PDA

View Full Version : *ปัญญาในสมาธิ*


กาลเวลา
10-10-2005, 01:28 PM
ปัญญาในสมาธิเบื้องต้น

พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)



ปัญญาตนยึดพระพุทธองค์เป็นตัวอย่าง

ก่อนที่จะได้ฟังธรรม ขอทุกท่านได้โปรดเตรียมนั่งสมาธิ เพราะว่าเราจะมาฝึกอบรมสมาธิภาวนา ผู้เทศน์ก็นั่งสมาธิหมือนกัน

บัดนี้เราได้ตั้งใจ ได้เตรียมการนั่งสมาธิ ตามแบบและวิธีการ คือให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาวางทับมือซ้ายไว้บนตัก ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น มีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้อยู่ที่จิต

ทำจิตให้มีสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน และทำจิตให้มีความรู้สึกว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในจิตของเราแล้ว ดังนั้น เราจะสำรวมเอาเฉพาะกิจเท่านั้น

การฝึกหัดทำสมาธิ หรือการปฏิบัติสมาธิภาวนา เรามีความมุ่งหมายที่จะทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ มีสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอด ในธรรมะตามความเป็นจริง เพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยละกิเลส โลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่ในจิตในใจของเรา

ดังนั้น ก่อนอื่น เราจึงได้ปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกเสร็จแล้วได้สมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ตามกำลังและความสามารถของตน พระไตรสรณคมณ์ที่เราปฏิญาณตนถึง ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก

เพราะเหตุว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลตัวอย่างแห่งการเสียสละ เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก ดังนั้น เราจึงปฏิญาณตนถึงโดยที่จะยึดเอาพระองค์เป็นตัวอย่าง

การฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้างดเว้นหมดแล้ว การลักทรัพย์ พระพุทธเจ้าก็งดเว้น การประพฤติผิดพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าก็งดเว้น มุสาวาทา พระพุทธเจ้าก็งดเว้น สุราก็งดเว้น การบริโภคอาหารในเวลาวิกาลคือตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงตะวันขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็งดเว้นแล้ว

การดูการฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคมดนตรี การดูการเล่นเป็นเสี้ยนหนามเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ การประดับการตกแต่งด้วยระเบียบของหอม ดอกไม้ เครื่องย้อม เครื่องทาง พระพุทธองค์ก็ทรงงดเว้นโดยเด็ดขาดแล้ว

การนอนที่นอนอันสูง ที่นอนอันใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่มและสำลี พระองค์ก็งดเว้นขาดแล้ว เพราะพระองค์เป็นผู้งดเว้นโทษดังที่กล่าวนั้น เราจึงปฏิญาณตนถึง เพื่อจะเลียนแบบพระองค์ท่าน คือจะประพฤติปฏิบัติด้วยความเป็นผู้งดเว้นเช่นเดียวกัน



ตัดกิเลสยังไม่ได้ ใช้ศีลข่มไว้ก่อน

เมื่อเรามีเจตนางดเว้นดังที่กล่าว เราจึงเป็นผู้มีศีล ทีนี้ศีลดังที่ได้สมาทานมาแล้วนั้นเป็นวิธีการตัดทอนกิเลส โลก โกรธ หลง เมื่อมีอยู่ในจิต เราไม่สามารถที่จะพิชิตหรือขจัดให้มันออกไปจากจิตได้ทันทีทันใด

เมื่อโกรธจัด เรานึกถึงศีลข้อปาณาติบาตว่า พระพุทธเจ้าไม่ฆ่า เราใช้ขันติความอดทนสกัดกั้นเอาไว้ ใช้ทมะการข่ม การข่มจิตข่มใจไม่ละเมิด เมื่อเกิดความรู้สึกที่จะละเมิดพรหมจรรย์ หรือกาเมสุมิจฉาจาร เราก็นึกถึงศีลข้อที่ ๓ คือ อพรหมจริยา เราอดทน ใช้ขันติความอดทนข่มจิตข่มใจเอาไว้

เมื่อนึกอยากจะโกหกหลอกลวง นึกถึงศีลข้อมุสาวาท เมื่อจิตของเรามัวเมาในสิ่งที่จะทำให้เสียผู้เสียคน นึกถึงสุราเพื่อประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้เลี้ยงง่าย มีอาหารวันละมื้อสองมื้อหรือแต่เช้าชั่วเที่ยง ถ้านึกอยากจะละเมิด เราก็นึกถึงศีลข้อวิกาลโภชะ พระพุทธเจ้าท่านไม่บริโภคอาหารในเวลาวิกาล

เวลานึกอยากสนุก อยากฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี หรืออยากดูอยากชม ก็นึกถึงศีลข้อนัจจะคีต์ อยากประดับตกแต่งด้วยเครื่องตกแต่างต่างๆ มีดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทา เป็นต้น เรานึกถึงศีลข้อมาลา

ถ้าเราอยากจะอยู่บนที่นอนอันสูง ที่นอนอันใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เราติดสุขจนเกินไป เราก็นึกศีลข้ออุจจาสยนะ เมื่อกิเลสทั้งหลายเกิดขึ้น เราไม่อยากละเมิดกิเลส ให้เรานึกถึงศีลที่ได้สมาทานมาแล้วนั้น

การที่กิเลส โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น เรานึกถึงศีลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เราไม่ละเมิดศีลข้อนั้นๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นการตัดทอนกำลังของโลภ โกรธ หลง ให้น้อยลง

จงฝึกจิตฝึกใจ อาศัยความอดทนงดเว้นด้วยเจตนา ในเมื่อโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นมา เราไม่สนองความต้องการของมัน เราเอาศีลมาเป็นเครื่องสกัดกั้นเอาไว้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นการขจัดกิเลสส่วนหยาบๆ ที่จะพึงล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ได้โดยเด็ดขาด

จนกระทั่งเจตนาความตั้งใจจะงดเว้นกลายเป็นเรื่องคล่องตัว จนรู้สึกว่าเราไม่ได้ตั้งใจที่จะงดเว้นโทษนั้นๆ แต่เพราะอาศัยการงดเว้นที่คล่องตัวชำนิชำนาญจนเป็นนิสัย ทำให้เกิดพลังงาน ให้จิตมีความดูดดื่มในความดี มีแนวโน้มไปในทางที่เป็นบุญเป็นกุศล จนเป็นนิสัยฝังลึกลงไปในจิต

เจตนาที่จะงดเว้นโทษนั้นๆ ได้เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ได้ชื่อว่าเป็นการตัดทอนกำลังของกิเลส หรือหักปีกหักหางของกิเลสให้มันอยู่ แม้ว่ามันจะยังอยู่ในจิตใจ แต่เราไม่ทำอะไรตามคำสั่งหรือคำบงการของมัน

ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้พยายามที่จะขจัดโทษอย่างหยาบที่จะล่วงเกินด้วยอำนาจของกิเลส ด้วยอำนาจแห่งศีล อันนี้คือข้อปฏิบัติ จุดประสงค์ของการสมาทานศีล กิเลสโลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่ในจิตของเรานั่น เราจะตั้งใจละเอาๆๆ นั่นมันละไม่ได้

กาลเวลา
10-10-2005, 01:31 PM
จากศีล มุ่งสู่สมาธิ

บัดนี้ ท่านทั้งหลายได้มาสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ตามชั้นตามภูมิ ตามความสามารถของตน ท่านมีกาย วาจา อันบริสุทธิ์สะอาด เพราะไม่ละเมิดล่วงเกินศีลที่ได้สมาทานมาแล้ว

และมีเจตนาอันบริสุทธิ์ที่จะปฏิบัติตามศีล งดเว้นโทษตามที่ได้สมาทานมาแล้ว และก็ได้มีสัจจะความจริงใจจะประพฤติปฏิบัติให้ได้อย่างนั้น

บัดนี้ถึงโอกาสที่เราจะได้อบรมจิตตามแนวทางแห่งสมถวิธีและวิปัสสนาวิธี เพราะรามาฝึกสมาธิวิปัสสนา

ความจริงเรื่องการฝึกสมาธิวิปัสสนา ท่านทั้งหลายก็เคยได้อบรมและได้ฝึกมาบ้างพอสมควรแล้ว เมื่อพูดถึงเรื่องวิธีการที่จะปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา เปิดการอบรมทีไร เราก็พูดถึงเรื่องสมถะ ถึงเรื่องวิปัสสนาอยู่ในหลัก อันเดิมนี่แหละ

ดังนั้น วันนี้จะขอแนะนำวิธีการปฏิบัติสมาธิขั้นสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป โดยจะเริ่มต้นด้วยการบริกรรมภาวนาไว้ก่อน

บริกรรมภาวนาให้คล่องเป็นอัตโนมัติ

บัดนี้ ท่านทั้งหลายได้ปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกแล้ว ขอให้ท่านกำหนดรู้ภายในจิตของตัวเองว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่จิตของเรา

เมื่อเรากำหนดรู้จิตรู้เป็นอาการแห่งพระพุทธเจ้า การทรงไว้ซึ่งสติสัมปชัญญะประคองจิตอยู่ในองค์ภาวนา ได้ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งพระธรรม ความตั้งใจสังวรระวัง เอาใจจดจ่อต่อการกำหนดอารมณ์ที่บริกรรมภาวนาหรือพิจารณาอยู่ ได้ชื่อว่ามีพระสงฆ์อยู่ในจิต

ดังนั้นเมื่อเรามีความรู้สำนึกอยู่ที่จิตของเรา เราจึงมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อยู่ในจิตตลอดเวลา

ดังนั้น ณ โอกาสนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงกำหนดบทบริกรรมภาวนา พุทโธ ในจิตนึกพุทโธๆๆ เพียงแต่นึกพุทโธที่จิตอย่างเดียวก็ได้ หรือจะนึก พุท พร้อมลมเข้า โธ พร้อมกับลมออกก็ได้ นึกอยู่อย่างนั้นแหละ

หน้าที่ของท่านมีแต่นึก พุทโธๆๆๆๆ รู้อยู่ที่ลมหายใจอย่างเดียว อย่าไปกดหรือไปข่มจิตให้มีความสงบ อย่าไปบังคับจิต และไม่ต้องเอาไปตั้งไว้ที่ไหน เอาจิตไว้กับพุทโธ เอาพุทโธไว้ที่จิต มีสติรู้พร้อมอยู่พุทโธ พุทโธเป็นอารมณ์จิต เป็นสิ่งรู้ของจิต

เมื่อมีสติรู้พร้อมอยู่ที่จิต ในขณะที่นึก พุทโธ พุทโธก็เป็นที่อาศัยระลึกของสติ เมื่อจิตนึกพุทโธจนคล่องตัว จนติดสติรู้พร้อมอยู่ในขณะจิตนั้น จิตมันนึกพุทโธอยู่ไม่หยุด สติก็รู้พร้อมอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจ เรียกว่า

ผู้ภาวนาพุทโธก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ผู้ทำหน้าที่รู้ก็รู้เองโดยอัตโนมัติ เหมือนๆ กับ เราไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าจิตของเรานึกพุทโธๆๆ เอง

ให้จิตเป็นไปเอง อย่าบังคับ

เมื่อจิตของเรานึกพุทโธเองอยู่ตลอดเวลา ก็ปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้น อย่าไปฝืนมัน อย่าไปบังคับให้มันสงบ อย่าไปคิดอย่างอื่น แม้แต่คิดว่าเมื่อไรจิตจะสงบก็อย่าไปคิด ในขณะที่เรานึกพุทโธๆๆ อยู่ อะไรจะเกิดขึ้นก็ให้เฉยอยู่

ความรู้สึกว่ากายเบาเกิดขึ้นก็เฉยอยู่ ความรู้สึกว่าจิตเบาเกิดขึ้นก็เฉยอยู่ ความรู้สึกว่ากายสงบจากทุกขเวทนาก็เฉยอยู่ รู้สึกว่าจิตสงบ คือสงบจากความฟุ้งซ่านรำคาญก็เฉยอยู่ อย่าไปเอะใจใดๆ ทั้งนั้น

เมื่อรู้สึกว่ากายเบาอย่างเต็มที่ จิตเบาอย่างเต็มที่ มีความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าตัวลอยอยู่บนอากาศ ก็กำนดรู้จิตเฉยอยู่ จิตสว่างก็เฉยอยู่ อย่าไปพยายามตั้งใจคิดอะไรขึ้นมา ในขณะนั้น หน้าที่ของเราเพียงดูจิตเฉยๆ อยู่เท่านั้น เอาจิตนั่นแหละดูจิต

เมื่อเรามีความรู้สึกตั้งใจอยู่ในจิต เป็นการเอาจิตดูจิต เมื่อตั้งใจเอาจิตดูจิตได้ชื่อว่าเป็นการตั้งสติไว้ที่จิต เมื่อจิตยังนึกบริกรรมภาวนาอยู่ บริกรรมภาวนาเป็นสิ่งรู้ของจิต

อารมณ์จิตคือสิ่งรู้ของจิต แล้วก็จิตผู้รู้ สติควบคุมกำกับอยู่ ทั้ง ๓ อย่างพร้อมกันอยู่ในจุดเดียว ในขณะจิตเดียว ได้ชื่อว่าจิตมีวิตก วิจาร ตามองค์ฌานที่ท่านกล่าวไว้

เมื่อจิตบริกรรมภาวนาคือวิตกอยู่ตลอดเวลา ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ปล่อยให้เขานึกอยู่อย่างนั้น อย่าไปขัดไปขวางเขา บางทีเราพูด เราคิดอะไรอยู่ ก็ไปคล้ายๆ กับว่าจิตในส่วนลึกยังนึกพุทโธอยู่ตลอดเวลา ก็ปล่อยให้เป็นไป

หน้าที่ของเรา มีแต่ให้มีสติรู้อยู่เท่านั้น นี่คือหลักปฏิบัติเกี่ยวกับบริกรรมภาวนา

กาลเวลา
10-10-2005, 01:33 PM
อาการปีติเกิดขึ้น อย่าเอะใจสงสัย

ที่นี้เมื่อจิตมีวิตก วิจาร ความแปลกคือความเอิบอิ่มใจบังเกิดขึ้น จิตจะรู้สึกมีความแปลก ความเอิบอิ่มใจเป็นอาการของปีติ ในเมื่อปีติบังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความสว่างของจิต จิตจะรู้สึกว่ามีความเบา มีความดูดดื่ม

บางทีทำให้รู้สึกคล้ายๆ กับว่าตัวจะลอยขึ้น บางทีทำให้ตัวสั่น บางทีทำให้ตัวโยก บางทีทำให้รู้สึกมีความตื่นๆ ตื่นเต้นอยู่ภายในจิต หรือบางทีเราให้รู้สึกน้ำตาไหล บางทีทำให้หัวเราะ บางทีทำให้ร้องไห้ บางทีทำให้ขนหัวลุก ขนหัวพอง รู้สึกสยิวไปทั้งตัว อันนี้เป็นอาการของปีติบังเกิดขึ้น

เมื่อมีอาการของปีติดังกล่าวบังเกิดขึ้น นักภาวนาใหม่มักจะเอะใจ แปลกใจ ตื่นใจ เพราะมันเป็นของใหม่เพิ่งได้ประสบ จิตยังไม่คุ้นต่อความเป็นอย่างนี้ ต้องฝึกหัดไปบ่อยๆ

บางทีอาการปีติอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ผู้ภาวนายังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พลังจิตพลังสติที่เป็นไปเองโดยอัตโนมัติยังไม่เพียงพอ พอมีปราฏการณ์แปลกๆ เกิดขึ้น ก็เกิดเอะใจ ตกใจ ตื่น สมาธิถอน อาการเหล่านั้นก็หายไป

แต่ไม่เป็นไร พยายามทำบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งเกิดความคล่องตัวชำนิชาญ แล้วมันก็จะผ่านอาการเหล่านี้ไปเอง

ความสงบในฌานที่ ๑

ในเมื่อจิตรู้สึกว่ามีปีติบังเกิดขึ้น ความสุขอันเป็นผลพลอยได้ ก็บังเกิดขึ้นเหมือนกัน ในเมื่อจิตมีปีติมีความสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง จิตก็ไม่ดิ้นรน ไม่กระวนกระวาย ดำรงอยู่ในปีติและความสุข และอยู่ในความสงบ ก็ได้

สมาธิ สมาธิที่ประกอบด้วยองค์ คือมีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นสมาธิที่ดำรงอยู่ในฌานที่ ๑

ถ้าท่านผู้ใดภาวนาแล้วจิตดำรงอยู่ในฌานที่ ๑ แม้ว่าความสงบละเอียดจนกระทั่งตัวหายจะยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม ไม่ต้องไปใฝ่ฝัน ไม่ต้องไปนึกอยากได้อยากเป็น ขอให้จิตดำเนินอยู่ในสมาธิขั้นปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา จิตจะนึกบริกรรมภาวนาอยู่ตลอดเวลา

หรือถ้าหากจิตทิ้งคำบริกรรมภาวนา คือคำพูดเฉพาะที่บริกรรมภาวนาอยู่ จิตก็จะเกิดมีความคิดผุดขึ้นมาเอง จะเป็นความคิดอะไรก็ได้ คือพึงสังเกตอย่างนี้ เมื่อจิตอาศัยวิตก วิจาร คือบริกรรมภาวนาจนคล่องตัวแล้ว

จิตปล่อยวางอารมณ์ขั้นวิตก วิจาร ขั้นบริกรรมภาวนา พอวางอารมณ์นั้นไปเกิดความคิดใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นความคิดอะไรก็ได้ แต่หากเป็นความคิดในขณะที่จิตมีความสงบ ก็ถือว่าจิตมีวิตก วิจาร เหมือนกัน

ผู้ภาวนาควรจะปล่อยให้จิตคิดไป แล้วสติเขาจะทำหน้าที่ตามรู้ไปเอง ในเมื่อเขามีสติตามรู้ไปเอง ปีติ ความสุข และความสงบก็จะบังเกิดขึ้น

ความสงบที่มีวิตก วิจาร นี่หมายถึงความสงบจิตที่มีสติรู้ พร้อมอยู่กับอารมณ์จิตแต่ไม่มีความฟุ้งซ่านรำคาญใดๆ เข้ามาแทรก จิตยิ่งมีวิตก วิจาร คือมีความคิดมาก สติก็ยิ่งเด่นขึ้น เมื่อสติเด่นขึ้น จิตก็ยิ่งผ่องใส ยิ่งใส สะอาด สว่างไสว

จิตมีความคิด สติรู้พร้อม เกิดมีปีติ เกิดมีความสุข ในขณะนั้น อันนี้จิตสงบ อยู่ในสมาธิขั้นฌานที่ ๑ เป็นจิตดำเนินวิปัสสนาเพราะจิตสามารถกำหนดเอาอารมณ์จิต คือวิตก วิจารอันนั้น เป็นเครื่องหมายรู้

สติแก่กล้าเกิดปัญญารู้ธรรม

ในเมื่อจิตมีอารมณ์สิ่งรู้ คือความคิดที่คิดอยู่ไม่หยุดนั่นเอง แล้วก็มีสติรู้พร้อมอยู่และพร้อมๆ กันนั้นก็มีปีติ มีความสุข มีความสงบ อยู่ในหน้าที่ที่กำลังกำหนดจดจ้อง
ดูเหตุการณ์ภายในจิต คือสิ่งที่เกิดดับๆๆ อยู่นั้น

เมื่อจิตมากำหนดรู้สิ่งเกิดดับๆ ในจิตในขณะนั้นเอง เมื่อสติสัมปชัญญะยังไม่มีพลังแก่กล้าพอ จิตก็ได้แต่กำหนดดูสิ่งที่เกิดดับ ๆๆ อยู่ในจิตอย่างเดียว ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะสติยังอ่อน

แต่เมื่อสติมีพลังเข้มแข็งขึ้นมา ความรู้สึกเกิดดับที่เกิดขึ้นในจิตนั้น สติที่แก่กล้าแล้วจะกลายเป็นปัญญา เมื่อสติเด่นขึ้นเมื่อไร จะมีปัญญารู้ธรรมตามความเป็นจริง คือจะรู้อารมณ์ ที่เกิดดับในจิตว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ก็เป็นอันรู้ไตรลักษณ์ขึ้นมาแล้ว

ในเมื่อจิตรู้พระไตรลักษณ์ การที่จิตรู้พระไตรลักษณ์นี้ มิใช่ว่าจิตจะรู้ขึ้นมาในขณะนั้นว่า อันนี้คืออนิจจัง ไม่เที่ยง อันนี้ทุกข์ เป็นทุกข์ อันนี้คืออนัตตา ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

เพราะอาศัยที่รู้อยู่ดูอยู่ จดจ้องอยู่ แต่จิตจะรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปในทีโดยไม่ต้องออกปากพูด จิตจะรู้ซึ้งว่า สิ่งที่ปรากฏการณ์อยู่นั่น คือ ตัวอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่จิตจะไม่บอกว่า นี่คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพียงแต่รู้อยู่ในที

ในขณะใดที่จิตกำลังกำหนดรู้ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะที่เกิดดับกับจิตอยู่ตลอดเวลา ถ้าช่วงใดสติสัมปชัญญะยังเด่นอยู่ วิชชาความรู้แจ้งเห็นจริงยังเด่นชัดอยู่ ความรู้สึกภายใสจิตก็สักแต่ว่ารู้แล้ว ก็ปล่อยวางไป รู้แล้ว ปล่อยวางไป รู้แล้วปล่อยวางไป

กาลเวลา
10-10-2005, 01:35 PM
จิตยึด เกิดปัญหา เกิดทุกข์

ถ้าช่วงใดอวิชชาเข้าครอบงำ จิตยึดสิ่งรู้ทันที เมื่อจิตมายึดสิ่งรู้ทันที ปัญหาที่จะพึงเกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับขณะจิตที่ยึดแล้วจิตก็จะมีปัญหาขึ้นมาว่านี่คืออะไร หรือมิฉะนั้น ก็จะปรุงขึ้นมาให้เป็นสิ่งที่พอใจและไม่พอใจ

พอเกิด ยึดปั๊บต้องมีความยินดีเกิดขึ้น ยึดปั๊บต้องมีความยินร้ายเกิดขึ้น ความยินดีคืออิฏฐารมณ์ เป็นอารมณ์ที่น่าใคร่ มีแนวโน้มให้เกิดกาม ตัณหา ความยินร้ายเป็นอนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา มีแนวโน้มให้เกิดวิภวตัณหา

เมื่อเกิดมีปัญหาอย่างนี้ขึ้นมา จิตก็ยึดอารมณ์ทั้งสองอย่างคือสิ่งที่ยินดีและสิ่งที่ยินร้าย เมื่อมีการยึดก็กลายเป็นภวตัณหา เมื่อจิตมีกามตัณหา ภวตัณหาอยู่พร้อม ความทุกข์ความสุขย่อมบังเกิดขึ้นสลับกันไป

บางขณะจิตก็ทุกข์ บางขณะจิตก็สุข สุขทุกข์เกิดคละกันไป เปลี่ยนวาระอันเกิดดับๆๆ อยู่อย่างนั้น เมื่อทุกข์ดับไปสุขก็ปรากฏขึ้น เมื่อสุขดับไปทุกข์ก็ปรากฏขึ้น เมื่อทุกข์ดับไปความเฉยๆ กลางๆ ปรากฏเกิดขึ้น

มีสติ ได้ปัญญาแก้ทุกข์

เมื่อสุขดับไป ถ้าผู้ภาวนามามีสติกำหนด รู้อามรณ์จิตของตัวเองอยู่ในขณะจิตนั้น เมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังแก่กล้าขึ้นมาเมื่อใด ก็จะรู้ว่านี่คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้

เมื่อสติปัญญารู้ว่านี่คือทุกขอริยสัจ ทีนี้บางทีจิตของผู้ภาวนา ก็จะหวนหาวิธีการที่จะขจัดทุกข์ในจิตออกไป แล้วก็จะรู้อุบายวิธี จะรู้เหตุที่ให้เกิดทุกข์ ว่าเกิดมาจากไหน เกิดจากความยินดี เกิดจากความยินร้าย เกิดจากกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ทีนี้ทุกข์เป็นสภาวะที่ควรกำหนดรู้เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะไปตั้งใจละ เมื่อทุกข์เกิดขึ้นก็ดี สุขเกิดขึ้นก็ดี จิตกำหนดรู้อย่างเดียว ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตัง โข ปะนิทัง ทุกขังอริยะสัจจัง ปริญญยยันติ เม ภิกขะเว

ทุกข์เป็นสภาวะที่พึงกำหนดรู้ เมื่อผู้มีสติกำหนดรู้ทุกข์อยู่ ทุกข์เป็นอารมณ์สิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ เมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังแก่กล้าขึ้น รู้ทุกข์แจ่มแจ้งชัดเจน

จิตก็ก้าวลงสู่ความสงบอีกทีหนึ่ง คือสงบก้าววูบลง สว่างขึ้นมา แล้วก็ไปยับยั้งอยู่ เรียกว่า จักขุง อุทะปาทิ จิตวูบลงไปสว่าง จักษุบังเกิดขึ้นแล้ว จิตนิ่งอยู่ในท่ามกลางความสว่าง

ญาณัง อุทะปาหิ ความหยั่งรู้ได้บังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจิตมีการยับยั้งหยั่งรู้อยู่ ปัญญา อุทะปาทิ การไหวตัวของจิต เกิดความคิดปรุงแต่งขึ้นมา เป็นปัญญาความรู้ปรากฏขึ้น ซึ่งจะมีอาการเกิดดับ เกิดดับ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา

ถ้าช่วงใดรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว วิชชาเกิดขึ้น วิชชา อุทะปาทิ รู้แจ้งเห็นจริงหายสงสัยว่า นี่คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เมื่อรู้จริงแล้วจิตปล่อยวางอารมณ์สิ่งรู้ทั้งหมด อาโลโก อุทะปาทิ ก้าวเข้าไปสู่ความสว่างไสวเบิกบาน ร่างกายตัวตนหายไปหมด มีแต่ความสว่างไสวปรากฏอยู่เท่านั้น

เพราะฉะนั้น เมื่อจิตกำหนดรู้ทุกข์เห็นจริงแจ่มชัดแล้ว จิตปลงตกว่านี่ทุกข์ พอรู้ว่านี่คือทุกขอริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทีนี้ญาณหยั่งรู้ จักษุก็บังเกิดขึ้น ลักษณะของจักษุบังเกิดขึ้น จิตสงบวูบลง สว่างโพล่งขึ้นมาแล้วนิ่ง

ในเมื่อนิ่ง อาการนิ่งนั่นแหละคือญาณ หยั่งรู้อยู่เฉพาะที่จิต เมื่อจิตมีญาณหยั่งรู้อยู่เฉพาะที่จิต ถ้าจิตมีพลังพอสมควร ก็ปฏิวัติตนให้เกิดความคิดอ่าน ที่เรียกว่า ปัญญาปรากฏขึ้น

ในเมื่อปัญญาปรากฏขึ้นมา สติสัมปชัญญะเป็นตัวปัญญาอันวิเศษ เป็นตัววิชชา รู้แจ้งเห็นจริง รู้ทันอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีวิชชารู้แจ้งเห็นจริง เห็นชัดลงไปแล้ว อาโลโก อุทะปาทิ

ความรู้แจ้งหายสงสัยก็บังเกิดขึ้น ดังที่มีในคัมภีร์พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เพราะฉะนั้นในเมื่อเราภาวนาแล้วจิตพึงสงบเป็นสมถสมาธิพอสมควร เราอาจจะไปติดอยู่ในสมาธิขั้น

เมื่อจิตมีพลังงานแก่กล้าขึ้น สามารถที่จะปล่อยวางคำบริกรรมภาวนา หรือเปลี่ยนจากความสงบนิ่งสว่างไสวอยู่นั้นไปเป็นความไม่สงบ คือเกิดความคิดอ่านอยู่ตลอดเวลา อันนี้เรียกว่าภูมิจิตมันก้าวไปข้างหน้า เมื่อมีพลังสมาธิแล้ว ปัญญาก็เกิดเพราะจิตมีสมาธิ มีสติ แล้วก็ปัญญา

ความคิดที่มีสติเป็นปัญญา ไม่ใช่ความฟุ้งซ่าน

เมื่อมีสมาธิ มีสติปัญญา มันก็ปฏิวัติตนให้เกิดมีความคิดอ่านขึ้นมา บางท่านก็เข้าใจว่าจิตไม่สงบแล้ว เวลานี้มันฟุ้งซ่าน ก็มัวแต่จะไปบังคับให้มันหยุดนิ่ง หยุดนิ่งอยู่อย่างนั้นแหละ มันก็เลยไม่ก้าวหน้าสักที

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติควรที่จะทำความเข้าใจไว้ บางครั้งขณะที่เราบริกรรมภาวนา พุทโธ ๆๆๆ อยู่ พอจิตมีอาการเคลิ้มๆ ลงไป เหมือนจะนอนหลับ แล้วก็ทิ้งพุทโธปั๊บ แล้วไปสวดคาถาชินบัญชรอยู่

มันสวดเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ อันนี้คือมันเปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนอารมณ์จากพุทโธมาสวดคาถาชินบัญชร แล้วมันก็สวดของมันไปเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

บางทีเรานึกอยากจะหยุดสวด มันก็ไม่ยอมหยุด ในลักษณะอย่างนี้ จิตก็เกิดความคิดได้ วิตก วิจาร

บางท่านไม่อย่างนั้น ภาวนาพุทโธ ๆๆๆ อยู่ พอสงบวูบลงไปนิดหนึ่ง มันทิ้งพุทโธ แล้วไปเกิดมีความคิดผุด ๆๆๆ ขึ้นมา อันนี้บางท่านก็เข้าใจว่าจิตฟุ้งซ่าน แต่แท้ที่จริงมันเกิดปัญญา

เพราะฉะนั้น เราจึงมีหลักที่จะควรสังเกตเอาไว้ว่า ถ้าจิตของเราบริกรรมภาวนา พุทโธ ๆๆ อยู่ ก็ให้มันอยู่ไปเถอะ อย่าไปกวนมัน แต่ถ้าทิ้งพุทโธปั๊บไปคิดอย่างอื่นขึ้นมาคิดฟุ้ง ๆๆๆ ขึ้นมา ให้ปล่อยให้มันคิดไปแล้วรีบทำสติตามรู้มันไปดังที่กล่าวแล้ว

ในเมื่อจิตมีความคิด สติก็ตามรู้ ความคิดทันกันอยู่ทุกขณะจิต ความคิดที่มีสติรู้ทันเอาทัน รู้เท่าเอาทัน มันเป็นปัญญาในสมาธิ แต่ถ้าหากว่าสติอ่อนรู้ไม่ทันความคิด มันเป็นความฟุ้งซ่าน นี่นักปฏิบัติควรจะได้ทำความเข้าใจไว้อย่างนี้

พุทโธ ที่เรานึกบริกรรมภาวนาอยู่ มันก็เป็นความคิด แต่เมื่อจิตทิ้งพุทโธที่เราตั้งใจคิดแล้วมันไปคิดเอง แต่มันคิดอย่างอื่น มันก็เป็นความคิดเหมือนกันนั่นแหละ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่จำเป็นต้องดึงมันกลับมาหาพุทโธอีก ปล่อยให้มันคิดไปตามเรื่องตามราวของมัน แต่เราต้องมีสติกำหนดตามรู้มันไป ยิ่งคิดเร็วเท่าไรก็ปล่อยให้มันคิดไป แล้วมีสติตามรู้ ๆๆ มันไป

ธรรมชาติของจิต ถ้ามีอารมณ์สิ่งรู้คือความคิด สติมีสิ่งระลึก จิตมันก็ได้พลังงานทางสติ เมื่อรู้ทันกันเมื่อไร มันจะเกิดความสงบ แล้วก็มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ขึ้นมาได้ ดังที่กล่าวมาแล้ว

เครื่องชี้วัดความก้าวหน้าของจิต

วันนี้ขอแนะวิธีทำสมาธิภาวนาในขั้นต้น หรือจะว่าขั้นต้นหรือขั้นสุดยอดก็แล้วแต่จะเข้าใจ แต่ความจริงการภาวนานี่ไม่มีต้นไม่มีปลายหรอก อย่าไปกำหนดหมายมันมาก

เราได้ญาณขั้นไหน ฌานขั้นไหน ขอให้มันมีมันเป็น มีความสงบ มีความรู้ มีสติรู้ทันอยู่เท่านั้นก็เป็นพอ ความก้าวหน้าของจิตนี่อยู่ตรงที่ว่า เรามีเจตนาจะงดเว้นอันใดแล้วเรางดเว้นได้เด็ดขาด

เรามีเจตนาจะละ โลภ โกรธ หลง เมื่อโลภ โกรธ หลง อ่อนกำลังลง หรือว่าเกือบจะไม่มีเลย นั่นเป็นความก้าวหน้าของจิต

ส่วนภูมิรู้ภูมิเห็นอะไรต่างๆ นั้นอย่าไปสนใจ เอาตรงที่มันหมดกิเลส เมื่อก่อนนี้ใครว่ามากระทบ มันผ่านมาแล้วก็เพียะไป แต่ภายหลังมาภาวนาแล้ว ความรู้สึกอย่างนั้น มันช้าลง คือไม่มีเลย แสดงว่าจิตก้าวหน้า เพราะเราละกิเลสได้เยอะแล้ว ให้กำหนดหมายเอาอย่างนี้

วันนี้ขอกล่าวธรรมะพอเป็นคติเตือนใจของบรรดาท่านทั้งหลาย พอสมควรแก่กาลเวลาจึงขอยุติลงด้วยประการฉะนี้

------------------------------------
คัดลอกจาก: ธรรมจักษุ
ฉบับเดือน มิถุนายน ๒๕๔๘

http://larndham.net/index.php?showtopic=16915&st=0#top