PDA

View Full Version : ประทีปส่องธรรม : วัตถุประสงค์ของการเจริญสติ


มดเอ๊ก
06-15-2007, 02:55 PM
http://www.essencesonline.com/SA_AusTeaTreeB.jpg

ตอนที่ 030
ข้อสรุปเกี่ยวกับการเจริญสติ
ในชีวิตประจำวัน

6. ข้อสรุปเกี่ยวกับการเจริญสติในชีวิตประจำวัน

6.1 วัตถุประสงค์ของการเจริญสติ ก็คือการเรียนรู้กายใจหรือรูปนามตามความเป็นจริง จนเกิดปัญญารู้ว่ารูปนามไม่ใช่ตัวเราของเรา และเป็นวิธีเรียนรู้รูปนามต่อไปอีก จนจิตหลุดพ้นจากกองทุกข์คือรูปนามด้วยความไม่ถือมั่นในรูปนามได้ในที่สุด

6.2 ก่อนการเจริญสติผู้ปฏิบัติจะต้องมีศีลตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศลอย่างน้อย 5 ประการ เพื่อตัดเครื่องกังวลใจต่างๆ และจะต้องพัฒนาคุณภาพของจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญสติ นั่นคือการสร้างสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น อันได้แก่การสร้างความรู้สึกตัว ให้จิตใจตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไปทางทวารทั้ง 6 เพื่อสามารถรู้เห็นกายใจตามความเป็นจริงได้ สภาวะดังกล่าวนี้ก็คือสิ่งที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านสอนไว้ว่า อย่าส่งจิตออกนอก นั่นเอง เพื่อว่าเวลาดูจะได้ไม่หลงดู เวลาฟังจะได้ไม่หลงฟัง .. เวลาคิดนึกปรุงแต่งจะได้ไม่หลงไปในความคิดนึกปรุงแต่ง

6.3 เมื่อจิตมีความตั้งมั่นแล้ว ผู้ปฏิบัติจึงอาศัยสติตามรู้กาย (รูปปรมัตถ์) ก็ได้ ตามรู้เวทนาก็ได้ หรือตามรู้จิตก็ได้ แล้วแต่จริตนิสัยว่ารู้สิ่งใดแล้วสติจะเกิดได้บ่อยๆ และเมื่อฝึกซ้อมจนชำนาญแล้วในที่สุด ก็จะสามารถรู้รูปนามได้กว้างขวาง คือเมื่ออารมณ์ปรากฏขึ้นทางทวารใดก็มีสติระลึกรู้สภาวะของอารมณ์นั้นได้โดยไม่ต้องตั้งใจรู้ และรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่หลงเข้าไปในอารมณ์ที่จิตไปรู้เข้านั้น อนึ่งการตามรู้กายหรือการตามรู้จิตใจ จะต้องมีลักษณะเป็นการตามรู้ไปอย่างสบายๆ ไม่ใช่รู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ต้องเหมือนกับรู้เล่นๆ ไปเป็นระยะๆ ก็พอ เมื่อสติแก่กล้าขึ้นแล้วจึงจะเกิดการตามรู้อย่างถี่ยิบได้เอง หากจู่ๆ ก็จะรู้ให้ได้ตลอดเวลา ก็มักจะกลายเป็นการหลงเพ่งจ้องอย่างลืมเนื้อลืมตัว ซึ่งนับว่าเป็นข้อผิดพลาดของการปฏิบัติ

6.4 สติเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นตามใจไม่ได้ หากแต่เกิดขึ้นเพราะจิตจดจำสภาวธรรมได้แม่นยำ เช่นผู้ที่เคยฝึกมีสติตามรู้รูปยืนเดินนั่งนอนอยู่เนืองๆ ต่อมาเมื่อเผลอขาดสติแล้วเกิดการเคลื่อนไหวกายขึ้น สติก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ หรือผู้ที่เคยฝึกรู้จิตอยู่เสมอๆ ต่อมาเมื่อเผลอขาดสติแล้วเกิดการเคลื่อนไหวทางจิตขึ้น เช่นเกิดสุขทุกข์ กุศลอกุศล หรือเกิดการส่งจิตทะยานไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สติก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ดังนั้นในเบื้องต้นจึงต้องหมั่นตามระลึกรู้อาการปรากฏทางกายและอาการหรืออารมณ์ที่ปรากฏทางใจไว้เป็นระยะๆ พอถึงเบื้องปลายสติจะเกิดระลึกรู้ได้เองเมื่อสภาวธรรมที่จิตรู้จักแล้วปรากฏขึ้นมา

6.5 ปัญญาเป็นสิ่งที่จงใจทำให้เกิดไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องช่วยคิดพิจารณาสภาวธรรมใดๆ หากมีสติตามรู้กายตามรู้ใจอย่างถูกต้องจริงๆ คือรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง จิตจะต้องเกิดปัญญารู้ความจริงของกายและใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตาเข้าจนได้ไม่ยากเลย แต่ถ้าปฏิบัติไปด้วยตัณหาคือความอยากรู้ธรรม หรือเอาทิฏฐิคือความคิดความเห็นเข้ามาเจือปนในการรู้ กลับจะยิ่งทำให้การรู้ความจริงต้องเนิ่นช้า ออกไปอีก เพราะตัณหาและทิฏฐินั่นแหละเป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า

6.6 เมื่อจิตเข้าใจรูปนามหรือกายใจตรงตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว จิตจะทำลายความเห็นผิดว่า รูปนามคือตัวเรา ลงได้ และเมื่อปฏิบัติมากเข้า จิตก็ยิ่งปล่อยวางรูปนามและถอดถอนตนเองออกห่างไปจากกองทุกข์คือรูปนามไปตามลำดับ และความหนักหน่วงในจิตเพราะความยึดมั่นในขันธ์จะค่อยคลายสลายตัวออกจากจิต

6.7 ผู้ปฏิบัติที่มีความรู้สึกตัวแล้ว จะเห็นธรรมภายนอกว่างเปล่าจากตัวตน คือเห็นโลกเป็นของว่างและไร้น้ำหนักได้โดยไม่ยากเลย เพราะความจริงโลกก็ว่างอยู่แล้วเพียงแต่เรามองไม่เห็นเพราะมัวแต่หลง โลกเท่านั้นเอง แต่ธรรมภายในคือจิตของตนนั้นยังมีน้ำหนักมากกว่าธรรมภายนอก แต่ถ้าปฏิบัติถูกต้อง ธรรมภายในก็จะเบาลงเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งความเป็นตัวตนของจิตก็จะกระเด็นออกไปเองโดยไม่ได้จงใจ จิตจะเป็นอิสระจากขันธ์ และเป็นธรรมชาติที่ว่างจากตัวตนและทุกข์ และไร้น้ำหนักเช่นเดียวกับธรรมภายนอกนั่นเอง ความว่างภายในกับความว่างภายนอกก็รวมเป็นอันเดียวรวด ถ้าเรียกอย่างเซ็นนี่ก็คือ มหาสุญญตา และนี่คือสิ่งที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโลท่านกล่าวว่า จิตกับสภาวะที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกันนั่นเอง สำหรับพวกเราชาวเถรวาทเพียงทราบไว้ประดับความรู้เล่นๆ ก็พอแล้ว จุดสำคัญอยู่ที่การมีสติรู้ทุกข์คือรู้กายรู้ใจ และรู้ในลักษณะของการตามรู้ไปเนืองๆ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ส่วนผลจะปรากฏเป็นความพ้นทุกข์อย่างไรก็จะสัมผัสได้ด้วยตนเองเป็นลำดับๆ ไป

หมายเหตุ ผู้เขียนได้เขียนข้อ 5 ของบทความนี้ไว้อีกสำนวนหนึ่ง แต่เห็นว่าอ่านยากเกินไปสำหรับเพื่อนนักปฏิบัติทั่วไป จึงตัดออกแล้วเขียนข้อ 5 ใหม่ตามที่ได้อ่านผ่านมาแล้ว สำหรับสำนวนเดิมที่เขียนไว้ก็น่าเสียดายที่จะทิ้งไป เพราะอาจถูกกับจริตนิสัยของเพื่อนนักปฏิบัติบางท่านที่ชอบศึกษาสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อน จึงเก็บมาลงพิมพ์ไว้ในที่นี้ด้วย


:yociexp50:http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000045356