มดเอ๊ก
06-15-2007, 03:00 PM
http://www.essencesonline.com/SA_AzaleaB.jpg
ตอนที่ 031
การพัฒนาทางปัญญา
(สำนวนเดิม)
5. พัฒนาการทางปัญญา
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน ด้วยการมีสติตามรู้กายและตามรู้ใจด้วยจิตที่มีความตั้งมั่น/รู้สึกตัวอยู่เนืองๆ จะก่อให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา คือเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มากขึ้นตามลำดับ ดังนี้
5.1 การจำแนกรูปนามและสมมุติบัญญัติ การที่นักปฏิบัติมีความรู้สึกตัวเนืองๆ แล้วมีสติตามระลึกรู้อารมณ์ที่มากระทบสัมผัสทางทวารทั้ง 6 อยู่นั้น จะทำให้เกิดปัญญาจำแนกรูปนามและสมมุติบัญญัติได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่ง ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งคือ การรู้ว่าจิตมีความสุข
เมื่อจิตมีความสุข ผู้ปฏิบัติรู้ว่าจิตมีความสุข ปฏิบัติใหม่ๆ ก็อาจหลงผิดว่าเราสุข แต่เมื่อระลึกรู้บ่อยเข้าก็จะสังเกตเห็นว่า (1) ความสุข เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง (เรียกว่าสุข/โสมนัสเวทนา) ไม่ใช่จิต และไม่ใช่ตัวเรา เป็นแต่เพียงสิ่งบางสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้น มีอาการแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา มีแล้วก็ดับไป และบังคับไม่ได้ (2) จิตก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่ไปรู้ความสุข/โสมนัสเข้า (3) ความคิดว่าสภาวะอย่างนี้ คือความสุขและดีเหลือเกิน ก็เป็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง (4) กายอันเป็นที่ตั้งของสุขเวทนาก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง และ (5) จุดกลางอกอันเป็นที่ปรากฏของโสมนัสเวทนาก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง
หากจะใช้ภาษาในเชิงปริยัติธรรมก็กล่าวได้ว่า (1) สุข/โสมนัสเป็นเวทนา จัดเป็นนามชนิดที่เป็นส่วนประกอบจิต คือนามเจตสิก (2) จิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จัดเป็นนามอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่านามจิต (3) ความคิดว่า "เวทนาอย่างนี้เรียกว่าความสุข หรือเราสุข" เหล่านี้เป็นสมมุติบัญญัติ ไม่ใช่รูปนาม มีแค่ชื่อเรียกขาน มีลักษณะอันเดียวคือเป็นอนัตตา (4) กายอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็นรูปและ (5) จุดอันเป็นที่ปรากฏแห่งโสมนัสเวทนาเรียกว่า หทยรูป เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง (หทยรูปนี้ตำราระบุว่าอยู่ที่หัวใจ แต่นักปฏิบัติถ้ารู้สึกว่าความรู้สึกทางใจผุดขึ้นที่ไหน ก็ควรเข้าใจว่านั่นคือหทยรูป)
เมื่อหัดระลึกรู้บ่อยๆ ไม่ช้าก็จะเข้าใจสภาวธรรมที่จำเป็นสำหรับการเจริญวิปัสสนา เช่น รู้รูปยืนเดินนั่งนอน (ว่าเป็นรูป ไม่ใช่จิต/ไม่ใช่เจตสิก/ไม่ใช่เรา) รู้สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส และอุเบกขาเวทนา (ว่าเป็นนามเจตสิก ไม่ใช่รูป/ไม่ใช่จิต/ไม่ใช่เรา) รู้โลภะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ฯลฯ (ว่าเป็นนามเจตสิก ไม่ใช่รูป/ไม่ใช่จิต/ไม่ใช่เรา) และรู้จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ซึ่งเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ (ว่าเป็นจิต ไม่ใช่รูป/ไม่ใช่เจตสิก/ไม่ใช่เรา)
5.2 การรู้เหตุเกิดของรูปนาม เมื่อหมั่นรู้สึกตัวและมีสติระลึกรู้รูปนามเสมอๆ จะสังเกตพบเหตุให้เกิดรูปนาม คือรู้ว่า นามทำให้เกิดรูปก็ได้ ได้แก่จิตนั่นเองเป็นผู้สั่งการให้เกิดการเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้รูปเก่าเช่นรูปนั่งดับไป แล้วเกิดรูปใหม่เช่นรูปยืนขึ้นแทน เป็นต้น
นามทำให้เกิดนามก็ได้ เช่นบางคราวความจำได้หมายรู้ผุดขึ้นทางใจ จิตเกิดรำพึงถึงอารมณ์ทางใจ แล้วก็เกิดจิตและเจตสิกที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นต้น
รูปทำให้เกิดนามก็ได้ เช่นเมื่อตา (รูปภายใน) กระทบกับสี (รูปภายนอก) โดยจิตเกิดมนสิการคือรำพึงถึงอารมณ์ทางตาหรือออกรู้อารมณ์ ทางตา นามเห็นหรือจิตเห็น (จักขุวิญญาณจิต) ก็เกิดขึ้น เป็นต้น
:yociexpress06:http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000050052
ตอนที่ 031
การพัฒนาทางปัญญา
(สำนวนเดิม)
5. พัฒนาการทางปัญญา
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน ด้วยการมีสติตามรู้กายและตามรู้ใจด้วยจิตที่มีความตั้งมั่น/รู้สึกตัวอยู่เนืองๆ จะก่อให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา คือเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มากขึ้นตามลำดับ ดังนี้
5.1 การจำแนกรูปนามและสมมุติบัญญัติ การที่นักปฏิบัติมีความรู้สึกตัวเนืองๆ แล้วมีสติตามระลึกรู้อารมณ์ที่มากระทบสัมผัสทางทวารทั้ง 6 อยู่นั้น จะทำให้เกิดปัญญาจำแนกรูปนามและสมมุติบัญญัติได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่ง ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งคือ การรู้ว่าจิตมีความสุข
เมื่อจิตมีความสุข ผู้ปฏิบัติรู้ว่าจิตมีความสุข ปฏิบัติใหม่ๆ ก็อาจหลงผิดว่าเราสุข แต่เมื่อระลึกรู้บ่อยเข้าก็จะสังเกตเห็นว่า (1) ความสุข เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง (เรียกว่าสุข/โสมนัสเวทนา) ไม่ใช่จิต และไม่ใช่ตัวเรา เป็นแต่เพียงสิ่งบางสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้น มีอาการแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา มีแล้วก็ดับไป และบังคับไม่ได้ (2) จิตก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่ไปรู้ความสุข/โสมนัสเข้า (3) ความคิดว่าสภาวะอย่างนี้ คือความสุขและดีเหลือเกิน ก็เป็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง (4) กายอันเป็นที่ตั้งของสุขเวทนาก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง และ (5) จุดกลางอกอันเป็นที่ปรากฏของโสมนัสเวทนาก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง
หากจะใช้ภาษาในเชิงปริยัติธรรมก็กล่าวได้ว่า (1) สุข/โสมนัสเป็นเวทนา จัดเป็นนามชนิดที่เป็นส่วนประกอบจิต คือนามเจตสิก (2) จิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จัดเป็นนามอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่านามจิต (3) ความคิดว่า "เวทนาอย่างนี้เรียกว่าความสุข หรือเราสุข" เหล่านี้เป็นสมมุติบัญญัติ ไม่ใช่รูปนาม มีแค่ชื่อเรียกขาน มีลักษณะอันเดียวคือเป็นอนัตตา (4) กายอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็นรูปและ (5) จุดอันเป็นที่ปรากฏแห่งโสมนัสเวทนาเรียกว่า หทยรูป เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง (หทยรูปนี้ตำราระบุว่าอยู่ที่หัวใจ แต่นักปฏิบัติถ้ารู้สึกว่าความรู้สึกทางใจผุดขึ้นที่ไหน ก็ควรเข้าใจว่านั่นคือหทยรูป)
เมื่อหัดระลึกรู้บ่อยๆ ไม่ช้าก็จะเข้าใจสภาวธรรมที่จำเป็นสำหรับการเจริญวิปัสสนา เช่น รู้รูปยืนเดินนั่งนอน (ว่าเป็นรูป ไม่ใช่จิต/ไม่ใช่เจตสิก/ไม่ใช่เรา) รู้สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส และอุเบกขาเวทนา (ว่าเป็นนามเจตสิก ไม่ใช่รูป/ไม่ใช่จิต/ไม่ใช่เรา) รู้โลภะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่าน หดหู่ ฯลฯ (ว่าเป็นนามเจตสิก ไม่ใช่รูป/ไม่ใช่จิต/ไม่ใช่เรา) และรู้จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ซึ่งเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ (ว่าเป็นจิต ไม่ใช่รูป/ไม่ใช่เจตสิก/ไม่ใช่เรา)
5.2 การรู้เหตุเกิดของรูปนาม เมื่อหมั่นรู้สึกตัวและมีสติระลึกรู้รูปนามเสมอๆ จะสังเกตพบเหตุให้เกิดรูปนาม คือรู้ว่า นามทำให้เกิดรูปก็ได้ ได้แก่จิตนั่นเองเป็นผู้สั่งการให้เกิดการเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้รูปเก่าเช่นรูปนั่งดับไป แล้วเกิดรูปใหม่เช่นรูปยืนขึ้นแทน เป็นต้น
นามทำให้เกิดนามก็ได้ เช่นบางคราวความจำได้หมายรู้ผุดขึ้นทางใจ จิตเกิดรำพึงถึงอารมณ์ทางใจ แล้วก็เกิดจิตและเจตสิกที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นต้น
รูปทำให้เกิดนามก็ได้ เช่นเมื่อตา (รูปภายใน) กระทบกับสี (รูปภายนอก) โดยจิตเกิดมนสิการคือรำพึงถึงอารมณ์ทางตาหรือออกรู้อารมณ์ ทางตา นามเห็นหรือจิตเห็น (จักขุวิญญาณจิต) ก็เกิดขึ้น เป็นต้น
:yociexpress06:http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000050052