ศากยบุตร
10-10-2005, 10:57 PM
การภาวนา
ปุจฉา การภาวนานี้ เราไปยืน เดิน นั่ง นอน อะไรอย่างนี้จะมีผลอะไรบ้างไหมครับ
วิสัชณา มีมั่ง แต่เหตุมันต้องสงบถึงที่มันเสียก่อน ให้มันถึงปัญญาล่ะดีมากที่สุด คือ มันบ่มาถึงที่สุดแล้วมันก็สุกขึ้นมาได้
แต่ว่ามันมีแง่อยู่อย่างหนึ่งว่า ความสำเร็จในการปฏิบัตินี้ มันมีเรื่องติดไปด้วยวิปัสสนาภาวนา ปัญญากับจิตมันอยู่ร่วมกัน อย่างมีปัญญาไม่ต้องไปทำอะไร มันรวมเข้าไปของมัน
เรื่องสมาธิคล้าย ๆ กับว่า สมมติเราเป็นช่างวาดเขียน เราไปมองเห็นแล้วและก็เข้าใจ จนมันติดอยู่ในใจเรา เราเอาไปเขียนออกมาจากใจของเราได้ ไม่ต้องไปนั่งวาดอยู่ตรงนั้น คนที่ไม่เข้าใจคนนั้นต้องไปนั่งเขียนเสียก่อน ให้มันซาบซึ้งเข้าไป อันนี้เรื่องปัญญาไม่ต้องไปนั่งเขียน เรามามองดูก็เข้าใจ เขียนมันไปเลยก็ได้
บางคนใช้ปัญญาน้อย บางคนก็ใช้ปัญญามาก อาจจะตรัสรู้ธรรมะในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งก็ได้ การยืน เดิน นั่ง นอน ท่านให้ทั้งนั้น ก็เพราะอะไร ก็เพราะเราเป็นอย่างนี้ ท่านจึงให้ทำอย่างนั้น
บางคนไม่ต้องไปนั่งเขียนอะไรที่ตรงนั้น เราไปมองปั๊บเดียวเข้าใจ ไปนั่งเขียนมันก็เสียเวลา ถ้าเราไปนั่งเขียนตามความเข้าใจของเรา มันก็คล่องขึ้น มันเป็นอย่างนี้แต่ว่าต้องพยายาม แบบของมันอย่าไปทิ้ง มันก็เหมือนกับที่ว่าการนั่งสมาธิแบบเดิม ก็นั่งขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายตรง บางคนก็ว่าเดินก็ได้ นั่งก็ได้ คุกเข่าจะได้ไหม...ได้ แต่ว่าเราเป็นนักเรียนใหม่ เรียนหนังสือต้องคัดตัวบรรจงเสียก่อน ให้มันมีหัวมีหางเสียก่อน ถ้าเราเข้าใจดีแล้ว เราเขียนอ่านเอง เราเขียนหวัดไปก็ได้ อย่างนี้ไม่ผิด แต่แบบเดิมมันต้องทำอย่างนั้นเสียก่อน ดีมาก...เข้าใจมั้ย ทำถึงโน้นแล้วหรือยัง ไม่ทำถึงโน้น พูดให้ฟังก็ไม่รู้เรื่องสินะ รู้แต่ว่าฟังไป
การกำหนดลมหายใจ
ปุจฉา หลวงพ่อครับ เกี่ยวกับฐานของลมที่จะกำหนดนี้ เราอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ ไม่จำเป็นจะต้องกำหนด ณ จุดใดจุดหนึ่งที่เราเคยทำอยู่
วิสัชณา อะไรที่มันมีสติอยู่ไม่ขาดกัน รู้สึกอย่างติดต่อกัน เอาจุดไหนก็ได้ ที่เรียกว่าจุดนั้น ขยายจุดนี่น่ะเพื่อให้มันติดต่อกันเท่านั้นแหละ เอาจุดไหนก็ได้ที่มีความรู้ติดต่อกัน จุดไหนที่มันมีสติสัมปชัญญะ จุดนั้น...จุดไหนก็ได้ ถ้ามันมีอยู่อย่างนั้น
สติสัมปชัญญะทั้งสองนี้ก็เหมือนคนสองคน มันไปยกเอาไม้อันหนึ่ง...มันหนัก คนที่สามนี้ไปมองดู เห็นมันหนักก็เข้าช่วย ถ้ามันหนักไม่ช่วยไม่ได้ ต้องเข้าช่วย คนที่เข้าช่วยนี้คือปัญญา ถ้ามีสติสัมปชัญญะแล้ว ปัญญาก็ต้องวิ่งเข้ามาหา คล้าย ๆ ที่ว่าสองคนมันแบกหนัก...มันหนัก คนที่หนึ่งที่มีปัญญาฉลาดน่ะจะทนวิ่งอยู่เฉย ๆ ได้หรือ ต้องช่วยกัน คนที่สามก็ไปช่วยก็เบาขึ้นมา เห็นมั้ยสติสัมปชัญญะ สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว มีอยู่แล้วปัญญาจะนิ่งอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องเข้าช่วย สามประการนี้ประกอบกันเข้าไป ความรู้สึกนี่มันติดต่อกันได้ทั้งนั้น
ปุจฉา เวลาเราขยายลมกระจายทั่วออกไป กำหนดจิตให้กว้างออกไป แต่พอลมกระจายไปแล้ว เรารวมจิตเข้ามาไว้ข้างใน มันจะรู้สึกว่าลมนี้มันจะคับแคบไป
วิสัชณา อันนั้นมันความรู้สึกของเรา มันไม่แคบไม่กว้างหรอก มันพอดี ถ้ามันถูกแล้วมันพอดีทั้งนั้นแหละ ที่มันแคบเกินไป กว้างเกินไปน่ะ ความรู้สึกเช่นนั้นไม่ถูกต้องแล้ว มันเกินพอดี หรือมันไม่ถึงพอดี ถ้ามันถูกแล้วมันพอดีทั้งนั้นแหละ เราต้องรู้จักอย่างนั้น
ถ้าหากว่ามันไม่ถึง...มันสั้นไป ถ้ามันยาวไปก็เรียกว่ามันยาวเกินไป มันไม่ถึงที่ ไม่ถึงจุดพอดีของมัน
ปุจฉา หลวงพ่อครับ พูดถึงว่าถ้าเผื่อลมมันหมดนะครับ แต่รู้สึกข้างในมันยังไม่หมด นี่แสดงว่าลมมันยังไม่หมดใช่ไหมครับ คือเวลากำหนดนะครับ ส่วนข้างนอกรู้สึกว่ามันหายไปแต่ข้างในรู้สึกว่ามันยังมีอยู่
วิสัชณา มันมีอยู่ก็ดูว่ามันมีอยู่ มันหมดไปก็ดูว่ามันหมดไป ก็แล้วกันเท่านั้น ไปสงสัยอะไรมัน
ปุจฉา คือแปลกใจว่าข้างนอกหมดแล้ว แต่ข้างในทำไมยังไม่หมด
วิสัชณา เอ้า...มันเป็นอย่างนั้นของมัน อันนั้นมันซับซ้อนกันอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องสงสัยแล้งตรงนั้นน่ะ ทำไมมันถึงเป็นยังงั้น ก็เรื่องของมันจะเป็นอย่างนั้น มันก็ต้องเป็นของมันอย่างงั้น
ปุจฉา แล้วจะทำยังไง หรือปล่อยเฉยไว้อย่างนี้
วิสัชณา ไม่ต้องทำซิ ทำความรู้สึกเท่านั้นแหละ อย่าไปทำอันอื่นเลย อย่าไปลุกเดินลุกวิ่งตามมันเลย ดูมันไปตรงนั้นแหละ มันจะถึงแค่ไหน มันก็ถึงแค่นั้นของมันแหละ จับจุดอยู่ตรงนั้น เท่านั้นพอแล้ว
อารมณ์กรรมฐาน
ปุจฉา เมื่อกำหนดลมไปอีก เห็นเป็นซี่โครงขาว ๆ คล้ายกับที่หลวงพ่อแขวนอยู่ที่นี่ นึก ๆ มาเลยคิดว่าใจมันคิดเกินไป มันเลยหายวูบไปเลย
วิสัชณา อันนั้นเขาเรียกว่า อุคคหนิมิต ขยายรูป ขยายแสง ขยายให้ใหญ่ก็ได้ ขยายให้เล็กก็ได้ ขยายให้สั้นก็ได้ ขยายให้ยาวก็ได้...เรื่องเราขยาย
ความเป็นจริงนั้น จิตที่มันสงบแล้วก็พอแล้ว เป็นฐานแล้วเป็นฐานของวิปัสสนาแล้ว ไม่ต้องขยายอะไรมันมากมาย พอที่ว่ามีฐานะจะให้ปัญญาเกิดแล้วก็พอแล้ว เมื่อปัญญาเกิดอะไรปุ๊บ มันเกิดขึ้นมา มันแก้ปัญหาของมันได้แล้ว มันมีปัญหาก็ต้องมีเฉลย อารมณ์อะไรที่มันเกิดขึ้นมาปุ๊บ มันเป็นปัญหามา เมื่อเห็นปัญหาก็เห็นเฉลยพร้อม มันก็หมดปัญหาแล้ว อันนี้ความรู้มันสำคัญ อะไรที่ปัญหามันเกิด แต่เฉลยไม่เกิด ก็แย่เหมือนกันนะ...ยังไม่ทันมัน
ฉะนั้นไม่ต้องคิดอะไรมาก เมื่อมีปัญหาขึ้นมาปุ๊บ เฉลยพร้อมเป็นปัจจุบันอย่างนี้ นี่เป็นปัญญาที่สำคัญที่สุด คือปัญญานั่นแหละมันบอกเฉลยให้เกิดขึ้นมา มันเป็นเสียอย่างนั้น ตรงนั้นมันหมดกันที่ตรงนั้นแหละ ไม่หมดกันที่ตรงไหนหรอก ปัญญาตรงนี้เป็นปัญญาที่ทันเหตุการณ์ สำคัญนะปัญญาที่ทันเหตุการณ์...สำคัญ
ถ้าเรามีเช่นนี้ทุกอย่าง ทุกข์ไม่มี เมื่อใดเกิดปัญหาขึ้นมา มีเฉลยปั๊บ ทุกข์นั้นเกิดไม่ได้แล้ว...มันวางทั้งนั้น ทำลายอุปาทานทั้งนั้นแหละ ถ้าเราแก้ปัญหามันที่เกิดขึ้นมา แหม...ต้องไปแก้มันตั้งสองวันสามวันมันห่างเกินไป มันไม่ทันช่วงของมันแล้ว เกิดเดี๋ยวนั้นเอาเดี๋ยวนั้น เห็นปัญญาเกิดมีเฉลยพร้อม ๆ กันทุกขณะเกิดดับกลับพร้อมกันเลย อย่างนี้ก็น่าดูเหมือนกันนะ
ปุจฉา แล้วอย่างนี้เราจะมีปัญหาอย่างไร จึงจะรู้เท่าทันมัน
วิสัชณา อย่าไปถามมัน มันมีอยู่ในนั้นแหละ มันมีอยู่แล้วตรงนั้นน่ะ อันนี้ที่ว่าทำไมถึงมีปัญญารู้เท่ามัน อันนี้คือคนยังไม่ถึงตรงนั้นถึงพูดอย่างนี้ ถ้าถึงตรงนั้นปัญหานี้จบ...ให้เข้าใจไว้ ไม่มีที่จะสงสัย ไม่มีปัญหาแล้วตรงนี้ถ้ารู้จุดนั้นแล้ว อันนี้ไม่ต้องมีปัญหาแล้ว ถึงไม่พูดก็ไม่มีปัญหาแล้ว มันรู้เรื่องของมันแล้วตรงนั้นน่ะ
ปุจฉา ตามใบหน้า ตามจมูก บางทีมันปวด
วิสัชณา อ๋อ...อันนี้เรื่องปวด มันก็แก้ยากนะ กำหนดมันจนเกินไปมั้ง
ปุจฉา ครับ ถูกต้อง
วิสัชณา อย่าไปกำหนดมันมากสิ นั่งเฉย ๆ ซะ นั่งเฉย ๆ ให้มันมีความรู้สึกอยู่นั่นแหละ อย่าไปบีบมันเกินไป แม้กระทั่งลมหายใจเรานี่ก็ลำบากนะ ถ้าเราเดินไปเดินมา ไม่ไปควบคุมมันก็ไม่เท่าไร มันก็สบาย ถ้าเราไปนั่ง จะกำหนดลมหายใจให้มันถูกต้อง อะไรต่ออะไรวุ่นวาย บางทีก็เลยหายใจไม่ถูกต้อง ก็เพราะว่ามันบีบเกินไปเมื่อเราถอนมาอยู่เฉย ๆ ซะก็ไม่เป็นไร
ลมหายใจนี่ก็ลำบากนะ บางทีก็หายใจไม่ถูก...มันยาวเกินไป มันสั้นเกินไป เลยวุ่นวาย อันนี้ก็เพราะเรากำหนดมันเกินไป ไปบีบมันเกินไป มันถึงเป็นอย่างนั้น ก็เหมือนเด็ก ๆ น่ะแหละ สอนให้มันนั่ง สอนทีไรเฆี่ยนทุกทีน่ะ เด็กมันจะมีความฉลาดขึ้นมามั้ย ไปบังคับมันจนเกินไป
อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเรามาคิดดูว่า เมื่อเราเดินจากบ้านไปสวน หรือเดินจากบ้านไปทำงาน ทำไมมันไม่รำคาญเพราะลม ก็เพราะเราไม่ไปยึดอะไรมัน เพราะเราปล่อยตามเรื่องมัน อวัยวะส่วนใด ๆ ที่มันปวดน่ะ เพราะเราไปเพ่ง ไปกำหนดมันเกินไป แก้วใบนี้น่ะเรายึดมาดูเสียก่อน รู้แล้วก็วางมัน นี่เรียกว่าอย่าไปยึดมั่น คือยึดอย่าให้มันมั่น ยึดมาดูรู้เรื่องแล้วก็วางมันสบาย อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ที่มันเจ็บปวดจามสภาวะแถวนี้ เพราะไปกำหนดมันมาก ถอยออกมาบ้าง อย่าขยับเข้าไปให้มันมาก เพ่งจนเจ็บ เพ่งจนปวด มันก็ไม่ได้ตรงนั้น เคยเป็นทุกทีมั้ยน่ะ
นั่นแหละ ถอยกลับเสียบ้าง ทำสบาย ๆ ทำความรู้สึกไว้เท่านั้น อย่าไปกำหนดเกินไป แต่ทำความรู้สึกไว้ ทำด้วยการปล่อยวาง ทำอะไรด้วยการปล่อยวาง ไม่ได้ทำด้วยการฝึกให้มันแน่น...แล้วก็สบาย
ปุจฉา การภาวนานี้ เราไปยืน เดิน นั่ง นอน อะไรอย่างนี้จะมีผลอะไรบ้างไหมครับ
วิสัชณา มีมั่ง แต่เหตุมันต้องสงบถึงที่มันเสียก่อน ให้มันถึงปัญญาล่ะดีมากที่สุด คือ มันบ่มาถึงที่สุดแล้วมันก็สุกขึ้นมาได้
แต่ว่ามันมีแง่อยู่อย่างหนึ่งว่า ความสำเร็จในการปฏิบัตินี้ มันมีเรื่องติดไปด้วยวิปัสสนาภาวนา ปัญญากับจิตมันอยู่ร่วมกัน อย่างมีปัญญาไม่ต้องไปทำอะไร มันรวมเข้าไปของมัน
เรื่องสมาธิคล้าย ๆ กับว่า สมมติเราเป็นช่างวาดเขียน เราไปมองเห็นแล้วและก็เข้าใจ จนมันติดอยู่ในใจเรา เราเอาไปเขียนออกมาจากใจของเราได้ ไม่ต้องไปนั่งวาดอยู่ตรงนั้น คนที่ไม่เข้าใจคนนั้นต้องไปนั่งเขียนเสียก่อน ให้มันซาบซึ้งเข้าไป อันนี้เรื่องปัญญาไม่ต้องไปนั่งเขียน เรามามองดูก็เข้าใจ เขียนมันไปเลยก็ได้
บางคนใช้ปัญญาน้อย บางคนก็ใช้ปัญญามาก อาจจะตรัสรู้ธรรมะในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งก็ได้ การยืน เดิน นั่ง นอน ท่านให้ทั้งนั้น ก็เพราะอะไร ก็เพราะเราเป็นอย่างนี้ ท่านจึงให้ทำอย่างนั้น
บางคนไม่ต้องไปนั่งเขียนอะไรที่ตรงนั้น เราไปมองปั๊บเดียวเข้าใจ ไปนั่งเขียนมันก็เสียเวลา ถ้าเราไปนั่งเขียนตามความเข้าใจของเรา มันก็คล่องขึ้น มันเป็นอย่างนี้แต่ว่าต้องพยายาม แบบของมันอย่าไปทิ้ง มันก็เหมือนกับที่ว่าการนั่งสมาธิแบบเดิม ก็นั่งขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายตรง บางคนก็ว่าเดินก็ได้ นั่งก็ได้ คุกเข่าจะได้ไหม...ได้ แต่ว่าเราเป็นนักเรียนใหม่ เรียนหนังสือต้องคัดตัวบรรจงเสียก่อน ให้มันมีหัวมีหางเสียก่อน ถ้าเราเข้าใจดีแล้ว เราเขียนอ่านเอง เราเขียนหวัดไปก็ได้ อย่างนี้ไม่ผิด แต่แบบเดิมมันต้องทำอย่างนั้นเสียก่อน ดีมาก...เข้าใจมั้ย ทำถึงโน้นแล้วหรือยัง ไม่ทำถึงโน้น พูดให้ฟังก็ไม่รู้เรื่องสินะ รู้แต่ว่าฟังไป
การกำหนดลมหายใจ
ปุจฉา หลวงพ่อครับ เกี่ยวกับฐานของลมที่จะกำหนดนี้ เราอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ ไม่จำเป็นจะต้องกำหนด ณ จุดใดจุดหนึ่งที่เราเคยทำอยู่
วิสัชณา อะไรที่มันมีสติอยู่ไม่ขาดกัน รู้สึกอย่างติดต่อกัน เอาจุดไหนก็ได้ ที่เรียกว่าจุดนั้น ขยายจุดนี่น่ะเพื่อให้มันติดต่อกันเท่านั้นแหละ เอาจุดไหนก็ได้ที่มีความรู้ติดต่อกัน จุดไหนที่มันมีสติสัมปชัญญะ จุดนั้น...จุดไหนก็ได้ ถ้ามันมีอยู่อย่างนั้น
สติสัมปชัญญะทั้งสองนี้ก็เหมือนคนสองคน มันไปยกเอาไม้อันหนึ่ง...มันหนัก คนที่สามนี้ไปมองดู เห็นมันหนักก็เข้าช่วย ถ้ามันหนักไม่ช่วยไม่ได้ ต้องเข้าช่วย คนที่เข้าช่วยนี้คือปัญญา ถ้ามีสติสัมปชัญญะแล้ว ปัญญาก็ต้องวิ่งเข้ามาหา คล้าย ๆ ที่ว่าสองคนมันแบกหนัก...มันหนัก คนที่หนึ่งที่มีปัญญาฉลาดน่ะจะทนวิ่งอยู่เฉย ๆ ได้หรือ ต้องช่วยกัน คนที่สามก็ไปช่วยก็เบาขึ้นมา เห็นมั้ยสติสัมปชัญญะ สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว มีอยู่แล้วปัญญาจะนิ่งอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องเข้าช่วย สามประการนี้ประกอบกันเข้าไป ความรู้สึกนี่มันติดต่อกันได้ทั้งนั้น
ปุจฉา เวลาเราขยายลมกระจายทั่วออกไป กำหนดจิตให้กว้างออกไป แต่พอลมกระจายไปแล้ว เรารวมจิตเข้ามาไว้ข้างใน มันจะรู้สึกว่าลมนี้มันจะคับแคบไป
วิสัชณา อันนั้นมันความรู้สึกของเรา มันไม่แคบไม่กว้างหรอก มันพอดี ถ้ามันถูกแล้วมันพอดีทั้งนั้นแหละ ที่มันแคบเกินไป กว้างเกินไปน่ะ ความรู้สึกเช่นนั้นไม่ถูกต้องแล้ว มันเกินพอดี หรือมันไม่ถึงพอดี ถ้ามันถูกแล้วมันพอดีทั้งนั้นแหละ เราต้องรู้จักอย่างนั้น
ถ้าหากว่ามันไม่ถึง...มันสั้นไป ถ้ามันยาวไปก็เรียกว่ามันยาวเกินไป มันไม่ถึงที่ ไม่ถึงจุดพอดีของมัน
ปุจฉา หลวงพ่อครับ พูดถึงว่าถ้าเผื่อลมมันหมดนะครับ แต่รู้สึกข้างในมันยังไม่หมด นี่แสดงว่าลมมันยังไม่หมดใช่ไหมครับ คือเวลากำหนดนะครับ ส่วนข้างนอกรู้สึกว่ามันหายไปแต่ข้างในรู้สึกว่ามันยังมีอยู่
วิสัชณา มันมีอยู่ก็ดูว่ามันมีอยู่ มันหมดไปก็ดูว่ามันหมดไป ก็แล้วกันเท่านั้น ไปสงสัยอะไรมัน
ปุจฉา คือแปลกใจว่าข้างนอกหมดแล้ว แต่ข้างในทำไมยังไม่หมด
วิสัชณา เอ้า...มันเป็นอย่างนั้นของมัน อันนั้นมันซับซ้อนกันอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องสงสัยแล้งตรงนั้นน่ะ ทำไมมันถึงเป็นยังงั้น ก็เรื่องของมันจะเป็นอย่างนั้น มันก็ต้องเป็นของมันอย่างงั้น
ปุจฉา แล้วจะทำยังไง หรือปล่อยเฉยไว้อย่างนี้
วิสัชณา ไม่ต้องทำซิ ทำความรู้สึกเท่านั้นแหละ อย่าไปทำอันอื่นเลย อย่าไปลุกเดินลุกวิ่งตามมันเลย ดูมันไปตรงนั้นแหละ มันจะถึงแค่ไหน มันก็ถึงแค่นั้นของมันแหละ จับจุดอยู่ตรงนั้น เท่านั้นพอแล้ว
อารมณ์กรรมฐาน
ปุจฉา เมื่อกำหนดลมไปอีก เห็นเป็นซี่โครงขาว ๆ คล้ายกับที่หลวงพ่อแขวนอยู่ที่นี่ นึก ๆ มาเลยคิดว่าใจมันคิดเกินไป มันเลยหายวูบไปเลย
วิสัชณา อันนั้นเขาเรียกว่า อุคคหนิมิต ขยายรูป ขยายแสง ขยายให้ใหญ่ก็ได้ ขยายให้เล็กก็ได้ ขยายให้สั้นก็ได้ ขยายให้ยาวก็ได้...เรื่องเราขยาย
ความเป็นจริงนั้น จิตที่มันสงบแล้วก็พอแล้ว เป็นฐานแล้วเป็นฐานของวิปัสสนาแล้ว ไม่ต้องขยายอะไรมันมากมาย พอที่ว่ามีฐานะจะให้ปัญญาเกิดแล้วก็พอแล้ว เมื่อปัญญาเกิดอะไรปุ๊บ มันเกิดขึ้นมา มันแก้ปัญหาของมันได้แล้ว มันมีปัญหาก็ต้องมีเฉลย อารมณ์อะไรที่มันเกิดขึ้นมาปุ๊บ มันเป็นปัญหามา เมื่อเห็นปัญหาก็เห็นเฉลยพร้อม มันก็หมดปัญหาแล้ว อันนี้ความรู้มันสำคัญ อะไรที่ปัญหามันเกิด แต่เฉลยไม่เกิด ก็แย่เหมือนกันนะ...ยังไม่ทันมัน
ฉะนั้นไม่ต้องคิดอะไรมาก เมื่อมีปัญหาขึ้นมาปุ๊บ เฉลยพร้อมเป็นปัจจุบันอย่างนี้ นี่เป็นปัญญาที่สำคัญที่สุด คือปัญญานั่นแหละมันบอกเฉลยให้เกิดขึ้นมา มันเป็นเสียอย่างนั้น ตรงนั้นมันหมดกันที่ตรงนั้นแหละ ไม่หมดกันที่ตรงไหนหรอก ปัญญาตรงนี้เป็นปัญญาที่ทันเหตุการณ์ สำคัญนะปัญญาที่ทันเหตุการณ์...สำคัญ
ถ้าเรามีเช่นนี้ทุกอย่าง ทุกข์ไม่มี เมื่อใดเกิดปัญหาขึ้นมา มีเฉลยปั๊บ ทุกข์นั้นเกิดไม่ได้แล้ว...มันวางทั้งนั้น ทำลายอุปาทานทั้งนั้นแหละ ถ้าเราแก้ปัญหามันที่เกิดขึ้นมา แหม...ต้องไปแก้มันตั้งสองวันสามวันมันห่างเกินไป มันไม่ทันช่วงของมันแล้ว เกิดเดี๋ยวนั้นเอาเดี๋ยวนั้น เห็นปัญญาเกิดมีเฉลยพร้อม ๆ กันทุกขณะเกิดดับกลับพร้อมกันเลย อย่างนี้ก็น่าดูเหมือนกันนะ
ปุจฉา แล้วอย่างนี้เราจะมีปัญหาอย่างไร จึงจะรู้เท่าทันมัน
วิสัชณา อย่าไปถามมัน มันมีอยู่ในนั้นแหละ มันมีอยู่แล้วตรงนั้นน่ะ อันนี้ที่ว่าทำไมถึงมีปัญญารู้เท่ามัน อันนี้คือคนยังไม่ถึงตรงนั้นถึงพูดอย่างนี้ ถ้าถึงตรงนั้นปัญหานี้จบ...ให้เข้าใจไว้ ไม่มีที่จะสงสัย ไม่มีปัญหาแล้วตรงนี้ถ้ารู้จุดนั้นแล้ว อันนี้ไม่ต้องมีปัญหาแล้ว ถึงไม่พูดก็ไม่มีปัญหาแล้ว มันรู้เรื่องของมันแล้วตรงนั้นน่ะ
ปุจฉา ตามใบหน้า ตามจมูก บางทีมันปวด
วิสัชณา อ๋อ...อันนี้เรื่องปวด มันก็แก้ยากนะ กำหนดมันจนเกินไปมั้ง
ปุจฉา ครับ ถูกต้อง
วิสัชณา อย่าไปกำหนดมันมากสิ นั่งเฉย ๆ ซะ นั่งเฉย ๆ ให้มันมีความรู้สึกอยู่นั่นแหละ อย่าไปบีบมันเกินไป แม้กระทั่งลมหายใจเรานี่ก็ลำบากนะ ถ้าเราเดินไปเดินมา ไม่ไปควบคุมมันก็ไม่เท่าไร มันก็สบาย ถ้าเราไปนั่ง จะกำหนดลมหายใจให้มันถูกต้อง อะไรต่ออะไรวุ่นวาย บางทีก็เลยหายใจไม่ถูกต้อง ก็เพราะว่ามันบีบเกินไปเมื่อเราถอนมาอยู่เฉย ๆ ซะก็ไม่เป็นไร
ลมหายใจนี่ก็ลำบากนะ บางทีก็หายใจไม่ถูก...มันยาวเกินไป มันสั้นเกินไป เลยวุ่นวาย อันนี้ก็เพราะเรากำหนดมันเกินไป ไปบีบมันเกินไป มันถึงเป็นอย่างนั้น ก็เหมือนเด็ก ๆ น่ะแหละ สอนให้มันนั่ง สอนทีไรเฆี่ยนทุกทีน่ะ เด็กมันจะมีความฉลาดขึ้นมามั้ย ไปบังคับมันจนเกินไป
อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเรามาคิดดูว่า เมื่อเราเดินจากบ้านไปสวน หรือเดินจากบ้านไปทำงาน ทำไมมันไม่รำคาญเพราะลม ก็เพราะเราไม่ไปยึดอะไรมัน เพราะเราปล่อยตามเรื่องมัน อวัยวะส่วนใด ๆ ที่มันปวดน่ะ เพราะเราไปเพ่ง ไปกำหนดมันเกินไป แก้วใบนี้น่ะเรายึดมาดูเสียก่อน รู้แล้วก็วางมัน นี่เรียกว่าอย่าไปยึดมั่น คือยึดอย่าให้มันมั่น ยึดมาดูรู้เรื่องแล้วก็วางมันสบาย อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ที่มันเจ็บปวดจามสภาวะแถวนี้ เพราะไปกำหนดมันมาก ถอยออกมาบ้าง อย่าขยับเข้าไปให้มันมาก เพ่งจนเจ็บ เพ่งจนปวด มันก็ไม่ได้ตรงนั้น เคยเป็นทุกทีมั้ยน่ะ
นั่นแหละ ถอยกลับเสียบ้าง ทำสบาย ๆ ทำความรู้สึกไว้เท่านั้น อย่าไปกำหนดเกินไป แต่ทำความรู้สึกไว้ ทำด้วยการปล่อยวาง ทำอะไรด้วยการปล่อยวาง ไม่ได้ทำด้วยการฝึกให้มันแน่น...แล้วก็สบาย