Paang
10-11-2005, 09:44 AM
http://db.dailynews.co.th/col_img/13662_1.jpg
ใกล้ออกพรรษาแล้ว หลาย ๆ จังหวัดเตรียมจัดงานกัน ซึ่งแต่ละที่มีความแตกต่างกันไป มีอยู่ที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้จังหวัดอื่น นั่นก็คือ จังหวัดหนองคาย ...
จังหวัดหนองคาย เมืองที่ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก เมื่อใกล้วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา จะมีคลื่นประชาชนจากทั่วสารทิศทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มุ่งหน้าสู่ อ.โพนพิสัย เพื่อพิสูจน์สิ่งมหัศจรรย์กับลูกไฟที่พวยพุ่งขึ้นมาจากลำน้ำโขง ชาวบ้านสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย เรียกกันว่า บั้งไฟพญานาค
พ่อโกเมนทร์ โปตะวัฒน์ อดีตศึกษาธิการอำเภอโพนพิสัย เล่าถึงความเป็นมาของบั้งไฟพญานาคให้ฟังว่า มีตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นร้อย ๆ ปีมาแล้ว ลักษณะเป็นลูกไฟสีแดงอมชมพูที่พุ่งจากน้ำขึ้นสู่อากาศ ขนาดเท่าหัวแม่มือไปจนถึงขนาดเท่าไข่ห่าน ขึ้นสูงประมาณ 20-50 เมตร แต่ละลูกใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที แล้วก็หายไปในอากาศทั้ง ๆ ที่ยังมีแสงอยู่แล้วค่อย ๆ หรี่ลงแล้วดับ โดยไม่มีโค้งตกลงมา ไม่มีสะเก็ดและลำแสง จะเกิดตั้งแต่ 1 ทุ่มไปจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม
จำนวนลูกไฟที่เกิดจะไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 5-40 ลูก บางปีมีเป็นร้อย ๆ ลูก หากปีไหนที่วันออกพรรษาของไทยตรงกับวันออกพรรษาของลาว จะเกิดลูกไฟขึ้นมากกว่าปีอื่น ๆ ตำแหน่งก็ไม่คงที่ด้วย บางปีเกิดใกล้ฝั่ง บางปีอยู่ห่างไปกลางแม่น้ำ
จากการเล่าขานสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าแม่น้ำโขงช่วงจังหวัดหนองคายมีพญานาคอาศัยอยู่ ในวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าจะเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาว ดึงส์ลงมาสู่โลกมนุษย์ เหล่าพญานาคที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงต่างแสดงความดีใจด้วยการจุดบั้งไฟฉลอง เป็นลูกไฟที่พุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำ จึงพากันเรียกว่า บั้งไฟพญานาค มักเกิดบริเวณฝั่งโขงเขตสุขาภิบาลอำเภอโพนพิสัย วัดไทย วัดจุมพล ปากห้วยหลวง ท่าน้ำวัดจอมนาง วัดหลวง ปากคาด บึงกาฬ
ชาวโพนพิสัยถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเห็นกันทุกปี จึงไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก ผิดกับคนในจังหวัดอื่นที่พากันมาดูแล้วบอกต่อ ๆ กันไปเรื่อย จึงทำให้มีคนมาดูกันเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ เริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น
เทศกาลออกพรรษาชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในปีนี้ ตรงกับวันอังคารที่ 18 ตุลาคม โดยทางจังหวัดเริ่มจัดงานตั้งแต่วันที่ 14-20 ต.ค. 48 นายทรงพล โกวิทศิริกุล นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย บอกถึงการจัดงานให้ฟังว่า ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานประจำปี ร่วมกับตัวแทนชุมชนทั้ง 42 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย ถนนอาหาร มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารมากมาย ยังมีการแสดงแสง สี เสียง เปิดตำนานบั้งไฟพญานาค พิธีบวงสรวงพระธาตุกลางน้ำ การประกวดลอยเรือไฟ การประกวดกระทงยักษ์ การประกวดปราสาทผึ้งแบบดั้งเดิม การลอยกระทงวันเพ็ญเดือน 11 การตักบาตรเทโวโรหนะ การแสดงโชว์และการประกวดสาวประเภทสอง
เมื่อดูบั้งไฟพญานาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาถึงหนองคายทั้งทีต้องไปไหว้หลวงพ่อพระใส ที่วัดโพธิ์ชัย เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวเมืองหนองคายนับถือกันมาก หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีลักษณะงดงาม ตามตำนานเล่าว่า พระธิดา 3 องค์ของกษัตริย์ล้านช้างได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์และขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามของตนเอง คือ พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง และพระใสประจำน้องสุดท้อง เดิมประดิษฐานที่กรุงเวียงจันทน์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสามลงเรือข้ามฝั่งมายังเมืองหนองคาย แต่เกิดพายุพัดพระสุกจมน้ำหายไป ส่วนพระเสริมและพระใสได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หนองคาย จนในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ส่วนพระใสยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ในวันเพ็ญกลางเดือน 7 จะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟบูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำทุกปี
หากยังมีเวลาไปออกกำลังกายขึ้นเขา 7 ชั้นที่ ภูทอก ใช้เส้นทาง 212 เมื่อถึง อ.บึงกาฬ เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 222 จะมีป้ายบอกเป็นระยะ ๆ แยกเข้าตรงบ้านศรีวิไล สู่บ้านนาคำแคนและเข้าสู่ภูทอก ระยะทางประมาณ 160 กม.
ภูทอกในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร มีสองลูก คือ ภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย แต่ก่อนเป็นป่าทึบ มีสัตว์ ป่าอาศัยอยู่มาก เมื่อ พระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ เข้ามาอยู่ก็ได้จัดตั้งให้เป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ ทางขึ้นภูทอกนั้นเป็นบันไดไม้สำหรับไต่ขึ้นไปสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2512 มีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็ม
ชั้นแรกและชั้นที่ 2 เป็นสะพานเวียนรอบเขา มีโขดหินเป็นป่าครึ้ม มาถึงชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลยเป็นทางชันมาก ส่วนทางขวาเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นที่พักของแม่ชี มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ย ๆ สลับกัน เรียกว่า ดงชมพู ทิศตะวันออกจดภูลังกา เป็นป่าดิบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะฝูงกา จึงเรียกว่า ภูรังกา แล้วเพี้ยนมาเป็นภูลังกา มีที่พักระหว่างทางเป็นระยะ ๆ
ส่วนชั้นที่ 5 มีศาลาและกุฏิของพระ และเป็นที่เก็บศพของพระอาจารย์จวน ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี มาที่ชั้นที่ 6 มีหน้าผาชื่อต่าง ๆ เช่น ผาเทพนิมิต ผาหัวช้าง มองออกไปจะเห็นแนวภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน สุดทางที่ชั้น 7 เป็นป่าร่มครึ้ม มีพระวิหารอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุตั้งอยู่
อีกสถานที่หนึ่ง คือ ศาลาแก้วกู่ หรือที่รู้จักกันในนามวัดแขก ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปโพนพิสัย อยู่ด้านขวามือ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย สถานที่ซึ่งคล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแสดงรูปปั้นทางศาสนาแห่งนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจของ หลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2521 ตามความเชื่อของหลักคำสอนทุกศาสนา สามารถนำมาผสมผสานได้ งานปั้นอันใหญ่โตอลังการนี้มีทั้งพระพุทธรูปปางต่าง ๆ รูปเทพฮินดู รูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รูปปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์และตำนานพื้นบ้านต่าง ๆ
สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปชมบั้งไฟพญานาค ขอแนะนำว่า ควรเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน จึงจะสะดวก รวมทั้งที่พักจะต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าไม่จองต้องเตรียมเต็นท์ไปด้วยจึงจะสะดวก และควรเดินทางออกจากที่พักตั้งแต่เช้าในวันออกพรรษาเพราะตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไปรถจะเริ่มติดมาก เตรียมอุปกรณ์สำหรับการชมบั้งไฟพญานาคไปด้วย อาทิ เสื่อปูนั่ง เต็นท์ หากมีอาหารติดไม้ติดมือไปด้วยก็ยิ่งดี เพราะถึงจะมีอาหารร้านค้าอยู่หลายร้านก็จริง แต่ผู้คนก็เดินทางเข้ามามากด้วยเช่นกัน ส่วนสถานที่เฝ้าชมบั้งไฟพญานาคนั้นทางจังหวัดได้เตรียมสถานที่ไว้หลายแห่ง เช่น หน้าศาลากลางจังหวัด โรงเรียน วัดและสวนสาธารณะ
ลองไปพิสูจน์ด้วยตาคุณเอง
ใกล้ออกพรรษาแล้ว หลาย ๆ จังหวัดเตรียมจัดงานกัน ซึ่งแต่ละที่มีความแตกต่างกันไป มีอยู่ที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้จังหวัดอื่น นั่นก็คือ จังหวัดหนองคาย ...
จังหวัดหนองคาย เมืองที่ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก เมื่อใกล้วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา จะมีคลื่นประชาชนจากทั่วสารทิศทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มุ่งหน้าสู่ อ.โพนพิสัย เพื่อพิสูจน์สิ่งมหัศจรรย์กับลูกไฟที่พวยพุ่งขึ้นมาจากลำน้ำโขง ชาวบ้านสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย เรียกกันว่า บั้งไฟพญานาค
พ่อโกเมนทร์ โปตะวัฒน์ อดีตศึกษาธิการอำเภอโพนพิสัย เล่าถึงความเป็นมาของบั้งไฟพญานาคให้ฟังว่า มีตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นร้อย ๆ ปีมาแล้ว ลักษณะเป็นลูกไฟสีแดงอมชมพูที่พุ่งจากน้ำขึ้นสู่อากาศ ขนาดเท่าหัวแม่มือไปจนถึงขนาดเท่าไข่ห่าน ขึ้นสูงประมาณ 20-50 เมตร แต่ละลูกใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที แล้วก็หายไปในอากาศทั้ง ๆ ที่ยังมีแสงอยู่แล้วค่อย ๆ หรี่ลงแล้วดับ โดยไม่มีโค้งตกลงมา ไม่มีสะเก็ดและลำแสง จะเกิดตั้งแต่ 1 ทุ่มไปจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม
จำนวนลูกไฟที่เกิดจะไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 5-40 ลูก บางปีมีเป็นร้อย ๆ ลูก หากปีไหนที่วันออกพรรษาของไทยตรงกับวันออกพรรษาของลาว จะเกิดลูกไฟขึ้นมากกว่าปีอื่น ๆ ตำแหน่งก็ไม่คงที่ด้วย บางปีเกิดใกล้ฝั่ง บางปีอยู่ห่างไปกลางแม่น้ำ
จากการเล่าขานสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ เชื่อกันว่าแม่น้ำโขงช่วงจังหวัดหนองคายมีพญานาคอาศัยอยู่ ในวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าจะเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาว ดึงส์ลงมาสู่โลกมนุษย์ เหล่าพญานาคที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงต่างแสดงความดีใจด้วยการจุดบั้งไฟฉลอง เป็นลูกไฟที่พุ่งขึ้นมาจากผิวน้ำ จึงพากันเรียกว่า บั้งไฟพญานาค มักเกิดบริเวณฝั่งโขงเขตสุขาภิบาลอำเภอโพนพิสัย วัดไทย วัดจุมพล ปากห้วยหลวง ท่าน้ำวัดจอมนาง วัดหลวง ปากคาด บึงกาฬ
ชาวโพนพิสัยถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเห็นกันทุกปี จึงไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก ผิดกับคนในจังหวัดอื่นที่พากันมาดูแล้วบอกต่อ ๆ กันไปเรื่อย จึงทำให้มีคนมาดูกันเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ เริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น
เทศกาลออกพรรษาชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในปีนี้ ตรงกับวันอังคารที่ 18 ตุลาคม โดยทางจังหวัดเริ่มจัดงานตั้งแต่วันที่ 14-20 ต.ค. 48 นายทรงพล โกวิทศิริกุล นายกเทศมนตรีเมืองหนองคาย บอกถึงการจัดงานให้ฟังว่า ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทานประจำปี ร่วมกับตัวแทนชุมชนทั้ง 42 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย ถนนอาหาร มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและอาหารมากมาย ยังมีการแสดงแสง สี เสียง เปิดตำนานบั้งไฟพญานาค พิธีบวงสรวงพระธาตุกลางน้ำ การประกวดลอยเรือไฟ การประกวดกระทงยักษ์ การประกวดปราสาทผึ้งแบบดั้งเดิม การลอยกระทงวันเพ็ญเดือน 11 การตักบาตรเทโวโรหนะ การแสดงโชว์และการประกวดสาวประเภทสอง
เมื่อดูบั้งไฟพญานาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาถึงหนองคายทั้งทีต้องไปไหว้หลวงพ่อพระใส ที่วัดโพธิ์ชัย เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวเมืองหนองคายนับถือกันมาก หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีลักษณะงดงาม ตามตำนานเล่าว่า พระธิดา 3 องค์ของกษัตริย์ล้านช้างได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์และขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามของตนเอง คือ พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง และพระใสประจำน้องสุดท้อง เดิมประดิษฐานที่กรุงเวียงจันทน์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสามลงเรือข้ามฝั่งมายังเมืองหนองคาย แต่เกิดพายุพัดพระสุกจมน้ำหายไป ส่วนพระเสริมและพระใสได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หนองคาย จนในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ส่วนพระใสยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ในวันเพ็ญกลางเดือน 7 จะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟบูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำทุกปี
หากยังมีเวลาไปออกกำลังกายขึ้นเขา 7 ชั้นที่ ภูทอก ใช้เส้นทาง 212 เมื่อถึง อ.บึงกาฬ เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 222 จะมีป้ายบอกเป็นระยะ ๆ แยกเข้าตรงบ้านศรีวิไล สู่บ้านนาคำแคนและเข้าสู่ภูทอก ระยะทางประมาณ 160 กม.
ภูทอกในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร มีสองลูก คือ ภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย แต่ก่อนเป็นป่าทึบ มีสัตว์ ป่าอาศัยอยู่มาก เมื่อ พระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ เข้ามาอยู่ก็ได้จัดตั้งให้เป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ ทางขึ้นภูทอกนั้นเป็นบันไดไม้สำหรับไต่ขึ้นไปสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2512 มีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็ม
ชั้นแรกและชั้นที่ 2 เป็นสะพานเวียนรอบเขา มีโขดหินเป็นป่าครึ้ม มาถึงชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลยเป็นทางชันมาก ส่วนทางขวาเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นที่พักของแม่ชี มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ย ๆ สลับกัน เรียกว่า ดงชมพู ทิศตะวันออกจดภูลังกา เป็นป่าดิบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะฝูงกา จึงเรียกว่า ภูรังกา แล้วเพี้ยนมาเป็นภูลังกา มีที่พักระหว่างทางเป็นระยะ ๆ
ส่วนชั้นที่ 5 มีศาลาและกุฏิของพระ และเป็นที่เก็บศพของพระอาจารย์จวน ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี มาที่ชั้นที่ 6 มีหน้าผาชื่อต่าง ๆ เช่น ผาเทพนิมิต ผาหัวช้าง มองออกไปจะเห็นแนวภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน สุดทางที่ชั้น 7 เป็นป่าร่มครึ้ม มีพระวิหารอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุตั้งอยู่
อีกสถานที่หนึ่ง คือ ศาลาแก้วกู่ หรือที่รู้จักกันในนามวัดแขก ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปโพนพิสัย อยู่ด้านขวามือ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย สถานที่ซึ่งคล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแสดงรูปปั้นทางศาสนาแห่งนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจของ หลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2521 ตามความเชื่อของหลักคำสอนทุกศาสนา สามารถนำมาผสมผสานได้ งานปั้นอันใหญ่โตอลังการนี้มีทั้งพระพุทธรูปปางต่าง ๆ รูปเทพฮินดู รูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รูปปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์และตำนานพื้นบ้านต่าง ๆ
สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปชมบั้งไฟพญานาค ขอแนะนำว่า ควรเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน จึงจะสะดวก รวมทั้งที่พักจะต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าไม่จองต้องเตรียมเต็นท์ไปด้วยจึงจะสะดวก และควรเดินทางออกจากที่พักตั้งแต่เช้าในวันออกพรรษาเพราะตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไปรถจะเริ่มติดมาก เตรียมอุปกรณ์สำหรับการชมบั้งไฟพญานาคไปด้วย อาทิ เสื่อปูนั่ง เต็นท์ หากมีอาหารติดไม้ติดมือไปด้วยก็ยิ่งดี เพราะถึงจะมีอาหารร้านค้าอยู่หลายร้านก็จริง แต่ผู้คนก็เดินทางเข้ามามากด้วยเช่นกัน ส่วนสถานที่เฝ้าชมบั้งไฟพญานาคนั้นทางจังหวัดได้เตรียมสถานที่ไว้หลายแห่ง เช่น หน้าศาลากลางจังหวัด โรงเรียน วัดและสวนสาธารณะ
ลองไปพิสูจน์ด้วยตาคุณเอง