้จะขม้ำกลืนเหยื่อเข้าไปเป็นคำ ๆ โดยไม่ต้องเคี้ยว เพราะสัตว์ที่ กินเนื้อจะมีน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดอยู่ในกระเพาะเข้มข้น เป็น 10 เท่า ของ คนหรือ สัตว์ กิน พืชความเข้มข้นของน้ำย่อยสามารถจะย่อยอาหารได้ทั้งเอ็นและ พังผืดแม้กระทั่งกระดูก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเหมือนกับสัตว์ที่กินพืช

ยิ่งไปกว่านั้นสัตว์ที่กินเนื้อสัตว์จะมีลำไส้ยาวประมาณ 3 เท่า ของลำตัว เศษอาหารที่เหลือจากการย่อยจึง ขับถ่ายออกได้เร็ว ไม่เน่าเสียหมักหมม อยู่นาน ส่วนสัตว์ที่กินพืชจะมีลำไส้ยาวประมาณ 10 เท่า ของลำตัว แต่เนื่องจากพืชผัก ผลไม้ มีสารใย หรือ FIBER อยู่มาก สารไยเหล่านี้เมื่อเหลือ จากการย่อย มันจะช่วยพาเอากากอาหาร เลื่อนไหล ไปสู่ทวารหนักได้คล่องขึ้น

คนเรามีลำไส้ยาวประมาณ 12 เท่า ของลำตัว หากกินเนื้อสัตว์อย่างเดียวซึ่งไม่ค่อยจะมีสารไย กากอาหาร จะ เคลื่อน ที่ ไปช้าจึงทำ ให้อาหารบูดเน่า เสียอยู่ในลำไส้นาน ถึง 72 ชั่วโมง ก่อนจะถูกขับออกมาเป็นอุจจาระที่มีกลิ่นเหม็นแข็ง ระหว่าง ที่เน่าเสียอยู่นี้ก็ได้เกิดแบคทีเรียเขึ้น 2 ชนิด คือแบคทีเรีย ทำให้ผนังลำไส้อักเสบ เป็นสาเหตุของมะเร็งในลำไส้ และมีโอกาสเป็นโรคริดสีดวงทวารอีกด้วย

ตรงข้ามกับผู้ที่กินผลไม้ หรือผู้ที่กินเจ - มังสาวิรัตเป็นประจำ กากของพืชทที่เหลือจากการย่อยจะเดิน ทางได้รวดเร็ว จึงตกค้างอยู่ในลำไส้ 18 ชั่วโมง ก่อนขับถ่ายออกมาซึ่งไม่แข็งแรงและมีกลิ่นเหม็นน้อยกว่า ระหว่างที่ตกค้างในลำไส้ จะมี แบคทีเรีย เกิดขึ้น 2 ชนิด คือ สเตรปโตคอคคัสและ แลคโตบาซีลัส ซึ่งเป็นมิตรกับผนังลำไส้ ช่วยให้ลำไส้ชุ่มฉ่ำ ถ่ายคล่อง ไม่เป็นโรคท้องผูก

สารไย หรือ FIBER ที่มีอยู่ในพืชผักผลไม้ ยังเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บอีก ด้วยเช่น สารไยประเภท

เพคติน ป้องกันโรคหัวใจ นิ่วในถุงน้ำดี มีมากในกล้วย ส้ม องุ่น มัน แครอท
กัมส์และมิงซิเลซ ป้องกันโรคเบาหวาน มีมากในซอสมะเขือเทศ ข้าวโอ๊ต
เซลลูโลส ป้องกันโรคท้องผูก มีมากในมะละกอ มะขาม ผลไม้เปลือกแข็ง เมล็ดพืช
เฮมิเซลลูโลส ป้องกันโรคอ้วน โรคท้องผูก มีมากในหัวบุก
ลิกนิน ป้องกันโรคริดสีดวงทวาร นิ่วในถุงน้ำดี เส้นเลือดขอด มีมากในข้าวกล้อง ถั่วงอก กระหล่ำปลี มะเขือเทศเป็นต้น แม้อาหารเจ หรือ อาหารมังสาวิรัตจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า หากกิน แต่อาหารดังกล่าวเป็นประจำ จะทำให้ เป็นโรคขาดสารอาหาร ไม่มีเรี่ยวแรง ซึ่งความเข้าใจเช่นนี้นับว่าคลาดเคลื่อนอยู่มาก แท้จริงแล้วพืชผัก ผลไม้ ให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน ซึ่งพืชบางชนิดให้มากกว่าเนื้อสัตว์ด้วยซ้ำไป เช่น พืชตระกูลถั่ว จะให้โปรตีน มากกว่าเนื้อสัตว์ทุกประเภท
กล่าวคือ ฟองเต้าหู้
มีโปรตีน 47% ถั่วเหลือง 34 % ถั่วลิสงคั่ว 28.6% ถั่วเขียว 24% ขณะที่ปลาทูมีโปรตีน 21.5 % เนื้อกบ 20.9% เนื้อวัว 20% ตับหมู 19.9% ปลาดุก 18.2% เนื้อไก่ 18% นอกจากนี้ ข้าวกล้อง ยังอุดม ด้วยวิตามินและแร่ธาตุ

หากรับประทาน ถั่วเหลืองกับข้าวกล้อง เป็นหลักจะให้คุณค่าทางโภชนาการ สูง ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ รวมถึงได้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ครบถ้วนอีกด้วย ที่สำคัญก็คือ โปรตีนจากพืชเป็นโปรตีนที่บริสุทธิ์ สะอาด ย่อยง่าย ซึ่งตรงข้ามกับเนื้อสัตว์ที่มีทั้งมัน เอ็น พังผืด ย่อยยาก และการเลี้ยงสมัยใหม่มักใช้ยาปฏิชีวนะตลอดจนสารกระตุ้นเร่งให้ เติบโตกันมาก ซึ่ง หากตกค้างอยู่ในเนื้อสัตว์ จะเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม แม้อาหารเจ-มังสาวิรัติ ซึ่งส่วนใหญ่ จะมีแต่ผัก เต้าหู้ แป้ง น้ำมัน จืดชืดไม่มีรสชาติ น่าเบื่อ ไม่ชวนรับประทาน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ปรุงอาหารเจ-มังสาวิรัติ ขาดศิลปะในการปรุงให้อร่อยและขาดวัตถุดิบแทนเนื้อสัตว์ แท้ จริง แล้วลำพังเนื้อสัตว์อย่างเดียวจะมีกลิ่นสาบคาว ไม่ชวนรับประทาน ที่อร่อยได้ก็เพราะนำมาปรุง เครื่องปรุงที่ ทำให้อร่อยล้วนมาจากพืชทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหอม กระเทียม พริกไทย มะกรูด มะนาว ตะไคร้ ผักชี ขิง ข่า ฯลฯ ดังนั้นอาหารอร่อยหรือไม่อร่อยจึงอยู่ที่ฝีมือแม่ครัวมากกว่า

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหาารเจ- มังสาวิรัติ ใช้ทดแทนเนื้อสัตว์จำหน่ายหลายชนิด สามารถนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้ไม่แพ้ เนื้อสัตว์ ราคาก็ถูกกว่าเนื้อสัตว์ เก็บไว้ได้นานและให้โปรตีนสูงกว่าเนื้อสัตว์ สะดวกต่อการใช้ไม่ว่าจะนำมาทำ ลาบ น้ำตก พล่า ยำ แกง ผัด ทำคอหมูย่าง หมูสะเต๊ะ เนื้อแดดเดียว บาร์บีคิว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่เป็นอาหารเจ ออกมาจำหน่าย ตาม ซุปเปอร์มาร์เก็ต และ ห้างสรรพสินค้ามากมาย เช่น เป็ด ไก่รมควัน เป็ดพะโล้ กุนเชียง ฮ่อยจ้อ ปลาสาหร่าย กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้น เป็นต้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาประกอบอาหารแทนเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี ให้รสชาต ที่เอร็ดอร่อยด้วยเช่น ทำไก่ผัดขิง แกงเผ็ดเป็ดย่าง ยำกุนเขียง ต้มโคล้งปลากรอบ หรือปลาราดพริก กุ้งผัดน้ำพริกเผา หรือต้มยำกุ้ง ยำปลาหมึก เป็นต้น กล่าวได้ว่าอาหารเจ-มังสาวิรัติยุคใหม่ ให้รสชาติ อร่อยไม่แพ้ เนื้อสัตว์ จึงมีผู้คนกินกันมากขึ้นเป็นลำดับ บางคนถึงกับกินเป็นประจำ

เทศกาลกินเจปีนี้ หากท่านยังไม่เคยกินเจหรือมังสาวิรัติมาก่อน ก็น่าจะลองดู ท่านจะอิ่มอร่อยโดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ


**ข้อมูลจากหนังสือ คู่มืออาหารเจพื้นบ้านสี่ภาค <CENTER>
</CENTER>

Being
10-12-2005, 11:03 AM
อยากกิงคนโพส อิอิ....

กาลเวลา
10-12-2005, 02:16 PM
- -"

เอาจิ ถ้าไม่กลัวท้องเสียยยยยย เอิ๊กกก

Being
10-12-2005, 05:00 PM
- -"

เอาจิ ถ้าไม่กลัวท้องเสียยยยยย เอิ๊กกก


:emo_100: กิงไปแล้ว อาการเป็งงี้