มดเอ๊ก
06-15-2007, 02:53 PM
http://www.essencesonline.com/SA_ArumLilyB.jpg
ตอนที่ 029
พัฒนาการทางปัญญา
5. พัฒนาการทางปัญญา
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน ด้วยการมีสติตามรู้กายและตามรู้ใจด้วยจิตที่มีความตั้งมั่น/รู้สึกตัวอยู่เนืองๆ จะก่อให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา คือเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มากขึ้นตามลำดับ ดังนี้
5.1 ผู้ปฏิบัติจะเริ่มสังเกตเห็นว่าตัวเราไม่มี มีแต่รูปกับนามเพราะเห็นว่ากายซึ่งถูกรู้อยู่นั้นเป็นเพียงรูป ไม่ใช่เรา และเห็นว่าจิตก็เป็นเพียงนาม ไม่ใช่เราเช่นกัน
5.2 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะพบความจริงว่ารูปนามหรือกายใจนั้นเป็นสิ่งที่มีเหตุทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอยๆ และถ้าเหตุนั้นดับไป รูปนามนั้นก็ดับไปด้วย ตัวอย่างเช่นได้เห็นความจริงว่ารูปยืน เดิน นั่ง นอนนั้นเกิดจากจิตสั่ง คือเมื่อนั่งนานกายก็เป็นทุกข์ จิตก็สั่งให้กายเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้รูปนั่งที่มีอยู่เดิมดับไป เกิดรูปใหม่เช่นรูปยืนหรือรูปนอนขึ้นแทนที่ เป็นต้น และได้เห็นความจริงว่านามเองก็เกิดเพราะรูปได้ เช่นอาศัยตากับรูปเป็นปัจจัย ทำให้เกิดนามจิตคือความรับรู้อารมณ์ทางตา เป็นต้น และบางทีก็ได้เห็นความจริงว่านามทำให้เกิดนามก็มี เช่นเมื่อจิตเกิดความโกรธ จิตก็เกิดความอยากจะทำลายอารมณ์ที่ไม่ดีนั้น เป็นต้น
5.3 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะได้พบว่ารูปนามหรือกายใจมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ คือเป็นสิ่งที่มีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถดำรงอยู่ได้นาน และไม่อยู่ในอำนาจบังคับตามใจปรารถนา แต่ในเบื้องต้นจะเห็นจะรู้ว่ารูปนามเป็นไตรลักษณ์เพราะการเห็นความแตกต่างว่า รูปปัจจุบันกับรูปเมื่อกี้นี้เป็นคนละรูปกัน (เช่นเดิมนั่งอยู่แต่เดี๋ยวนี้กำลังยืน แสดงว่ารูปนั่งไม่เที่ยง) หรือจิตใจในขณะนี้ ต่างจากจิตใจก่อนหน้านี้ (เช่นเดิมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า แต่พอคุยกันแล้วเกิดความโกรธเพราะเพื่อนพูดขัดคอ แสดงว่าความดีใจไม่เที่ยง) อย่างไรก็ตามการเห็นไตรลักษณ์ด้วยวิธีนี้ยังไม่ใช่การเจริญวิปัสสนาที่แท้จริง เพราะยังเจือด้วยการคิด คือคิดเปรียบเทียบรูปนามปัจจุบันกับรูปนามในอดีต
5.4 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะเริ่มสังเกตเห็นความเกิดดับ/เปลี่ยนแปลงของรูปนามในปัจจุบัน เช่นเห็นรูปนั่งต้องขยับกายหนีความปวดเมื่อยอยู่เสมอๆ และเห็นรูปหายใจเข้าเปลี่ยนเป็นรูปหายใจออก เป็นต้น ส่วนความรู้สึกทางใจก็มีความเกิดดับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่สติก็ตามรู้ทันว่ารูปและนามนั้นเมื่อดับลงจะมีช่องว่างเล็กๆอันหนึ่งมาคั่นไว้ ก่อนที่จะเกิดรูปนามใหม่ต่อไปอีก เช่นในขณะที่นั่งฟังพระแสดงธรรมอยู่นั้น ประเดี๋ยวก็ใช้ตาดูพระผู้แสดงธรรม ประเดี๋ยวก็ใช้หูฟังเสียงพระผู้แสดงธรรม ประเดี๋ยวก็ใช้ใจคิดพิจารณาเนื้อธรรมที่ได้ฟัง พอคิดไปได้หน่อยเดียว ความรู้สึกนึกคิดก็ถูกหน่วงแล้วดับลง มีช่องว่างมาคั่นนิดหนึ่งแล้วจิตจึงออกรู้อารมณ์ครั้งใหม่ ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง หรือทางใจบ้าง หรืออย่างเวลามองหน้า ใครสักคนหนึ่ง ถ้าสติดีพอจะพบว่า เรามองหน้าเขาได้เพียงรูปเล็กๆ หรือจุดเล็กๆ เท่านั้น แล้วการเห็นภาพนั้นก็เลือนลางไป เราก็ต้องดูรูปใหม่บ่อยๆ คล้ายกับการต่อรูปจิ๊กซอร์ แล้วอาศัยความจำรูปได้เรียบเรียงขึ้นเป็นหน้าคนๆหนึ่ง การเห็นว่ารูปดับไปแล้วเกิดรูปใหม่ หรือนามดับไปแล้วเกิดนามใหม่นี้ จัดเป็นขั้นการเจริญวิปัสสนา เพราะรู้ถึงความเกิดดับของรูปนามอยู่ต่อหน้าต่อตา โดยเห็นว่าความสืบเนื่อง หรือสันตติของรูปนามนั้นขาดออกจากกันได้ต่อหน้าต่อตาทีเดียว
5.5 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ สติปัญญาจะกล้าแข็งขึ้นตามลำดับ คือพอรูปหรือนามเกิดขึ้นสติก็รู้ทัน แล้วปัญญาก็ตัดรูปนามนั้นดับวับไปอย่างรวดเร็ว เช่นเพียงแต่มีความไหวยิบยับขึ้นกลางอกนิดเดียว สติก็รู้ทันแล้วไม่ปรุงแต่งต่อ ความไหวยิบยับนั้นก็ดับลงทั้งที่ยังไม่ทราบว่านั่นเป็นความปรุงแต่งเรื่องอะไรเลย ในขั้นนี้สติปัญญาเข้ามารู้ความดับยิ่งกว่าจะสนใจว่าสิ่งใดเกิดขึ้น
5.6 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะรู้สึกถึงความไร้สาระของรูปนามที่เห็นเกิดดับๆอยู่นั้น บางคนเห็นว่ารูปนามเป็นสิ่งที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้เพราะแปรปรวนตลอดเวลา บางคนรู้สึกกลัว บางคนรู้สึกเบื่อหน่าย ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดของ ตน อย่าให้โทสะครอบงำจิตได้ จิตก็จะเริ่มเป็นกลางและเรียนรู้ความจริงของรูปนามต่อไป
5.7 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะเริ่มเห็นความจริงว่ารูปนามทั้งหลายนั้นมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ จิตใจก็เริ่มเป็นกลางต่อรูปนามทั้งหลาย เช่นเห็นว่ารูปทั้งหลายเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ หรือจิตใจจะหยาบหรือละเอียด จะเป็นอกุศลหรือกุศล จะทุกข์หรือสุข ล้วนแต่บังคับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ จิตใจก็จะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เป็นกลางต่อสังขารหรือรูปนาม ด้วยปัญญาที่รู้ว่ารูปนามมีสภาวะเป็นไตรลักษณ์ จากนั้นจิตใจก็จะพัฒนาออกห่างจากทุกข์คือรูปนามไปตามลำดับ โดยเบื้องต้นจะเห็นความจริงว่ารูปนามไม่ใช่เรา เราไม่มี มีแต่รูปนาม และเบื้องปลายจะละความยึดถือในรูปนามเสียได้ โดยจิตจะสลัดความยึดถือว่าจิตเป็นตัวเป็นตนของตนทิ้ง เข้าถึงความปลอดโปร่ง โล่งสบายเพราะความไม่ถือมั่นในรูปนามให้เป็นภาระกดถ่วงจิตใจอีกต่อไป
อนึ่งผู้ปฏิบัติที่รู้สึกตัวเป็นแล้ว จะรู้สึกได้ในทันทีว่ากายไม่ใช่เรา แต่จิตยังเป็นเราอยู่ และถ้าสังเกตดูโลกภายนอกเช่นรูป เสียง กลิ่น รส ทั้งหลาย จะพบว่าโลกภายนอกเป็นของว่างจากความเป็นตัวตน และปราศจากน้ำหนักอยู่แล้ว แต่จิตใจภายในยังมีน้ำหนัก (ทุกข์เพราะอุปาทานขันธ์) อยู่
แม้เมื่อละความเห็นผิดว่าจิตเป็นตัวเราได้แล้ว จิตใจก็ยังมีน้ำหนักมากกว่าโลกภายนอกอยู่ เพียงแต่น้ำหนักนั้นลดน้อยลงไปตามลำดับ ต่อเมื่อปฏิบัติจนถึงจุดที่ความยึดจิตขาดกระเด็นออกจากจิตแล้ว จะพบว่าโลกภายในก็ว่างเปล่าและปราศจากน้ำหนัก เสมอกันกับโลกภายนอก ธรรมจึงไม่มีนอกไม่มีใน แต่เป็นสิ่งเดียวรวดที่ว่างและปราศจากความทุกข์ทางใจโดยสิ้นเชิง
:yociexp20:http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000041670
ตอนที่ 029
พัฒนาการทางปัญญา
5. พัฒนาการทางปัญญา
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน ด้วยการมีสติตามรู้กายและตามรู้ใจด้วยจิตที่มีความตั้งมั่น/รู้สึกตัวอยู่เนืองๆ จะก่อให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา คือเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า มากขึ้นตามลำดับ ดังนี้
5.1 ผู้ปฏิบัติจะเริ่มสังเกตเห็นว่าตัวเราไม่มี มีแต่รูปกับนามเพราะเห็นว่ากายซึ่งถูกรู้อยู่นั้นเป็นเพียงรูป ไม่ใช่เรา และเห็นว่าจิตก็เป็นเพียงนาม ไม่ใช่เราเช่นกัน
5.2 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะพบความจริงว่ารูปนามหรือกายใจนั้นเป็นสิ่งที่มีเหตุทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอยๆ และถ้าเหตุนั้นดับไป รูปนามนั้นก็ดับไปด้วย ตัวอย่างเช่นได้เห็นความจริงว่ารูปยืน เดิน นั่ง นอนนั้นเกิดจากจิตสั่ง คือเมื่อนั่งนานกายก็เป็นทุกข์ จิตก็สั่งให้กายเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้รูปนั่งที่มีอยู่เดิมดับไป เกิดรูปใหม่เช่นรูปยืนหรือรูปนอนขึ้นแทนที่ เป็นต้น และได้เห็นความจริงว่านามเองก็เกิดเพราะรูปได้ เช่นอาศัยตากับรูปเป็นปัจจัย ทำให้เกิดนามจิตคือความรับรู้อารมณ์ทางตา เป็นต้น และบางทีก็ได้เห็นความจริงว่านามทำให้เกิดนามก็มี เช่นเมื่อจิตเกิดความโกรธ จิตก็เกิดความอยากจะทำลายอารมณ์ที่ไม่ดีนั้น เป็นต้น
5.3 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะได้พบว่ารูปนามหรือกายใจมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ คือเป็นสิ่งที่มีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถดำรงอยู่ได้นาน และไม่อยู่ในอำนาจบังคับตามใจปรารถนา แต่ในเบื้องต้นจะเห็นจะรู้ว่ารูปนามเป็นไตรลักษณ์เพราะการเห็นความแตกต่างว่า รูปปัจจุบันกับรูปเมื่อกี้นี้เป็นคนละรูปกัน (เช่นเดิมนั่งอยู่แต่เดี๋ยวนี้กำลังยืน แสดงว่ารูปนั่งไม่เที่ยง) หรือจิตใจในขณะนี้ ต่างจากจิตใจก่อนหน้านี้ (เช่นเดิมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า แต่พอคุยกันแล้วเกิดความโกรธเพราะเพื่อนพูดขัดคอ แสดงว่าความดีใจไม่เที่ยง) อย่างไรก็ตามการเห็นไตรลักษณ์ด้วยวิธีนี้ยังไม่ใช่การเจริญวิปัสสนาที่แท้จริง เพราะยังเจือด้วยการคิด คือคิดเปรียบเทียบรูปนามปัจจุบันกับรูปนามในอดีต
5.4 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะเริ่มสังเกตเห็นความเกิดดับ/เปลี่ยนแปลงของรูปนามในปัจจุบัน เช่นเห็นรูปนั่งต้องขยับกายหนีความปวดเมื่อยอยู่เสมอๆ และเห็นรูปหายใจเข้าเปลี่ยนเป็นรูปหายใจออก เป็นต้น ส่วนความรู้สึกทางใจก็มีความเกิดดับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่สติก็ตามรู้ทันว่ารูปและนามนั้นเมื่อดับลงจะมีช่องว่างเล็กๆอันหนึ่งมาคั่นไว้ ก่อนที่จะเกิดรูปนามใหม่ต่อไปอีก เช่นในขณะที่นั่งฟังพระแสดงธรรมอยู่นั้น ประเดี๋ยวก็ใช้ตาดูพระผู้แสดงธรรม ประเดี๋ยวก็ใช้หูฟังเสียงพระผู้แสดงธรรม ประเดี๋ยวก็ใช้ใจคิดพิจารณาเนื้อธรรมที่ได้ฟัง พอคิดไปได้หน่อยเดียว ความรู้สึกนึกคิดก็ถูกหน่วงแล้วดับลง มีช่องว่างมาคั่นนิดหนึ่งแล้วจิตจึงออกรู้อารมณ์ครั้งใหม่ ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง หรือทางใจบ้าง หรืออย่างเวลามองหน้า ใครสักคนหนึ่ง ถ้าสติดีพอจะพบว่า เรามองหน้าเขาได้เพียงรูปเล็กๆ หรือจุดเล็กๆ เท่านั้น แล้วการเห็นภาพนั้นก็เลือนลางไป เราก็ต้องดูรูปใหม่บ่อยๆ คล้ายกับการต่อรูปจิ๊กซอร์ แล้วอาศัยความจำรูปได้เรียบเรียงขึ้นเป็นหน้าคนๆหนึ่ง การเห็นว่ารูปดับไปแล้วเกิดรูปใหม่ หรือนามดับไปแล้วเกิดนามใหม่นี้ จัดเป็นขั้นการเจริญวิปัสสนา เพราะรู้ถึงความเกิดดับของรูปนามอยู่ต่อหน้าต่อตา โดยเห็นว่าความสืบเนื่อง หรือสันตติของรูปนามนั้นขาดออกจากกันได้ต่อหน้าต่อตาทีเดียว
5.5 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ สติปัญญาจะกล้าแข็งขึ้นตามลำดับ คือพอรูปหรือนามเกิดขึ้นสติก็รู้ทัน แล้วปัญญาก็ตัดรูปนามนั้นดับวับไปอย่างรวดเร็ว เช่นเพียงแต่มีความไหวยิบยับขึ้นกลางอกนิดเดียว สติก็รู้ทันแล้วไม่ปรุงแต่งต่อ ความไหวยิบยับนั้นก็ดับลงทั้งที่ยังไม่ทราบว่านั่นเป็นความปรุงแต่งเรื่องอะไรเลย ในขั้นนี้สติปัญญาเข้ามารู้ความดับยิ่งกว่าจะสนใจว่าสิ่งใดเกิดขึ้น
5.6 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะรู้สึกถึงความไร้สาระของรูปนามที่เห็นเกิดดับๆอยู่นั้น บางคนเห็นว่ารูปนามเป็นสิ่งที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้เพราะแปรปรวนตลอดเวลา บางคนรู้สึกกลัว บางคนรู้สึกเบื่อหน่าย ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดของ ตน อย่าให้โทสะครอบงำจิตได้ จิตก็จะเริ่มเป็นกลางและเรียนรู้ความจริงของรูปนามต่อไป
5.7 ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้กายและตามรู้ใจมากเข้าๆ จะเริ่มเห็นความจริงว่ารูปนามทั้งหลายนั้นมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ จิตใจก็เริ่มเป็นกลางต่อรูปนามทั้งหลาย เช่นเห็นว่ารูปทั้งหลายเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ หรือจิตใจจะหยาบหรือละเอียด จะเป็นอกุศลหรือกุศล จะทุกข์หรือสุข ล้วนแต่บังคับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ จิตใจก็จะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เป็นกลางต่อสังขารหรือรูปนาม ด้วยปัญญาที่รู้ว่ารูปนามมีสภาวะเป็นไตรลักษณ์ จากนั้นจิตใจก็จะพัฒนาออกห่างจากทุกข์คือรูปนามไปตามลำดับ โดยเบื้องต้นจะเห็นความจริงว่ารูปนามไม่ใช่เรา เราไม่มี มีแต่รูปนาม และเบื้องปลายจะละความยึดถือในรูปนามเสียได้ โดยจิตจะสลัดความยึดถือว่าจิตเป็นตัวเป็นตนของตนทิ้ง เข้าถึงความปลอดโปร่ง โล่งสบายเพราะความไม่ถือมั่นในรูปนามให้เป็นภาระกดถ่วงจิตใจอีกต่อไป
อนึ่งผู้ปฏิบัติที่รู้สึกตัวเป็นแล้ว จะรู้สึกได้ในทันทีว่ากายไม่ใช่เรา แต่จิตยังเป็นเราอยู่ และถ้าสังเกตดูโลกภายนอกเช่นรูป เสียง กลิ่น รส ทั้งหลาย จะพบว่าโลกภายนอกเป็นของว่างจากความเป็นตัวตน และปราศจากน้ำหนักอยู่แล้ว แต่จิตใจภายในยังมีน้ำหนัก (ทุกข์เพราะอุปาทานขันธ์) อยู่
แม้เมื่อละความเห็นผิดว่าจิตเป็นตัวเราได้แล้ว จิตใจก็ยังมีน้ำหนักมากกว่าโลกภายนอกอยู่ เพียงแต่น้ำหนักนั้นลดน้อยลงไปตามลำดับ ต่อเมื่อปฏิบัติจนถึงจุดที่ความยึดจิตขาดกระเด็นออกจากจิตแล้ว จะพบว่าโลกภายในก็ว่างเปล่าและปราศจากน้ำหนัก เสมอกันกับโลกภายนอก ธรรมจึงไม่มีนอกไม่มีใน แต่เป็นสิ่งเดียวรวดที่ว่างและปราศจากความทุกข์ทางใจโดยสิ้นเชิง
:yociexp20:http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000041670