View Full Version : วิธีฝึกจิตให้มีพลัง หลวงพ่อวิริยังค์ วัดธรรมมงคล
ศากยบุตร
10-10-2005, 10:42 PM
ข้าพเจ้า ระลึกถึง คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ จงมาดลบันดาล ให้ใจของข้าพเจ้า จงรวมลงเป็นสมาธิ พุทโธ ธัมโม สังโฆ (3ครั้ง) พุทโธ พุทโธ พุทโธ
นี่ก็ให้นึกไว้ในใจ นั่งขัดสมาส ขาเบื้องขวาทับขาเบื้องซ้าย มือเบื้องขวาหงาย ทับมือเบื้องซ้าย วางไว้บนตัก หลับตา นึกพุทโธในใจ
พวกเราทั้งหลาย มาอยู่ในสถานที่นี้ หลายร้อยชีวิต ในชีวิตที่พวกเราพากันมีอยู่ ก็คือการต่อสู้ หมายความว่าชีวิต แปลว่าการต่อสู้ การต่อสู้นั้น ก็ต้องมีแพ้มีชนะ ชีวิตของเราจะได้รับชัยชนะหรือไม่ อยู่ที่พวกเราจะแก้ไขตัวของเราเอง ถ้าเราแก้ไขตัวของเราไม่ได้ ชีวิตของเราก็ได้รับความพ่ายแพ้ ถ้าเราแก้ไขตัวของเราได้ เราก็ได้รับชัยชนะ
เพราะฉะนั้น การที่เราท่านทั้งหลาย ได้เข้ามาอยู่ในเวไนยสัตว์ คืออยู่ในกรอบของพระพุทธศาสนา นั่นคือการเดินทางในทางที่ถูกต้อง เป็นชีวิตที่จะได้รับความสำเร็จ ชีวิตของเวไนยสัตว์ ที่ใช้คำว่าเวไนยสัตว์นั้น ก็เพราะอยู่ในหนทางที่ดีแล้ว เรียกว่าเป็นสาวกสาวิกาของพระพุทธเจ้า ทางที่เราจะเดินไปนั้น ก็คือพระนิพพาน ซึ่งพระนิพพานนั้น อยู่ข้างหน้า รอเราอยู่แล้ว การเดินทางไปจะถึงช้าหรือเร็ว เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เราจะพากันปรับปรุงตัวของเรา
บางคนชอบเร็ว บางคนก็ชอบช้า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ชีวิตของเราในชีวิตนี้ เป็นชีวิตที่เราได้รับชัยชนะ แต่อย่างไรก็ตาม เราอย่าเพิ่งไปดีใจไว้ก่อน เพราะว่า เราคิดว่าเราชนะ แต่ว่าในขณะเดียวกันเราเริ่มจะแพ้แล้ว เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่ามารทั้งหลายที่เข้ามารุมล้อมเราอยู่นั้นมีมาก มีมากจนกระทั่งเรานั้น จะต้านทานไหวหรือไม่ไหว
บางครั้งบางคราวนั้น มันก็พาพวกมาอย่างมหึมา ที่จะเข้ามาทำร้าย บางครั้งมันก็เข้ามาเล็ก แต่ว่ากินลึก บางครั้งมันก็เข้ามาอย่างสวยงาม ทำให้เราหลงไหล สิ่งต่างๆ เหล่านี้เรียกว่าพวกขวางกั้นการกระทำความดี การที่มีสิ่งมาขวางกั้นการกระทำความดีนั้น มันเป็นของธรรมดาทั่วไป แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็โดนพวกมันมาแล้ว
ตอนที่พระองค์จะเสด็จออกจากราชบัลลังก์ มาถึงในระหว่างทางแห่งหนึ่ง มารมันก็เข้ามายืนขวางทางทันที บอกว่า ดูก่อนสิทธัตถะ อย่าได้ออกไปเลย อีก 7 วันเท่านั้น ท่านก็จะได้เป็นเจ้าจักรพรรดิแล้ว แต่ว่าพระสิทธัตถะก็ไม่ได้หลงกลมาร พระองค์ก็บอกว่า เอ็งจงหลีกไป แล้วพระองค์ก็เสด็จออกบวช แล้วได้สำเร็จสมพระทัยปรารถนา
เช่นเดียวกันกับพวกเราที่กำลังต่อสู้ในขณะนี้ เราก็กำลังจะไล่พวกนี้ให้ออกไป
มันจะมีสักเท่าไหร่ เราก็ไล่มันออกไป เพื่อที่จะให้ตัวของเรานี้เดินทางไปอย่างสะดวกและสบาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราท่านทั้งหลาย ต้องมีความอดทน ต้องมีความพากเพียร ต้องมีความบากบั่น เพราะการกระทำเหล่านี้ เปรียบเหมือนกันกับกลิ้งครกขึ้นภูเขา มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องออกแรงเต็มที่ มิฉะนั้น ขึ้นไม่ได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับการกลิ้งครงลงภูเขา ไม่ต้องออกแรง ปล่อยก็ลง
ศากยบุตร
10-10-2005, 10:43 PM
พวกมารต่างๆ เหล่านั้น มันเปรียบเหมือนกลิ้งครกลงภูเขา ที่เราพากันใช้ความอดทน เปรียบเหมือนกับกลิ้งครกขึ้นภูเขา เพราะฉะนั้น การมาทำความดี จึงต้องมีการเสียสละ เรียกว่าเราต้องเสียสละในตัวของเราอย่างมหันต์อนันต์ มันจะนอนสบายก็ไม่นอน นั่งซะ มันจะกินสบายก็ไม่กิน อดมันซะ มันอยากเล่น เราก็เอาตัวของเราหลีกเลี่ยงจากการเล่นเหล่านั้นซะ มันอยากคิดพยาบาทอาฆาตจองเวร อยากคิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เราก็นึกขจัดมันออกไป หรือเรียกว่าเราขจัดออกไปจากจิตไม่ให้มันหลงเหลืออยู่ นี่แหละ เราจึงจะได้มา คือหมายความว่าเราได้บั่นทอนกำลังมันไป
เมื่อเราบั่นทอนกำลังพวกมารเหล่านี้หนักเข้า ตัวของเราจะกลับกลายเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณค่า หาประมาณมิได้ ยิ่งขจัดออกไปได้มากเท่าไร ตัวของเราจะกลับกลายเป็นผู้ทรงคุณค่าเหลือล้นพ้นประมาณ ท่านพระอาจารย์ต่างๆ ที่ท่านได้ปฏิบัติตัวของท่าน ท่านปฏิบัติลบล้างพวกมารต่างๆ ไปแล้ว เรียกว่าขจัดไป ในที่สุดตัวของท่านก็กลับกลายเป็นองค์ที่มีค่าขึ้น ยิ่งขจัดได้มากเท่าไร ตัวของท่านก็กลับกลายเป็นองค์ที่มีคุณค่ามากขึ้น เพราะเหตุใด
เพราะเหตุว่าบุคคลที่เสียสละ ได้ขจัดสิ่งที่ไม่ดี พวกความโลภ ความโกรธ ความหลง กองกิเลส อาสวะต่างๆ ออกไปนั้น ย่อมจะปรากฏแก่สายตาของบุคคล โดยที่ไม่ต้องใช้สายตาทิพย์ เพียงตาธรรมดาเท่านี้ ก็รู้แล้วว่าผู้นั้น ทรงคุณค่าเพียงใด ในการที่เขาได้ขจัดสิ่งที่เรียกว่าอาสวะ กองกิเลสออกไป ถึงแม้ว่ายังขจัดไม่หมด ขจัดออกไปหน่อยหนึ่ง ขจัดออกไปมากขึ้น ขจัดออกไปมากขึ้น ตัวของเค้านั่นแหละ กลับกลายเป็นสิ่งที่ เรียกว่ามีคุณค่ามหาศาล
เมื่อพระอาจารย์ต่างๆ ที่ท่านได้ปฏิบัติเช่นนั้น ก็ปรากฏว่ามนุษย์ทั้งหลายก็ได้พากันมองเห็น คือมองเห็นคุณค่าของท่าน ต่างก็หลั่งไหลกันไปกราบไปไหว้ ต่างก็พากันหลั่งไหลไปเคารพนบนอบ ต่างก็พากันหลั่งไหลไปขอรับรสธรรม สารพัด เหล่านี้ ก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อขจัดสิ่งที่ไม่ดี คุณค่าเกิดขึ้น ตาธรรมดาๆ ก็รู้ เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ตัวของเราเองนั้น ก็เช่นเดียวกันกับพระอาจารย์โดยทั่วๆ ไป ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ใด ท่านก็สามารถที่จะสร้างคุณค่าให้แก่ตัวของท่านเองได้ทุกๆ ท่าน ทุกคน ชั่วแต่ว่าเราจะทำหรือไม่ เราตั้งใจจะทำ เราก็ทำ ถ้าหากว่าตัวของเรานี้กลับกลายมาเป็นคุณค่านั้น จะมีความสุข จะมีความสบาย จะมีความอิ่มเอิบ หรือจะมีความซาบซึ้ง หรือจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าความสุขหาประมาณมิได้
ที่ว่ามีความสุขหาประมาณมิได้นั้น ก็เพราะผลของการได้ขจัดอาสวกิเลสนั่นเอง ก็กลับกลายมาเป็นบุคคลผู้ที่มีความสุข ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ ทุกคน พวกเราทั้งหลายปรารถนากันทั้งสิ้น ที่เราพากันปรารถนานั้น เราก็ปรารถนาความสุข ความสำเร็จ เราจึงได้ตะเกียกตะกาย พากันกระทำด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยยุทธวิธีของตน แต่ละบุคคล เพื่อที่จะแสวงหาความสุขเอามาให้แก่ตัวของตน ให้มากที่สุด แต่ว่า
ศากยบุตร
10-10-2005, 10:44 PM
ที่พากันพยายามที่จะใช้ความพยายามยุทธวิธีของตนแต่ละบุคคลนั้น เพื่อที่จะต่อสู้ แทนที่จะได้รับความสุข สมกับความปรารถนา แต่ก็ไม่ได้รับ เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่าเดินทางผิดซะแล้ว คือแทนที่จะขจัดอาสวกิเลส แต่กลับไปเพิ่มพูนมันขึ้น ความโลภยังน้อยไป เพิ่มความโลภมันขึ้น ความโกรธมันน้อยไป เพิ่มความโกรธมันขึ้น ความหลงมันน้อยไป เพิ่มความหลงมันขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ แทนที่จะได้รับความสุข เลยกลับกลายเป็นความทุกข์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ตนของตนก็ใช้ความตะเกียกตะกายต่อสู้ ทุกวิถีทาง เพื่อความสำเร็จแก่ตน แต่ว่าการต่อสู้เช่นนั้น เป็นการต่อสู้ เพื่อสะสมอาสวกิเลส เพื่อความโลภ ความโกรธ ความหลง เพื่อความอาฆาตพยาบาทจองเวร สารพัดที่จะพยายามกระทำ ด้วยหวังความสำเร็จที่ตนต้องการและปรารถนา
เมื่อหันมาถึงการที่พวกเราเป็นเวไนยสัตว์ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าพุทธบริษัทนี้เป็นเวไนยสัตว์ เมื่อเราหันกลับมาใช้วิธีการขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการเสียสละ จะสละอะไร สละความโลภ สละความโกรธ สละความหลง เสียสละเพื่อตน และบุคคลผู้อื่น ตั้งจิตมีเมตตา เฉลี่ยความสุขของตนเพื่อแบ่งปันบุคคลผู้อื่น อย่างนี้
และสิ่งเหล่านี้ ที่เรากระทำลงไป คราวนี้แหละ ก็จะต้องประสบพบเห็น บุคคลทั้งหลายก็จะพากันมองเห็นด้วยตาเปล่าว่าคนนี้เค้ามีเมตตามหาศาล คนนี้เค้ามีกรุณามหาศาล คนนี้เค้ามีเสียสละมหาศาล คนนี้เค้าได้เป็นผู้ที่มีจิตใจเอื้ออารีย์ โอบอ้อม มีจิตใจที่มีความละมุนละไม มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ต้องใช้ตาใน ใช้เพียงตานอกมองดูคนนั้นก็เรียกว่าวิเศษแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่ทรงไว้แล้วซึ่งคุณธรรม เขาจะเป็นใครก็ได้ ผู้นั้นย่อมจะต้องได้รับการยกย่องนับถือจากผู้คนโดยทั่วไปก็เพราะเหตุแห่งความดีเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเรามีจุดประสงค์ และเราทำให้ถูกจุดประสงค์ได้ เรานั่นแหละที่จะได้รับชัยชนะแห่งชีวิต อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะดำเนินไปได้ถูกต้องจริงๆ จิตของเราต้องได้รับการควบคุม จิตของเราต้องได้รับการฝึกฝน ถ้าหากว่าเราสามารถจะฝึกฝน สามารถที่จะควบคุมจิตใจของเราเอาไว้ได้ เรานั่นแหละ ที่จะไปสู่หนทางที่ประสบผลสำเร็จในการเป็นเวไนยสัตว์
การที่เราจะควบคุมจิตใจของเราได้นั้น มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เลยว่า เอโก อะยัง ภิกขเว มัคโค ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางมีทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่นอีก ทางเดียวเท่านั้นคืออะไร ก็คืออริยมรรค อริยมรรคที่จะเกิดขึ้นมาได้นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็จะต้องเกิดมาจากสัมมา คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิ เรียกว่า อันดับท้าย แต่ว่าการที่จะสามารถควบคุมจิตใจของเราได้นั่น จำเป็นที่จะต้องอาศัยองค์มรรคอันดับท้าย คือสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิได้แก่การฝึกจิตของเรา การฝึกจิตนั้น ก็มีวิธีการที่จะฝึกหลายๆ อย่าง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการจะฝึกจิตด้วยวิธีไหน รวมผลที่สุดแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของการฝึกจิตนั้น ก็คือการทำจิตให้เป็นหนึ่ง ทำอย่างไรความเป็นหนึ่งจึงจะเกิดขึ้นมาได้ นั่นแหละเป็นการที่ทำสมาธิ ก็เรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิ
ศากยบุตร
10-10-2005, 10:44 PM
ความเป็นหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้ เกิดได้จากการบริกรรม เรากำหนดจิตบริกรรมพุทโธเป็นต้น ในที่สุดจิตก็เป็นหนึ่ง เมื่อจิตเป็นหนึ่งได้แล้ว หลายครั้งหลายคราวเข้าจิตนี้ก็จะเกิดพลังงาน หรือเรียกว่าพลังจิต พลังจิตที่ก่อตัวขึ้น จากน้อยๆ ไปหามากขึ้นๆ นั่นแหละ จะกลับกลายเป็นการสร้างสมาธิขึ้นเป็นอัตโนมัติ เรียกว่าอัญญะ มัญญัง อาศัยซึ่งกันและกัน
เหมือนกันกับเมล็ดผลไม้ อาศัยแผ่นดิน แผ่นดินอาศัยเมล็ดผลไม้ อัญญะ มัญญัง อาศัยซึ่งกันและกัน สมาธิที่สามารถทำให้เกิดขึ้นก็อาศัยพลังจิต พลังจิตก็ต้องอาศัยสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกว่าอัญญะ มัญญัง อาศัยซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ที่ทำสมาธิที่ถูกต้องก็คือการสร้างจิตของเราให้เป็นหนึ่ง การฝึกจิตของเราให้เป็นหนึ่ง แล้วก็ทำไปในระยะยาว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสว่า ภาวิโต พะหุลีกะโต เจริญให้มาก กระทำให้มาก ไม่ว่าจะที่ได้ก็ตาม พระองค์ทรงแสดงลงไปเลยว่า เจริญให้มาก กระทำให้มาก ไม่ว่าพระองค์จะแนะนำบุคคลผู้ใด พระองค์ก็จะตรัสคำนี้แหละว่า เจริญให้มาก กระทำให้มาก ประดุจว่าฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้าสู่ผืนแผ่นดิน มันจะทยอยตกลงมาทีละเม็ด ทีละเล็ก ทีละน้อย แต่ว่าเมื่ออาศัยกาลเวลา น้ำก็เต็ม สมควรแก่การพอใช้ พอจ่าย เรียกว่ามีน้ำเหลือเฟือ แม้ว่าน้ำฝนจะตกลงมาทีละเล็กละน้อย
ฉันใดก็ดี การที่เราจะฝึกจิตของเรานั้น เราไม่ต้องไปตั้งข้อสงสัยให้เราจนมาก เพราะว่าการตั้งข้อสงสัยให้เรานั้น มันเป็นวิจิกิจฉา มันเป็นสิ่งกางกั้นความดีของเราที่จะไม่ให้จิตนี้มันก้าวไกลต่อไป ก็ด้วยความที่จิตอันนี้ก่อความสงสัย เพราะความสงสัยอันนี้เค้าเรียกว่า นิวรณ์ บางคนทำไปก็พยายามที่จะไปเที่ยวถามใครต่อใครสารพัด ทำอย่างนี้ดีมั๊ย ทำอย่างนั้นดีมั๊ย เอ๊ะ
ทำอย่างนั้นไม่ดี ทำอย่างนี้ไม่ดี
บางคน อย่างนี้ เคยทำมาแล้วตั้งเยอะตั้งแยะ ก็มาบอกว่าทำมานิดหน่อย อยากจะมาลองพูด ลองภูมิ สารพัด อย่างนี้ มันก็ไม่ได้ผลได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องไปตั้งข้อสงสัยให้แก่ตัวของตนเอง เพราะว่าการที่จะเดินทางไปหรือว่าการทำสมาธินั้น มันมีข้ออยู่เพียงนิดเดียวเท่านั้น พูดกัน 2 3 คำ เป็นอันว่าเข้าใจได้
ที่ว่าพูดกัน 2 3 คำเข้าใจได้นั้น ก็เพราะว่า ทำจิตให้เป็นหนึ่ง พูดเท่านี้ควรจะรู้แล้ว แล้วจิตที่จะเป็นหนึ่ง จะทำยังไงถึงจะเป็นหนึ่ง ต้องบริกรรม บริกรรมมากๆ เข้าจิตก็เป็นหนึ่ง เท่านี้ก็รู้แล้ว สมควรแก่การที่เราจะรู้เข้าใจแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องไปว่ากันให้มากเกินไป นี่ว่ากันถึงขั้นต้น
เมื่อเวลาที่จิตของเรามันสงบลงไปแล้ว เราก็ไม่ต้องใช้คำบริกรรม ก็เรียกว่าจิตเกิดพลังงานขึ้นเยอะ เรียกว่ากำลังเยอะ เพราะว่า อย่างคนที่ไม่ชำนาญ ก็ต้องเอาแบบมาเสียก่อน มากางออกไป แล้วก็เขียนตามนั้น ถ้าหากว่าชำนาญแล้วเรื่องอะไรจะต้องเอาแบบมากาง หลับตาก็เขียนได้
ศากยบุตร
10-10-2005, 10:45 PM
ฉันใดก็ดี ความชำนาญของจิตนั้นก็เช่นเดียวกัน เมื่อเกิดความชำนาญขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่ต้องไปบริกรรมแล้ว เรากำหนดจิตก็ถึงที่เลย ก็เป็นอันว่าได้พลังจิตไปในตัว อันที่เรียกว่าพลังจิตนั้นน่ะ คือเป็นกระแส หรือเรียกว่าเป็นกระแสจิต หรือเรียกว่าเป็นกระแสธรรม อันนี้ที่มันเกิดขึ้นจากความสงบนี่ มันจะต้องรวมตัวทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งมีพลังใหญ่โตยิ่งขึ้น
เมื่อมีพลังใหญ่โตยิ่งขึ้น มันก็ควบคุมกันเอง ที่เรียกว่าอัตโนมัติ มันควบคุมกันเอง สติควบคุมสมาธิ สมาธิควบคุมสติ ก็ต้องไปอย่างนี้ เรียกว่าควบคุมตัวมันเอง เดินทางไปเอง ขยายตัวออกไปเอง อย่างนี้เป็นต้น นี่พูดกันถึงความจริง ไม่ต้องไปบัญญัติ คือไม่ต้องไปบัญญัติว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุถฌาน ไม่ต้องไปบัญญัติกันละ พูดกันว่าจิตมันสงบ เป็นอันว่าใช้ได้ จิตมันเป็นหนึ่ง เป็นอันว่าใช้ได้ อย่างนี้
เมื่อเราฝึกจิตของเราอยู่อย่างนี้แหละ จิตอันนี้มันก็จะเกิด คือเกิดอะไร เกิดความจริง เกิดความจริงที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ หรือเรียกว่ามรรค หรือเรียกว่าสัจจธรรม ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านก็ให้ดำเนินย้อนกลับมาถึงองค์หนึ่ง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐินั่นคือการเห็นชอบ ชอบนั้นเห็นอะไร เห็นอริยสัจจ์ 4 อริยสัจจ์ 4 คืออะไร ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แน่ะ มันก็มาอยู่ที่ตรงนี้
ทีนี้อริยสัจจ์ 4 นั้นมันก็เป็นชั้นวิปัสสนา ดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจจ์ 4 ก็เรียกว่าดำเนินจิตวิปัสสนา สัพเพ สังขารา อนิจจา ติ สังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง สัพเพ สังขารา ทุกขา ติ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ สัพเพ ธัมมา อนัตตา ติ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่เที่ยง สังขารเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ยดา ปัญญายะ ปัสสติ บุคคลผู้ใดมาเห็น อัตถะ นิพพินนะติ ทุกเข จากนั้นผู้นั้นจะเกิดความเบื่อหน่าย เอสะ มัคโค วิสุทธิ ยา นี่คือหนทางไปสู่อริยมรรค คือหนทางบริสุทธิ์
เพราะฉะนั้น เมื่อจะดำเนินอริยสัจจ์ หรือว่าจะดำเนินวิปัสสนา ก็พูดกันไม่มาก พูดกัน 2 3 คำก็เป็นวิปัสสนาแล้ว คือ พิจารณาให้เห็นว่าร่างกายสังขารนี้เป็นของไม่เที่ยง ร่างกายสังขารนี้มันเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายสรรพวัสดุทั้งหลายแหล่ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน เกิดขึ้นในเบื้องต้น คร่ำคร่าไปในท่ามกลาง แตกสลายไปในที่สุด ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเราที่จะพึงไปควบคุมมันได้ มันจะต้องเป็นไปในภาวะนั้น
การที่จะมองไปเห็นเช่นนี้ได้นั้น ก็ต่อเมื่อจิตนี้ได้รับการฝึกฝนจนมีพลัง มีกระแสจิต พิจารณาเห็นแจ้งกระจ่างขึ้นมา เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา นี่แหละ เรียกว่าเป็นหนทางแห่งวิปัสสนา ที่กล่าวมาข้างต้นคือ สมถะ กล่าวมาต่อมาก็คือ วิปัสสนา มีสมถะมีวิปัสสนาสองอย่างนี้เท่านั้น ก็ไปถึงพระนิพพานได้โดยไม่ต้องสงสัย
เราไม่ต้องไปพูด ไม่ต้องไปเถียง ไม่ต้องไปกล่าวอะไรต่ออะไรมากมาย อันที่เรียกว่า น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง พูดกันไปเลอะๆ เทอะๆ ไปตามเรื่อง เหล่านั้น มันก็ไม่ค่อยจะเกิดประโยชน์อะไร แต่ว่าที่เกิดประโยชน์จริงๆ นั้น ในเมื่อเราฝึกจิตของเราเข้าที่ พอฝึกจิตเข้าที่แล้วทีนี้ก็มีอย่างเดียว เจริญให้มาก กระทำให้มาก เรื่อยไป
ศากยบุตร
10-10-2005, 10:46 PM
เหมือนกับเวลาที่เราขับรถ อย่างนี้ พอถือพวงมาลัยปั๊บ มีถนน วิ่งไปเรื่อย ไม่ต้องไปอินังขังขอบอะไร บางคนขับรถไปอย่างนี้ พูดโน่น พูดนี่สารพัด มันไม่จำเป็น เมื่อเราจับพวงมาลัยแล้วก็ตามทางแล้วทีนี้ ข้อสำคัญที่สุดนี่ เราจะฝึกหัดขับได้รึยัง หรือว่าเรารู้จักวิธีจับพวงมาลัยรึยัง เรารู้จักวิธีมันหมดทุกอย่างรึยัง ถ้าเรารู้จักมันหมดทุกอย่างแล้ว จับรถขับไปแล้วก็ วิ่งไปเถิด ไม่ต้องคิดว่า เอ๊ะ
เมื่อไหร่จะถึง ไม่ต้องไปคิดว่า มันจะถึงรึเปล่า หรือไม่ต้องไปคิดว่ามันถูกรึผิด ไม่ต้องไปเที่ยวถาม ยุ่งเหยิงไปเปล่าๆ แต่ว่า เมื่อขับได้แล้วนี่ ก็ตรงรี่ไปเลย
เหมือนกันกับคนที่ทำจิต อย่างนี้ เมื่อกำหนดจิตเป็นสมาธิแล้ว กำหนดได้ดีแล้ว ถูกต้องแล้ว มีพลังจิตแล้ว มีกำลังจิตเกิดขึ้นแล้ว เดินเรื่อยไป เดินเรื่อยไปโดยที่ไม่ต้องไปพะวักพะวงสิ่งใดทั้งสิ้น เรียกว่า ภาวิโต พะหุลีกะโต เจริญให้มาก กระทำให้มาก
เอ้าต่อไปก็
สมาธิกันต่อไปอีก
http://larndham.net/index.php?showtopic=16584
vBulletin® v3.7.2, ลิขสิทธิ์ ©2000-2008, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด