PDA

View Full Version : ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)


มดเอ๊ก
06-16-2007, 01:53 PM
http://www.geocities.com/thaniyo/images2/ubalee.jpg

ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
พระธรรมเทศนาโดย
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)

ตีพิมพ์ใน วารสาร ธรรมจักษุ ปีที่ ๘๓ ฉบับที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑


พุทธบริษัทได้มาสันนิบาตประชุมกันในสถานที่นี้ เพื่อฟังพระธรรมเทศนาปละรักษาอุโบสถศีล และเบญจวิรัติ เมื่อพร้อมด้วยสันนิบาตประชุม และได้ทำบุพพกิจในเบื้องต้น คือไหว้พระสวดมนต์ และสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ สำเร็จบริบูรณ์แล้วเช่นนี้ เบื้องหน้าแต่นี้ เป็นโอกาสที่จะฟังโอวาทานุศาสน์คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สำเร็จประโยชน์ของตน ๆ

ด้วยว่าการฟังธรรมเทศนา ย่อมเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยการได้สดับ ได้รู้ ได้เห็น ถ้าไม่ได้ฟัง ไม่ได้เห็นมาก่อน ถึงจะตรึกตรองไปอย่างไร ๆ ก็ไม่ค่อยจะสำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ได้ เหตุนั้นท่านจึงแสดงอานิสงส์ในการฟังไว้หลายประการ ดังในคัมภีร์สารสังคหะท่านแสดงไว้ว่า มีถึง ๕ ประการ คือ

อสุตํ สุณาติ ผู้สดับตรับฟัง ย่อมจะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง

สุตํ ปริโยทปติ สิ่งใดที่เคยได้ยินได้ฟังแล้ว แต่ยังไม่คล่องแคล่วชำนิชำนาญ ก็จะคล่องแคล่วชำนิชำนาญยิ่งขึ้น

กงฺขํ วิตรติ จะตัดความสงสัย ทำสิ่งที่ตนยังสงสัยให้หมดไปเสียได้

ทิฏฺฐึ อุชุกํ กโรติ ทำความเห็นของตนให้ตรงได้

จิตฺตํ อสฺส ปสีทติ ทำใจของตนให้เลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไป

อานิสงส์ทั้ง ๕ ประการนี้จะสำเร็จแก่ผู้ที่หมั่นสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นของลึกซึ้ง คัมภีรภาพยิ่งนัก ผู้ที่เข้าใจลึกซึ้งก็มี เข้าใจเพียงเอกเทศเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นก็มี ผู้ฟังจะฟังให้เข้าใจเสมอกันไปหมด ข้อนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เป็นธรรมดา แต่อาศัยความตั้งใจฟัง ก็คงไม่เสียทีที่มาฟัง ถึงไม่ได้มากก็น้อย

การฟังธรรมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เพื่อให้เข้าใจ ให้รู้จักตัวนี่แหละ ถึงผู้สอนก็ชี้ที่ตัวนี่แหละ โอวาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ไม่ได้ชี้ที่อื่นนอกไปจากกาย วาจา ใจ ของเรา ชี้ที่กายที่ใจนี้แหละ ต้องตรวจดูจึงจะเห็นว่า ธรรมของพระพุทธองค์ทุกประเภทย่อมสำเร็จมาจากใจหมดทั้งนั้น ถ้าใจคิดทางชั่วก็ไปทางชั่ว ถ้าใจคิดทางดีก็ไปทางดี เพราะเหตุนี้ท่านจึงแสดงว่า

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า

มโนเสฏฺฐา มีใจเป็นใหญ่

มโนมยา สำเร็จแล้วด้วยใจ

ถ้าใจชั่วจะทำจะพูดก็ชั่ว ถ้าใจดี จะทำจะพูดก็ดี ธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหมดย่อมสำเร็จมาจากใจด้วยอาการอย่างนี้

แต่การพรรณนาพระธรรมคุณอย่างที่ได้พรรณนามาแล้วในปีนี้ ก็เพื่อจะขยายพระธรรมคุณให้มากกว่าอย่างอื่น และการแสดงใช่ว่าจะแสดงเพียงแต่พระธรรมคุณอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ ย่อมแสดงทั้งพระพุทธคุณและพระสังฆคุณด้วย ให้พากันตรองเสียให้เข้าใจ และพระธรรมคุณที่ได้แสดงมาแล้ว แสดงพระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ และได้แสดงพระปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ในประเภทของปฏิเวธเนื่องกันกับปฏิบัติก็ได้แสดงมาแล้ว ถ้าปฏิบัติสูง ปฏิเวธก็สูงขึ้นโดยลำดับ ถ้าปฏิบัติอ่อน ปฏิเวธก็ทรามไปตามกัน และปฏิบัติจะสูงขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยปริยัติ คือมีปฏิบัติเป็นภาคพื้นมาก่อน เพราะฉะนั้นพระปริยัติซึ่งเป็นภาคพื้นของปฏิบัตินี้ จึงเป็นกิจที่พุทธบริษัทควรศึกษาเสียให้ขึ้นใจด้วยส่วนหนึ่งโดยแท้ เพราะพระปริยัติธรรมทั้งปวงเป็น สวากขาตธรรม คือเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว

สวากขาตธรรมนั้น เป็น สนฺทิฏฺฐิโก อาจเห็นได้ด้วยตนเอง เป็น อกาลิโก ไม่อ้างกาล อ้างเวลา ทำเมื่อใด ได้เมื่อนั้น และเป็น เอหิปสฺสิโก อาจอวดเขาได้ กล้าท้าทายเขาได้ ว่าเราได้รู้ ได้เห็นอย่างนี้ ๆ ไม่เหลวไหล และเป็น โอปนยิโก คือบรรดาธรรมทุกประเภทที่ตนศึกษาเล่าเรียนจำทรงไว้ได้นั้น เป็นอันน้อมเข้ามาสู่ตนได้ทั้งสิ้น และเป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เป็นของที่ผู้รู้ทั้งหลายจะพึงรู้แจ้งเฉพาะตน

ลักษณะทั้ง ๕ ประการนี้เป็นเครื่องตัดสินว่า พระปริยัติที่ศึกษาอยู่นี้ เป็นส่วนที่ถูกหรือผิด เพราะลักษณะทั้ง ๕ นี้เป็นพยานให้รู้ว่า เป็นธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือพระปริยัติที่ศึกษาเล่าเรียนกันอยู่นี้ เช่นอย่าง อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นต้น ที่เราท่องบ่นเข้าไว้นี้เป็นปริยัติ

ปริยัตินี้ ถ้าเราท่องได้ก็เป็น สนฺทิฏฺฐิโก จะเห็นได้ด้วยตนเองว่า เราได้ตอนนั้นได้ตอนนี้แล้ว และเป็น อกาลิโก อาจท่องสวดได้ทุกเวลา จะท่องจะสวดเมื่อใดก็ได้เมื่อนั้น และเป็น เอหิปสฺสิโก อวดเขาได้ และเป็น โอปนยิโก สามารถน้อมเข้ามาสูตน ทำให้มีขึ้นที่ตนก็ได้ไม่ติดขัด และเป็น ปจฺจตฺตํ คือเป็นของที่ผู้รู้จะรู้ได้เฉพาะที่ตนนี้ ถ้าได้ลักษณะทั้ง ๕ ประการนี้ ก็ชื่อว่าเป็นสวากขาตธรรมแท้

เหมือนภิกษุสามเณรท่องสวดมนต์ เมื่อท่องจนขึ้นปากขึ้นใจแล้ว ก็เป็น สนฺทิฏฺฐิโก เห็นได้ด้วยตนเอง เห็น อกาลิโก อาจท่องได้สวดได้ทุกเวลา และเป็น เอหิปสฺสิโก อาจท้าทายให้เขามาดูได้ว่า ตนท่องได้ สวดได้จริง และอาจสวดให้เขาฟังได้ด้วย และเป็น โอปนยิโก อาจน้อมสิ่งที่ตนท่องนั้นเข้ามาไว้ในตนได้ คืออาจทำให้เกิดให้มีขึ้นที่ตนได้ และเป็น ปจฺจตฺตํ เป็นของที่จะพึงรู้ได้โดยเฉพาะตน ผู้ใดท่องได้ สวดได้มากน้อยเท่าไรก็อาจรู้ได้ด้วยตนเอง

ในส่วนพระปริยัตินี้ ถ้าทำทรงไว้ได้มากเท่าไร ก็มีคุณมากเท่านั้น คืออาจทำความอุ่นในให้แก่ตน และทำใจของตนให้ยินดีได้ เป็นเหตุนำความปฏิบัติให้เรียบร้อยดีขึ้น

ปฏิบัติ คือ ทานก็ดี ศีลก็ดี ต้องอาศัยปริยัติเป็นภาคพื้นมาก่อนทั้งนั้น ปริยัติเป็นทางนำให้กระทำ แต่ยังไม่ได้กระทำลงไป ครั้นลงมือกระทำลงไป อย่างให้ทาน รักษาศีลเป็นต้น ก็เป็นตัวปฏิบัติขึ้นเท่านั้นเอง ขึ้นชื่อว่าการปฏิบัติ แม้จะเป็นชั้นทานและชั้นศีล เพียงเท่านี้จะว่าเป็นของตื้นไม่ได้ เพราะทานกับศีล มีเจตนาร่วมกัน ทานก็ใช้จาคเจตนา ศีลก็ใช้จาคเจตนา ทานก็ใช้เมตตาเจตนา ศีลก็ใช้เมตตาเจตนา และผลของทานและศีลก็ให้เกิดความยินดีว่า เราได้ทรัพย์อย่างดีไว้ เพื่อจะได้เอาไว้ใช้สอยในภายภาคหน้า เพราะว่าทานก็ดี ศีลก็ดี ท่านจัดเป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ภายใน เป็นทรัพย์ที่พระอริยเจ้าพึงสงวน ควรที่พุทธบริษัทจะพึงทำให้เกิดให้มีขึ้นในตน เมื่อตนทำให้เกิดให้มีขึ้นในตนได้ ก็เป็น สนฺทิฏฺฐิโก เห็นได้ด้วยตนเองว่า สิ่งที่ตนทำไม่ใช่หมดไป กลับได้ทรัพย์ภายในเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ถ้าจะเทียบทรัพย์สมบัติที่มีในตน ก็จะเห็นได้ว่า ทรัพย์ภายนอกสู้ทรัพย์ภายในไม่ได้ เช่นตนมีเงินอยู่ ๒๐ ชั่ง แล้วบริจาคสร้างกุฏิวิหารหรืออะไรก็ตามเสีย ๑๐ ชั่ง ยังเหลืออยู่ ๑๐ ชั่ง เงินที่เหลืออยู่ ๑๐ ชั่งกับเงินที่บริจาคไปนั้น ส่วนที่บริจาคไปแน่นหนากว่าและเบากว่าที่ยังเหลืออยู่ อันนี้เป็นเครื่องตัดสินได้ด้วยตนเอง ทานเป็นเครื่องอุ่นใจของผู้ให้อย่างนี้ จึงเป็น สนฺทิฏฺฐิโก และเป็น อกาลิโก ไม่ต้องผัดเพี้ยนว่าจะต้องให้เมื่อนั้นเมื่อนี้ ให้เมื่อใดก็ได้ทั้งนั้น และเป็น เอหิปสฺสิโก อวดเขาได้ว่า ทานของข้าพเจ้าเป็นของประเสริฐจริง มีผลคือความสุข ความเย็นอย่างนี้ ๆ และเป็น โอปนยิโก อาจน้อมทานนั้นเข้ามาสู่ตนได้ แต่ก่อนทานอยู่ตามหนังสือ เมื่อทำ ก็น้อมเข้ามาสู่ตนได้ว่า ทานเราได้ทำให้เกิดให้มีขึ้นในตนของเราแล้ว และเป็น ปจฺจตฺตํ เห็นได้เฉพาะตน นี่เป็นประโยชน์แก่ตัวเราอย่างนี้ ๆ เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างนี้ ๆ

ในศีลก็มีนัยอย่างเดียวกัน คือถ้าเราเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดมุสา เสพสุรา ได้แล้ว ศีล ๕ ของเราก็บริบูรณ์ เพียงเท่านี้ก็ทำความอุ่นใจให้แก่เราได้แล้ว เพราะเป็นอริยทรัพย์ และเป็น สนฺทิฏฺฐิโก เป็นของเห็นได้ด้วยตนเอง และเป็น อกาลิโก ไม่ต้องอ้างกาลอ้างเวลา เพราะตนของเรามีอยู่เสมอ ศีลก็คือตน ตนก็คือศีล และเป็น เอหิปสฺสิโก อาจชักชวนให้เขามาดูได้ว่า ท่านจงมาดูเถิด ศีลที่ข้าพเจ้ารักษา ให้ผลคือความสุขความเย็นอย่างนี้ ๆ และเป็น โอปนยิโก อาจน้อมมาสู่ตนได้ แต่ก่อนศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ หรือศีลพระปาฏิโมกข์อยู่ภายนอก ครั้นมารักษา ก็น้อมเอาศีลนั้นมาเป็นตน มาสู่ตนได้ด้วยอาการอย่างนี้ และเป็น ปจฺจตฺตํ เป็นของที่พึงรู้ได้เฉพาะตน ผู้ใดทำให้เกิดให้มีขึ้นในตนเพียงใด ก็อาจรู้ได้ว่า ตนได้ทำให้เกิดให้มีขึ้นแล้วเพียงนั้น

ศีลมีนัยฉันใด แม้สมาธิและปัญญาก็มีนัยฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อตนทำสมาธิจะเป็นขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิก็ตามให้เกิดขึ้น ก็รู้ได้ด้วยตนเองว่า ได้ทำใจของตนให้เยือกเย็น เป็น สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก ฯลฯ ปัญญาก็เหมือนกัน เมื่อรู้เท่าสังขารแล้ว ใจคอก็เบิกบาน เป็น สนฺทิฏฺฐิโก ฯลฯ ด้วยกันทั้งนั้น

อันนี้เป็นเครื่องตัดสิน ให้พุทธบริษัทพากันมนสิการไว้ จะได้พากันเทียบเคียงดู เมื่อ ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ได้ลักษณะ ๕ อย่างนี้ ก็จะรู้ได้เห็นได้ด้วยตนเองทีเดียว ที่เห็นไม่ได้เพราะความรู้ผิดและความรู้ถูก ความเห็นผิดและความเห็นถูกนี่เอง เมื่อเห็นผิดก็ต้องผิด จะแก้ไขไม่ได้ เมื่อเห็นถูก ก็ต้องถูกไปทีเดียว ความเห็นเป็นของที่แก้ไขได้ด้วยยาก ถ้าเห็นผิด ความรู้ก็ผิด ถ้าเห็นถูก ความรู้ก็ถูก เหตุนั้น ต้องไต่สวนอย่างสำคัญทีเดียว อย่าพากันสิ้นสงสัยง่าย ๆ ต้องตรองให้ได้ความ

สำหรับฝ่ายที่ถูก ท่านพรรณนาไว้ ๑๐ อย่างคือ

สมฺมาทิฏฺฐิ ความเห็นชอบประการหนึ่ง

สมฺมาสงฺกปฺโป ความดำริชอบประการหนึ่ง

สมฺมาวาจา เจรจาชอบประการหนึ่ง

สมฺมากมฺมนฺโต การงานชอบประการหนึ่ง

สมฺมาอาชีโว เลี้ยงชีวิตชอบประการหนึ่ง

สมฺมาวายาโม เพียรชอบประการหนึ่ง

สมฺมาสติ ระลึกชอบประการหนึ่ง

สมฺมาสมาธิ ตั้งใจไว้เสมอชอบประการหนึ่ง

สมฺมาญาณ ญาณความรู้ชอบประการหนึ่ง

สมฺมาวิมุตฺติ ความพ้นพิเศษชอบประการหนึ่ง

ธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นองคคุณแห่งความเป็นพระอรหันต์

แต่ความรู้ที่ผิดก็ยังมีอยู่อีกตรงกันข้าม คือ

มิจฺฉาทิฏฺฐิ ความเห็นผิด ๑

มิจฺฉาสงฺกปฺโป ความดำริผิด ๑

มิจฺฉาวาจา กล่าววาจาผิด ๑

มิจฺฉากมฺมนฺโต ทำการงานผิด ๑

มิจฺฉาอาชีโว เลี้ยงชีวิตผิด ๑

มิจฺฉาวายาโม ความเพียรผิด ๑

มิจฺฉาสติ ตั้งสติผิด ๑

มิจฺฉาสมาธิ ตั้งใจไว้เสมอผิด ๑

มิจฺฉาญาณ ญาณความรู้ผิด ๑

มิจฺฉาวิมุตฺติ ความพ้นพิเศษผิด ๑

เพราะเหตุมีทางถูกทางผิดอยู่อย่างนี้ จึงต้องใช้วิจารณญาณ อาศัยพุทธภาษิตเป็นหลักเพราะความผิดมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ หยาบและละเอียดไปตามบุคคล เหมือนอย่างผู้ที่เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์ ๕ และเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นความเห็นถูก แต่ที่เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์นั้นยังไม่ตรง ยังผิดในที่ถูก เพราะตามที่มาต่าง ๆ ท่านไม่เรียกว่าขันธ์ เหมือนในปฏิจจสมุปบาท ท่านแสดงแต่ว่า สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ดังในอนัตตลักขณสูตรก็แสดงแต่เพียงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เท่านั้น หาได้แสดงว่าขันธ์ไม่ ส่วนที่มาในพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า “ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา” อุปาทานในขันธ์ ๕ ในวิปัสสนาภูมิ ท่านก็แสดงขันธ์ ๕ ว่า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ดังนี้

ถ้าพิเคราะห์ลงให้ละเอียดคงได้ความว่า ขนฺโธ แปลว่า ก้อน ว่า แท่ง ว่า หมวด ว่า กอง เป็นไวพจน์กัน ได้แก่สกลกายนี้เอง ส่วนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเป็นแต่อาการ ได้ความว่า ขันธ์มีอันเดียว แต่มีอาการเป็น ๕ จึงเรียกว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ ๕ ขันธ์ ขันธ์ก็สมมติ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็สมมติ ตัวสมมติเป็นสังขารทั้งนั้น ธรรมดาสมมติต้องมีของรับ สิ่งที่รับสมมตินั้นเป็นธรรม เป็นวิสังขาร เมื่อพิจารณารู้เท่าสังขารชัดเมื่อใด สังขารก็ดับเมื่อนั้น ก็คือสมมติดับ คือดับความไม่รู้เท่านั้นเอง เหมือนอย่าง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ผู้เป็นโจทก์ก็สังขาร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้ถูกโจทก์คือตัวจำเลยก็สังขาร เมื่อวิชชาเกิด อวิชชาดับแล้ว บรรดาสังขารโลกก็ดับหมด แม้ตัว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เองก็ต้องดับ เพราะเป็นคติของสังขาร เมื่อสังขารดับก็เห็นหน้าตาของนิโรธ เมื่อ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ดับ ก็เห็นหน้าตาของวิโมกข์ คือ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และสุญญตวิโมกข์ อาการที่ดับแห่งสังขาร พึงกำหนดตามปฏิจจสมุปบาทในนิโรธวาร คือ อวิชชาดับ สังขาร วิญญาณ นามรูป ตลอดถึงชรา มรณะดับตามกันไปหมด

อันนี้เป็นญาณทัสสนะของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ได้บรรลุในปัจฉิมยามที่สุดแห่งราตรี วันสิสาขปุณณมี เป็น วิสุทฺธธมฺมสนฺตาโน ทรงพระนามว่า พุทฺโธ อรหํ ขึ้นในโลก ก็สังขาร วิญญาณ นามรูป ถึงชรามรณะของพระองค์ดับหมดแล้ว อะไรของพระองค์ยังอยู่ พระองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ โปรดเวไนยสัตว์ถึง ๔๕ พรรษา จึงเสด็จปรินิพพาน ควรที่ท่านผู้เป็นบัณฑิต ประกอบด้วยปรีชาพึงมนสิการโดยแท้ น่าคิดน่าตรอง สังขารเป็นตัวทุกข์ ถ้าสังขารดับ ทุกข์ก็ดับ ทุกข์ในที่นี้หมาย โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสเท่านี้ ไม่เกิดขึ้นเพราะเหตุภายใน ไม่เกิดขึ้นเพราะเหตุภายนอก ชื่อว่าผู้สิ้นทุกข์ ทุกข์จะสิ้นจะดับก็เพราะปัญญาความรู้ของจริง ตามความเป็นจริงโดยนัยดังบรรยายมานี้

แต่ความรู้ความเห็นนี้ เป็นของยากที่จะสันนิษฐานออกจะเป็นทางวิวาท ถึงแม้ตามแบบแผนก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นทางวิวาทเหมือนอย่างโสดาฯ สกิทาคาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ความเห็นไม่เหมือนกัน ชั้นต่ำต้องชวนวิวาทต่อชั้นสูงเป็นธรรมดา เพราะไม่เห็นด้วย แต่ชั้นสูงคงจะไม่วิวาท เพราะเป็นทางที่ท่านผ่านไปแล้ว ในหมู่พุทธบริษัททุกวันนี้ก็ควรจะยินดีรักใคร่กัน โดยเป็นสพรหมจารีเพียงชั้นศีล คือมี ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีลพระปาฏิโมกข์เสมอกัน ก็ควรนิยมนับถือว่าเป็นมิตร ร่วมข้อปฏิบัติ เป็นพุทธบริษัทด้วยกัน ถ้าจะเกณฑ์เอาความรู้ความเห็นให้ลงกันจึงจักเป็นมิตรกันได้ น่าจะเป็นฝืนธรรมดา ให้พึงทำความในใจของตนไว้อย่างนี้ ถ้าเราเห็นว่าเขาเป็นคนเห็นผิด เป็นคนรู้ผิด พึงเข้าใจว่า เราเป็นคนเห็นผิดเอง รู้ผิดเอง ให้คอยลงโทษตัวไว้เสมอ จะไม่ต้องวิวาทกับใคร สบายดีด้วย ในพระธรรมคุณที่แสดงมานี้ รวมทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ พอเป็นทางสังเกตปฏิบัติตาม แต่ล้วนเป็น สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม เป็นพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาดีแล้ว และเป็น สนฺทิฏฺฐิโก ฯลฯ ปจฺจตฺตํ โดยนัยหนหลัง

เมื่อพุทธบริษัทได้สดับแล้วพึงกำหนด ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตาม ก็จักได้ผลคือความสุข ความสำราญงอกงามในพระพุทธศาสนา โดยนัยดังวิสัชนามา ด้วยประการฉะนี้




++++++++++++++++++++++++++++++++

:yociexp47:http://watpanya.com/webboard/question.asp?QID=654

มดเอ๊ก
06-16-2007, 01:59 PM
http://phek.svec.go.th/images/clip_image007.jpg


พระธรรมเทศนา

อรหํ ๑๑๑ สิงหาคม ๒๔๖๖วัดบรมนิวาส กทม. โดย คุณผู้สังเกตณ วันนี้เป็นวันจาตุททสีดิถีที่ ๑๔ ค่ำ แห่งปักขคณนา พุทธบริษัทได้มาสดับฟังพระธรรมเทศนาและสมาทานอุโบสถศีล เพื่อจะได้กระทำปฏิบัติบูชาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพิ่มพูนบุญกุศลของตนให้ทวียิ่งขึ้น เมื่อพร้อมด้วยสันนิบาตประชุมแล้ว บัดนี้จะได้เริ่มแสดงธรรมีกถาในพระพุทธคุณต่อไปในเบื้องต้น ท่านทั้งหลายจงพากันตั้งอกตั้งใจ การที่เราได้สละกิจการงานบ้านเรือนมาสู่ธรรมสภาที่ประชุมธรรม การที่มานี้มีประโยชน์อย่างสำคัญก็คือ การแสวงหาสรณะที่พึ่งที่ตนจะพึ่งได้ในชาตินี้และชาติหน้า การถึงคุณพระรัตนตรัยท่านกล่าวว่าเป็นที่พึ่งอันอุดม อันประเสริฐในเหล่าพุทธบริษัทที่ตั้งอกตั้งใจมานี้ต่างคนต่างก็ประสงค์แสวงหาที่พึ่งแก่ตนให้เป็นหลักฐานมั่นคง แต่ที่พึ่งนั้นมีหลายประเภท เหมือนอย่างผู้ที่มีบ้านเรือนก็มีต้องมีที่พึ่งอันหนึ่งๆ เช่นในบ้านหนึ่งก็มีที่พึ่งคือผู้ใหญ่ เช่น ปู่ ย่า ตา ทวด เป็นต้น มากออกไปอีก ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ เจ้าเมืองจนถึงเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ เหล่านี้ล้วนเป็นที่พึ่งได้แต่ละอย่าง ที่เราจะอยู่ปราศจากที่พึ่งนั้นเป็นอันไม่ได้เลย ที่พึ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของที่พึ่งโดยเอกเทศ แต่ที่พึ่งอันหาได้โดยยากนั้น คือที่พึ่งในเบื้องหน้า แต่เมื่อเวลาเราตายไปแล้ว จะถืออะไรจะเอาอะไรเป็นหลัก จะทำอย่างไร ที่พึ่งอันนี้แหละพากันแสวงหากันนักแต่ความเห็นในเรื่องนี้ก็ต่างๆกัน บางจำพวกได้ยินเขาพูดไปพูดมา ตกลงว่าตายแล้วก็สูญ ก็ไม่มีอะไรจะไปเกิดอีก ที่เป็นอยู่ได้นั้น อาศัยธาตุ ๔ คุมกันขึ้นแล้วเป็นอยู่ นี่จำพวก ๑ อีกจำพวกหนึ่งเห็นว่าไม่มีอะไรสูญไม่มีอะไรหายไป ขาดแต่ไม่มีความรู้สึกเท่านั้น จึงเกิดมีพวกที่ถือว่าตายแล้วสูญเป็น อุจเฉททิฏฐิ จำพวก๑ พวกที่ถือว่าตายแล้วเกิดอีก เรียกว่าสัสสตทิฏฐิ จำพวก ๑ จึงได้เกิดนิยมกันเป็นพวกๆ พวกหนึ่งถือว่าตายแล้วเกิดอีก พวกหนึ่งถือว่าตายแล้วสูญ เมื่อทั้งสองอย่างนี้มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็เกิดยุ่งยากกันใหญ่โต แต่พวกที่ถือพุทธศาสนา ซึ่งเป็นทางตรง ไม่ควรถือตามทั้งสองอย่าง พวกที่ถือว่าตายแล้วสูญนั้นก็ไม่มีหลักฐานอะไร เพราะผู้ที่ตายแล้วก็ไม่เห็นมีใครกลับมาบอกอีก ส่วนตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ก็หาพยานหลักฐานไม่ได้ทั้งสองฝ่าย เมื่อขาดพยานอย่างนี้แล้ว ก็เอาสำคัญอะไรไม่ได้ในพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเช่นนั้น ท่านสอนให้ประพฤติธรรมที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบันเท่านั้น สิ่งใดซึ่งเป็นสาระเป็นประโยชน์ให้รีบกระทำ อย่าได้มีความประมาท จะตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิดอย่างไรก็ช่างมัน อย่าไปมัวยุ่งในเรื่องอดีตและอนาคต ให้คิดแต่ประโยชน์ที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น สมดังพุทธภาษิตว่า อตีตํนานฺวาคเมยฺย ฯลฯ ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ ดังนี้ มีความว่า อดีตกาลก็ล่วงไปแล้ว อนาคตกาลก็ยังไม่มาถึง ให้เห็นซึ่งปัจจุบันธรรมนั้นๆ ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้าปัจจุบันธรรมนี้เป็นของยั่งยืนมั่นคงหาได้คลอนแคลนควรให้เกิดมีขึ้นในตน นี้เป็นหลักอันสำคัญ ควรเหล่าพุทธบริษัทจะยึดไว้ให้มั่นเป็นหลัก จะตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิดก็ดีทั้งนั้น ตายแล้วเกิดดีอย่างไร ตายแล้วเกิดอีกก็ดีเพราะจะได้กินข้าว ตายแล้วสูญก็ดีเพราะจะไม่ต้องมาเกิดอีก เรื่องสูญๆเกิดๆ อย่าเอามาเป็นอารมณ์อารมณ์ที่เราควรคิดนึกอยู่เสมอก็คือ

สีลสารํศีลของเราเป็นสาระหรือยัง
สมาธิสารํสมาธิของเราเป็นสาระหรือยัง
ปญฺญาสารํ ปัญญาของเราเป็นสาระหรือยัง
วิมุตฺติสารํวิมุตติของเราเป็นสาระหรือยัง
วิมุตฺติญาณทสฺสนสารํวิมุตติญาณทัสสนะของเราเป็นสาระหรือยัง

ให้ตรวจดูในตนของตนให้รู้ว่าสิ่งใดยังไม่มี ถ้าสิ่งใดมีก็ให้รักษาไว้ ส่วนใดที่ยังไม่มีก็ให้รีบประพฤติปฏิบัติขวนขวายหา เพราะหลักฐานของตนมีอยู่อย่างไร ตนอาจรู้ได้เอง คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นของที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้เอง ไม่ต้องให้ผู้อื่นบอกต่อไปนี้จักได้บรรยายพระพุทธคุณไปโดยลำดับ ในวันพระก่อนได้ยกพระคุณของพระพุทธเจ้า คือ กรุณาคุณ วิสุทธิคุณ ปัญญาคุณ มาแสดงโดยลำดับ แต่การพรรณนาพุทธคุณถึงในสมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังอยู่นั้น ก็ไม่มีใครพรรณนาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สิ้นสุด เป็นแต่เพียงระลึกถึงพระคุณสิ่งใดได้ ก็พรรณาคุณเท่านั้น เปรียบเหมือนคนไปตักน้ำในพระมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ทีละปีบๆ จะหมดไม่ได้ฉันใด การพรรณนาพระคุณสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พรรณนาไม่หมดฉันนั้น เหลือวิสัยของพระธรรมกถึกในปัจจุบัน และอดีตจะกล่าวพิสดารให้สิ้นสุดได้ เพราะเหตุนั้นในที่นี้จะกล่าวแต่เอกเทศ ในที่นี้จะยกแต่พระคุณที่สำคัญมาแสดงก็ปัญญาคุณที่เป็นหัวข้อใหญ่สำหรับที่ประกาศอยู่เสมอๆทุกวันนี้ ที่นักปราชญ์ได้พรรณนาปัญญาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ควรกำหนดไว้ที่แรกว่า ทสพลญาณ เป็นของสำคัญคือ เป็นกำลังของพระพุทธเจ้า ญาณอันนี้สำคัญมากเหมือนกัน ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าไม่มีกำลังใหญ่โต ก็ทำการไม่สำเร็จได้ ผู้ที่ทำการสำเร็จได้ ต้องอาศัยกำลังปัญญาอย่างนี้เป็นที่พึ่ง เช่น โสดาฯ สกิทาคาฯ อนาคาฯ และอรหันต์ ก็ต้องมีกำลัง ๕ อย่าง เรียกว่า พละ คือ ศรัทธา ๑ วิริยะ ๑ สติ ๑ สมาธิ ๑ ปัญญา๑ มารวมกันเรียกว่ากำลัง ถ้าขาดกำลังก็ไม่สำเร็จเหมือนกันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศตั้งพุทธศาสนาด้วยกำลัง ๑๐ ประการ ซึ่งเรียกว่า ทสพลญาณ ๑๐ อย่าง คือ

ฐานาฐานญาณ คือรู้จักเหตุและใช้เหตุที่เกิดขึ้น ๑

ปากญาณ คือรู้สัตว์ที่ประสพสุขหรือทุกข์อยู่เดี๋ยวนี้เป็นผลของกรรมที่ได้กระทำมาแล้ว เป็นผลของบุญบาปเรียกว่า วิปากญาณ ๑

สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ คือรู้จักเหตุเป็นเครื่องสำเร็จของบธรรมทั้งปวง คือที่บุคคลมุ่งหวังที่จะประกอบสิ่งอันใด เป็นต้นว่าไปสวรรค์หรือนิพพาน ไปมนุษย์หรือนรก เช่นนี้ ต้องรู้จัก ๑

นานาธาตุญาณ คือรู้จักธาตุต่างๆ ๑

นานาธิมุตติกญาณ คือรู้จักอัธยาศัยของสัตว์ต่างๆ ๑

อินทรียปโรปริยัตตญาณ คือรู้จักอินทรีย์ของสัตว์อื่นๆ ๑

ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ คือรู้จักธรรมที่เป็นข้าศึกแก่กุศลคือกิเลส พระธรรมที่เป็นข้าศึกแก่อกุศลทั้งหลาย มีฌานเป็นต้น คือรู้จักว่าธรรมอย่างนั้นเป็นข้าศึกกับธรรมอย่างนี้ รู้จักธรรมที่เป็นปรปักษ์แก่กันอย่างนี้ ๑

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือระลึกชาติได้ ๑

จุตูปปาตญาณ คือรู้จักการจุติปฏิสนธิของสัตว์ได้ ๑

อาสวักขยญาณ คือรู้จักความสิ้นไปแห่งอาสวะ ๑พระญาณทั้ง ๑๐ นี้เรียกว่า ทสพลญาณ ถ้าว่าขาดเสียเป็นผู้ทำการใหญ่โตอย่างนั้นไม่ได้ ต่อเมื่อมีครบบริบูรณ์อย่างนี้จึงจะเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อมีครบบริบูรณ์แล้ว อาจทำการใหญ่โตได้ อย่างที่ว่า ฐานาฐานญาณขาดเสียแล้ว ก็รู้เรื่องไม่ได้ว่า เหตุควรเป็นได้หรือไม่ได้ ถ้าหากว่าไม่มีเครื่องรู้อย่างนี้แล้ว ก็ทรมานสัตว์ไม่ได้ เช่นพระองคุลิมาล ซึ่งเป็นมหาโจรอย่างดุร้าย พระองค์รู้ความสำเร็จจึงทรมานได้ เหตุที่เป็นได้มีอยู่ เหตุที่เป็นไม่ได้ก็มีอยู่เหมือนกันดังสัตว์โลกทั้งหลายนี้เกิดมาแล้วต้องตายเป็นฐานะ ถ้าจะถือว่าเกิดมาแล้วจะไม่ตาย อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เป็นอฐานะผิดทีเดียวเมื่อความเจ็บไข้มาถึงใครๆถึงตัว ถึงบุตร ถึงภรรยา ถึงพี่ ถึงน้อง ถึงบิดามารดา วงศาคณาญาติของตน บางอย่างบางสมัยก็อาจแก้ได้เป็นฐานะ ถ้าเขาจะตายจริงๆ แล้วก็เปล่า ถึงผู้ใดก็ต้องตายอยู่นั่นเอง จะแก้ไขไม่ได้ ถ้าคิดแก้ไขเป็นอฐานะวิปากญาณนั้น หมายวิบากคือผลของกรรม คือ ตนเกิดมาในโลกจะเป็นคนมั่งมีบริบูรณ์ หรือยากจนเข็ญใจประการใด ย่อมสำเร็จมาจากผลของกรรมทั้งนั้น เรียกว่าวิปากญาณ นี้ก็เป็นกำลังของพระพุทธเจ้าอย่าง ๑ สาวกทั้งปวงไม่สามารถรู้ได้สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณนั้น คือความรู้จักว่าความมั่งมีบริบูรณ์ในปัจจุบันนี้ ต้องอาศัยความเพียรและระวังรักษาข้าวของเงินทอง เป็นผู้ไม่มีความประมาท ต้องพยายามอยู่เสมอ ไม่ให้สมบัติที่ได้มาแล้วสูญไปโดยใช่เหตุ และให้เวลาสูญไปสิ้นไปเปล่าประโยชน์ เมื่อพยายามแสวงหาจริงๆ ก็เป็นคนมั่งคั่งบริบูรณ์ ให้ละเสียซึ่งกรรมอันดำอันชั่วคือ โลโภ โทโส โมโห ถ้าผู้ใดจะถึงซึ่งนิพพานก็ต้องบำรุงตนให้บริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงพระนิพพาน ธรรมอย่างนี้เรียกว่า สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ๑นานาธาตุญาณ ประสงค์ว่าเป็นผู้รู้จักธาตุที่สมมติบัญญัติขึ้น เป็นผู้รู้จักธาตุต่างๆ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้จักอาการของธาตุต่างๆ คำที่ว่าธาตุต่างๆ ก็คือสัตว์นี่เอง และให้รู้ตัวธาตุว่าอะไรเป็นธาตุ ธาตุนั้นเป็นสัญญานามธรรมไม่ใช่ของจริงจังอะไร ธาตุเป็นของกลางๆ เอาไฟมาใส่ก็เป็นธาตุไฟเป็นต้น แต่ธาตุนั้นไม่มี มีแต่ธรรมธาตุเท่านั้นคือเป็นตามธรรมดานั้นเองนานาธิมุตติกญาณนั้น คือรู้จักอัธยาศัยของสัตว์ผู้หนักอยู่ในความโลภ หนักอยู่ในความโกรธ หนักอยู่ในความหลง และอาจรู้ได้ว่าผู้นั้นอาจสำเร็จได้ด้วยธรรมนั้นๆ ๑อินทริยปโรปริยัตตญาณนั้น คือรู้จักอินทรีย์ของสัตว์ทุกอย่าง คืออินทรีย์ทั้ง ๕ นี้แหละ บางคนศรัทธาแรงความเพียรน้อย บางคนศรัทธาแรง ความเพียรก็แรง แต่สติน้อยไม่สม่ำเสมอกัน เมื่ออินทรีย์ทั้ง ๕ ยังยิ่งหย่อนกว่ากัน บางสิ่งมากบางสิ่งน้อยไม่สม่ำเสมอกัน ก็ไม่อาจสำเร็จได้ เมื่ออินทรีย์ทั้ง ๕ มีกำลังเสมอกันก็เป็นตัวพละทีเดียว การที่จะให้มรรคผลบังเกิดขึ้น ต้องทำให้อินทรีย์ทั้ง ๕ สม่ำเสมอกันเสียก่อนฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ คือความรู้จักว่าสัตว์โลกนั้นมีฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ อย่างนั้นๆ เป็นต้น และรู้ว่าสัตว์นั้นยังมีกิเลสเครื่องเศร้าหมองอยู่เป็นต้น ๑ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือรู้จักปฏิสนธิของพระองค์และของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งอาศัยอยู่ในภพก่อนว่าในภพนั้นๆได้เกิดเป็นคนชั้นนั้นๆ มีรูปพรรณสัณฐานอย่างนั้นๆ เป็นต้นจุตูปปาตญาณ คือรู้จักการจุติปฏิสนธิของพระองค์และสัตว์อื่นว่า เมื่อจุติจากที่นั้นไปปฏิสนธิในที่นั้น เมื่อปฏิสนธิในที่นั้นแล้วปฏิสนธิในที่นี้ ๑อาสวักขยญาณนั้น คือความรู้จักการสิ้นไปแห่งกิเลส อาสวะของพระองค์และสัตว์อื่นว่า ผู้นั้นมีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้นั้นยังมีอาสวะอยู่ ๑

กำลังทั้ง ๑๐ อย่างเป็นของมีอยู่ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุนี้พระองค์จึงทรงพระนามว่า อรหํ การที่พุทธบริษัทมาเจริญพระพุทธคุณ จะได้รู้ว่าตนได้ถึงพระคุณของท่านในบทนั้นๆแล้วหรือยัง ส่วนปัญญาที่ควรยกนี้คือทสพลญาณที่ได้กล่าวมาแล้วทั้ง ๑๐ ประการดังนี้ และจะได้พรรณนาต่อๆไปในบทอรหํ

เมื่อพุทธบริษัทได้ฟังแล้วจงน้อมญาณ ๑๐ อย่างนี้แหละเข้ามาสู่ตนว่าสิ่งใดมีอยู่บ้าง ถ้าว่าไม่มีก็จงพยายามอุตส่าห์เพียรขึ้น ที่มีก็ถึง ที่ไม่มีก็ไม่ถึงคุณของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ต้องถึงด้วยความมีทีเดียว เหตุนั้นจึงเป็นของยากไม่เป็นของง่าย ผู้ใดขาดอย่างหนึงอย่างใด ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ถึงคุณของพระพุทธเจ้าในข้อนั้นๆ

เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งสำคัญนัก จะต้องปฏิบัติตาม เมื่อประพฤติปฏิบัติได้ก็จะเพิ่มพูนบุญกุศลงอกงามตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้วด้วยประการฉะนี้

:yociexp54:http://www.dhammawave.com/index.php?mod=cms/content&nid=147

มดเอ๊ก
06-16-2007, 02:03 PM
http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/data/imagefiles/R590-9.jpg

อรหํ ๒
๑๙ สิงหาคม ๒๔๖๖วัดบรมนิวาส กทม. โดย คุณผู้สังเกต
ณ วันนี้เป็นวันอัฏฐมีดิถีที่ ๘ ค่ำ แห่งปักขคณนา พุทธบริษัทได้มาสันนิบาตพรักพร้อมกัน เพื่อจะฟังพระธรรมเทศนา และเพื่อสมาทานอุโบสถศีลและเบญจเวรวิรัติ ตามสมควรแก่ความสามารถแห่งตน เพื่อให้สำเร็จปฏิบัติบูชาและอามิสบูชาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมและพระสงฆื

เมื่อได้กระทำบุรพกิจในเบื้องต้น คือได้ไหว้พระสวดมนต์เป็นส่วนพุทธบูชา และสมาทานอุโบสถศีลอันเป็นส่วนบุรพกิจเบื้องต้นสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ต่อนี้จงตั้งใจคอยสดับตรับฟังซึ่งพระธรรมเทศนา จะแสดงพระพุทธคุณที่เคยแสดงมาทุกๆปีเป็นลำดับไป เพราะในระหว่างพรรษากาลไตรมาส ๓ เดือนนี้ เคยแสดงพระพุทธคุณเป็นลำดับมาทุกปี แต่การแสดงนั้น แสดงโดยกว้างขวางบ้าง แสดงแต่แคบๆโดยย่นย่อบ้าง ตามสมควรแก่ที่มีประโยชน์มากและน้อย

พุทธบริษัทพึงตั้งใจของตนว่า ที่เรามาประชุมฟังพระธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีลนี้ เป็นกิจส่วนตัวของเราอย่าง ๑ และต้องเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศรัทธา และทำความหวังว่า เราจะเป็นผู้มีสรณะที่พึ่ง ไม่เป็นผู้มีหลักลอย จะไม่เป็นคนเหลวๆไหลๆ

การที่จะได้ที่พึ่งนี้ต้องอาศัยการฟังพระธรรมเทศนา การฟังเป็นสิ่งสำคัญ ให้เข้าใจว่าที่มาฟังเทศน์ก็โดยหวังประโยชน์ คือคุณความดี และมาเพื่อแสวงหาสรณะที่พึ่งแก่ตน ไม่ได้มาโดยการเกณฑ์และการบังคับ แต่ใครๆด้วยประการใดประการหนึ่ง อาศัยศรัทธาเป็นปุเรจาริกเป็นเบื้องหน้า เป็นเครื่องพามา

การมาฟังพระธรรมเทศนา เมื่อได้ยินท่านกล่าวถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เช่นนี้แล้วก็ควรให้รู้จักคุณของท่านว่าเป็นเช่นไร เมื่อรู้จักพระคุณของท่านว่าเป็นเช่นนั้นๆ แล้ว จะได้เลื่อนตนของตนเข้าไปถึงคุณของท่าน หรือเลื่อนคุณของท่านเข้ามาสวมที่ตนของเรา เราก็จะรู้สึกว่าคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีอยู่ที่ตัวเราการที่เราเปล่งอุทานว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าถึงซึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งเช่นนี้ แต่ก็ไม่รู้จักว่าพระคุณของท่านเป็นเช่นไร ถึงแม้พระคุณของท่านจะมีอยู่ที่ตัวของเรา เราก็ไม่รู้ เมื่อพระคุณของท่านอยู่ในตัวเรา ตัวเราไม่รู้ก็ดีอยู่ แต่ว่าเมื่อสิ่งใดมีอยู่ในตนของเรา เราควรรู้จักไว้ การที่จะรู้ได้ ก็ต้องอาศัยการฟังธรรมนั่นเอง ก็ยากอยู่ในการฟังพระธรรมเทศนา เพราะพระธรรมเป็นของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนักปราชญ์ชั้นสูงในโลก พระธรรมของท่านเป็นของลึกซึ้งมาก พวกเราไม่ได้เป็นนักปราชญ์ จะฟังคำนักปราชญ์ชั้นสูงที่จะรู้ง่ายๆนั้นไม่ได้ ต้องอาศัยการพิจารณาหลายชั้นหลายเชิง ได้ชั้นนี้แล้วก็พิจารณาต่อไปอีกชั้นหนึ่ง ก็ยังไม่ถึงโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า

เหตุนั้นพระพุทธเจ้าเองเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว เห็นพระธรรมลึกซึ้งเหลือเกิน ยากที่บุคคลจะรู้ตามได้ จึงทรงท้อพระหฤทัยในการจะแสดงธรรมส่งสอนสัตว์ต่อไป แต่อาศัยพระกรุณาและพระญาณเป็นเครื่องสอดส่อง ก็รู้ได้ว่าสัตว์ที่จะตรัสรู้ตามได้มีอยู่ เหตุนั้นพระองค์จึงได้ทรงตั้งพระหฤทัยเพื่อจะเทศนาสั่งสอนสัตว์ต่อไป ในส่วนพวกเรานี้ไกลมากทีเดียว ตั้งแต่พระพุทธเจ้าล่วงแล้วถึง ๒๔๖๐ ปีเศษ หนังสือและพระธรรมคำสอนมีมาจนถึงสมัยพวกเรา โอวาทคำสอนของท่านก็ถ่ายเทกันมาเป็นลำดับ แม้แต่ความเข้าใจของคนในยุคโน้น กับคนในยุคนี้ ก็เข้าใจกันไปคนละอย่าง แตกต่างกันอยู่ จึงเกิดเถียงกันขึ้นมา

เพราะเหตุนั้น เมื่อจะฟังพระธรรมเทศนา จงเปิดเผยอารมณ์ของตนได้ดี อารมณ์อื่นๆนั้นจงยุติกันไว้ จงตั้งสติอารมณ์ฟังพระธรรมเทศนาให้เข้าใจ การฟังอย่าเอาแต่หูฟังอย่างเดียว ให้เอาใจฟังด้วย และให้เข้าใจว่า โอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนผู้อื่น สอนเราคนเดียว ต้องให้เข้าใจอย่างนี้ว่า เมื่อเราเป็นผู้ถึงพระก็ต้องให้รู้จักคุณของพระ และเมื่อเรามุ่งจะเป็นผู้รับคำสั่งสอน แม้จะกล่าวถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้าอย่างไร เราต้องกำหนดตามว่า ท่านจะแสดงพระพุทธคุณอย่างไร เอาอะไรเป็นที่ตั้งให้ปิดสัญญาเก่าเสีย แล้วจงกำหนดตามไปต่อไปจักแสดงในพระคุณนามของพระพุทธเจ้าว่า อิติปิโส ภควา อรหํ เป็นอาทิ ที่ท่านประกอบเป็นบทพยัญชนะสืบๆกันมาตามลำดับ แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหํ คือผู้ไกลจากกิเลส แม้ด้วยอาการอย่างนี้ พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหํ ด้วยเหตุไร คำว่าอรหํนั้นแปลได้ ๓ อย่าง คือ

ผู้ไกลจากกิเลส ๑
ผู้ควรซึ่งทักขิณาทาน ๑
และตามโวหารของโบราณาจารย์ท่าน แปลว่า ผู้หักเสียซึ่งกงกำแห่งสังสารจักรอย่าง ๑

ในพระคุณบทอรหํนี้มีเนื้อความพิสดารกว้างขวางมาก แต่อรหํ บทเดียวก็จักพรรณนาไม่รู้จักสิ้นสุด แม้พระพุทธเจ้าจักมีพระชนมายุตั้งกัปป์หนึ่งแล้วพรรณานาคุณของพระพุทธเจ้าด้วยกัน ก็จักตายเปล่า ท่านพรรณนาไว้ลึกซึ้งจนเหลือวิสัย ไม่รู้จักหมดจักสิ้นได้ เหตุนั้นจักแสดงแต่โดยย่อ ต้องการแต่ที่เป็นข้อปฏิบัติเท่านั้น

ในพระพุทธคุณบท อรหํ นี้เราจะถือเอาเนื้อความได้ก็คือที่ว่า พระองค์ไกลจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ ถ้าจะพูดแต่เพียงความเศร้าหมองเท่านั้น ดูเนื้อความยังอ่อนมาก ไม่ใช่อ่อนนิดๆหน่อยๆ เช่น วัตถุสิ่งของหมองไปมัวไปไม่ใสไม่สะอาด ก็อาจชำระขัดสีได้โดยง่าย แต่กิเลสที่ว่าเป็นเครื่องเศร้าหมองใจนี้หมองใหญ่โตทีเดียว ไม่อาจขัดเกลาให้หายได้

กิเลสเครื่องเศร้าหมองในที่นี้ ก็คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นผู้ทำให้เศร้าหมอง คือ
โสกะ ความแห้งใจ เศร้าใจ
ปริเทวะ ความบ่นเพ้อร่ำรี้ร่ำไร
โทมนัส ความเสียใจ
อุปายาส ความคับแค้นอัดอั้นตันใจ
นี่เป็นเครื่องหมายแห่งกิเลสเครื่องเศร้าหมอง กิเลสที่ทำให้น้อยใจกรอบเกรียมใจคับแคบใจ บ่นคร่ำครวญพิรี้พิไรต่างๆ ไม่มีที่สิ้นสุดทีเดียว ลึกเหลือเกิน ถ้าถึงคราวเศร้าหมอง มันก็หมองเอาจริงๆ ไม่ใช่หมองเล่นๆ ถ้ามีสติอยู่บ้างก็อ่อนไป ถ้าไม่มีสติก็ถึงกับฆ่าตัวเองทีเดียว กิเลสนี้แหละเป็นของสำคัญ และเป็นสัญญานามธรรมชนิดหนึ่ง

ความโลภ โกรธ หลง เป็นปู่ ย่า ตา ทวด ของกิเลส เหลือนั้นเป็นลูกเป็นหลาน เป็นบริวารของกิเลส ส่วนกิเลสปริยายนอกจากนี้ คืออิจฉา พยาบาท เป็นต้น เป็นสัญญานามส่วนหนึ่ง เมื่อมาสวมเข้าที่ตัวบุคคลจึงจะรู้ ถ้าอยู่แต่ตัวลอยๆ ไม่แปลกประหลาดและไม่มีพิษมีสงอะไร
โลภะ ความโลภ เมื่อมาสวมเข้าที่ตัวบุคคลแล้วให้เกิดเป็นอาการต่างๆขึ้นตามความปรารถนา คื่อทำให้เกิดโสมนัสอยากได้อยากดีอยากมั่งอยากมีได้บ้างเสียบ้างต่างๆนานาไม่มีสิ้นสุด

ความโกรธเมื่อเกิดขึ้นที่ตัวแล้ว ทำให้ไม่สบายมีอาการพลุ่งพล่านโดยประการต่างๆ เมื่อคิดอยู่แต่ในใจไม่ได้ ก็ไหลออกมาทางปากเปล่งเสียงแปร๊ดๆทีเดียว เมื่อไหลออกมาทางกายทำให้ทุบตีตบต่อย ทำหน้าเป็นยักษ์มาร หน้าแดงหน้าเขียวไปต่างๆ

ความหลงก็เป็นกิเลสอย่างสำคัญ คือทำให้หลงรักหลงชังจนเกินไป หลงดีหลงชั่วหลงไปตามโลกนิยม หลงสมมติบัญญัติ หลงโน่นหลงนี่ เรื่อยเฉื่อยไปสุดแต่ถือตามเขาไปนั่นแหละ ไม่สิ้นสุด สิ่งที่เคยรักใคร่มาแต่เดิมก็หลงเกลียดหลงชัง สิ่งที่เคยเกลียดเคยชังก็หลงรักหลงใคร่

ถ้ากิเลสเหล่านี้ครอบงำใครเข้าแล้วก็ทำให้เกิดโทษใหญ่ แต่ถ้ามีสติมากหน่อย ความโลภ โกรธ หลง ก็น้อยหน่อย ถ้าไม่มีสติ โลภ โกรธ หลง ก็มาระงับไว้ไม่อยู่ พระพุทธเจ้าพระองค์ประกอบด้วยปรีชาญาณ ได้กระทำความเพียรห่างไกลจากความโลภ ความโกรธ ความหลง คือละกิเลสเหล่านี้ได้แล้วจึงเป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว

ที่พระองค์ไกลจากโลภ โกรธ หลง ก็คือ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจได้รับธัมมารมณ์ จะเป็นอย่างดีอย่างชั่วอย่างไรๆ ก็ตาม มากระทบทวารทั้ง ๖ ไม่มีความสะดุ้งหวั่นไหว ไม่มีความยินดียินร้าย เป็นฉฬังคุเบกขาญาณ แม้พระองค์จะถูกต้องโลกธรรมทั้ง ๘ ประการมากระทบถูกเข้า ก็ไม่มีหวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน พระหฤทัยหนักแน่นดังแผ่นดิน

ก็เหตุที่พระองค์ท่านไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมนั้น พวกเราต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ไม่หวั่นไหวอย่างดื้อๆ ที่พระองค์ไม่หวั่นไหวนั้น เพราะพระองค์มีโลกธรรมเป็นของที่มีในตนเต็มที่แล้ว สุขก็มีในตนแล้ว ความสมบูรณ์ลาภยศก็มีในตนเต็มที่แล้ว ความสรรเสริญก็มีอยู่แล้ว ความทุกข์ก็มีในตนเต็มที่แล้ว ก็เมื่อพระองค์มีเต็มที่เสียหมดทุกๆอย่างแล้ว เต็มที่อย่างพอดิบพอดี ใครจะเอาอะไรมาเติมให้อีกก็เท่านั้นแหละ จะเอาออกไปก็เท่านั้นแหละ ไม่ประหลาดอะไร จะเอาออกไปจะเพิ่มเข้า มันก็เท่านั้นแหละ พระองค์มีเต็มที่อย่างนี้ต่างหาก จึงไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ถ้ายังบกพร่องอยู่ไม่เต็มไม่พอก็ต้องหวั่นไหวถ้าความหมายความหวังมีอยู่ตราบใด ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ตราบนั้น ถ้าความสุขใจของเรามีพอเสียแล้วนั่นแหละเราจึงจะสบาย พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วอย่างนี้ พระองค์จึงเป็นสุข ไม่ตื่นเต้นและไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมทั้งสิ้น เพราะความโลภ โกรธ หลง ทั้ง ๓ อย่างนั้นไม่มี จึงไม่เกิดความยินดีและความยินร้าย เพราะว่าใจเดินสายกลางได้แล้วเป็นมัชฌิมาปฏิปทา

พระพุทธเจ้านั้น ท่านเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งปวงด้วยอาการอย่างนี้ สิ่งอะไรต่างๆท่านก็ละเสียทั้งนั้น คำที่ว่าละเสียนั้น ก็คือกิเลสหมดอำนาจนั้นเอง เหมือนอย่างกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ ในพระองค์ท่านก็มีอยู่ แต่ไม่มีพิษสงอะไร อยู่เฉยๆอย่างนั้นเอง ที่ว่ามีอยู่เพราะเป็นสหชาตธรรม ที่ว่าไม่มีเพราะหมดอำนาจ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของพระองค์ก็ยังอยู่แต่ว่าใจของพระองค์เป็นพระ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เหล่านั้นก็กลับกลายเป็นเครื่องสักการบูชาแต่ละอย่างๆ

ถ้าใจเป็นมาร รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ก็เป็นมาร เครื่องต่างๆนั้นก็เป็นสาสตราวุธของมาร คอยประหัตประหารบุคคลนั้นอยู่อย่างนี้ ถ้าเราฝึกหัดใจของเราเป็นพระแล้วก็สบาย การไกลกิเลสนั้นให้พึงเข้าใจว่าพระไม่ได้หนีไปไหน กิเลสไม่ได้หนีไปไหน แต่หากต่างไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่มีพิษสงที่จะให้เกิดทุกข์ต่างๆ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็ตั้งอยู่ตามหน้าที่

ที่เป็นพิษเป็นสงเกิดความรักความชังขึ้นก็เพราะความไม่รู้ ความไม่รู้ปรุงวิถีจิตให้วิ่งออกไปหนหนึ่ง กลับเข้ามาแล้วกลับออกไป และกลับเข้ามาอีกหลายขณะ กลับไปกลับมาเลยกุมสติไม่อยู่กับตัว ไม่รู้จักว่าใจอยู่ใจไป ไม่รู้จักสิ่งดี ไม่รู้จักสิ่งชั่ว ไม่รู้จักส่วนได้ส่วนเสีย

ส่วนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระหฤทัยของพระองค์เป็นฉฬังคุเบกขามีกำลัง ท่านประตูเสียหมดทุกด้าน วางสติอารมณ์เสียแล้วไม่ให้ออกไปได้ เมื่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งมากระทบก็ไม่กระเทือนไม่ไหวผู้ที่เสียสติเพราะไม่มีใจ คือเป็นคนที่ไม่มีหัวใจ เป็นโมฆปุริโส พระท่านว่าโมฆปุริโสเป็นบุรุษเปล่า เปล่าจากหัวใจ หัวใจไม่มีในตัว ใจไปอยู่เสียที่สรรพวัตถุข้าวของภายนอก ไปอยู่กับคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง ไม่ได้อยู่ในตัว สุดแท้แต่ชอบสิ่งใดใจก็ไปอยู่ที่สิ่งนั้น เดี๋ยวไปโน่นไปนี่ ไม่มีเวลาหยุดหย่อน ครั้นกลับมาถึงบ้านแล้วก็เปิดไปอีก เพราะใจไม่อยู่กับตัวเช่นนี้ ถ้าอารมณ์ใดมากระทบก็เกิดโลภ โทโส โมโหขึ้น

ส่วนผู้สำเร็จนั้นไม่ว่าอะไรมากระทบไม่หวั่นไหวทั้งสิ้น เพราะสติกุมอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ตั้งอยู่ในฉฬังคุเบกขา แม้โลกธรรมมากระทบก็ไม่หวั่นไหว อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกกระทบกัน ก็ไม่มีความหวั่นไหว จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นพระอรหํ

อันนี้เป็นข้อที่พวกเราควรพากันกำหนดให้เข้าใจว่า พระองค์ไกลจากกิเลสด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ฝึกหัดตนให้ประพฤติปฏิบัติตาม หรือย่นเข้าอีกเพื่อให้ฟังได้ง่ายๆ ก็คือ ไกลจากกิเลสด้วยการรักษาศีล

กิเลสอย่างหยาบทางกายคือ
ฆ่าสัตว์ ๑
ลักทรัพย์ ๑
ประพฤติผิดในกาม ๑

ทางวาจาได้แก่
การพูดปด ๑
การพูดส่อเสียด ๑
พูดคำหยาบ ๑
พูดโปรยเสียซึ่งประโยชน์ตลกเฮฮา ๑

ได้ชื่อว่าไกลกิเลสด้วยวาจา ผู้ไกลกิเลสอย่างหยาบได้ ก็คือ ละกิเลสทางกายวาจา ผู้ไกลกิเลสอย่างกลาง ก็คือ ละนิวรณ์ ๕ อย่าง คือ กามฉันทะ ก็คือความโลภ พยาบาท ก็คือโทสะ ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ตัวคือโมหะ มีสมาธิเป็นเครื่องกำจัด จะไกลกิเลสประเภทนี้ได้ด้วยการทำสมาธิ

ปัญญาคือความรู้แจ่มแจ้ง รู้เท่าต่อสังขารตามความเป็นจริงอย่างไร เป็นเครื่องขจัดอุปธิกิเลสที่ดองอยู่ในสันดานฝังแน่นอยู่ในใจ ก็คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นเอง แต่เป็นอย่างละเอียด เหล่านี้เรียกว่าอนุสัยกิเลสที่พระพุทธเจ้าละกิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด เสียได้สิ้นด้วยอาการอย่างนี้ แม้นัยแห่งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ก็อย่างเดียวกัน เมื่อตรองได้ความว่า พระพุทธเจ้าทรงคุณอันประเสริฐ ละเสียได้ซึ่งกิเลสทั้งปวงด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อเราจะถึงคุณพระพุทธเจ้าในพระคุณบทนี้ ท่านไกลจากกิเลสด้วยศีล เราก็ต้องรักษาศีล ไม่ได้มากเพียงศีล ๕ ถ้าสามารถจะรักษาศีล ๘อุโบสถได้ ก็ให้รักษาศีล ๘ ระงับกิเลสอย่างหยาบ

ถ้ากิเลสอย่างกลางยังมีอยู่ ให้เจริญสมาธิ ก็จักระงับไป ก็อาจรู้ได้

ถ้ารู้ว่ากิเลสานุสัยยังมีอยู่ ก็พยายามทำวิปัสสนาญาณให้เจริญปัญญา ก็อาจไกลจากกิเลสได้

ต่อแต่นั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา เมื่อได้ประสบอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เราก็ไม่ยินดียินร้าย หรือ โลภ โกรธ หลง เหล่านี้ เราก็ละได้สิ้นแล้ว ใจของเราจักเป็นของกลางไม่มีอาการหวั่นไหว หรือเมื่อลาภยศเป็นต้นมีมา ก็จะไม่มีความยินดียินร้าย

เมื่ออย่างนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้สึกว่าตนเป็นผู้ถึงคุณของพระพุทธเจ้าโดยตรง ถึงอย่างนี้เป็นสรณะที่สุดทีเดียว นับว่าเราได้ตามเสด็จสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเป็นสรณะที่พึ่งของเราอย่างสำคัญ ถ้าพอใจพิจารณาหรือภาวนา พระพุทธคุณบทว่า อรหํ อรหํ ก็ให้พึงเข้าใจอย่างนี้ แล้วจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้จริงๆ

เมื่อสาธุชนได้ฟังคำปริยาย ตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดังนี้ แล้วประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะเกิดผลงอกงาม เจริญในพระธรรมคำสั่งสอนดังพรรณนามา ด้วยประการฉะนี้

:yociexp47:

มดเอ๊ก
06-16-2007, 02:05 PM
http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/data/imagefiles/R590-19.jpg



๒๖ สิงหาคม ๒๔๖๖
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
วัดบรมนิวาส จ.กรุงเทพฯ
ณ วันนี้ เป็นวันปัณณรสีดิถีที่ ๑๕ ค่ำ แห่งปักขคณนา พุทธบริษัทได้มาพร้อมกันปรารถนาเพื่อสมาทานอุโบสถศีล และเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาซึ่งเป็นโอวาทคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้พรักพร้อมกันไหว้พระและสมาทานศีล ชื่อว่ากระทำปฏิบัติบูชา ในโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

เมื่อได้กระทำบุรพกิจเบื้องต้นสำเร็จแล้ว พึงตั้งใจสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาต่อไป การฟังพระธรรมเทศนาเป็นสิ่งสำคัญ ควรจะมีความยินดีว่าวันธัมมัสสวนะ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ที่เราได้กำหนดใจไว้ว่าจะรักษาอุโบสถศีลหรือเบญจเวรวิรัติศีล ๕ ก็ตามแต่ใจของตนที่ได้ตั้งไว้ว่าจะมาฟังพระธรรมเทศนา เมื่อถึงวันก็ได้มาตามกำหนดอันนี้ เป็นบุญลาภอันสำคัญ เราควรจะมีความยินดีต่อลาภ เพราะมนุษย์เราย่อมมีอุปสรรคขัดข้องในระหว่างคืออันตรายภายใน ได้แก่ความเจ็บไข้และมีอันตรายภายนอกก็ไม่น้อยเลย อันตรายภายนอกนั้นมีอเนกประการนับไม่ถ้วนทีเดียว มีขัดข้องปลายประการที่จะทำให้เรามาวัดตามกำหนดไม่ได้

การที่เราไม่เจ็บไข้ ได้มาวัดตามกำหนดที่ตั้งใจไว้ นับว่าเป็นลาภอันสำคัญของตน การฟังธรรมหรือการรับศีล เราจะมาวัดหรืออยู่ที่บ้านก็ทำได้เหมือนกัน เป็นต้นว่า การฟังธรรมเราจะฟังที่บ้านก็ได้ แต่การที่มาวัดมีกำไรมากกว่าหลายสถานคือ ได้บำรุงทัสสนานุตตริยะ และบำรุงความเลื่อมใสให้มีขึ้นในใจของเรา การมาฟังธรรมที่วัดเป็นของประเสริฐ คือได้แลเห็น เครื่องสักการบูชาที่ตนทำก็ดี ผู้อื่นทำก็ดี เมื่อเห็นแล้วก็ทำให้มีความยินดีความเลื่อมใสนได้ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ท่านมีพระคุณอยู่ล้ำลึก และได้เห็นพระสงฆ์สามเณร ก็เป็นเหตุให้เกิดปสาทะความเลื่อมใสความยินดีขึ้น และได้มาเห็นสัปบุรุษผู้ที่มีความเลื่อมใส ต่างคนต่างอยู่ต่างถิ่นต่างสถาน สามารถมาประชุมในที่อันเดียวกันได้ ก็ให้เกิดความยินดีว่า พระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทำให้เกิดมีศรัทธาเลื่อมใสเมื่อได้เห็นอย่างนี้แล้ว ก็เป็นเหตุให้น้อมใจของตนว่า เราจะเป็นผู้ถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีกำไรดีกว่าเราฟังอยู่กับบ้าน เหตุนี้ก็ควรกระทำความยินดีต่อลาภ ซึ่งเป็นของหายากไม่ใช่ง่าย การฟังพระธรรมเทศนาเป็นเหตุให้เกิดความสลดสังเวชใจอย่าง ๑ เกิดความเลื่อมใสในสิ่งที่ควรเลื่อมใสอย่าง ๑

ที่จะเกิดความสังเวชในสิ่งที่ควรสังเวชนั้น พระองค์ทรงแสดงว่ามนุษย์ที่เกิดมาในโลกตกอยู่ในอำนาจของความแก่ ความไข้ ความตาย ผู้ที่เกิดมาแล้วที่จะไม่แก่ก็หาไม่ได้ ที่จะไม่เจ็บไม่ไข้ก็หาได้โดยยาก ที่จะไม่ตายเลยไม่มีเลย แต่ที่ไม่มีโรคนั้น ถ้าเป็นโรคจรๆ อย่างเป็นไข้หวัดเป็นต้น อย่างผู้ที่ไม่มีโรคนานๆก็มีบ้าง ถึงเมื่อครั้งพุทธกาลก็มีอย่างนี้

แต่โรคประจำตน หรือโรคหิวอาหาร โรค เดิน นั่ง นอน ใครจะไม่มีเป็นไปไม่ได้ ต้องมีทุกคน เพราะตัวเรานี้ต้องนับว่าเป็นก้อนขี้โรคขี้ภัยทีเดียว ไม่ว่าใครๆหมดเมื่อเห็นว่าตนของเรานี้แก่อยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก และมีอาการเจ็บและตายปรากฏอยู่เสมอ คือรูปธรรมก็ตายไปตามหน้าที่ของรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็ตายไปตามหน้าที่ของนามธรรม ส่วนที่ไม่ตายคือสภาพธรรมที่เป็นของจริงนั่นแหละ อารมณ์ทั้งหลายเกิดๆดับๆเป็นอยู่อย่างนี้เสมอไป แต่ความเกิดความดับนั้นไม่ใช่ตัวธรรม ส่วนธรรมเป็นของไม่ตาย ส่วนใดที่เกิด ส่วนนั้นต้องตาย ส่วนที่ไม่เกิดก็ไม่ตาย

ผู้ที่มาพิจารณาเห็นว่าอัตภาพ คือร่างกายของเรานี้มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย บีบคั้นอยู่ทุกเมื่อ เมื่อเห็นตนว่าเป็นผู้มีโรคประจำอยู่ ก็เกิดสังเวชสลดใจไม่ยินดีไม่อยากจะเกิดต่อไปอีก และอัตภาพร่างกายนี้ก็ไม่อยากจะได้ และไม่ต้องการจะเกิดอีกต่อไป เพราะเกิดมาแล้วก็จะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายอีก

แต่เมื่อได้เกิดมาแล้วก็ควรทำความยินดีในอัตภาพร่างกายนี้ เมื่อเราเห็นโทษแล้วก็ต้องเห็นคุณที่เราได้มารู้พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ความสุข ความทุกข์ อะไรทั้งปวง ก็อาศัยอัตภาพร่างกายอันนี้เอง ร่างกายนี้เราจะอาศัยเป็นพาหนะข้ามวัฏสงสาร เบื้องหน้าต่อไปเราจะไม่เกิดไม่ตายอีก เราจะไปอยู่กับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสุดแล้วแต่ท่านจะไปอยู่ที่ไหน เราจะไปอยู่ที่นั่น และเราจะตามไปเพราะฉะนั้น เราควรจะเห็นว่า สิ่งใดมีโทษสิ่งนั้นก็ต้องมีคุณ อย่าเห็นแต่โทษอย่างเดียว ถ้าไม่เห็นคุณด้วยก็รักษาไว้ไม่ได้ เหมือนอย่างไฟที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ก็มีโทษอยู่ลึกซึ้งทีเดียว อาจเผาบ้านเรือนกระทำความเดือดร้อนให้แก่มนุษย์ แต่คุณของไฟนั้นมีอเนกเหมือนกัน คนเราที่ถูกที่ไฟไหม้บ้านเรือนก็เกิดเดือดร้อน แต่ก็อาศัยไฟนั่นแหละ จุดส่องเที่ยวหาเก็บข้าวของเงินทองจากเรือนที่ไฟไหม้ ถ้าปราศจากไฟแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นโทษ แล้วก็ต้องให้เห็นคุณด้วย

การทุกๆอย่างอย่าว่าแต่ต่ำๆ แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาลแต่ก็มีโทษเหมือนกัน ไม่ใช่แต่มีคุณท่านเท่านั้น ถ้าผู้นั้นมีความเลื่อมใสศรัทธาก็เป็นคุณได้รับผลความสุข ถ้าผู้ใดไปดูถูกดูหมิ่นประมาท อาจเป็นโทษนำตนไปสู่ทุกข์ได้ทีเดียว ตัวอย่างเช่น พระเทวทัตที่ท่านได้พรรณนาไว้เป็นตัวอย่างๆ พระพุทธเจ้ามีพระคุณอันสูงสุด ก็มีโทษสูงสุดเช่นกัน สิ่งใดมีโทษสิ่งนั้นก็มีคุณประจำอยู่เหมือนกัน

เพราะเหตุนั้นเมื่อเราได้ฟังเทศน์พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เราต้องรู้สึกว่าเป็นอย่างไร การฟังธรรมให้เกิดบุญด้วยอาการ ๒ อย่าง ส่วนสังเวชก็สังเวช ส่วนเลื่อมใสก็เกิดความเลื่อมใส ผู้แสดงธรรมเทศนานั้นถ้าหากแสดงได้พร้อมด้วยองค์คุณ ๔ ที่ท่านประกาศคุณแห่งธรรมกถึก คือสมฺทสฺสโก ผู้ที่แสดงธรรมเทศนามีคุณอันลึกซึ้ง มีความสามารถที่จะชี้แจ้งให้เข้าใจ ในอรรถะธรรมะ สามารถให้ผู้ฟังนั้นเลื่อมใสเห็นด้วยได้ เป็นองค์ที่ ๑สมาทปโก ผู้แสดงธรรมนั้น มีความสามารถชักจูงน้ำใจให้ยินดีรับปฏิบัติ เป็นองค์ที่ ๒สมุตฺเตชโก ผู้แสดงธรรมนั้นสามารถให้ผู้ฟังธรรมเกิดความองอาจกล้าหาญในใจว่า ธรรมนี้ลึกซึ้งก็จริง แต่มีทางที่เราสามารถจะทำได้ดีทีเดียว อย่างนี้เป็นองค์ที่ ๓สมฺปหํสโก ผู้แสดงธรรมอาจให้ผู้ได้ยินได้ฟังนั้นเกิดความเพลิดเพลินร่าเริงเต็มใจจะปฏิบัติตามอันนี้เป็นองค์ที่ ๔ธรรมกถึกผู้แสดงธรรมที่ประกอบด้วยคุณทั้ง ๔ ประการนี้ จึงนับว่าเป็นผู้พร้อมบริบูรณ์ จึงจะยังบุคคลผู้ที่เลื่อมใสแล้วให้เกิดความเลื่อมใสยิ่งขึ้น ผู้ที่ไม่มีความเลื่อมใสก็ให้เกิดความเลื่อมใสขึ้นได้ แต่เราจะไปหาที่ไหนเล่าจึงจะได้อย่างนี้ เป็นของที่หายากเหลือเกิน เราจะเที่ยวค้นหาก็ไม่ได้ ยากที่สุด ก็มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นก็การแสดงพระพุทธคุณดังได้แสดงมาแล้วในเบื้องต้น ความในบท อรหํ คือไกลจากกิเลสด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ คือไกลกิเลสอย่างหยาบด้วยศีล กิเลสอย่างกลางด้วยสมาธิ กิเลสอย่างละเอียดด้วยปัญญา ส่วนปัญญานั้นจะได้แสดงในบทว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ ข้างหน้าต่อไป

พระนาม อรหํ นี้ หมายถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบริบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ คือพระองค์ไกลจากกิเลส และอีกอย่างหนึ่ง โบราณาจารย์ ท่านพรรณนาไว้ว่า หักเสียซึ่งกงกำแห่งสังสารจักร อันนี้เป็นข้อสำคัญ และอีกนัยหนึ่ง พระอรหํ เป็นผู้ควร และที่อธิบายพระนาม อรหํ ว่าหักเสียซึ่งกงกำแห่งสังสารจักรนั้น ลึกเหลือเกิน ท่านกล่าวโดยย่อ คือ กรรม ๑ กิเลส ๑ วิบาก๑ เป็นตัวสังสารจักร

กรรมนั้นสำเร็จด้วยเจตนา คือมีเจตนาเป็นผู้ปรุงแต่ง จึงสมกับคำว่า เจตนาเป็นตัวกรรม ความคิดอ่านก็เป็นตัวกรรม เช่นอย่างเราคิดไปในรูปว่า รูปนี้สวยงาม รูปนี้ไม่สวยไม่งาม ความคิดเป็นกรรม ความสวยงาม ไม่สวยไม่งาม เป็นกิเลส รูปเป็นวิบาก เมื่อเป็นวิบากแล้วก็กลับมาเป็นกรรมอีก เป็นกรรมแล้วก็กลับมาเป็นวิบากอีก หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปมาอยู่เช่นนี้ จึงเรียกว่า สังสารจักร หรือ เช่น ตากับรูปก็เป็นวัฏฏะเครื่องหมุนอีกเหมือนกัน เมื่อใจออกมารับรู้ทางตา ตาก็ไปเห็นรูป รูปนั้นมาปรากฏขึ้นในใจ ใจนั้นเป็นผู้รัก ผู้ชอบ ผู้เกลียด ผู้ชัง หมุนไปอย่างนี้แหละ ตาจึงเป็นเหตุ รูปเป็นผล แล้วรูปก็กลับเป็นเหตุ ตาเป็นผล หมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้ หมุนไปหมุนมา เวียนไปเวียนมา เป็นลักษณะสังสารจักร สังสารจักรเป็นเหตุอันหนึ่ง เหมือนอย่างเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย เรียกว่าสังสารจักร

วงของสังสารจักรกว้างขวางแทบเหลือที่จะพรรณนาทีเดียว จะให้รู้ไว้สักอย่าง แล้วเอาไปเทียบดู เดี๋ญวนี้คนเรายังไม่รู้จักสังสารจักรอย่างว่า ปี เดือน วัน คืน ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน มันเป็นวัฏฏะทั้งนั้น คือเป็น วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี ฯลฯ หมุนกันไปจนครบ ๗ วัน เป็นกงเกวียนอย่างนี้แหละ ส่วนเดือนก็หมุนตามหน้าที่ของเดือน เช่น เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ ฯลฯ หมุนกันอย่างนี้ แล้วก็ไปที่เดิมอีกนั่นแหละ ส่วนปีก็หมุนไปเช่นเดียวกัน มีปีชวด ปีฉลู ปีขาล ปีเถาะ ฯลฯ ๑๒ ปี แล้วก็มาที่เดิมอีก ชื่อว่าเป็นวงของสังสารจักรทั้งนั้น แต่เป็นวงนอกวงนอกเป็นวงใหญ่ วงในเป็นวงเล็ก เหมือนอย่างเครื่องจักรเครื่องยนต์ต่างๆ เครื่องจักรเครื่องยนต์ต่างๆนั้น เครื่องจักรตัวนอกๆก็ใหญ่ มาจนถึงวงในแล้วก็เล็กลงทุกที ฉันใด สังสารจักรก็เหมือนกัน กรรม กิเลส วิบาก ก็หากพูดมาหลายปีในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ค่อยได้ความกัน คือผู้ฟังยังไม่เข้าใจสังสารจักร สังสารจักรคือความหมุนนั่นเอง มันไม่ใช่ว่าอะไรหมุน คือสัญญาของเรายุ่งไปเองแต่ความจริงไม่มีอะไรหมุนเลย

ถ้าหากเราจะทำความหัก เราลองหักดูที่วงนอก คือ วงปี เดือน วัน ดูเสียก่อน เหมือนอย่างหักวงปีว่าทำอย่างไรเราจะไม่ให้มันหมุน ให้เข้าใจว่า ปีนั้นเขาบัญญัติลงที่ไหน คือเขาบัญญัติลงที่ฤดูทั้ง ๓ ให้เอาตั้งไว้เป็นหลัก คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว เมื่อเราตั้งสเกลหมดทั้ง ๓ ฤดูนี้ อย่าให้ไปยืนไว้ ทีนี้ เราก็บัญญัติปีว่าปีชวดลงที่ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว ครั้นถึงปีฉลูก็บัญญัติลงที่ ๓ ฤดูนั่นแหละ สามฤดูตั้งอยู่ตามเดิม เอาปีขาลมาลงอีก ก็ลงที่เก่านั่นแหละ ไม่หมุนเวียนไปไหน ยืนตัวอยู่อย่างนั้น คือเอาปีนั้นมาสมมติลงในที่แห่งเดียว เพราะเหตุนี้ปีก็ไม่หมุนไปได้

เมื่อหักวงปีอยู่แล้ว ปีไม่หมุนแล้ว ให้ลองหักวงเดือนดู มีเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ ฯลฯ เขาหมายอะไร เขาก็หมายพระจันทร์ พระจันทร์ขึ้นเต็มดวงแล้วก็หรี่ลงไปจนหมด เรียกว่าเดือนดับ คือปักข์ขึ้นเรียกว่า สุกรปักข์ ปักข์แรมเรียกว่า กาฬปักข์ บัญญัติจันทร์สว่างจันทร์มืดเข้าตั้งที่ว่าเดือน ๑ ทีนี้เราเอาปักข์ ๒ อันนี้แหละตั้งเป็นสเกลไว้อย่าให้เดิน คือตั้งข้างขึ้นข้างแรมไว้ประจำอยู่เสมอ เราตั้งสเกลไม่ให้หมุนไปได้ ให้มีอยู่อย่างนั้นแหละ ใน ๓๐ วันนี้แหละ เขาสมมติเดือนอ้ายลงไปที่สวนที่ปักข์ ๒ ปักข์ ทีนี้ได้ครบเดือนอ้ายแล้ว ๓๐ วัน ข้างขึ้นข้างแรมก็อยู่อย่างเดิม ก็เอาเดือนยี่ไปสวมเข้าอีก สวมของเก่าแหละ ส่วนเดือนสาม เดือนสี่ เดือนห้า เดือนหก ฯลฯ มันก็ไม่มีแปลกต่างกัน

ทีนี้เดือนก็ไม่หมุน มันยืนตัวอยู่เหมือนตอที่ตั้งอยู่แห่งเดียว จะเอาของอะไรไปตั้งไปวางก็เช่นเดียวกัน ตอก็ไม่ไปไหน คงตั้งอยู่เฉยๆอย่างนั้นแหละ
เมื่อหักวงเดือนได้แล้ว ให้ลองหักวงของวันต่อไป วันเขาสมมติลงในอะไร เขาสมมติกลางวันกับกลางคืน คือมืดกับสว่างเป็นวันหนึ่ง ให้ตั้งมืดหนึ่งกับสว่างหนึ่งเป็นหลักเป็นสเกลไว้ อย่าให้หมุนอย่าให้เวียนไปไหน แล้วก็เอาวันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ มาสวมเข้า ก็กลายเป็นวันนั้นๆไป เหมือนกับตอ ถ้าอย่างนี้ก็ไม่หมุน

เมื่อหักวงนอกได้ตามลำดับอย่างนี้แล้ว เราจะหักวงในบ้าง คือ กรรม กิเลส วิบาก ต่อไปเหมือนอย่างใจของเราเป็นของกลาง ไม่รู้จักแก่ เจ็บ ตาย เป็นของบริสุทธิ์ คือ คงที่อยู่ แต่กิเลสทั้งหลายมาเหนี่ยวรั้งใจนั้นเอง สิ่งใดมาประกอบเข้าแล้วก็เป็นใจ ถ้าเรายืนใจให้เป็นหลักเดิมแล้ว สิ่งทั้งปวงมาประสมใจ กิเลสก็เข้ามาสวมใจไม่ได้ ก็ตั้งอยู่ตามเดิมอย่างนั้นแหละ ไม่มีอะไรจะหมุนจะเวียน หักได้หมดทีเดียว

เพราะเหตุนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านหักได้ ท่านจึงเป็นผู้รู้จริง เป็นผู้ที่หักเสียซึ่งกำกงแห่งสังสารจักร อันนี้เป็นข้อสำคัญในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราต้องเข้าใจ หรือพระ อรหํ ที่แปลว่า ผู้ควร คือพระองค์มีสันดานอันบริสุทธิ์แล้ว เพราะว่าการบัญญัติของพระองค์เป็นนิยยานิกธรรม ข้อบัญญัติของพระองค์นั้นสะอาด จึงเป็นผู้ควรยกซึ่งบัญญัติได้ และพระองค์เป็นผู้มีบารมีสามารถ จึงได้มีผู้ปฏิบัติตาม และพระองค์เป็นผู้ควรแก่ทักขิณาทานของโลก เมื่อโลกบริจาคทานแก่พระองค์แล้ว อาจมีอานิสงส์อันกว้าวใหญ่ไพศาล

เหตุนั้น การที่สักการบูชาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้มีมาแต่พระองค์ยังอยู่ เทพยดาและมนุษย์จึงพากันเคารพนับถือมาจนทุกวันนี้ ในปัจจุบันก็ได้รับความโสมนัสแห่งการบูชาในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

กล่าวพอเป็นสังเขปได้ใจความว่า อรหํ ผู้ไกลจากกิเลส ๑ อรหํ เป็นผู้หักเสียซึ่งกำกงแห่งสังสารจักร ๑ เป็น อรหํ คือผู้ควรซึ่งทักขิณาทาน ๑ เมื่อเราจะถึงพระคุณอย่างนี้ เราต้องพยายามไกลจากกิเลส และพยายามหักเสียซึ่งกำกงแห่งสังสารจักร ได้น้อยก็ตาม ได้มากก็ตาม หรือเราทำตามให้เป็นผู้ควร คือ เป็นผู้บริสุทธิ์สามารถรับทานของผู้อื่นให้เกิดอานิสงส์ไพบูลย์ ก็ชื่อว่าถึงคุณพระอรหํ ถึงได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็เป็นบุญอันยิ่งใหญ่

ความไม่ประมาทอุตส่าห์ทำความพากเพียร รักษากาย วาจา ใจ ของตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ความที่จะรักทักขิณาทานเพราะความสะอาด ความบริสุทธิ์ ถ้าใครทำได้แล้ว ก็จะถึงซึ่งคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อสาธุชนประสงค์จะยังพระคุณประเภทใดให้มีในตน ก็จงทำตนของตนให้ควรแก่พระคุณประเภทนั้น ก็จะถึงคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยสมควรแก่กาลเวลาด้วยประการฉะนี้

:yociexp31:http://www.dhammawave.com/index.php?mod=cms/content&nid=693

มดเอ๊ก
06-16-2007, 02:07 PM
http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/data/imagefiles/590.jpg

สมฺมาสมฺพุทฺโธ



พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
๓ กันยายน ๒๔๖๖
วัดบรมนิวาส จ.กรุงเทพฯ
ณ วันนี้ เป็นวันอัฏฐมี ดิถีที่ ๘ ค่ำ แห่งปักขคณนา พุทธบริษัทได้มาสันนิบาตพรักพร้อมกัน เพื่อสมาทานอุโบสถศีล และฟังพระธรรมเทศนา เพื่อให้สำเร็จในปฏิบัติบูชาและอามิสบูชา เมื่อพร้อมด้วยสันนิบาตประชุมเช่นนี้แล้ว เบื้องหน้าจงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาอันเป็นคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บัดนี้ จะได้แก้ไขในบทว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ ซึ่งแปลว่า ตรัสรู้ดีโดยชอบ เพื่อให้พุทธบริษัทได้ตั้งใจโดยแจ่มแจ้ง จะได้รู้ว่าตนได้ถึงพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ สมฺมาสมฺพุทฺโธ นี้ ประกาศปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า ส่วนบทที่แสดงมาแล้วประกาศวิสุทธิคุณความบริสุทธิ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อไปนี้จะแสดงประกาศพระปัญญาคุณกับพระกรุณาคุณ พระคุณทั้ง ๒ อย่างนี้ ในบท สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู ๔ พระนามนี้ ประกาศพระปัญญาคุณ ต่อนั้นไปประกาศพระกรุณาคุณ คือให้เข้าใจความว่าส่วนนี้ประกาศพระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ พระกรุณาคุณของพระองค์

ในบท สมฺมาสมฺพุทโธ นี้ ท่านหมายความว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ได้ตรัสรู้เองโดยชอบ ตามที่ว่า ตรัสรู้เอง คือตรัสรู้ธรรม ธรรมนั้นเป็นก็มีเป็นอันมาก คือ สังขารธรรมทั้งสิ้นก็ชื่อว่าธรรม หรือว่า วิสังขารธรรม ก็ชื่อว่าธรรม ตกลงย่นให้สั้นเข้าก็มี ๓ ประเภท คือ กุสลา ธมฺมา, อกุสลา ธมฺมา, อพฺยากต ธมฺมา ธรรมฝ่ายดีเรียกกุศลธรรม ธรรมฝ่ายชั่วเรียกอกุศลธรรม ไม่ดีไม่ชั่วเรียกอพกฤตธรรม ถึงแม้อพยากฤตธรรม ก็ต้องกล่าวว่าเป็นสังขารอีกเหมือนกัน แต่กล่าวว่าเป็นสังขาร เป็นกลางๆ คืออเนญฺชาภิสังขาร อยู่ในระหว่างสังขารนั้นเอง เพราะสัตว์บุคคลเขาบัญญัติ แต่ส่วนสภาพธรรมเป็นวิสังขารที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้เองโดยชอบเช่นนี้ ท่านประสงค์วิสังขารธรรม เพิ่มเข้าด้วย

ในบท สมฺมาสมฺพุทฺโธ นี้ เมื่อกล่าวโดยย่อก็แปลว่า พระองค์รู้จักของจริง คือ อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ ที่พระองค์รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง สภาพความเป็นจริงอย่างไร คือรู้ว่าส่วนนี้เป็นทุกข์ก็กำหนดรู้ ส่วนนี้เป็นสมุทัย คือเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นของควรละเสีย พระองค์ก็ละเสียได้สิ้น ส่วนนี้เป็นนิโรธความดับทุกข์อันบุคคลควรทำให้แจ้งและทรงรู้มรรคว่า เป็นมรรคาเครื่องดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ อันบุคคลพึงกระทำให้เกิดมี พระองค์เป็นผู้รู้จริงเห็นแจ้งซึ่งอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ด้วยพระองค์เอง จึงเรียกสมฺมาสมฺพุทฺโธก็ในอริยสัจทั้ง ๔ อย่างนี้ เมื่อผู้มาศึกษาทางศาสนาแล้ว เขาก็มาศึกษานี้แหละ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เอง โดยเหตุนี้ในพวกเราจะกำหนดอริยสัจอย่างไรจึงจะเข้าใจอริยสัจได้ การจำได้ตามแบบแผน ไม่สู้แปลกประหลาดอะไรนัก ตามที่ท่านแสดงไว้ว่า ทุกข์ ได้แก่ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ สมุทัย ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นิโรธ ได้แก่ ความดับตัณหา มรรค ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา

เมื่อแสดงว่า ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างนี้ ย่อมจะรู้ได้ด้วยกัน ไม่ประหลาดอะไร ต่างคนต่างจำได้ด้วยกัน เช่น สมุทัยเป็นเหตุที่เกิดทุกข์ การที่ทุกข์นั้น ทุกข์อย่างไรกัน จะเป็นตัวของเราทุกข์เอง หรือทุกข์ของพระพุทธเจ้า ข้อนี้ก็วินิจฉัยยาก เพราะกาลล่วงเลยมานาน แต่พระพุทธเจ้านิพพานมาได้ ๒๔๖๐ ปีเศษ ผู้ที่นำอริยสัจต่อกันมายืดยาวนัก เพราะเหตุนั้น จะถือเป็นการแน่นอนก็เป็นการยาก

เมื่ออยากรู้ว่าจะเป็นของจริงหรือไม่นั้น ต้องวินิจฉัยดูด้วยตนของตนเอง เมื่อเราได้กระทำเต็มที่บังเกิดผลขึ้นแล้ว เราจะเป็นผู้พยากรณ์ตัวของเราเองได้ทีเดียว อย่างนี้เป็นการถูกต้อง เพราะว่าบรรดาธรรมทั้งหลายที่เป็นของจริงแล้ว เป็นสนฺทิฏฺฐิโก คือว่า ข้อปฏิบัติข้อนั้นจะเห็นได้ด้วยตน ธรรมนั้นตัวของเรามีอยู่ทุกเมื่อ และเป็น อกาลิโก ไม่ต้องอ้างกาลอ้างเวลา และเป็น เอหิปสฺสิโก อาจอวดเขาได้ว่าธรรมนั้นมีอาการอย่างนี้ และเป็น โอปนยิโก อาจน้อมธรรมนั้นมาสู่กายสู่ใจเราได้ และเป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ คือ วิญญูชนผู้ปฏิบัติจะรู้ตนของตนได้ คือเราจะตัดสินธรรมว่าถูกหรือผิด เราต้องวินิจฉัยด้วยบททั้ง ๕ นี้

ก็ในส่วนอริยสัจนี้ ถึงแม้เป็นของยากก็จริง พุทธบริษัทต้องสนใจ จะยากก็ตาม จะง่ายก็ตาม อย่างไรก็ดี ควรตรองจนให้ได้ความทีเดียว ตามที่มีในคัมภีร์ต่างๆ ท่านก็อ้างว่า ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เป็นทุกข์แต่ละอย่างๆ ก็เหตุที่จะให้เกิดทุกข์นั้น ก็ด้วยกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อดับตัณหาเสียได้แล้ว ทุกข์ก็ดับด้วย ที่จะปฏิบัติได้ก็ต้องอาศัยมรรคทั้ง ๘ อย่างนี้เป็นมรรคาที่จะดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ อันนี้เป็นของน่าเข้าใจ แต่ก็ไม่สู้เข้าใจกัน เพราะเป็นของลี้ลับสับสนอยู่ในที่อันเดียวกันที่หมายความว่า ทุกข์นั้น อย่างนี้คือ ความเกิด ความแก่ ความตาย เป็นทุกข์ ทุกข์จะเกิดก็เพราะเหตุตัณหาเป็นที่ตั้งอันเป็นเหตุ ว่าทำไมมี จะกล่าวว่า ชาติ ชรา พยาธิ ธรรมเหล่านี้เมื่อไม่มีตัณหา เขาจะอยู่หรือเขาจะไป ชาติ ความเกิด ชรา ความแก่ พยาธิ ความไข้ มรณะ ความตาย อันนี้กล่าวถึงปัญญาความรู้ต่างหาก ก็เมื่อทุกข์ดับ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะก็ดับ ก็ถ้าทุกข์ดับก็ตายกันเท่านั้นซี แต่ในที่นี้ ไม่ได้กล่าวถึงตาย กล่าวถึงในเวลายังไม่ตายนี้แหละ เหตุนั้น จึงยากที่จะครองให้เข้าอกเข้าใจได้ คือร่างกายอัตภาพของเรานี้ สมมุติว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นอาการของทุกข์ ก็ส่วนตัณหาต่างๆนี้ ก็คือตัวของเรานี้เอง มันไม่ใช่ว่ามีตนมีตัวมีหัวมีขาเมื่อไรเล่า ความยินดีในกามารมณ์ทั้ง ๕ เป็นกามตัณหา เมื่อยังยินดีอยู่ในอารมณ์ หรือยินดีอยู่ในอัตภาพร่างกายของตน ซึ่งเกิดมีขึ้นไม่อยากให้เสื่อมสูญไปเสียได้ชื่อว่า ภวตัณหา ถ้าสิ่งใดไม่ชอบอกชอบใจของตนก็อยากให้เสื่อมสูญไป เป็นลักษณะของวิภวตัณหา ถ้าตัณหาทั้ง ๓ อย่างนี้มีอยู่ในตัวของเรา ตัวของเราก็เป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ส่วนชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ก็ตัวของเรานั่นแหละ ถ้าเรายินดีอยู่ในกามารมณ์ ก็กุมตัณหาอยู่ในตัวนี่เอง สิ่งใดที่ไม่ชอบใจก็ไม่อยากเห็น ไม่อยากมี ก็ตัวตัณหานี่เอง ก็เมื่อเพิกตัณหาออกเสียจากตนของเรา คือไม่ยินดีไม่ยินร้ายต่ออารมณ์ที่ควรยินดีและยินร้ายได้ เช่นนั้นก็ชื่อว่าเป็นนิโรธ คือความยินดีก็ดับ ความยินร้ายก็ดับ ถ้าว่านิโรธธรรมนั้นมาครอบงำน้ำใจของเราไม่ได้ เพราะเรายังเกาะเกี่ยวอยู่ด้วยอิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ ก็ต้องอาศัยเหตุที่จะเพิกถอนเสียด้วย คืออาศัยสมาธิ อาศัยปัญญา แต่ต้องรักษาตลอดไป จึงจะนำธรรมนั้นมาครอบน้ำใจของเราได้

เมื่อทำศีลของตนให้บริบูรณ์ได้เรียบร้อยจนเป็นสมาธิ สมาธินั้นก็อบรมให้เกิดปัญญา ปัญญาแก่กล้าขึ้น ก็มารู้ในทุกข์ ในสมุทัย ก็ไม่พ้นไปจากตนนั่นเอง ส่วนนิโรธและมรรค ก็ตัวของเรานี่เอง ตกลงว่าอริยสัจ ๔ อย่าง เป็นของจริงทุกอย่าง ทุกข์ก็เป็นของจริง สมุทัย คือ ตัณหาก็เป็นของจริง นิโรธ ส่วนรู้ความที่ตัณหาดับไปก็เป็นของมีจริง มรรคปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นของมีจริงในตัวของเรา ตลอดไปจนถึง มรรคผล นิพพาน โสดาฯ สกิทาคาฯ อนาคาฯ และอรหันต์ ก็ไม่ได้ชี้ลง ณ ที่อื่น ชี้ลงที่ตัวของเรานี้เองอริยสัจ ๔ นี้เป็นของฟังยาก ยากที่จะเข้าใจ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นนักปราชญ์ผู้ฉลาดเฉียบแหลมนัก จึงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองได้ พวกเราปัญญาน้อย ยากที่จะรู้ตามเห็นตามได้ คือเป็นแต่ได้ฟังคำสั่งสอนเท่านั้น จึงเป็นของยากอยู่เป็นธรรมดา

ตนของเราเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวอยู่ด้วยสมุทัย คือความไม่รู้ซึ่งเป็นตัวอวิชชา จึงเป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตกลงคือความไม่รู้นั่นเอง ความไม่รู้นั่นแหละคือเหตุแห่งตัณหา ๓ ถ้าหากว่าเรารู้เสียแล้ว ตัณหา ๓ ก็ดับไปเท่านั้น ถ้าเรายินดีอยู่ในความเกิดก็คือกามตัณหา ถ้าเราไม่ชอบก็คือวิภวตัณหานี่เอง ความเข้าใจว่าความเกิดเราก็เลยมาเสียแล้ว ความแก่ เจ็บ ตาย ก็ยังไม่มาถึง และตัวของเรานี้เป็นกลางว่างอยู่ คือไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีตาย อย่างนี้เป็นอาการแห่งภวตัณหา เป็นตัณหาเรื่อยๆอยู่อย่างนี้แหละ

เมื่อผู้ใดรู้ว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย ก็เป็นตัวของเรานี้ ความไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายก็ตัวของเรานี้ ให้เป็นเป็นปัจจุบันธรรม คือความเกิด ก็หมายตัวของเรานี้แหละ เกิดอยู่เสมอทุกขณะลมหายใจเข้าออก เหตุให้เกิดก็คืออาหารทั้ง ๔ คือ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร สัญเจนาหาร วิญญาณาหาร เพราะเหตุนั้น รูปธรรมก็เกิดไปตามหน้าที่ของรูปธรรม นามธรรมก็เกิดไปตามหน้าที่ของนามธรรม

เมื่อเกิดแล้วก็แก่ ความแก่ก็มีประจำอยู่ในตัวของเราเสมอไม่มีว่าง ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องของมารดา ความแก่ก็ต้องแก่อยู่เสมอ จะว่าแก่ตั้งแต่เกิดมา ๒-๓ วัน ก็เรียกได้ ความแก่ก็เป็นปัจจุบ้น ความเจ็บความไข้ก็เป็นปัจจุบันเหมือนกัน เพราะเราก็รักษาพยาบาลกันเรื่อยมาเมื่อโรคคือความหิวเกิดขึ้น ก็หาอาหารมารับประทานเสียก็หายไปอย่างนี้แหละ ร่างกายก็เจ็บปวดต่างๆเหล่านี้ก็แก้อยู่เสมอ โรคจึงไม่กำเริบ เพราะโรคประจำ ยาก็ประจำ จึงไม่รู้สึกว่าเป็นโรค ถ้าโรคจรจรมาก็ต้องวิ่งหาโรงพยาบาล เมื่อเห็นชัดว่าตัวของเรานี้เจ็บไข้อยู่ทุกเมื่อเป็นความจริง ด้วยอาการอย่างนี้

ความตายที่เป็นปัจจุบันธรรมนั้น คือเกิดวันใดก็ตายวันนั้น คือต้องตายอยู่เสมอ ทำไมเราจึงจะรู้ว่าเราตายอยู่เสมอ ต้องมองดูว่า แต่ก่อนนี้เราเป็นเด็กๆหายไปไหน สวยๆงามๆของเราหายไปอยู่ที่ไหนหมด นั่นเป็นพยานเมื่อรู้ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีอยู่เสมออย่างนี้แล้ว ตัวภวตัณหาก็ดับเท่านั้นเอง เมื่อตัวภวตัณหาดับแล้ว กามตัณหา วิภวตัณหาจะอยู่อย่างไรได้ ก็ดับไปด้วยกันหมด อยู่ไม่ได้

เมื่อรู้ว่าความเกิดมีอยู่ ความแก่มีอยู่ ความตายมีอยู่ในตัวของเราเป็นมรรคเสียแล้ว มรรคให้ผลจึงเป็นนิโรธ เมื่อตัณหาดับได้แล้ว จึงเกิดความรู้จริงเห็นแจ้งขึ้น ปัญญาอันนี้เป็นลักษณะที่พุทธบริษัทจะควรตรองให้มากทีเดียว เพราะเป็นของลึกล้ำคัมภีรภาพมาก

ผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ใครจะรู้จริงเห็นแจ้งเองได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เป็นผู้รู้เองเห็นเอง และทรงสั่งสอนให้กลับทุกข์คือชาติ ชรา พยาธิ มรณะ เป็นมรรค คือกลับให้เป็นตัวสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นมรรคแล้ว ผลก็เป็นนิโรธทีเดียว โดยตรองให้เข้าใจก็จะถึงคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในบทว่า สมฺมาสมฺพุทโธ เมื่อเช่นนั้น จงพากันอุตสาหะปฏิบัติตาม เมื่อทำให้เห็นได้จริงก็จะมีคุณวุฒิเจริญงอกงามในพระพุทธศาสนา โดยนัยที่ได้พรรณนามาด้วยประการฉะนี้

:yociexp30:http://www.dhammawave.com/index.php?mod=cms/content&nid=694

มดเอ๊ก
06-16-2007, 02:11 PM
http://www.dhammathai.org/kaveedhamma/data/imagefiles/R590-28.jpg

พระสังฆคุณ (กัณฑ์ที่ 17)

พระสังฆคุณ (กัณฑ์ที่ 17)
สุปฏิปันโน ฯลฯ สามีจิปฏิปันโน
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
22 ธันวาคม 2466

ณ วันนี้เป็นวันจาตุททสีดิถีที่ 14 ค่ำ แห่งปักขคณนา พุทธบริษัทได้มาสันนิบาตพรักพร้อมกัน เพื่อสมาทานซึ่งอุโบสถศีลและฟังพระธรรมเทศนา เมื่อได้กระทำบุรพกิจเบื้องต้นสำเร็จบริบูรณ์แล้ว เบื้องหน้าแต่นี้พึงตั้งใจสดับตรับฟังซึ่งพระธรรมเทศนา เพื่อให้สำเร็จกิจของตนๆ

ด้วยการฟังพระธรรมเทศนาและการแสดงพระธรรมเทศนาย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ความสำราญตลอดกาลเป็นนิตย์ สมดังนิพนธภาษิตว่า “สุขา สทฺธมฺมเทสนา” การแสดงธรรมเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ดังนี้ เพราะทางที่จะรู้จะเข้าใจนั้น ก็ต้องอาศัยการสดับตรับฟังนี้เอง ถ้าจะประพฤติคุณความดีให้บริบูรณ์ได้ก็ต้องอาศัยความรู้ เพราะเหตุนั้น การฟังธรรมจึงเป็นเหตุหนึ่ง สำคัญอันหนึ่ง ควรจะมีความโสมนัสว่าเป็นลาภของเราอย่างยิ่ง

การที่เข้ามาสดับตรับฟังอยู่เสมอ ก็ได้เป็นเครื่องเตือนใจของเราว่า ในโอวาทคำสอนท่านชี้ไว้ว่าอย่างไร คือ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นอย่างไร จะได้ตั้งใจของเราลงในทางที่ดีที่งาม เมื่อผู้ที่มีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในตัวบริบูรณ์แล้ว บุคคลผู้นั้นก็จักมีแต่ความสุขความสบาย ดังที่ท่านทั้งหลายพากันสดับพระพุทธคุณพระธรรมคุณมาแล้วนั้น ก็คงได้ใจความในเทศนานั้นๆ ซึ่งเป็นเหตุกระทำความยินดีให้บังเกิดขึ้น เพราะได้มารู้จักคุณพระพุทธ คุณพระธรรม ที่ได้พรรณนามาแล้วนั้น พุทธบริษัทก็ได้รับความอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนตามลำดับ เมื่อพระคุณนั้นๆ มีอยู่ในตนมากน้อยเพียงไร เราก็จักรู้ว่าเป็นผู้ได้ผู้ถึงคุณนั้นๆ ตามกำลังความประพฤติปฏิบัติของตนๆ

ด้วยบุคคลผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติในสุจริตธรรมมีไตรสิกขาเป็นต้นให้บริบูรณ์ได้ ก็ต้องอาศัยความรู้ซึ่งเกิดจากการสดับตรับฟังเป็นเหตุ และบุคคลผู้ที่จะประพฤติคุณความดีให้ถูกต้อง ตามคลองธรรม ก็ต้องอาศัยการฟังธรรม เพราะเหตุนั้น ควรแล้วที่พุทธบริษัทจะเกิดความโสมนัสเบิกบานใจของตนว่าเป็นลาภอย่างยิ่งในเวลาที่ท่านพรรณนาแสดงถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อพระคุณนั้นๆมีอยู่ในตนมากน้อยเพียงไร เราก็จักเป็นผู้ได้ผู้ถึงซึ่งพระคุณนั้นๆ

บัดนี้จะได้แสดงในพระสังฆคุณมี สุปฏิปนฺโน เป็นต้น ดังที่พุทธบริษัทได้สวดและจำทรงท่องบ่นไว้แล้วนั้นต่อไป พุทธบริษัทควรจะไตร่ตรองพิจารณาให้เห็นด้วยตนเอง ในคุณของพระสงฆ์นั้นว่า สุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติดี อุชุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติตรง ญายปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่ง สามีจิปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง คือ เป็นผู้มีกิจที่ควรทำ อันตนได้ทำให้สำเร็จแล้ว เป็นผู้ควรรับสามีจิกรรมของโลก จึงชื่อว่า สามีจิปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง คุณ 4 อย่างนี้เมื่อมีในบุคคลผู้ใดแล้ว บุคคลผู้นั้นได้ชื่อว่า “สาวกสงฺโฆ” ที่ท่านกล่าวเช่นนี้เป็นส่วนบุคคลาธิษฐาน คือยกบุคคลขึ้นเป็นที่ตั้ง ถ้าจะกล่าวโดยธรรมาธิษฐานยกธรรมขึ้นเป็นที่ตั้งแล้ว ก็เป็นของกลางไม่เกี่ยวด้วยบุคคล แต่ต้องอาศัยบุคคล คือ บุคคลเป็นผู้ปฏิบัติได้แก่ความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติตรง ความปฏิบัติเพื่อจะออกจากทุกข์ ความปฏิบัติชอบยิ่งซึ่งเป็นเหตุให้พ้นจากทุกข์ จึงเป็นบุคคลาธิษฐานด้วย

ก็ความปฏิบัติดีซึ่งได้นามว่า สุปฏิปนฺโน นั้น คือปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเรียกว่าไตรสิกขาอันมีอยู่ในตน ถึงแม้ในบทอุชุปฏิปนฺโน ความปฏิบัติตรง และญายปฏิปนฺโน ความปฏิบัติเพื่อจะรู้ และสามีจิปฏิปนฺโน ความปฏิบัติชอบยิ่ง ก็มีนัยเดียวกันทั้งนั้น

ความปฏิบัติดีในตัวของเรานั้น คือ เช่น ศีล 5 ก็เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติมิจฉาจาร เว้นจากการกล่าวมุสาวาท เว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย เมื่อเว้นได้จนครบบริบุณณ์เช่นนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีในชั้นศีล 5

ส่วนผู้ปฏิบัติดีในชั้นศีล 8 นั้น คือเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติอสัทธรรม เว้นจากการกล่าวมุสาวาท เว้นจากการดื่มซึ่งน้ำเมาคือสุราและเมรัย เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล เว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและดูการเล่นต่างๆ และเว้นจากการประดับประดาตกแต่งซึ่งร่างกายด้วยดอกไม้ และของหอม เครื่องทาเครื่องย้อมต่างๆ และเว้นจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงอันใหญ่

เมื่อเราตั้งใจของเราว่าจะงดเว้นจากข้อนั้นๆ แล้วมีสติสังวรระวังอยู่เสมอ มิให้ประพฤติล่วงละเมิดในข้อนั้นๆ ดังนี้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติในชั้นศีลอุโบสถ ส่วนผู้ที่เป็นสามเณรก็ตั้งใจรักษาศีล 10 ซึ่งตนได้สมาทานแล้วนั้นให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีในชั้นศีล 10 ส่วนภิกษุผู้รักษาศีลในพระปาฏิโมกข์ก็ระวังรักษาในศีลของตนให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีในชั้นศีลพระปาฏิโมกข์

แต่ในชั้นศีลนี้ยังเป็นส่วนหยาบ เป็นการชำระกายและวาจาให้สะอาด ไม่เกี่ยวกับทางใจ เป็นทางละความชั่วหยาบได้เพียงกายวาจาเท่านั้น แต่การสมาทานก็ต้องอาศัยใจเกี่ยวด้วยจึงใช้ได้ เหมือนอย่างผู้ที่จะกำจัดความชั่วหยาบทางกายก็ตั้งใจงดเว้นการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติมิจฉาจาร และผู้ที่จะกำจัดความชั่วหยาบทางวาจา จะรักษาวาจาให้บริสุทธิ์ ก็กำจัดเสียซึ่งการกล่าวมุสาวาท กล่าวคำส่อเสียด กล่าวคำหยาบ กล่าวคำโปรยเสียซึ่งประโยชน์ ผู้ที่จะเว้นจากความชั่วหยาบทางกายและวาจาได้ ก็ต้องอาศัยการรักษาศีล 5-8-10 เหล่านี้จึงจะเว้นได้ แต่จะเว้นจากใจเสียทีเดียวนั้นไม่ได้ ต้องอาศัยใจเป็นหลักประธานอยู่ เมื่อบุคคลผู้ปฏิบัติรักษาศีลให้ดีได้เพียงไรแล้ว ก็จะเกิดความชื่นบานใจ และจะตัดเสียได้ซึ่งวิปฏิสารความเดือดร้อนโดยประการต่างๆ เราก็จะได้รับความรื่นเริงยินดีว่าเราเป็นผู้มีศีล ศีลนี้ท่านกล่าวว่าเป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ของพระอริยเจ้า เป็นสมบัติของท่าน เรียกว่า “สีลธนํ” ทรัพย์คือศีล เมื่อผู้ใดได้รักษาแล้ว ก็เท่ากับได้สมบัติอันประเสริฐของพระอริยะเจ้ามาถนอมรักษาไว้ อาจบำรุงน้ำใจให้เบิกบานอิ่มอกอิ่มใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น วิติกกมโทษต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุให้เดือดร้อนก็จักไม่เกิดมีแก่ตน แม้จะไปอยู่ทิศใด สถานใดก็จักไม่มีใครรังเกียจ เกลียดชัง ตนของตนก็จักได้รับความสุขความสบาย บุคคลอื่นซึ่งอยู่ใกล้ชิดก็จักได้รับความสบายตามๆกัน

บุคคลผู้มีศีลแล้ว เป็นเหตุที่จะได้ทำคุณความดีให้บริบูรณ์ยิ่งขึ้นไป ได้แก่สมาธิคือความสงบใจ สมาธินั้นคือ ขณิกสมาธิ 1 อุปจารสมาธิ 1 อัปปนาสมาธิ 1 ขณิกสมาธินั้น ได้แก่ความที่มีใจสงบได้เป็นครั้งคราว อุปจารสมาธินั้นได้แก่ความที่มีใจสงบได้นานๆ ซึ่งเฉียดใกล้กับองค์ฌาน อัปปนาสมาธินั้น ได้แก่ความสงบใจมีจิตแอบแนบอยู่กับองค์ฌาน ผู้ที่มีสมาธินั้นย่อมกำจัดเสียได้ซึ่งโทษอันจะเกิดขึ้น ณ ภายนอก

ส่วนผู้ที่มาศึกษาในกองปัญญาจนรู้จักสภาวะตามความเป็นจริงอย่างไร เป็นยถาภูตญาณทัสสนะแล้ว ก็ยิ่งได้รับความสุขความสำราญยิ่งๆขึ้นไป ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติอยู่ในภูมิโลกิยปัญญา ยังไม่ก้าวถึงโลกุตตรปัญญา แม้แต่ความปฏิบัติเพียงชั้นนี้ ก็ยังได้รับความสุขความสำราญตามชั้นตามภูมิของตน ถ้าผู้ปฏิบัติถึงชั้นโลกุตตรปัญญาแล้ว ก็ยิ่งจะได้รับความสุขความสำราญทวีขึ้นไปโดยลำดับ

ศีล สมาธิ ปัญญา นี้เป็นไตรสิกขา คือเป็นของอันบุคคลจะพึงศึกษาให้เข้าใจ เพราะศีลก็มีประเภทมาก สมาธิก็มีประเภทมาก ปัญญาก็มีประเภทมาก จึงเป็นของที่จะต้องศึกษา ถ้าหากว่าศีลมีอย่างเดียว สมาธิมีอย่างเดียว ปัญญามีอย่างเดียว ก็จะไม่ต้องศึกษาให้ยากลำบากอย่างนี้ บอกๆกันประเดี๋ยวเดียวก็เป็นใช้ได้ นี่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะศีล สมาธิ ปัญญา มีมากอย่าง เช่น ศีลก็มีอธิศีล และมีศีลประเภทอื่นอีกเป็นต้นมากมายนัก เหตุนั้น จึงต้องศึกษาอยู่ร่ำไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น

ส่วนพระสงฆ์ที่ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่งเห็นจริง ปฏิบัติชอบยิ่ง ท่านผู้ที่ทำศีลของตนให้บริสุทธิ์บริบูรณ์คือให้ตนตั้งอยู่ในศีล ท่านเหล่านั้นก็อาจสำเร็จมรรคผลนิพพานได้ แต่มรรคผลนิพพานนั้นก็มีหลายประเภท คือ มรรค 4 ผล 4 มรรค 4 นั้นได้แก่ โสดาปัตติมรรค 1 สกิทาคามิมรรค 1 อนาคามิมรรค 1 อรหัตตมรรค 1 ผล 4 นั้นได้แก่ โสดาปัตติผล 1 สกิทาคามิผล 1 อนาคามิผล 1 อรหัตตผล 1 อาการเหล่านี้เป็นเครื่องหมายให้รู้ ถ้าหากว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามคลองธรรม เป็นผู้ปฏิบัติตรง ไม่แวะเวียนไปสู่กุมรรคปฏิปทา และเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่งเห็นจริงในมรรคผลนิพพาน และเป็นผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติเที่ยงตรงต่อทางพระนิพพาน ท่านเหล่านั้นจึงได้ชื่อว่า สุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติดีแล้ว อุชุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติตรงแล้ว ญายปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่งเห็นจริง สามีจิปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติชอบยิ่งเพราะพระสงฆ์เป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเช่นนี้ ในตอนท้ายแห่งพระสังฆคุณท่านจึงพรรณนาคุณของพระสงฆ์ไว้ว่า อาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรซึ่งเครื่องสักการะอันชาวโลกเขานำมาบูชา ปาหุเนยฺโย เป็นผู้ควรที่จะรับปัจจัยทาน ที่เขาจัดไว้ในสถานที่ของเขาหรือเป็นผู้ควรซึ่งวัตถุที่เขาตั้งไว้เพื่อต้อนรับแขก ทกฺขิเนยฺโย เป็นผู้ควรจะรับเครื่องทักขิณาทานที่เขาให้เพื่อหวังต่อปรโลก หรือเมื่อญาติทั้งหลายของเขาตายไปแล้ว เมื่อเขากระทำบุญให้ทานแก่พระสงฆ์แล้ว อาจสำเร็จผลแก่ญาติทั้งหลายเหล่านั้น ทานเช่นนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นทักขิณาทาน และพระสงฆ์ผู้ทรงคุณเช่นนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็น อญฺชลีกรณีโย เป็นผู้ควรแก่อัญชลีกรรมคือการกราบไหว้บูชาของโลก ในข้อนี้ตามที่มาท่านอ้างว่า ไม่ถึงกับต้องกราบไหว้บูชาดอก เป็นแต่เพียงแลดูพระสงฆ์ด้วยความเมตตา กรุณา และเคารพนับถือเท่านั้น ก็อาจเกิดอานิสงส์ คือทำให้ตาของบุคคลผู้นั้นปราศจากฝ้าและมืดมัว และปราศจากต้อและความบอด อาจมองเห็นอะไรได้ในที่ไกลๆ และพระสงฆ์นั้นได้ชื่อว่าเป็น อนุตตรํ ปุญญกฺเขตตํ โลกสฺส เป็นเนื้อนาบุญของโลก คือเมื่อใครๆหว่านพืชคือบุญลงในพระสงฆ์แล้ว ย่อมให้เกิดอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล ท่านเปรียบไว้เหมือนอย่างนาที่ปราศจากหญ้า และต้นไม้ และเถาวัลย์ ซึ่งเป็นข้าศึกแก่นาแล้ว เมื่อบุคคลหว่านพืชลงในนาเช่นนั้น ย่อมให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่ไพศาล ฉันใด แม้พระสงฆ์ผู้กำจัดราคะ โทสะ โมหะ เสียได้แล้ว เมื่อบุคคลผู้ใดหว่านพืชคือบุญลงในพระสงฆ์นั้น ก็ย่อมเกิดอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาลฉันนั้น

ในพระสังฆคุณ 4 บทเบื้องต้นคือ สุปฏิปนฺโน อุชุปฏปนฺโน ญายปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน เป็นอัตตถประโยชน์ ประโยชน์ของตน ใน 5 บทเบื้องปลายคือ อาหุเนยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกขิเนยฺโย อญฺชลีกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตตํ โลกสฺส 5 บทนี้เป็นปรมัตถประโยชน์ ประโยชน์ของบุคคลผู้อื่น ข้อนี้เป็นธรรมดาของนักปราญช์ทั้งหลาย เมื่อท่านทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว จึงได้ทำประโยชน์ของบุคคลอื่นให้สำเร็จต่อไป พระสงฆ์ที่ท่านได้ทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จแล้วนั้น คือ ได้แก่ สุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติดี อุชุปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติตรง ญายปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่งเห็นจริง สามีจิปฏิปนฺโน ผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง ส่วนที่ท่านทำประโยชน์ของบุคคลอื่นให้สำเร็จนั้น คือ ได้แก่อาหุเนยฺโย ผู้ควรซึ่งเครื่องสักการบูชาของชาวโลก ปาหุเนยฺโย ผู้ที่ควรจะรับปัจจัยทาน ที่เขาจัดไว้ในสถานที่ของเขาหรือเป็นผู้ควรซึ่งวัตถุที่เขาตั้งไว้เพื่อต้อนรับแขก ทฺกขิเนยฺโย ผู้ควรซึ่งเครื่องทักขิณาทานของชนชาวโลก อญฺชลีกรณีโย ผู้ควรซึ่งอัญชลีกรรม อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตตํ โลกสฺส ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีเนื้อนาบุญอื่นจะยิ่งกว่าดังนี้

เพราะเหตุนั้น เมื่อสาธุชนพุทธบริษัทได้สดับแล้ว พึงน้อมคุณพระสงฆ์นั้นๆมาสู่ตนว่า สุปฏิปนฺโน เราเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้วหรือยัง อุชุปฏิปนฺโน เราเป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้วหรือยัง เมื่อเราได้เป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องตามคุณของพระสงฆ์เช่นนี้แล้ว ได้ชื่อว่าเราได้เป็นผู้ถึงพระสงฆ์ ส่วนบทเบื้องปลายอีก 5 บทนั้นไม่ต้องกล่าวถึง เมื่อเราเป็นผู้ถึงคุณพระสงฆ์แล้วก็เป็นอันได้อยู่เอง ผู้ที่มาถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ดังที่บรรยายมาแล้วนี้ ย่อมจะมีแต่ความสุขความเจริญ ทุกทิวาราตรีกาล ดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้


:yociexp16:http://www.dhammawave.com/index.php?mod=cms/content&nid=695


http://www.dhammawave.com/index.php