PDA

View Full Version : อะไรหรือ? คือสุขภาวะทางจิตวิญญาณ


Kamen rider
10-09-2005, 08:12 PM
อะไรหรือ? คือสุขภาวะทางจิตวิญญาณ


9 ตุลาคม 2548 กองบรรณาธิการ

วลีที่เป็นประเด็นหลักของบทความของวันนี้ - สุขภาวะทางจิตวิญญาณ - นั้น ในด้านหนึ่งเราเอามาพูดเอามาใช้กัน กระทั่งนำมาเป็นหัวข้อของการวิจัย


จนผู้เขียนคิดว่า บางทีผู้ที่ตั้งประเด็นขึ้นมาพูดหรือวิจัยในเบื้องต้น อาจไม่ได้คิดอะไรไปไกลมากนักไปกว่าพยายามหาประโยชน์ด้านการเรียนรู้ เช่น หวังว่าจะให้เป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาค้นคว้า และความเข้าใจของนักวิชาการ กระทั่งสาธารณชนคนทั่วไปว่า สุขภาพนั้นมันสามารถส่งผลสู่จิตวิญญาณได้อย่างไร? แต่มองจากอีกด้านหนึ่งที่ลงไปกว้างลึกกว่านั้น เราจะพบด่านสำคัญสามด่านที่ทำให้ชื่อเรื่องที่ตั้งขึ้นมาเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจได้ ด่านทั้งสามคือ หนึ่ง องค์ความรู้ที่เรามีทั้งหมดในวันนี้ล้วนตั้งอยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์ อาทิเช่น ทำซ้ำๆ ได้ หรือพิสูจน์ด้วยคณิตศาสตร์ได้ไม่ว่าโดยใครเป็นสากล ดังนั้น เรื่องของจิตและจิตวิญญาณที่ทำสองอย่างนั้นไม่ได้ จึงไม่ใช่องค์ความรู้ สอง เรื่องของจิต - ในความเห็นของนักวิทยาศาสตร์สายตรงส่วนใหญ่จะเห็นว่า จิตนั้นหากมีจริง นอกจากไม่มีแม้แต่ที่จะยืนตามเหตุผลของข้อที่หนึ่งแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังคิดว่ามันเป็นผลผลิตของสมอง หรือเป็นสิ่งเดียวกับสมอง ส่วนด่านที่สาม เรื่องของจิตโดยเฉพาะจิตวิญญาณนั้น มีคนจำนวนน้อยจำนวนหนึ่งที่เข้าใจและรู้ว่ามีอยู่จริงๆ หรือเป็นองค์ความรู้อันบริสุทธิ์จริง แต่ที่รู้นั้น ล้วนเป็นประสบการณ์ตรงเฉพาะตัว ที่ได้มาเองจากภายใน บอกกับใครให้รับรู้เช่นเดียวกันไม่ได้ และหากขืนเอาประสบการณ์นั้นไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง ก็กลายเป็นนักเล่านิทานที่ไร้คนเชื่อถือ สรุปคือ ชื่อของบทความนี้ แม้มีพูดกันวิจัยกันจริง - หากมองจากมุมมองของประเด็นหลัง - แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้จริง

แต่ทำไมเราจึงเอามาพูดกันมาก แม้แต่ในวงวิชาการของมหาวิทยาลัย? และนั่นคือที่มาของบทความของวันนี้

องค์การอนามัยโลกได้นิยามคำว่าสุขภาพว่า "สภาพความรู้สึกดีพร้อมของร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณและสังคม...." นั้น - ผู้เขียนเคยเขียนไว้ที่นี่มาแล้วว่า เป็นคำนิยามที่ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะว่า คำว่าสุขภาพนั้น แม้ว่าจะมีคำว่าภาวะหรือสภาวะอยู่ในนั้น แต่เป็นคำหรือเป็นภาษาที่เราใช้กันมานานจนเคยชินกับมัน ความสำคัญจึงไม่อยู่ตรงนั้น หากอยู่ที่นิยามของคำ ที่จะต้องถูกต้องและชัดเจนในการสื่อความหมาย - เท่าที่เราจะสามารถทำได้ - มากกว่า นั่นคือสุขภาพคงไม่ใช่สภาพ หรือภาวะ แต่เป็นกระบวนการธรรมชาติที่ไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่วนคำอีกคำหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าไม่มีทางที่เราจะกำหนดหรือชี้วัดได้ นั่นคือคำหรือวลีที่เรานำเอามาใช้ในปัจจุบันกันอย่างฟุ่มเฟือย นั่นคือคำหรือประโยคที่มีว่า "สุขภาวะทางจิตวิญญาณ" อันเป็นประเด็นหลักของบทความนี้ ประโยคที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นประเด็นทางอัตวิสัยของผู้นั้นๆ ดังนั้นเราจะเอามาทำให้เป็นสากลคงไม่ได้ ชี้วัดให้เด็ดขาดก็ไม่ได้ ที่สำคัญก็คือ ความสุขที่มาแทบพร้อมๆ กับความปีติและปราโมทย์นั้น เป็นประสบการณ์ตรงที่มาของมันเองโดยไม่ต้องแสวงหาสำหรับคนที่รู้สึกตัวอย่างทั่วพร้อม หรือสำหรับผู้ที่อยู่ในสภาวะจิตแห่งความเป็นหนึ่งที่เป็นทั้งหมด - นั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ไหนๆ คำที่ว่านั้นสหประชาชาติก็ได้นำมาใช้แล้วนับได้เป็นทศวรรษ เราคงต้องพยายามทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงที่บอกว่า สุขภาพที่ดีพร้อมที่ว่านั้น หรือสุขภาวะที่ดีพร้อม...ทางจิตวิญญาณนั้น (the state of well-being of...spirituality) นั้น เราควรจะเข้าใจอย่างไร?

ผู้เขียนมักจะแยกคำว่าธรรมหรือธรรมชาติออกเป็นสามระดับ คือ หยาบ ละเอียด กับละเอียดอย่างยิ่ง (nature as biosphere, nature as life-mind และ Nature - N ตัวใหญ่ - as spirituality or God) ตรงนี้ เราจะต้องทำความเข้าใจกันให้ถ่องแท้ว่า เพราะทั้งหมดมีความเป็นองค์รวม - ที่ก็เป็นส่วนขององค์รวมที่ใหญ่กว่า - เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุดกระทั่งถึงสัทธรรมความจริงแท้ หรือถึงพระเจ้า เต๋า พรหมมันปุรุษา หรือจิตหนึ่งที่เป็นสิ่งเดียวกันกับนิพพาน (จิตหนึ่งเป็นขามา นิพพานที่เป็นสภาวะธรรมสูงสุดของวิวัฒนาการทางจิตที่อยู่ในมนุษย์เป็นขากลับ) ดังนั้น การใช้คำว่าแยกกับสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ (หากเรามองอย่างเป็นกระบวนการ) นั่น ไม่ได้หมายความว่า ผู้เขียนต้องการนำหลักการแยกส่วนมาใช้กับคำสัทธรรมหรือความจริงแท้ที่เป็นหนึ่งและเป็นทั้งหมด แต่ที่แยกจากกันนั้น แยกในส่วนของการเรียนรู้ แยกออกเป็นแต่ละตัวรู้ ณ ปัจจุบันขณะหนึ่งใด เพื่อยังความรู้ความเข้าใจของเรา นั่นเป็นข้อสรุปที่สรุปว่า การแยกแบ่งเป็นไปเพื่อการเรียนรู้เท่านั้น

และที่สรุปมานั้น สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความเข้าใจธรรมชาติของจักรวาลของเราดังที่เคน วิลเบอร์ ได้สรุปไว้อย่างน่าฟังว่า "การที่เราจะเข้าใจความเป็นทั้งหมดได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีความเข้าใจต่อส่วนที่ประกอบเป็นทั้งหมดนั่น และการที่เราจะเข้าในส่วนที่ว่านั้นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีความเข้าใจความเป็นทั้งหมดด้วย นั่นคือวัฏจักรแห่งความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ของเรา เราเคลื่อนย้ายจากส่วนสู่ทั้งหมดและกลับไปกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นวงจร นั่นคือการเริงระบำสู่ความเข้าใจแบบรอบด้าน สู่ความหมาย สู่คุณค่า สู่วิสัยทัศน์ที่กระจ่างจ้า วัฏจักรแห่งความเข้าใจจะชักนำให้เราสามารถถักทอชิ้นส่วนต่างๆ ไว้ด้วยกัน เยียวยาชิ้นส่วนที่บุบสลาย และซ่อมแซมชิ้นส่วนที่ฉีกขาดและร้องไห้ - ประหนึ่งเป็นดวงประทีปที่นำเราสู่แสงสว่าง - จากส่วนสู่ทั้งหมด และจากทั้งหมดสู่ชิ้นส่วนกลับไปมา...รักษาเยียวยากันไป อวยพรกันไป - เช่นนั้น"

ธรรมชาติของจักรวาล - ธรรมชาติของสรรพสิ่ง และปรากฏการณ์เป็นเช่นนั้น - ธรรมชาติ หรือธรรมะสองระดับแรก หนึ่ง ธรรมชาติของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ตามที่ตาเห็นที่หูได้ยิน อาทิ "ก็สิ่งที่ตั้งอยู่ข้างนอกนั่นไง" กับสอง ธรรมชาติของชีวิต ในที่นี้รูปกาย จิตใจและสังคมของมนุษย์ ก็ล้วนเป็นส่วนของจักรวาลแห่งปรากฏการณ์ทั้งสองระดับ คือเป็นโลกียธรรม จริงๆ แล้วเป็นวิทยาศาสตร์แห่งระบบ (science of systems) ไม่ว่าเป็นระบบนิเวศวิทยาหรือระบบแห่งชีวิต - ชีววิทยา - รวมทั้งมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ล้วนเป็นระบบของจักรวาลแห่งโลกียธรรมทั้งสิ้น ในขณะที่ธรรมชาติระดับที่สาม ธรรมชาติระดับที่ละเอียดยิ่ง - จิตวิญญาณหรือธรรมจิตหรือพระเจ้าที่ยกมาข้างบนนั้น - เป็นธรรมชาติ (ที่เขียนด้วยตัวเอ็นใหญ่ (Nature)) อันเป็นธรรมชาติแห่งปรมัตสัจจะ เป็นโลกุตรธรรม

ที่พูดมาทั้งหมดนั้น เป็นความพยายามทำความเข้าใจกับธรรมชาติของจักรวาลในด้านของความเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม พยายามหาเส้นทางเพื่อที่จะเข้าถึงและเข้าใจคำนิยามของคำว่าสุขภาพขององค์การอนามัยโลกเฉพาะในเรื่องของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ก็ไม่รู้ว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น มันช่วยอะไรเราได้บ้างหรือไม่?

ซึ่ง - ในความเห็นของผู้เขียน คิดว่าช่วยได้ ช่วยหาคำตอบได้ และคำตอบที่ผู้เขียนมองเห็นอาจแยกได้เป็นสองคำตอบ คือแยกส่วนกับองค์รวม ที่ใช้มนุษย์และสังคมศาสตร์กับใช้วิทยาศาสตร์ (ใหม่) เป็นฐาน ดังนี้

คำตอบที่หนึ่ง ด้วยหลักการแยกส่วน และด้วยประเด็นทางสังคมศาสตร์ที่การเรียนรู้และการวิจัยจะอาศัยรูปแบบทางอัตวิสัยแทบจะล้วนๆ อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้และการวิจัยแบบนี้ก็อาจใช้ชี้วัดแบบหลวมๆ ได้เหมือนกัน การหาสถิติและข้อมูลสามารถทำซ้ำได้ (หากงานวิจัยมุ่งไปที่คนในกลุ่มที่มีวัฒนธรรมความเชื่อไปในทางเดียวกัน) ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจกับคำพูดว่า "สุขภาวะทางจิตวิญญาณ" ได้อย่างน้อยในระดับหนึ่ง เช่น ด้วยการตั้งคำถามที่เป็นประเด็นทางอัตวิสัย (subjective) เฉพาะกับผู้เชื่อว่า มีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ เช่นพระที่เป็นเกจิอาจารย์ นักบวช คนทรงเจ้า หรือผู้นั่งทางในที่คนทั่วไปให้ความเคารพนับถือ รวมทั้งผู้ปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิด้วยวิธีการออกกำลังวิธีต่างๆ มานาน เช่น อะกีโด ชี่กง ไท้เก๊ก โยคะ รวมทั้งกวีและศิลปินระดับนำ ฯลฯ แล้วรวบรวมคำตอบที่ได้รับมาเพื่อหาคำตอบในเชิงสถิติ หากข้อมูลเป็นไปในทางเดียวกันก็อาจยอมรับได้ว่าเป็นการทำซ้ำได้ในระดับหนึ่ง

แม้ว่าคำตอบที่ได้มาด้วยกระบวนการดังกล่าวจะไม่มีความเป็นเอกภาพและครึ่งๆ กลางๆ และแม้ว่ากระบวนการเพื่อได้มาซึ่งคำตอบนั่น เป็นกระบวนการควานหาความจริงจากภาพเงาที่ผนังถ้ำ หรือเป็นการแปลสัญลักษณ์แบบแยกส่วนและแปลกต่าง แต่เท่าที่ผู้เขียนคิดเรื่องที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นประเด็นทางอัตวิสัยทั้งสิ้น แต่ว่าไปแล้ว เราจะทำให้ความเป็นห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงกันหรือทำให้องค์รวมที่ถักทอประหนึ่งร่างแหผืนเดียวกันให้มันแยกเป็นชิ้นเป็นส่วนได้อย่างไร? หรือว่า เราจะไปทำจิตทำนามธรรม ให้เป็นกายเป็นรูปธรรมได้อย่างไร?

คำตอบข้อที่สอง องค์รวมที่ตั้งบนวิทยาศาสตร์ใหม่ โดยเฉพาะฟิสิกส์ใหม่ จึงเป็นเรื่องตรงกันข้าม โดยมีสมมุติฐานที่เป็นไปได้ว่า ปัญหาเกิดจากการแปลความหมายของคำว่าสุขภาพขององค์การอนามัยโลกอย่างผิดๆ บนความเคยชินกับบนหลักการแยกส่วน (dualism) แล้วพยายามทำสิ่งผิดนั้นให้มันถูก นั่นคือ เป็นเราเองที่ไปเอาวลีที่เชื่อมโยงกันอย่างที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ มาตัดทอนให้เป็นชิ้นส่วนที่แปลกแยกจากกัน ในที่นี้ ความหมายของการนิยามคำว่าสุขภาพขององค์การอนามัยโลกคือความเป็นทั้งหมด ความเป็นองค์รวมที่ได้จากภาพของความเป็นบูรณาการของนิยาม ดังนั้นเราจะไปแยกคำนิยามของคำว่าสุขภาพให้เป็นประเด็นของ "สุขภาวะทางร่างกาย" อย่างหนึ่ง หรือเป็นประเด็นของ "สุขภาวะทางจิตใจ" อีกอย่างหนึ่ง หรืออื่นๆ เช่น จิตวิญญาณ หรือสังคมให้แต่ละอันแยกจากกันแบบที่เราชอบทำ - คงไม่ได้ - เพราะองค์การอนามัยโลกกำลังนิยามมันในภาพของความเป็นหนึ่งเดียวกันที่เป็นทั้งหมดของ "สุขภาพที่ดีพร้อม" ทั้งแผงที่แยกจากกันไม่ได้ระหว่าง ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ และสังคมโดยรอบ เป็นเราเองที่พยายามทำความเข้าใจกับชิ้นส่วนนั้นๆ โดยคิดว่าเมื่อเข้าใจแต่ละชิ้นส่วนแล้วเราจะเข้าใจทั้งหมด - บนนิสัยหรือบนความเคยชินของเรา โดยลืมสนิทว่า ทั้งหมดเป็นองค์รวมที่ต่อเนื่องกันอย่างที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ แต่เรากลับเอามาพูดแยกๆ กัน "โดดๆ" ซึ่งไม่น่าที่จะเป็นไปได้ เราต้องนึกถึงความต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียวกัน (the great chain of beings in integral) ว่าทั้งหมดนั้น เป็นการเริงระบำจากภายในสู่ภายนอก แล้วหวนกลับไปภายในเพื่อเชื่อมโยงทั้งหมดเข้าด้วยกัน เหมือนการฟังซิมโฟนี หรือฟังเพลงที่เชื่อมโยงกันที่รับรู้อย่างไพเราะ (ความเป็นทั้งหมดของเพลงหนึ่งเพลงนั้น) ความไพเราะของซิมโฟนีหรือเพลงไม่ใช่ได้มาด้วยการฟังเหมือนการอ่านเนื้อหาห้วนๆ อย่างกระด้างๆ ทีละคำๆ หรือเราฟังเสียงของโน้ตเพลงแต่ละโน้ตๆ

เราจึงอาจเข้าใจคำว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง โดยหลักการแยกส่วนโดยใช้วิทยาศาสตร์สังคมเป็นฐาน อย่างไรก็ดี หากมองทางด้านวิทยาศาสตร์ใหม่ - องค์ความรู้ใหม่มันจะไม่มีคำว่า "สุขภาวะของจิตวิญญาณ" โดดๆ ไม่มีคำว่า "สุขภาวะของกาย" โดดๆ แต่เราจะต้องคำนึงถึงความเป็นทั้งหมด - กาย - จิตใจ - จิตวิญญาณ และสังคมไปด้วยกัน เป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน จะแยกพูดเป็นเรื่องเดียวโดดๆ ไม่ได้ เพราะธรรมชาตินั้นเป็นทั้งหมดที่ไหลเลื่อนเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเชื่อมโยงกันตลอดเวลา.

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=sunday&post_date=9/Oct/2548&news_id=114213&cat_id=110805