Paang
06-13-2007, 07:36 PM
http://www.agalico.com/imghost/photo/img/7e9bd11391527644bc0778f77c006035/sface.jpg
เรื่อง ทาน - บริจาค
วันอาทิตย์ ที่ ๗ สิงหาคม พ. ศ. ๒๕๒๐
ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดการฟัง ตามสมควรแก่เวลา
วันนี้ เป็นวันอาทิตย์ที่สองของการเข้าพรรษา ญาติโยมทั้งหลาย ได้มาทำบุญในวันเข้าพรรษาไปเรียบร้อยแล้ว ในวันนั้นก็ได้ตักเตือนแนะนำญาติโยมว่า ฤดูกาลเข้าพรรษานั้น เป็นฤดูกาลแห่งการทำจริง ในเรื่องการปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ ให้สะอาดปราศจากเศร้าหมองใจ เป็นฤดูกาลที่เราควรจะได้ปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อความก้าวหน้าในทางธรรมะมากยิ่งขึ้นๆ อย่าให้ฤดูกาลเข้าพรรษา ได้ผ่านพ้นไปโดยเราทั้งหลายมิได้ทำอะไร อันเป็นประโยชน์ในทางธรรมะ อันนี้เป็นข้อเตือนในทั่วๆ ไป ตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาจนบัดนี้ ผู้ที่เป็นประธานในหมู่ในคณะ ก็ย่อมจะแนะนำพร่ำเตือนกัน ในแนวนี้เหมือนกัน ก็เพื่อจะให้รู้ว่าชีวิตเป็นของน้อยเป็นของสั้น เราไม่รู้ว่ามันจะแตกจะดับลงไปเมื่อใด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลก ก็ควรจะใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการศึกษาค้นคว้า ในการปฏิบัติธรรมะ อันเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตของเราทั้งหลาย ประการหนึ่ง
ญาติทั้งหลายที่เคยมาวัด เคยสนใจในการศึกษา ในการปฏิบัติ ก็ได้กระทำกันอยู่โดยปกตินิสัยแล้ว แต่ว่าเราควรกระทำให้ยิ่งขึ้น ในฤดูกาลเข้าพรรษา เพื่อให้สมกับว่า เป็นการเข้าอยู่กับธรรมะ ตลอดฤดูกาลที่เรียกว่า "จำพรรษา" เรื่องจำพรรษาจะเกิดประโยชน์แก่เราแต่ละคน ก็โดยอาศัยการสนใจศึกษาปฏิบัติธรรมะอย่างแท้จริง ให้อยู่อย่างมีสัจจะ ในการปฏิบัติกิจนั้นๆ ครั้นเมื่อเจ็ดวันผ่านพ้นไปแล้ว เราก็มาถึงวันที่เราจัดกิจทางศาสนา เช่น วันพระ วันนี้ก็เป็นวันพระแรมแปดค่ำ ซึ่งก็เป็นวันพระแรมแห่งฤดูกาลเข้าพรรษา ในวันพระเช่นนี้เราควรจะคิดอะไร ควรจะพิจารณาในเรื่องอะไร ก็ควรจะได้พิจารณา ถึงจิตใจของเราที่ผ่านมา ว่าในรอบเจ็ดวันที่ผ่านมานี้ สภาพจิตใจของเราเป็นอย่างไร อะไรๆ ที่เป็นเรื่อง ไม่ดีไม่งาม ที่เคยเกิดขึ้นในใจของเรา เช่น ว่าเราเป็นคนมักโกรธ ใจร้อนใจเร็ว เมื่อเข้าพรรษามาได้เจ็ดวันแล้ว สภาพจิตใจดีขึ้นหรือเปล่า เมื่ออารมณ์ใดมากระทบ เราพอจะยับยั้งชั่งใจ บังคับตัวเองให้อยู่ในสติปัญญาได้หรือไม่ ให้พิจารณาในรูปอย่างนั้น ด้านศีลของเราเป็นอย่างไร ด้านสมาธิเป็นอย่างไร ด้านปัญญา คือความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ นั้นๆ มีสภาพอย่างไรในจิตใจของเรา อันนี้เป็นเรื่องที่จะได้พิจารณา เพราะการพิจารณาตนเอง ตักเตือนตนเอง แล้วก็แก้ไขตนเองนั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ อันเราจะต้องกระทำเป็นประจำอยู่ ไม่ละไม่เลยเสียเป็นอันขาด เพราะว่าการกระทำกิจอย่างนี้ เป็นการก้าวหน้าแห่งการศึกษา แห่งการปฏิบัติธรรมของเราแต่ละคน จึงควรจะได้มีการทดสอบทั่วไปทุกๆ เจ็ดวันก็มีการสอบตัวเอง มองดูตัวเอง เพื่อให้รู้จักตัวเองดีขึ้นครั้งหนึ่ง การปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้าเรื่อยไป
อันผลที่เกิดขึ้น จากการปฏิบัตินั้น ก็คือความสงบทางใจ ความสะอาดทางใจ อันเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องการ เราจะอยู่ด้วยความสงบ ด้วยกันก็เพราะประพฤติธรรมะ ถ้าไม่ใช้ธรรมะเป็นแนวทาง เราก็จะพบความสงบไม่ได้ ธรรมะกับชีวิต หรือศีลธรรมกับชีวิตของเรานั้น เป็นเรื่องที่จะต้องกระทำอย่างจริงจัง และก็ต้องกระทำติดต่อไม่ขาดสาย เพราะว่าโลกเราจะอยู่กันด้วยอย่างมีความสุข ก็เพราะมีสิ่งนี้ ถ้าขาดสิ่งนี้ก็จะเกิดความวุ่นวาย สร้างปัญหาขึ้นในสังคม ด้วยประการต่างๆ
ชาวโลกในสมัยนี้ จิตใจหันเหออกไปนอกเส้นทาง ที่ธรรมะขีดไว้ให้เดินมากขึ้น ทุกวันทุกเวลา การเดินออกไปนอกเส้นทางนั่นแหละ คือ ความวุ่นวาย ความทุกข์ ความเดือดร้อน อันจะเกิดขึ้นแก่ตน แก่ท่านด้วยประการต่างๆ ถ้าเราฟังข่าวทางวิทยุ อ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งรายงานให้เราทราบทุกๆ วัน ไม่เฉพาะข่าวในบ้านของเราเท่านั้น แต่เราจะรู้ว่า อะไรมันเกิดขึ้นที่ไหนในโลกนี้ ในวันนี้หรือในคืนนี้ที่ผ่านมา เราสามารถจะรู้เหตุการณ์อะไรได้ทั่วถึง เพราะความก้าวหน้าทางเครื่องมือสื่อสาร เมื่อได้ฟังข่าวทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ก็เกิดความนึกขึ้นในใจได้ว่า โลกนี้วุ่นวายจริงหนอ สับสนจริงหนอ มีปัญหายุ่งยากกันทั่วไป รบที่นั่น ฆ่ากันที่นี่ มีกันเรื่อยไป ระหว่างคนระหว่างพวก ระหว่างประเทศ แม้ว่าคนบางชาติบางประเทศ มีศาสนาเป็นอันเดียวกัน
การมีศาสนาอย่างเดียวกันนั้น ก็เหมือนกับว่าเป็นคนใจเดียวกัน คนใจเดียวกันนี้ ไม่น่าจะทะเลาะกัน ไม่น่าจะรบราฆ่าฟันกัน ความจริงมันควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ทว่าการนับถือศาสนานั้น ยังไม่เข้าถึงตัวธรรมะ อันเป็นหลักปฏิบัติ ในศาสนานั้นๆ นับถือกันแต่เพียงชื่อ เพียงแต่ยี่ห้อไว้กับตัวของตัวเองว่า เรามียี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ ยี่ห้อเป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เป็นพุทธบริษัท นี้เขาเรียกว่า ปะยี่ห้อไว้ให้คนรู้เท่านั้นเอง แต่ว่าจิตใจหาได้เข้าถึงหลักคำสอน คือตัวธรรมะในศาสนานั้นอย่างแท้จริงไม่ จึงได้เกิดรบราฆ่าฟันกันด้วยประการต่างๆ เช่นคนในศาสนาเดียวกัน แล้วก็พูดภาษาเดียวกันด้วยซ้ำไป เช่นอียิปถ์กับลิเบียก็ภาษาเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน ทะเลทรายกั้นไว้ แต่ก็ไม่มีเขตกั้นอะไร เพียงแต่ปักหลักเป็นเครื่องหมาย รบกันได้ เลบานอนก็รบกันเอง รบกันได้ นี้ก็คือว่าไม่มีธรรมะประจำจิตใจ
คนเขมร เมื่อก่อนนับถือศาสนา ก็เคร่งครัดพอสมควร แม้จะไม่เข้าถึงธรรมะที่ลึกซึ้ง แต่ก็ถือกันอยู่ตามขนบธรรมเนียม ประเพณี มีวัด มีพระ มีผู้คงแก่เรียนแก่การศึกษา ก็มีมากอยู่เหมือนกัน แต่เวลานี้สังคมเปลี่ยนแปลงไป เพราะลัทธิเข้ามาเปลี่ยนแปลงจิตใจคน ในประเทศนั้น คนในประเทศนั้น กลายเป็นคนโหดเหี้ยม ดุร้ายยิ่งกว่าอะไรๆ ไปเสียอีก ทำไมจึงได้เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเขาขาดธรรมะ ประจำใจไปเสียแล้ว ไม่มีความรู้สึกในเรื่องบาป บุญ คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ คนประเภทอย่างนั้น เขาไม่มีบุญ ไม่มีบาป เขาไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีครู ไม่มีอาจารย์ เขามีแต่สหายของเขาเท่านั้น
แต่ว่าสหายมันก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า "นตฺติ พาเล สหายตา" ความเป็นสหายไม่มี ในคนพาล คือคนไม่มีธรรมะเป็นหลักจิตใจนั้น เราอย่าไปนึกว่า เขาจะเป็นสหายของเรา เป็นเพื่อนของเรา เขาจะหักหลังเราเมื่อใดก็ได้ จะประทุษร้ายชีวิต ทรัพย์สมบัติของเราเมื่อใดก็ได้ เป็นคนประเภทกลับกลอกไปตามเหตุการณ์ ตามอารมณ์และสิ่งแวดล้อม จึงไว้ใจไม่ได้ คนไม่มีศาสนานี่ ไว้ใจไม่ได้ เพราะไม่มีหลักอะไร เป็นเครื่องประคับประคองจิตใจ จึงได้กระทำการอันทารุณโหดร้าย ซึ่งญาติโยมทั้งหลาย ก็ได้ฟังอยู่แล้ว ไม่ต้องนำมาจารนัยในที่นี้อีกให้เสียเวลา แต่เพียงชี้ให้เห็นว่า นี่แหละการไม่มีศาสนา การไม่มีธรรมะประจำจิตใจ
บรรดาความวุ่นวายทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น เกิดจากบุคคลประเภทไม่มีธรรมะ ไม่มีศาสนาประจำจิตใจทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นคนมีธรรมะ มีหลักศาสนาประจำจิตใจแล้ว จะเป็นคนที่มีใจสงบเยือกเย็น ทำอะไรก็ใช้สติปัญญา ไม่มีอารมณ์รุนแรงในการกระทำนั้นๆ เพราะว่ามีเครื่องยับยั้งชั่งใจ คล้ายๆ กับว่ามีห้ามล้อสำหรับจิตใจ ถ้าเรามีธรรมะเป็นเครื่องห้ามล้อแล้ว ชีวิตเราหมุนไปสู่ความตกต่ำช้าลงไปหน่อย หรือว่าหยุดได้ทันที ตรงปากเหวที่จะตกลงไปนั้นแหละ มันก็ไม่เกิดความเสียหายอะไรมากเกินไป อันนี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่เราควรจะได้ช่วยกันหน่อย เพื่อให้จิตใจคนได้เข้าถึงธรรมะ ได้มีหลักศาสนาประจำจิตใจไว้ จะได้มีความประพฤติในทางที่ถูกที่ชอบ ไม่ก่อกรรมทำเข็ญ ให้เกิดขึ้นแก่ตนแก่ท่าน การอยู่กันก็จะมีความสุขความสงบ ตามสมควรแก่ฐานะ
ธรรมะที่เราเอามาปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้น ในทางพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านสอนไว้ ให้เราปฏิบัติตามขั้นตอนไป โดยลำดับ เช่นเราได้ยินพระท่านสอนว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือพูดว่า ทาน ศีล ภาวนา เวลาสอนชาวบ้านทั่วๆ ไปนั้น พระผู้มีพระภาคมักจะเริ่มต้นด้วยทาน แล้วก็ศีล ภาวนา แต่ถ้าสอนนักบวชด้วยกันแล้ว ก็มักจะเริ่มต้นด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มต้นแตกต่างกัน จุดหมายปลายทางก็เหมือนกัน คือชาวบ้านทั่วไปนั้น ยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ครองบ้านเรือน ยังมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องจัดต้องทำในฐานะผู้ครองเรือน การครองเรือนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทน ใช้ความเพียรใช้อะไรหลายสิ่งหลายประการ การครองบ้านเรือนจึงจะเรียบร้อย
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสภาษิตบทหนึ่งว่า "ทุราวาสา ฆรา ทุกขา" แปลว่า เรือนที่อยู่ครองไม่ดีนั้นเป็นทุกข์ เรือนที่เราครองไม่ดีเป็นทุกข์ อันนี้หมายถึงเรือนกายใจไม่ดี มีความทุกข์ความเดือดร้อน ทีนี้เมื่อตัวเราไม่ดี เรือนที่เราอยู่ก็พลอยไม่ดี การงานที่เราทำก็พลอยไม่ดี กิจกรรมทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นจากจิตไม่ดีนั้น มันก็เป็นเรื่องไม่ดีไปหมด จึงเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความยุ่งยาก ด้วยประการต่างๆ แต่ถ้าหากว่าจิตใจเราดีแล้ว สิ่งทั้งหลายก็จะดีไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องมีธรรมะ เป็นหลักกำกับอยู่ตลอดเวลา
บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดไป ว่าเราอยู่บ้านอยู่เรือนนี้ ไม่ต้องประพฤติอย่างนั้นอย่างนี้ในด้านธรรมะ ก็คงอยู่ได้ ขอตอบว่า ไม่ได้เป็นอันขาด เราไม่ประพฤติธรรมะแล้ว ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะจิตใจคนที่ขาดธรรมะนั้น ความเป็นคนก็จะไม่สมบูรณ์ คือเป็นมนุษย์กับเขาไม่ได้ เพราะไม่มีธรรมะ เป็นหลักประคับประคองใจ อะไรๆ ก็จะพลอยเสียหาย มีปัญหาเกิดขึ้นตลอดเวลา ทิ้งไม่ได้ เช่นว่าเราเป็นชาวบ้าน ก็ต้องอยู่ด้วยการให้ทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการเจริญภาวนา
การให้ทานนั้นถือว่า เป็นกิจเบื้องต้น สำหรับผู้จะอยู่ครองบ้านครองเรือน เพราะการครองบ้านครองเรือนนั้น เราไม่ได้อยู่ครอบครัวเดียว เราไม่ได้อยู่ผู้เดียว แต่เราอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน อย่างน้อยก็เป็นครอบครัว ครอบครัวหนึ่งก็มีหลายคน พ่อบ้าน แม่บ้าน มีลูกมีคนใช้ มีผู้มาปฏิบัติงานร่วมกัน ในกิจกรรมต่างๆ ถ้าเป็นครอบครัวน้อยก็คนน้อย แต่ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่คนก็มาก คนเรานั้น ถ้าอยู่น้อยคนปัญหามันน้อย เรื่องกินก็น้อย เรื่องนุ่งห่มก็น้อย เรื่องที่อยู่อาศัยมันก็น้อยตามจำนวนไป แต่ถ้าคนมากขึ้น อาหารก็ต้องเพิ่มขึ้น เสื้อผ้าก็ต้องเพิ่มขึ้น ที่อยู่อาศัยก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย เช่นเดียวกัน
การเพิ่มปริมาณทางด้านวัตถุนั้น มันไม่ใช่เรื่องเบาใจ แต่เป็นเรื่องหนักใจ หนักใจเพราะว่า เราจะหาสิ่งนั้นมาได้อย่างไร เราจึงจะมีพอกินพอใช้ ยิ่งในสมัยนี้ด้วยแล้ว ญาติโยมก็คงจะบ่นไปตามๆ กัน อะไรๆ มันก็แพงขึ้นทั้งนั้นแหละ ข้าวสาร น้ำปลา อ้ายโน่นอ้ายนี้ก็บอกว่าแพงทั้งนั้น เขาว่ากันอย่างนั้น พระนี่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรกับเขามีแต่เรื่องรู้จักใช้ ฉันไปตามเรื่อง ใครเอามาให้ก็ไม่รู้ ว่าราคามันเท่าไร เคยลองถามโยมว่า ปลาตัวนี้ซื้อมาเท่าไร โยมบอกราคาแล้วก็ฉันไม่ค่อยลง คือรู้สึกว่ามันมากเหลือเกิน ราคามันแพง ไม่อยากจะฉันแล้ว แต่ว่าโยมแกซื้อมาให้แล้ว ไม่ฉันโยมก็จะเสียใจ เลยก็ต้องฉันไปตามหน้าที่
แต่ว่าเวลานี้ก็กลุ้มใจว่า แหมของมันแพงอย่างนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อนซึ่งราคามันถูก สมัยเด็กๆ ซื้อของราคามันไม่เท่าไหร่ เงินน้อยแต่ได้มาก เดี๋ยวนี้เงินมากกลับได้ของน้อย นี่โลกมันอย่างนี้ เขาว่าโลกมันเจริญ ไม่รู้ว่ามันเจริญอย่างไร เจริญด้วยปัญหา ความทุกข์ ความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นในโลก มากขึ้นทุกวันทุกเวลา ทุกครอบครัวก็มีปัญหา ในเรื่องการกินการอยู่ การจับจ่ายใช้สอย ปัญหานี้ ย่อมเกิดขึ้นกับทุกครอบครัว
ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ให้กันเสียบ้าง ให้ทาน เรื่องให้ทานโยมอย่าคิดเพียงแคบๆ ว่าเราเอาอะไรไปให้เขานั้น ถ้าคิดอย่างนั้นมันก็คับแคบไป หรือว่าเราตักข้าวใส่บาตรพระ ก็เรียกว่าให้ทาน เอาของมาถวายพระที่วัดก็เพียงให้ทาน อย่างนั้นมันเป็นเรื่องแคบไปหน่อย ไม่ลึกซึ้งเท่าใด การให้ทานที่เป็นประโยชน์อย่างมาก กว้างขวาง เป็นประโยชน์แก่ความสงบสุข แก่สังคมนั้น คือการเสียสละอันยิ่งใหญ่ต่อกันและกัน คนเราถ้ามีความเสียสละในใจแล้ว ความคิดที่จะเอานั้นมันลดน้อยลงไป
ความเสียสละ อันทำความคิดที่จะเอาลดน้อยลงไปนั่นแหละ คือจุดหมายสำคัญของการให้ทาน สมมติว่า เราเป็นคนค้าขายอะไรก็ตาม ถ้าเราเป็นคนพอใจในการบริจาคทาน เราก็นึกว่าเอากำไรแต่น้อยๆ เอาแต่พออยู่ได้ ไม่ให้กิจการที่เรากระทำนี้ ต้องล่มจมลงไป ไม่ขายเอากำไรมากเกินไป ซึ่งเขาเรียกกันว่าค้ากำไรเกินควร การค้ากำไรเกินควรนั้น ขัดกับหลักให้ทาน ในทางพระพุทธศาสนา ถ้าเราจะเป็นคนให้ทาน ก็หมายความว่า เอากำไรนิดหน่อย พอให้กิจการอยู่ได้ ให้สิ่งทั้งหลายมันหมุนไปได้ ไม่ต้องล่มต้องจมไปเท่านั้นเอง แต่บางทีเราเอามากนัก อาจจะอยู่ไม่ได้ก็ได้ เพราะไม่มีคนซื้อของเรา เมื่อไม่มีคนซื้อของเราผลิตของออกไปมาก แต่ไม่มีคนซื้อของก็ค้างสต๊อค เลยขายไม่ได้ เลยก็อยู่ไม่ได้อีกเหมือนกัน อันนี้ก็เพราะว่าไม่ให้ แต่ถ้าเราให้คนก็นิยมกันซื้อ ก็ไม่ลำบากไม่เดือดร้อนอะไร
เมื่อวาน นั่งแท็กซี่ไปวัดมหาธาตุ แล้วเขาก็ถามว่า ที่วัดหลวงพ่อไม่แจกของดีบ้างหรือ บอกว่า มีแจก แจกเวลาไหนวันไหน วันอาทิตย์ฉันแจกอยู่ทุกวัน เก้าโมงครึ่งก็มารับแจกได้ แจกทุกวันๆ เขาบอกว่าผมอยากจะได้ของดี ที่ให้คนขึ้นรถมากๆ แล้วจะได้สตางค์มากๆ ก็เลยบอกว่า มันไม่อยากอะไรหรอก ถ้าเธออยากให้คนขึ้นรถมากๆ ก็เขียนป้ายติดตัวโตๆ ติดไว้ข้างรถเป็นยันต์เรียกคนให้ขึ้นรถ เขียนป้ายไว้ว่า "รถคันนี้ คิดค่าโดยสารตามความพอใจของคนโดยสาร" อย่างนี้คนโดยสารก็พอใจ ทีนี้เราคิดค่าโดยสาร ตามความพอใจของคนขับรถ คนมันก็ไม่ขึ้น เพราะคนขับรถจะเอามาก
ทีนี้บอกว่า เธอเขียนบอกว่า "รถคันนี้คิดค่าโดยสาร ตามความพอใจของผู้โดยสาร"คนก็อยากขึ้นเพราะว่าให้ตามชอบใจ แล้วก็บอกอย่างนี้แล้วก็สบายใจ ฉันขึ้นรถแท็กซี่ ไม่เคยถามคนขับว่าเท่าไหร่ ฉันถามว่าไปหรือไม่ไป พอบอกเท่านั้นก็พอใจแล้ว เพราะว่าเขายินดีจะไป ก็เลยไป เมื่อไปถึงปลายทางก็เลยถามว่า เธอจะเอาสักเท่าไหร่ โดยมากมักตอบว่าตามใจหลวงพ่อเถอะ อย่างนี้ก็พอใจแล้ว แต่ว่าพอให้เขาพอใจทุกที ให้เขาจำนวนหนึ่งแล้วถามว่า พอใจแล้วหรือยัง ฉันต้องการให้เธอสบายใจ เอาตามพอใจ ถ้าให้อย่างนั้น ทีนี้เราต้องคิดพอประมาณ ผู้ โดยสารก็ต้องให้เงินแก่คนขับรถพอประมาณ คนขับรถก็เอาแต่พอประมาณ นี่คือการให้อยู่ในตัวแล้ว เป็นการบริจาคทานอยู่ในตัวแล้ว
ทุกโอกาสเราทำทานได้ทั้งนั้น เช่นเราขับรถไปตามถนน ถ้าเราเป็นคนพอใจในการให้ เราก็ไม่แซงในทางที่มันคับคั่งเกินไป เราก็ไปตามเรื่อง ใครอยากจะไปก่อนเพราะรีบร้อน เอ้าคุณไปก่อน โบกมือให้เขาเพราะเขารีบร้อน รีบร้อนจะไปโรงพยาบาลหรือจะไปโรงพักก็ตามเถอะ ให้ไปก่อนก็แล้วกัน อย่างนี้มันก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรที่จะยุ่งยาก เพราะเรายินดีในการที่จะให้แก่คนเหล่านั้น
ทำอะไรๆ ก็ตาม เราพอใจในการจะให้ เช่นเราเป็นเจ้าของกิจการ ในโรงงานอุตสาหกรรมอะไรก็ตาม เราก็มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนที่มาปฏิบัติงาน เราเปิดเผยให้เขารู้ว่า กิจการนี้มันมาอย่างไร ไปอย่างไร คือว่าต้องประชุมกันบ้าง พูดจาทำความเข้าใจกัน ให้ถือว่า คนที่มาทำงานร่วมกันนั้น เป็นคนในครอบครัวเดียวกันเป็นพี่น้องกัน อย่าไปแยกว่า เป็นเขาเป็นเรา เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นลูกจ้าง เป็นนายจ้าง ดูมันเป็นคนละชั้นไป แต่เราพูดทำความเข้าใจว่า
เรานี้ทำงานร่วมกัน ถือว่าเป็นพี่น้องกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน สุขทุกข์ร่วมกัน อะไรๆ ก็ทำกันอย่างเป็นของทุกคน แล้วก็มีรายรับรายจ่ายอย่างไร ก็เปิดเผยให้เขารู้กัน ว่านี่กิจการนี้ลงทุนมากี่สิบล้าน แล้วเวลานี้ทำงานมาได้เท่าไหร่ ทุนที่ลงไปนั้นมันยังไม่ได้อะไรคืน เรียกว่า ยังไม่มีกำไรอะไร ถ้าเราช่วยกันทำงานให้ดี ทำงานให้ก้าวหน้า กิจการมันเจริญขึ้น กำไรก็มีเพิ่มขึ้น เมื่อมีกำไรเพิ่มขึ้น ก็พอจะมีส่วนเฉลี่ยแบ่ง ให้พวกเราทั้งหลาย ที่ได้ปฏิบัติงานกันอยู่ในที่นี้ พอจะได้กินอยู่สะดวกสบายมากขึ้นไปกว่านี้ แต่เวลานี้มันยังฝืดๆ กันอยู่ เราก็ต้องทนกันหน่อย พูดจาแบบกันเอง แบบพี่ๆ น้องๆ เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
คนเราโดยปกตินั้น และโดยเฉพาะนิสัยคนไทยชอบความเป็นกันเอง ชอบความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจกัน ไม่ชอบการบังคับ ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบ ถ้าเราแสดงความเห็นอกเห็นใจกัน เป็นกันเองกันแล้ว เขาก็รู้สึกพอใจ การอยู่กันก็จะเป็นอยู่กัน ด้วยความเรียบร้อย เคยถามคนบางคนว่า ทำงานอยู่กับคนนี้กี่ปีแล้ว บอกว่า แหม ทำมาห้าหกปีแล้ว เออ อยู่ได้นานจริง เจ้าของงานเขาใจดีนัก เขาเป็นกันเองกับพวกผม จะไปหาคนอื่นก็เกรงว่าจะไม่ได้ดีกว่านี้ เลยก็อยู่กับคนนี้ต่อไป การเงินการทองเป็นอย่างไร ก็พอไปได้ไม่ฝืดเคืองอะไรมากเกินไป ผมเองมันก็ประหยัดการจับจ่ายใช้สอยอยู่หน่อย ถามเขาอย่างอย่างนั้น เรามันประพฤติธรรมอยู่บ้าง มันก็สบายอย่างนี้แหละ ขอให้ทำความอย่างนี้ต่อไปเถอะ กิจการทั้งหลายมันก็จะเป็นไปในทางที่ถูกที่
นี่คือจุดหมาย ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราทำทาน เพื่อให้เกิดความรักกันเห็นอกเห็นใจกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน เท่าที่เราจะกระทำได้ ถ้าหากว่าทุกคนมีความคิดอย่างนั้น พร้อมที่จะเสียสละ เพื่อให้คนอื่นได้รับความสะดวกสบาย คือต่างคนต่างให้กัน นาย ก. ให้ นาย ข. นาย ข. ให้นาย ก. ต่างคนต่างให้ อย่างนี้ก็อยู่กันด้วยความสุข ไม่มีความยุ่งยากลำบากเดือดร้อน สังคมก็จะอยู่กันด้วยความสงบ แต่ถ้าหากว่า เราไม่พอใจในการที่จะให้ มีความคิดเห็นเข้าข้างตัว อยากจะมีจะได้อะไรเป็นการส่วนตัวมากมายเหลือเกิน นี่เป็นการไม่ถูกต้อง มันเป็นการผิดหลักอยู่สักหน่อย
แล้วถ้าเราคิดละเอียด ว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ของอะไรๆ ที่เราจะสร้างจะจัดทำขึ้นนั้น ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยคนมากช่วยกันจัดทำขึ้นนั้น ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยคนมาก ช่วยกันจัดช่วยกันทำ เมื่อมีคนช่วยจัดช่วยทำ เราก็ต้องเฉลี่ยกัน แบ่งปันกัน ให้คนเหล่านั้นได้มีส่วน ได้รับความสะดวกสบาย ตามสมควรแก่ฐานะ เรื่องการให้ ถ้าไม่มีวัตถุจะให้ เพียงแต่ให้ความยิ้มแย้มแจ่มใส ให้การโอภาปราศัยกับคนเหล่านั้น อย่างชนิดที่เรียกว่า เป็นกันเอง อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ถ้อยคำสำนวนพูดจากันและกันนั้น เป็นเรื่องสมานน้ำใจ ทำให้เกิดความรักใคร่ มีไมตรีจิตสนิทสนมกัน คนเรามันต้องรู้จักใช้ ลิ้นของเรานี่ตวัดให้เป็นคุณเป็นค่าก็ได้ ทำให้เพื่อด่าวันยังค่ำ ก็ได้เหมือนกันมัน ไม่ยากอะไร
ทีนี้เรามีไม่มีของอื่นจะให้ เราก็โอภาปราศัยกันไปก่อน พูดจาแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้รู้ว่า เรานี้มีน้ำใจต่อผู้นั้น ต่อผู้นี้ อะไรอย่างนี้เป็นตัวอย่าง คนที่อยู่ร่วมกัน ก็จะเกิดความรักใคร่สนิทสนมกัน เพราะฉะนั้น ในหลักมนุษย์สัมพันธ์ของพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า "ให้" ให้นี่ข้อแรก ประการที่สองว่า "พูดจาอ่อนหวานสมานใจกัน" พูดอะไรกับใคร ก็ใช้กันถ้อยคำที่น่าฟัง รื่นหูฟังแล้วติดอกติดใจ อย่าพูดคำหนัก คำหยาบ คำแสลงหูกับใครๆ เวลาใดใจไม่สบาย ก็นั่งบังคับตัวเอง ควบคุมจิตใจ เพื่อใจสงบแล้วค่อยพูดค่อยจากันกับคนเหล่านั้น เรื่องมันก็จะยุ่งลำบากเดือดร้อน และไม่ว่าในกรณีใดๆ จะใช้คนก็ต้องใช้ให้เป็น อย่างชนิดที่เรียกว่า ให้เขาเต็มใจที่จะรับใช้งาน
รู้จักคนแก่คนหนึ่ง แกมีคนอยู่ในบ้านหลายคน แกใช้คนนั่นให้ทำนั่น ใช้คนนี่ให้ทำนี่ คนพวกนั้นมันก็ไม่ไปไหน ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทีนี้คอยสังเกตว่า เวลาจะใช้นี้วิธีการอย่างไร คือจะใช้ให้ใครทำอะไร ต้องถามเรื่องอาหารการกินก่อน เช่นพอเจอก็ว่ากินอะไรบ้างแล้ววันนี้ ถามเรื่องกินก่อน ถ้าคนบอกว่า รับประทานแล้ว เอาทำนี่หน่อย ที่ถามเรื่องการกินนี่ทำให้คนนั้นรู้สึกสบายใจ สบายใจว่า คุณป้าคุณยายเป็นห่วง เรื่องปากเรื่องท้องของเรา กลัวเราจะลำบาก กลัวเราจะเดือดร้อน พอเจอหน้าก็ถามทันที เออวันนี้กินอะไรบ้างแล้ว หรือตื่นขึ้นมา รับประทานอะไรบ้างแล้ว
พอเขาตอบว่ารับประทานแล้ว ก็บอกว่าทำนั้นทำนี้ ไม่ใช่พอเจอหน้าก็ว่าทำนี้ เอานี้ไปนั่น เอานั่นไปนี่ ใช้ตะพึดตะพือ คนใช้มันก็นึกว่าแหม พอเห็นหน้าแล้วก็ใช้เสียเรื่อย ไม่ได้ไต่ถามอะไร อันนี้เรียกว่า รู้จักใช้วาจา พูดจาให้เขาสบายใจก่อนใช้ หรือว่ามีอะไรก็พูดจากับเขาดีๆ ไม่ดุไม่ด่าไม่ลงโทษรุนแรง การด่าดุนี่ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกความจริง ดังผู้ด่าเองก็ร้อนใจ คนถูกด่าก็ไม่สบายใจ ก็เหมือนจุดไฟเผาบ้าน มันไม่ได้ประโยชน์อะไร เราจึงไม่ควรจะใช้ถ้อยคำ ที่กระทบกระเทือนอย่างนั้น แต่ว่าพูดให้เขาสบายใจ แนะนำพร่ำเตือน คนเรามันไม่ฉลาดไปทุกคนหรอก ถ้าฉลาดทุกคน ก็ไม่มีคนมารับใช้เราเท่านั้นเอง ที่เขามารับใช้เรา ก็เพราะเขาฉลาดน้อยกว่าเรา มีความสามารถน้อยกว่าเรา มีฐานะทางทรัพย์สมบัติ น้อยกว่าเรา จึงมารับใช้ เราจึงควรเห็นอกเห็นใจเขา สงสารเขา ในที่เขาบกพร่อง ในเรื่องอย่างนั้น อย่าไปซ้ำเติมเขา ให้มันเดือดร้อนหนักไปกว่านั้นเลย เรานึกอย่างนี้ แล้วเราก็พูดจากับเขา ด้วยถ้อยคำสำนวนที่หวานหู ความหวานนี้มันใช้ประโยชน์ได้ทุกเมื่อ
โคนันทวิศาล ลากเกวียนไปกว่าห้าร้อยเล่ม ไปได้ทันท่วงที ก็เพราะเรื่องนี้ เรียกว่า พ่อโคเอ๋ย เจ้าจงลากเกวียนไปเถอะ ลากไปเลยทีเดียว แต่พอพูดว่าอ้ายโคจัญไร โคมันก็เจ็บใจ แหมพูดดีๆ ก็ไม่ได้ ให้มันหวานหูสักหน่อยก็ไม่ได้ นี่ก็เรื่องให้เหมือนกัน เรียกว่าให้วาจา แล้วก็ให้ความสนิทสนมกัน ไม่ห่างเหินเกินไป สนิทสนมตามสมควรแก่กาละเทศะ เป็นกันเองในบางครั้งบางคราว อันนี้ต้องรู้จัก ว่าไหนควรจะทำอย่างไร ควรจะให้ความเป็นกันเอง ให้ความเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนเหล่านั้น ตามฐานะโอกาส เท่าที่เราจะทำได้
คือว่าเราต้องดูโอกาส ว่าเขาต้องการอะไร เขามีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ด้วยปัญหาอะไร คนเรามันสังเกตง่าย ดูหน้าก็รู้แล้ว ถ้าหน้ามุ่ยๆ แสดงว่า ไม่ค่อยสบายใจ อย่างนั้นเราต้องเอาใจใส่ เรียกว่าไต่ถาม ว่าเอ็งเป็นอย่างไร ดูหน้าดูตาไม่ค่อยสบาย เขาก็คงจะบอกว่า เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เราก็ต้องให้ความเห็นอกเห็นใจ พูดจาปลอบโยน แนะนำตักเตือน มีอะไรพอช่วยได้ ก็ต้องช่วยทันท่วงที มีบางคนเคยบ่นบ่อยๆ บอกว่า แหม ทำคุณกับคนทั้งหลายไม่ขึ้นเสียเลย คนทั้งหลายให้ไปแล้วมันไม่รู้จักบุญคุณ บางคนพูดหนัก เลี้ยงสุนัขดีกว่า มันกตัญญูดี เลี้ยงคนมันไม่ได้ความ นั่นมันคนละเรื่อง
คือสัตว์เดรัจฉานมันก็อย่างนั้นแหละ เราเลี้ยงมัน มันก็รักเรา มันไม่ใช่รักเพราะว่า มันมีนิสัยกตัญญู ไม่ใช่ แต่มันรักก็เพราะว่า กูได้กินกับคนนี้ ก็ต้องรักเขาหน่อย สุนัขมันคิดอย่างนั้น ใครไม่ให้มันกิน มันไม่รักหรอก ธรรมชาติมันอย่างนั้น แต่คนเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น ต้องเคาะต้องสอน ต้องอบรม เราให้อะไรไปแล้ว คนบางคนไม่สำนึก อย่าไปเสียอกเสียใจ เราควรจะนึกว่า เอาเถอะให้เขาสบายก็แล้วกัน เรามีหน้าที่ ที่จะทำคนอื่นให้เขาสบาย เราได้ทำอะไรให้คนอื่นสบายใจ แล้วเราสบายใจ ส่วนเขาจะคิดตอบแทนเราหรือไม่นั้น เราอย่าไปคิดให้มันยุ่งยากใจ อย่าไปคิด ให้มันวุ่นวายใจ อันนี้ประการหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่ง อยากจะแนะนำว่า การช่วยเหลือบุคคล ที่จะให้เขาสำนึกในบุญคุณนั่น มันมีโอกาส มีช่องเวลา คือเราต้องช่วย เมื่อเขาต้องการจริงๆ มีความจำเป็นจริงๆ ในเรื่องอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าให้เรื่อยๆ ไปไม่ได้ ให้มากๆ เขาเห็นเป็นของธรรมดา เลยไม่ค่อยนึกอะไร ทีนี้เราต้องคอยดู ช่วย เวลาว่าคนนี้เดือดร้อนอะไร จำเป็นอะไร เช่นเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องไปโรงพยาบาล ขาดเงินขาดทอง สอดเข้าไปช่วยทันที อย่างนี้แหละ มันจะเกิดบุญคุณขึ้นในน้ำใจ เพราะเขาเป็นทุกข์เหลือเกิน เดือดร้อนใจเหลือเกิน แล้วเราสอนเข้าไปช่วยทันที เขามองเราเหมือนกับเทพเจ้า ที่มาทันเวลา แล้วมันฝังอยู่ในใจของเขา
ถ้าหากว่าเขาสบายๆ อยู่แล้ว เราไปถึงว่า เอ้าเอาสตางค์ไปใช้มั่ง มันเฉยๆ อย่างนั้นมันเอาไปใช้หมดเท่านั้นเอง แล้วมันไม่ได้นึกถึงเราหรอก เพราะว่าเขามันไม่มีความขัดข้อง ด้วยเรื่องสตางค์ เมื่อเราเอาให้เขา เขาก็เฉยๆ แต่ว่าถ้าเขาไม่มีจริงๆ เดือดร้อนจริงๆ แล้วเราวิ่งเข้าไปช่วย เขานึกอยู่นาน ฝังเข้าไปในใจ แล้วเขาจะมีความกตัญญูต่อเรา หลักการมันเป็นอย่างนั้น ช่วยคนมันต้องดูเวลา ดูโอกาสให้เหมาะๆ ถ้าเรานึกไว้ในรูปอย่างนั้น แต่ถ้าเราให้ โดยไม่หวังอะไรตอบแทนแล้ว เราให้ไปเถอะ ให้เพื่อให้คนอื่นสบายใจเท่านั้นเอง แล้วตัวเรานี้ไม่หวังอะไรจากการให้ แล้วเราก็ไม่มีปัญหา เป็นการทำให้เกิดความสบายใจแก่คนรับ ก็พอแล้ว นี่ก็ไม่มีเรื่อง
ส่วนอีกอันหนึ่ง ในเรื่องการให้เหมือนกัน คือว่าให้ประโยชน์แก่กันและกัน ประพฤติอย่างไร ที่มันเป็นประโยชน์แก่คนเหล่านั้น แก่คนเหล่านี้ อย่าตัดรอนประโยชน์ใครๆ อย่าริษยาใคร อย่าเบียดเบียนใคร ให้สูญเสียสิ่งที่เขาจะมีจะได้ แต่ว่ามีทางใจ ที่เราจะช่วยเหลือ สนับสนุนให้คนได้มีความก้าวหน้า ในการปฏิบัติกิจหน้าที่การงาน ในการศึกษา ในการอะไรก็ตามใจ อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นการให้ ตามหลักในทางพระพุทธศาสนา
คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันนี้อย่างหนึ่ง ในกรุงเทพฯ เรานี้ มีความไม่ค่อยสนิทสนมกัน ไม่ค่อยจะรู้จักกัน อยากจะให้แก้ไขกันเสียสักหน่อย คือว่าคุ้นๆ กันไว้บ้าง บ้านใกล้เรือนเคียงคุ้นๆ กันไว้บ้าง เพื่ออะไร เพื่อจะได้เป็นหูเป็นตาแก่กันและกัน ช่วยดูแลกัน เมื่อเราเผลอเราประมาท เดี๋ยวนี้ขโมยขึ้นบ้านบ่อยๆ กลางวันมันก็มาขึ้น คนบ้านใกล้เรือนเคียงก็นั่งดูอยู่ เห็นเขาขนของลงจากบ้าน แต่เขาดูด้วยการนึกอย่างไร เขานึกว่า แหม ย้ายบ้านอีกแล้ว นึกอย่างนั้น ว่าย้ายอีกแล้ว เห็นรถขนมันก็คันใหญ่ ขนโทรทัศน์ ขนวิทยุ ตู้เย็น ก็นึกว่าย้ายบ้านอีกแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ ขโมยมันมาย้ายไปเท่านั้นเอง มันเป็นอย่างนั้น เพราะไม่รู้จักกัน ก็นั่งดูเฉยๆ
ทีนี้ ถ้ารู้จักคุ้ยเคยกัน ก็ไปโอภาปราศรัย เอ๊าอยู่ดีๆ จะไปไหนอีกละ จะได้ทักถามกันอย่างนั้น ขโมยมันก็จะสดุ้งนิดหน่อย มันไม่กล้า แต่ถ้ามันรู้ว่าเขาคุ้นเคยกัน ช่วยดูแลกัน มันไม่กล้าเหมือนกัน อันนี้ตามชนบททั่วไป เขาเอื้อเฟื้อกัน อยู่กันด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เรากรุงเทพ ฯ นี่ไม่ค่อยรู้จักกัน คนข้างเคียงจึงควรจะได้ทำอย่างไร ที่จะได้เกิดความคุ้นเคยกันได้ ไปมาหาสู่กันบ้างตามสมควร ทีนี้ การอยู่ในบ้าน ความจริงก็พอไปกันได้ คือในชุมนุมหนึ่งๆ บ้านช่องเขาจัดสรร ราคาแพง คนที่ซื้อได้ก็มีฐานะพอสมควรทั้งนั้น ก็พอจะรู้จักมักจี่กันไว้ได้ เพราะว่าราชสีห์ ก็ยังอาศัยหนูเหมือนกัน ในเมื่อติดกับเขา หนูก็ต้องมาช่วย แล้วหนูก็ต้องอาศัยราชสีห์บ้าง ในบางครั้งบางคราว
คนเรามันต้องอาศัยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะมั่งมีเราจะใหญ่โตมีอานาจวาสนา อย่านึกว่า กระจ้อยร้อยช่วยอะไรเราไม่ได้ บางคราวมันก็ช่วยได้ สิงโตมันติดกับ หนูจึงมากัดมันจึงออกไปได้ ตัวน้อยมันช่วยใหญ่ได้เหมือนกัน ถ้าเราคิดอย่างนี้ เราก็ช่วยกันได้ตามฐานะ ตามโอกาส ผูกมิตรกันไว้ดีกว่าไม่รู้จักกัน นี้เป็นหลักที่ควรจะใช้ ในชีวิตของผู้ครองบ้านครองเรือน ประการหนึ่ง เรียกว่า การให้ การให้เป็นทางแห่งความสุข พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า "ทานํ สคฺค โสปานํ" ทานนี่เป็นบันไดแห่งสวรรค์ สวรรค์ในที่นี้ ไม่ใช่สวรรค์บนฟ้า หามิได้ แต่ว่าสวรรค์นั้นคือการอยู่กันฉันท์พี่น้อง อยู่กันด้วยความสุข อยู่กันด้วยความไม่มีเวร ไม่มีภัยต่อกัน นั่นแหละสวรรค์
นรกก็หมายความว่า อยู่กันด้วยเบียดเบียนกัน ข่มเหงกัน มีการจี้การปล้น อยู่ตลอดเวลา นี่มันนรกอยู่ไม่สบาย นอนไม่เป็นสุข หวาดกลัวต่อภยันตรายอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ก็เป็นนรกไปแล้ว อันนี้ถ้าเรามีการเอื้อนเฟื้อเผื่อแผ่กัน ก็เรียกว่า เป็นบันไดแห่งสวรรค์ และการให้ เป็นเครื่องสมานมิตรไมตรี ต่อกันและกัน ทำให้คนรักใคร่สนิทสนมกันกลมเกลียว อยู่กันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โลกนี้ไม่มีการให้เมื่อใด ก็จะคับแคบกันขึ้นเมื่อนั้น แต่ถ้ามีการให้แพร่หลายออกไปเท่าใด โลกจะก้าวหน้ากันขึ้นเมื่อนั้น
วันนี้ ชาติต่างๆ ก็รู้คุณค่าแห่งการให้ขึ้นบ้างแล้ว ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง เราเห็นคุณค่าแห่งการให้ เพราะฉะนั้น จึงตั้งองค์การสหประชาชาติ แล้วองค์กรนี้ ก็มีประเภทต่างๆ องค์การยูเนสโก้ องค์การอีกาเฟ่ มีองค์การอะไรต่างๆ หลายองค์การ เรื่องให้ทั้งนั้น เฉลี่ยกัน ชาติไหนมั่งคั่ง ต้องการไปช่วยชาติที่ยากจน ชาติไหนที่พัฒนาแล้ว ไปช่วยชาติที่ด้อยพัฒนา ได้ไปช่วยเหมือนกัน แม้เมืองไทยเรานี้ พูดกันไปแล้วก็ยังด้อยพัฒนาอยู่ ในสายตาของชาวต่างประเทศ เราไม่ได้เจริญเหมือนที่เขาเจริญ เรายังด้อยในเรื่องการศึกษา ในเรื่องการอุตสาหกรรม ในเรื่องการค้าขาย ในเรื่องอะไรหลายอย่างหลายประการ ชาติที่เขาเจริญแล้ว เขาก็มาช่วยเหลือ
เช่นช่วยเหลือในเรื่องการศึกษา ส่งครู ส่งอาจารย์มาช่วย ให้ทุนแก่นักศึกษาไทย ได้ไปเรียนต่อในต่างประเทศ ทำปริญญาโท ปริญญาเอก ให้ทุนกันมากมาย ทุนโคลัมโบบ้าง ทุนอะไรต่ออะไร ไปกันบ่อยๆ นี่เรื่องของการให้ ให้หยูกให้ยา ให้ดีดีที มาพ่นกัน ไม่ให้ยุงมากันคนเกิดไข้มาเลเรีย ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ มากมายหลายเรื่องหลายประการ ให้กันอยู่บ่อยๆ อย่างนี้ก็เป็นการ ช่วยเหลือเจือจุนกัน ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ การให้ที่เกิดโทษ ก็มีอยู่เรื่องเดียวคือให้อาวุธให้มันรบกัน นี่ไม่ไหว แจกอาวุธให้มารบกัน ชาตินั้นขาดอาวุธแจกกันไป แล้วชาติโน้น ไม่มีอาวุธก็แจกกันไป แจกกันใหญ่ รบกันต้องซื้ออาวุธที่นี่ หมดแล้วปืนแตก ปืนแตกก็ต้องซื้อมารบกันต่อไป อันนี้ ไม่น่าให้ ให้แล้วมันยุ่งยาก ควรจะให้ของที่เป็นประโยชน์
พระพุทธเจ้า ท่านสอนไม่ให้เหมือนกัน ไม่ให้ของเป็นพิษ เช่น ไม่ให้ให้น้ำเมาแก่มิตรสหาย มันเป็นพิษกินเข้าไปแล้ว เสียผู้ เสียคน แต่ว่าเมืองไทยนี่ชอบให้กัน ถ้าเพื่อนคนไหน ให้เหล้าสักขวดแล้ว แหม ชอบอกชอบใจ คนแก่บางคน หลายคน ไหนเอาเหล้ามาฝาก มีหลานหลายคน มันรักฉันอยู่ คนเดียวคนนี้แหละ อ้ายคนที่จะไล่คุณตาลงนรก รักกันนักหนา หลานคนนั้น นี่เรียกว่า ไม่ได้เรื่องอะไร เอาเหล้าไปให้คนกิน เหมือนกับว่า ไปเร่งให้ไปป่าช้าไวๆ เท่านั้นเอง เรารักคุณปู่คุณตา ควรจะจูงมาวัดมาวา มาฟังเทศน์ฟังธรรม จิตใจจะได้สบาย แต่นึกว่าคุณตาชอบเหล้า เอาเหล้าไปให้คุณตา เรารักเพื่อน ก็เชิญเพื่อนไปกินเหล้ากัน อย่างนี้มันไม่ไหว เร่งให้ตายไวๆ กันทั้งนั้น
พระพุทธเจ้า ท่านห้ามการให้ของเหล่านี้ คือให้ให้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยให้คนอยู่ด้วยความสุขความสบาย ให้อาหาร ให้เสื้อผ้า ให้รถ ให้ยาน ให้หยูก ให้ยา ให้ความสุข ความสบาย ทุกประเภท มันเยอะแยะ เราจะให้อะไรก็ได้ นานาชาติ เดี๋ยวนี้ให้สิ่งต่างๆช่วยเหลือกัน ช่วยเหลือในการทำถนนหนทาง ช่วยอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นการให้ทั้งนั้น มันอยู่ในเรื่องทานเท่านั้นเอง ถ้ายิ่งมีการให้มากเท่าใด สังคมจะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
ในเรื่องพระสูตร เล่าเรื่องไว้เรื่องหนึ่ง ว่าพระราชาจับโจรมาได้ แล้วจึงถามว่าทำไมแกจึงเป็นโจร เป็นผู้ร้าย คนนั้นก็บอกว่า เพราะไม่มีของจะกินจะใช้ รวมความว่า เป็นคนยากจนเท่านั้นแหละ จึงเป็นขโมย ราชาบอกว่า ฉันให้เงินให้ทองไปทำมาหากิน ตั้งเนื้อตั้งตัว แล้วก็อย่าไปลักขโมยใครต่อไปอีกน๊ะ เจ้าโจรนั้นก็ตอบว่า เมื่อมีกินมีใช้แล้ว ข้าพระองค์จะไปทำการขโมยเสี่ยงภัยทำไม มันเสี่ยงกันการติดคุก ติดตะราง จะได้ทำมาหากินต่อไปตามฐานะ แล้วคนนั้นก็ไม่ลักขโมยต่อไป ตั้งหน้าทำมาหากินด้วยความเรียบร้อย อันนี้เป็นหลักประสาสโนบาย ของบ้านเมืองอยู่เหมือนกัน
คือบ้านเมือง จะต้องจัดการให้คนมีที่อยู่ มีที่กิน มีที่อาศัย ก็เรื่องให้นี่เหมือนกัน เช่นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงให้ที่ดินสำหรับทำมาหากิน ตั้งห้าหมื่นไร่ ให้เอาไปเป็นนิคมสหกรณ์ อะไรต่อมิอะไรตามเรื่อง นี่คือ การให้ แล้วการที่พระองค์ เสด็จจากกรุงเทพฯ ไปภาคเหนือ ภาคใต้ ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ให้เหมือนกัน เสด็จไปให้ คือให้ความสบายใจ แก่ประชาชน ผู้ได้พบได้เห็น เพราะการได้เห็นคนดีนั้น เป็นมงคล เป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน ท่านก็ไปให้คนได้พบปะ ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด แล้วมีทางที่จะทรงให้ได้ ก็ทรงแนะนำให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ทำเขื่อนกั้นน้ำบ้าง ขุดสระเก็บน้ำบ้าง แล้วตั้งนิคมสหกรณ์ ช่วยเหลือคนประเภทต่างๆ
ที่ดินที่ใด พอจะพัฒนาเป็นนาเป็นไร่ ให้คนเข้าไปอาศัย ทำมาหากินได้ แต่ยังไม่ได้พัฒนา พระองค์ก็เสนอโครงการนั้นต่อรัฐบาล รัฐบาลก็จัดทำรีบด่วน เพราะเป็นโครงการของในหลวง เดี๋ยวนี้มีโครงการของในหลวงเยอะ ทำที่นั่น ทำที่นี่ เพื่อเป็นการให้ความสุข ความสงบแก่ประชาชน ให้คนได้อยู่เย็นเป็นสุขกันต่อไป อันนี้ก็เรียกว่า เป็นเรื่องที่ให้แก่คนเหล่านั้น แม้สมเด็จพระราชชนนี แม้มีพระชนมายุมากแล้ว ไม่มีหยุด มียั้ง ยังไปให้อยู่ตลอดเวลา อานิสงส์เกิดแก่พระองค์ท่าน เราสังเกตดูไหม รูปพระองค์ท่านลงจากเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์เดินตัวปลิว แล้วพระชนมายุขนาดนั้นแล้ว ยังแข็งแรงไม่มีโรคมีภัย ไม่มีความดัน ไม่มีเบาหวาน ไม่มีอะไร เสด็จไปไหนๆ สะดวก สบาย อานิสงส์อะไร อานิสงส์ของการให้
ให้ความไม่มีโรค เราก็ไม่มีโรค คือให้หยูก ให้ยา ให้สุขภาพอนามัยแก่คนทั่วๆ ไป ทรงตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ไปให้เยียวยา รักษาคนในถิ่นทุรกันดาร ตอนนี้ก็ไปลอยเรืออยู่แถวใต้ ขึ้นฝั่งไปเที่ยวดูนั่น ดูนี่ เที่ยวแจกข้าว แจกของ แจกเสื้อ แจกผ้า เรื่อยไป นี่คือการเสด็จให้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าของชาวเราทั้งหลาย เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่นั้น ก็ต้องทรงให้อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าพระองค์ไม่มีวัตถุที่จุให้ ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อะไรๆ นี่สู้ให้คำสอนไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธภาษิตที่ว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" การให้ทานธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง
คือการให้คำสอน การให้ดวงประทีปชีวิต แก่คนเหล่านั้น ให้ได้รู้ว่า ชีวิตคืออะไร อะไรคืออะไร แล้วจะได้ปฏิบัติตนถูกต้อง ตามแนวทางที่ถูกที่ชอบ เสด็จไปไหนๆ ก็มีแต่เรื่องให้แก่เขา ทรงเอานิดหน่อย คืออาหารบิณฑบาต วันละมื้อเดียว ไม่มีอะไร นอกนั้นก็ไม่มีอะไร มีแต่เรื่องให้ตลอดพระชนม์ชีพ แม้แต่ในนาทีสุดท้าย ใกล้จะปรินิพพานแล้ว ถ้าเรียกตามภาษาชาวบ้านก็ว่า เข้าขั้นโคม่าแล้ว ประทับนอนอยู่ใต้ต้นไม้ บนผืนผ้า ไม่มีเตียงอะไร นอนบนพื้นดินธรรมดา บนทรายฝุ่น ในอินเดียมีแต่ทรายฝุ่นทั้งนั้น แล้วก็มีผ้าสังฆาฏิ ปูนอนหน่อย พระอานนท์ปูถวาย แล้วก็ประทับนอนตรงนั้น มีคนจะมารบกวนถามปัญหา พระอานนท์ บอกว่า ขอทีเถอะพ่อคุณ อย่าไปรบกวน พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระองค์ประชวรหนักเต็มที่แล้ว พระองค์ได้ยินว่าจะมีคนมาถามปัญหา แล้วอานนท์ห้ามว่า อย่าไปรบกวน พระองค์เลยบอกว่า อานนท์อย่าไปห้ามเข้าเลย เขาไม่ได้รบกวนอะไรหรอก เขามีปัญหาที่จะต้องถาม ถ้าเขาไม่ได้ถาม เขาจะอัดอั้นตันใจ ไปกระทั่งหมดชีวิต เพราะหมดโอกาสที่จะถามแล้ว ปล่อยเขาเข้ามาเถอะ นายคนนั้นก็ได้เข้าไปเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ แล้วก็ทูลถามปัญหา มากมายหลายข้อ ถามใหญ่เลย พระองค์บอกว่า อย่าถามมากๆ เวลามันน้อย มันสั้น เอารวบยอดให้ฟัง แล้วก็ตอบรวบรวม แล้วก็ขอบวชเป็นคนสุดท้าย
แล้วก็ยังให้อีก เมื่อจะหมดลมหายใจนี่ ก็ยังฝากคำเตือน อย่างชนิดที่เรียกว่า สำคัญที่สุด บอกว่า "อมนฺตยามิ โว ภิกฺขเว ขยวยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวง มีความเสื่อมไปสิ้นไปธรรมดา เธอทั้งหลายจงบำเพ็ญประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด. ว่าอย่างนั้น นี่เป็นการให้ครั้งสุดท้าย ปัจฉิมวาจา ที่พระองค์ได้ให้แก่พวกเราทั้งหลาย ยังดังก้องอยู่ตลอดจนทุกวันนี้ ว่าอะไร มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน เราจงทำประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่างนี้เป็นการให้ไว้ในครั้งสุดท้าย ที่เรารับมาจนถึงทุกวันนี้
และถ้าหากว่า เรารับมรดกธรรม ของพระพุทธเจ้า เอามาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา อย่างจริงจังแล้ว รับรองว่าเราจะปลอดภัย เวลานี้มีญาติโยมถามบ่อยๆ ว่าจะอยู่รอด จะปลอดภัยไหม ภัยนั้นมันเกิดจากอะไรเราต้องรู้ว่ามันเกิดจากอะไร ภัยทั้งหลาย มันเกิดจากภายใน ของคนนั้น ภัยภายนอก ก็เนื่องมาจากภัยภายใน ภัยภายในก็คือกิเลสทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นรบกวนจิตใจ แล้วกิเลสมันเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะเราเผลอ เราประมาท ขาดความระมัดระวัง เมื่อเราเผลอประมาทไปไม่มีสติควบคุมจิตใจ กิเลสมันก็เกิดขึ้นในใจ แล้วก็เป็นภัยแก่เรา ภัยที่เกิดขึ้นในใจของเรานั้น ชวนภัยภายนอกเข้ามา เช่นคนมีความคิดเห็นผิด เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้นในใจ แล้วก็ไปชวนภัยภายนอกเข้ามา รังแกเพื่อนบ้าน ให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน
ตัวอย่างเห็นง่ายๆ เช่นพวกขโมยนี่แหละ ขโมยอยู่บ้านนี้ แล้วก็ชวนคนบ้านโน้นมาปล้นคนบ้านนี้ นึ่ก็เพราะมันมีภัยข้างใน ภัยข้างในนั้นก็คือความริษยา ไม่อยากจะเห็นเพื่อนบ้านเจริญ ไม่อยากจะเห็นเพื่อนบ้านมีความสุข มีความก้าวหน้า ในการเป็นอยู่ แต่ว่าตัวจะไปทำลายเองมันก็ไม่ไหว เลยไปยืมมือมาจากบ้านโน้น หาพรรคหาพวกมา ตาเป็นคนดูและประตูให้ ชี้ช่องชี้ทาง เข้าทางนั้น ออกทางนี้ ถ้าว่าฉุกเฉินก็ออกไปทางนั้น เป็นพวกชี้แนะช่องทาง เขาเรียกว่า ชักน้ำเข้าเรือ ชักเสือเข้าบ้าน
เรือมันดีๆ ไปถอดข้างล่างให้มันมีรู น้ำเข้าเรือ เรือจม เสือไม่มีในบ้าน ไปดึงเสือมา อุตส่าห์ต้อนเข้ามา จะให้กินลูกวัวชาวบ้าน ก็เรียกว่า ไม่ได้เรื่อง เพราะมันมีภัยข้างในก่อน มีภัยข้างในแล้วก็ไปดึงภัยข้างนอกมา ทำให้เกิดความทุกข์ต่อไป เราจะปราบอะไรๆ นั้น จะต้องปราบภัยข้างในก่อน ปราบภัยข้างในนั้น จะปราบด้วยอะไรอื่นหาได้ไม่ แต่เราต้องปราบด้วยธรรมะ ด้วยการให้ทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการเจริญภาวนา ถ้าเราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ ภัยข้างในมันไม่มี เพราะเราให้ออกไป เช่นกิเลสเกิดขึ้นเราไม่เอาไว้ สละมันเสียเลย สละกิเลส พระท่านเรียกว่า จาคะ มันมีคำสองคำที่ใช้กันอยู่ในเรื่องนี้ คือ ทานอย่างหนึ่ง จาคะอย่างหนึ่ง อันนี้ เป็นข้อแนะนำ เตือนจิตสะกิดใจแก่ญาติโยมทั้งหลาย ที่ได้มาประชุมกันในวันนี้ ก็พอสมควรแก่กาลเวลาแต่เพียงเท่านี้.
ที่มา http://www.panya.iirt.net/read/ (http://www.panya.iirt.net/read/)
เรื่อง ทาน - บริจาค
วันอาทิตย์ ที่ ๗ สิงหาคม พ. ศ. ๒๕๒๐
ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา อันเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดการฟัง ตามสมควรแก่เวลา
วันนี้ เป็นวันอาทิตย์ที่สองของการเข้าพรรษา ญาติโยมทั้งหลาย ได้มาทำบุญในวันเข้าพรรษาไปเรียบร้อยแล้ว ในวันนั้นก็ได้ตักเตือนแนะนำญาติโยมว่า ฤดูกาลเข้าพรรษานั้น เป็นฤดูกาลแห่งการทำจริง ในเรื่องการปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ ให้สะอาดปราศจากเศร้าหมองใจ เป็นฤดูกาลที่เราควรจะได้ปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อความก้าวหน้าในทางธรรมะมากยิ่งขึ้นๆ อย่าให้ฤดูกาลเข้าพรรษา ได้ผ่านพ้นไปโดยเราทั้งหลายมิได้ทำอะไร อันเป็นประโยชน์ในทางธรรมะ อันนี้เป็นข้อเตือนในทั่วๆ ไป ตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาจนบัดนี้ ผู้ที่เป็นประธานในหมู่ในคณะ ก็ย่อมจะแนะนำพร่ำเตือนกัน ในแนวนี้เหมือนกัน ก็เพื่อจะให้รู้ว่าชีวิตเป็นของน้อยเป็นของสั้น เราไม่รู้ว่ามันจะแตกจะดับลงไปเมื่อใด เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลก ก็ควรจะใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการศึกษาค้นคว้า ในการปฏิบัติธรรมะ อันเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตของเราทั้งหลาย ประการหนึ่ง
ญาติทั้งหลายที่เคยมาวัด เคยสนใจในการศึกษา ในการปฏิบัติ ก็ได้กระทำกันอยู่โดยปกตินิสัยแล้ว แต่ว่าเราควรกระทำให้ยิ่งขึ้น ในฤดูกาลเข้าพรรษา เพื่อให้สมกับว่า เป็นการเข้าอยู่กับธรรมะ ตลอดฤดูกาลที่เรียกว่า "จำพรรษา" เรื่องจำพรรษาจะเกิดประโยชน์แก่เราแต่ละคน ก็โดยอาศัยการสนใจศึกษาปฏิบัติธรรมะอย่างแท้จริง ให้อยู่อย่างมีสัจจะ ในการปฏิบัติกิจนั้นๆ ครั้นเมื่อเจ็ดวันผ่านพ้นไปแล้ว เราก็มาถึงวันที่เราจัดกิจทางศาสนา เช่น วันพระ วันนี้ก็เป็นวันพระแรมแปดค่ำ ซึ่งก็เป็นวันพระแรมแห่งฤดูกาลเข้าพรรษา ในวันพระเช่นนี้เราควรจะคิดอะไร ควรจะพิจารณาในเรื่องอะไร ก็ควรจะได้พิจารณา ถึงจิตใจของเราที่ผ่านมา ว่าในรอบเจ็ดวันที่ผ่านมานี้ สภาพจิตใจของเราเป็นอย่างไร อะไรๆ ที่เป็นเรื่อง ไม่ดีไม่งาม ที่เคยเกิดขึ้นในใจของเรา เช่น ว่าเราเป็นคนมักโกรธ ใจร้อนใจเร็ว เมื่อเข้าพรรษามาได้เจ็ดวันแล้ว สภาพจิตใจดีขึ้นหรือเปล่า เมื่ออารมณ์ใดมากระทบ เราพอจะยับยั้งชั่งใจ บังคับตัวเองให้อยู่ในสติปัญญาได้หรือไม่ ให้พิจารณาในรูปอย่างนั้น ด้านศีลของเราเป็นอย่างไร ด้านสมาธิเป็นอย่างไร ด้านปัญญา คือความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ นั้นๆ มีสภาพอย่างไรในจิตใจของเรา อันนี้เป็นเรื่องที่จะได้พิจารณา เพราะการพิจารณาตนเอง ตักเตือนตนเอง แล้วก็แก้ไขตนเองนั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ อันเราจะต้องกระทำเป็นประจำอยู่ ไม่ละไม่เลยเสียเป็นอันขาด เพราะว่าการกระทำกิจอย่างนี้ เป็นการก้าวหน้าแห่งการศึกษา แห่งการปฏิบัติธรรมของเราแต่ละคน จึงควรจะได้มีการทดสอบทั่วไปทุกๆ เจ็ดวันก็มีการสอบตัวเอง มองดูตัวเอง เพื่อให้รู้จักตัวเองดีขึ้นครั้งหนึ่ง การปฏิบัติธรรมก็จะก้าวหน้าเรื่อยไป
อันผลที่เกิดขึ้น จากการปฏิบัตินั้น ก็คือความสงบทางใจ ความสะอาดทางใจ อันเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องการ เราจะอยู่ด้วยความสงบ ด้วยกันก็เพราะประพฤติธรรมะ ถ้าไม่ใช้ธรรมะเป็นแนวทาง เราก็จะพบความสงบไม่ได้ ธรรมะกับชีวิต หรือศีลธรรมกับชีวิตของเรานั้น เป็นเรื่องที่จะต้องกระทำอย่างจริงจัง และก็ต้องกระทำติดต่อไม่ขาดสาย เพราะว่าโลกเราจะอยู่กันด้วยอย่างมีความสุข ก็เพราะมีสิ่งนี้ ถ้าขาดสิ่งนี้ก็จะเกิดความวุ่นวาย สร้างปัญหาขึ้นในสังคม ด้วยประการต่างๆ
ชาวโลกในสมัยนี้ จิตใจหันเหออกไปนอกเส้นทาง ที่ธรรมะขีดไว้ให้เดินมากขึ้น ทุกวันทุกเวลา การเดินออกไปนอกเส้นทางนั่นแหละ คือ ความวุ่นวาย ความทุกข์ ความเดือดร้อน อันจะเกิดขึ้นแก่ตน แก่ท่านด้วยประการต่างๆ ถ้าเราฟังข่าวทางวิทยุ อ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งรายงานให้เราทราบทุกๆ วัน ไม่เฉพาะข่าวในบ้านของเราเท่านั้น แต่เราจะรู้ว่า อะไรมันเกิดขึ้นที่ไหนในโลกนี้ ในวันนี้หรือในคืนนี้ที่ผ่านมา เราสามารถจะรู้เหตุการณ์อะไรได้ทั่วถึง เพราะความก้าวหน้าทางเครื่องมือสื่อสาร เมื่อได้ฟังข่าวทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ก็เกิดความนึกขึ้นในใจได้ว่า โลกนี้วุ่นวายจริงหนอ สับสนจริงหนอ มีปัญหายุ่งยากกันทั่วไป รบที่นั่น ฆ่ากันที่นี่ มีกันเรื่อยไป ระหว่างคนระหว่างพวก ระหว่างประเทศ แม้ว่าคนบางชาติบางประเทศ มีศาสนาเป็นอันเดียวกัน
การมีศาสนาอย่างเดียวกันนั้น ก็เหมือนกับว่าเป็นคนใจเดียวกัน คนใจเดียวกันนี้ ไม่น่าจะทะเลาะกัน ไม่น่าจะรบราฆ่าฟันกัน ความจริงมันควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ทว่าการนับถือศาสนานั้น ยังไม่เข้าถึงตัวธรรมะ อันเป็นหลักปฏิบัติ ในศาสนานั้นๆ นับถือกันแต่เพียงชื่อ เพียงแต่ยี่ห้อไว้กับตัวของตัวเองว่า เรามียี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ ยี่ห้อเป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เป็นพุทธบริษัท นี้เขาเรียกว่า ปะยี่ห้อไว้ให้คนรู้เท่านั้นเอง แต่ว่าจิตใจหาได้เข้าถึงหลักคำสอน คือตัวธรรมะในศาสนานั้นอย่างแท้จริงไม่ จึงได้เกิดรบราฆ่าฟันกันด้วยประการต่างๆ เช่นคนในศาสนาเดียวกัน แล้วก็พูดภาษาเดียวกันด้วยซ้ำไป เช่นอียิปถ์กับลิเบียก็ภาษาเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน ทะเลทรายกั้นไว้ แต่ก็ไม่มีเขตกั้นอะไร เพียงแต่ปักหลักเป็นเครื่องหมาย รบกันได้ เลบานอนก็รบกันเอง รบกันได้ นี้ก็คือว่าไม่มีธรรมะประจำจิตใจ
คนเขมร เมื่อก่อนนับถือศาสนา ก็เคร่งครัดพอสมควร แม้จะไม่เข้าถึงธรรมะที่ลึกซึ้ง แต่ก็ถือกันอยู่ตามขนบธรรมเนียม ประเพณี มีวัด มีพระ มีผู้คงแก่เรียนแก่การศึกษา ก็มีมากอยู่เหมือนกัน แต่เวลานี้สังคมเปลี่ยนแปลงไป เพราะลัทธิเข้ามาเปลี่ยนแปลงจิตใจคน ในประเทศนั้น คนในประเทศนั้น กลายเป็นคนโหดเหี้ยม ดุร้ายยิ่งกว่าอะไรๆ ไปเสียอีก ทำไมจึงได้เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเขาขาดธรรมะ ประจำใจไปเสียแล้ว ไม่มีความรู้สึกในเรื่องบาป บุญ คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ คนประเภทอย่างนั้น เขาไม่มีบุญ ไม่มีบาป เขาไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีครู ไม่มีอาจารย์ เขามีแต่สหายของเขาเท่านั้น
แต่ว่าสหายมันก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า "นตฺติ พาเล สหายตา" ความเป็นสหายไม่มี ในคนพาล คือคนไม่มีธรรมะเป็นหลักจิตใจนั้น เราอย่าไปนึกว่า เขาจะเป็นสหายของเรา เป็นเพื่อนของเรา เขาจะหักหลังเราเมื่อใดก็ได้ จะประทุษร้ายชีวิต ทรัพย์สมบัติของเราเมื่อใดก็ได้ เป็นคนประเภทกลับกลอกไปตามเหตุการณ์ ตามอารมณ์และสิ่งแวดล้อม จึงไว้ใจไม่ได้ คนไม่มีศาสนานี่ ไว้ใจไม่ได้ เพราะไม่มีหลักอะไร เป็นเครื่องประคับประคองจิตใจ จึงได้กระทำการอันทารุณโหดร้าย ซึ่งญาติโยมทั้งหลาย ก็ได้ฟังอยู่แล้ว ไม่ต้องนำมาจารนัยในที่นี้อีกให้เสียเวลา แต่เพียงชี้ให้เห็นว่า นี่แหละการไม่มีศาสนา การไม่มีธรรมะประจำจิตใจ
บรรดาความวุ่นวายทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น เกิดจากบุคคลประเภทไม่มีธรรมะ ไม่มีศาสนาประจำจิตใจทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นคนมีธรรมะ มีหลักศาสนาประจำจิตใจแล้ว จะเป็นคนที่มีใจสงบเยือกเย็น ทำอะไรก็ใช้สติปัญญา ไม่มีอารมณ์รุนแรงในการกระทำนั้นๆ เพราะว่ามีเครื่องยับยั้งชั่งใจ คล้ายๆ กับว่ามีห้ามล้อสำหรับจิตใจ ถ้าเรามีธรรมะเป็นเครื่องห้ามล้อแล้ว ชีวิตเราหมุนไปสู่ความตกต่ำช้าลงไปหน่อย หรือว่าหยุดได้ทันที ตรงปากเหวที่จะตกลงไปนั้นแหละ มันก็ไม่เกิดความเสียหายอะไรมากเกินไป อันนี้เป็นเรื่องที่เห็นได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่เราควรจะได้ช่วยกันหน่อย เพื่อให้จิตใจคนได้เข้าถึงธรรมะ ได้มีหลักศาสนาประจำจิตใจไว้ จะได้มีความประพฤติในทางที่ถูกที่ชอบ ไม่ก่อกรรมทำเข็ญ ให้เกิดขึ้นแก่ตนแก่ท่าน การอยู่กันก็จะมีความสุขความสงบ ตามสมควรแก่ฐานะ
ธรรมะที่เราเอามาปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้น ในทางพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านสอนไว้ ให้เราปฏิบัติตามขั้นตอนไป โดยลำดับ เช่นเราได้ยินพระท่านสอนว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หรือพูดว่า ทาน ศีล ภาวนา เวลาสอนชาวบ้านทั่วๆ ไปนั้น พระผู้มีพระภาคมักจะเริ่มต้นด้วยทาน แล้วก็ศีล ภาวนา แต่ถ้าสอนนักบวชด้วยกันแล้ว ก็มักจะเริ่มต้นด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มต้นแตกต่างกัน จุดหมายปลายทางก็เหมือนกัน คือชาวบ้านทั่วไปนั้น ยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ครองบ้านเรือน ยังมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องจัดต้องทำในฐานะผู้ครองเรือน การครองเรือนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทน ใช้ความเพียรใช้อะไรหลายสิ่งหลายประการ การครองบ้านเรือนจึงจะเรียบร้อย
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสภาษิตบทหนึ่งว่า "ทุราวาสา ฆรา ทุกขา" แปลว่า เรือนที่อยู่ครองไม่ดีนั้นเป็นทุกข์ เรือนที่เราครองไม่ดีเป็นทุกข์ อันนี้หมายถึงเรือนกายใจไม่ดี มีความทุกข์ความเดือดร้อน ทีนี้เมื่อตัวเราไม่ดี เรือนที่เราอยู่ก็พลอยไม่ดี การงานที่เราทำก็พลอยไม่ดี กิจกรรมทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นจากจิตไม่ดีนั้น มันก็เป็นเรื่องไม่ดีไปหมด จึงเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความยุ่งยาก ด้วยประการต่างๆ แต่ถ้าหากว่าจิตใจเราดีแล้ว สิ่งทั้งหลายก็จะดีไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องมีธรรมะ เป็นหลักกำกับอยู่ตลอดเวลา
บางทีเราอาจจะเข้าใจผิดไป ว่าเราอยู่บ้านอยู่เรือนนี้ ไม่ต้องประพฤติอย่างนั้นอย่างนี้ในด้านธรรมะ ก็คงอยู่ได้ ขอตอบว่า ไม่ได้เป็นอันขาด เราไม่ประพฤติธรรมะแล้ว ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะจิตใจคนที่ขาดธรรมะนั้น ความเป็นคนก็จะไม่สมบูรณ์ คือเป็นมนุษย์กับเขาไม่ได้ เพราะไม่มีธรรมะ เป็นหลักประคับประคองใจ อะไรๆ ก็จะพลอยเสียหาย มีปัญหาเกิดขึ้นตลอดเวลา ทิ้งไม่ได้ เช่นว่าเราเป็นชาวบ้าน ก็ต้องอยู่ด้วยการให้ทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการเจริญภาวนา
การให้ทานนั้นถือว่า เป็นกิจเบื้องต้น สำหรับผู้จะอยู่ครองบ้านครองเรือน เพราะการครองบ้านครองเรือนนั้น เราไม่ได้อยู่ครอบครัวเดียว เราไม่ได้อยู่ผู้เดียว แต่เราอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน อย่างน้อยก็เป็นครอบครัว ครอบครัวหนึ่งก็มีหลายคน พ่อบ้าน แม่บ้าน มีลูกมีคนใช้ มีผู้มาปฏิบัติงานร่วมกัน ในกิจกรรมต่างๆ ถ้าเป็นครอบครัวน้อยก็คนน้อย แต่ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่คนก็มาก คนเรานั้น ถ้าอยู่น้อยคนปัญหามันน้อย เรื่องกินก็น้อย เรื่องนุ่งห่มก็น้อย เรื่องที่อยู่อาศัยมันก็น้อยตามจำนวนไป แต่ถ้าคนมากขึ้น อาหารก็ต้องเพิ่มขึ้น เสื้อผ้าก็ต้องเพิ่มขึ้น ที่อยู่อาศัยก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย เช่นเดียวกัน
การเพิ่มปริมาณทางด้านวัตถุนั้น มันไม่ใช่เรื่องเบาใจ แต่เป็นเรื่องหนักใจ หนักใจเพราะว่า เราจะหาสิ่งนั้นมาได้อย่างไร เราจึงจะมีพอกินพอใช้ ยิ่งในสมัยนี้ด้วยแล้ว ญาติโยมก็คงจะบ่นไปตามๆ กัน อะไรๆ มันก็แพงขึ้นทั้งนั้นแหละ ข้าวสาร น้ำปลา อ้ายโน่นอ้ายนี้ก็บอกว่าแพงทั้งนั้น เขาว่ากันอย่างนั้น พระนี่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรกับเขามีแต่เรื่องรู้จักใช้ ฉันไปตามเรื่อง ใครเอามาให้ก็ไม่รู้ ว่าราคามันเท่าไร เคยลองถามโยมว่า ปลาตัวนี้ซื้อมาเท่าไร โยมบอกราคาแล้วก็ฉันไม่ค่อยลง คือรู้สึกว่ามันมากเหลือเกิน ราคามันแพง ไม่อยากจะฉันแล้ว แต่ว่าโยมแกซื้อมาให้แล้ว ไม่ฉันโยมก็จะเสียใจ เลยก็ต้องฉันไปตามหน้าที่
แต่ว่าเวลานี้ก็กลุ้มใจว่า แหมของมันแพงอย่างนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อนซึ่งราคามันถูก สมัยเด็กๆ ซื้อของราคามันไม่เท่าไหร่ เงินน้อยแต่ได้มาก เดี๋ยวนี้เงินมากกลับได้ของน้อย นี่โลกมันอย่างนี้ เขาว่าโลกมันเจริญ ไม่รู้ว่ามันเจริญอย่างไร เจริญด้วยปัญหา ความทุกข์ ความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นในโลก มากขึ้นทุกวันทุกเวลา ทุกครอบครัวก็มีปัญหา ในเรื่องการกินการอยู่ การจับจ่ายใช้สอย ปัญหานี้ ย่อมเกิดขึ้นกับทุกครอบครัว
ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ให้กันเสียบ้าง ให้ทาน เรื่องให้ทานโยมอย่าคิดเพียงแคบๆ ว่าเราเอาอะไรไปให้เขานั้น ถ้าคิดอย่างนั้นมันก็คับแคบไป หรือว่าเราตักข้าวใส่บาตรพระ ก็เรียกว่าให้ทาน เอาของมาถวายพระที่วัดก็เพียงให้ทาน อย่างนั้นมันเป็นเรื่องแคบไปหน่อย ไม่ลึกซึ้งเท่าใด การให้ทานที่เป็นประโยชน์อย่างมาก กว้างขวาง เป็นประโยชน์แก่ความสงบสุข แก่สังคมนั้น คือการเสียสละอันยิ่งใหญ่ต่อกันและกัน คนเราถ้ามีความเสียสละในใจแล้ว ความคิดที่จะเอานั้นมันลดน้อยลงไป
ความเสียสละ อันทำความคิดที่จะเอาลดน้อยลงไปนั่นแหละ คือจุดหมายสำคัญของการให้ทาน สมมติว่า เราเป็นคนค้าขายอะไรก็ตาม ถ้าเราเป็นคนพอใจในการบริจาคทาน เราก็นึกว่าเอากำไรแต่น้อยๆ เอาแต่พออยู่ได้ ไม่ให้กิจการที่เรากระทำนี้ ต้องล่มจมลงไป ไม่ขายเอากำไรมากเกินไป ซึ่งเขาเรียกกันว่าค้ากำไรเกินควร การค้ากำไรเกินควรนั้น ขัดกับหลักให้ทาน ในทางพระพุทธศาสนา ถ้าเราจะเป็นคนให้ทาน ก็หมายความว่า เอากำไรนิดหน่อย พอให้กิจการอยู่ได้ ให้สิ่งทั้งหลายมันหมุนไปได้ ไม่ต้องล่มต้องจมไปเท่านั้นเอง แต่บางทีเราเอามากนัก อาจจะอยู่ไม่ได้ก็ได้ เพราะไม่มีคนซื้อของเรา เมื่อไม่มีคนซื้อของเราผลิตของออกไปมาก แต่ไม่มีคนซื้อของก็ค้างสต๊อค เลยขายไม่ได้ เลยก็อยู่ไม่ได้อีกเหมือนกัน อันนี้ก็เพราะว่าไม่ให้ แต่ถ้าเราให้คนก็นิยมกันซื้อ ก็ไม่ลำบากไม่เดือดร้อนอะไร
เมื่อวาน นั่งแท็กซี่ไปวัดมหาธาตุ แล้วเขาก็ถามว่า ที่วัดหลวงพ่อไม่แจกของดีบ้างหรือ บอกว่า มีแจก แจกเวลาไหนวันไหน วันอาทิตย์ฉันแจกอยู่ทุกวัน เก้าโมงครึ่งก็มารับแจกได้ แจกทุกวันๆ เขาบอกว่าผมอยากจะได้ของดี ที่ให้คนขึ้นรถมากๆ แล้วจะได้สตางค์มากๆ ก็เลยบอกว่า มันไม่อยากอะไรหรอก ถ้าเธออยากให้คนขึ้นรถมากๆ ก็เขียนป้ายติดตัวโตๆ ติดไว้ข้างรถเป็นยันต์เรียกคนให้ขึ้นรถ เขียนป้ายไว้ว่า "รถคันนี้ คิดค่าโดยสารตามความพอใจของคนโดยสาร" อย่างนี้คนโดยสารก็พอใจ ทีนี้เราคิดค่าโดยสาร ตามความพอใจของคนขับรถ คนมันก็ไม่ขึ้น เพราะคนขับรถจะเอามาก
ทีนี้บอกว่า เธอเขียนบอกว่า "รถคันนี้คิดค่าโดยสาร ตามความพอใจของผู้โดยสาร"คนก็อยากขึ้นเพราะว่าให้ตามชอบใจ แล้วก็บอกอย่างนี้แล้วก็สบายใจ ฉันขึ้นรถแท็กซี่ ไม่เคยถามคนขับว่าเท่าไหร่ ฉันถามว่าไปหรือไม่ไป พอบอกเท่านั้นก็พอใจแล้ว เพราะว่าเขายินดีจะไป ก็เลยไป เมื่อไปถึงปลายทางก็เลยถามว่า เธอจะเอาสักเท่าไหร่ โดยมากมักตอบว่าตามใจหลวงพ่อเถอะ อย่างนี้ก็พอใจแล้ว แต่ว่าพอให้เขาพอใจทุกที ให้เขาจำนวนหนึ่งแล้วถามว่า พอใจแล้วหรือยัง ฉันต้องการให้เธอสบายใจ เอาตามพอใจ ถ้าให้อย่างนั้น ทีนี้เราต้องคิดพอประมาณ ผู้ โดยสารก็ต้องให้เงินแก่คนขับรถพอประมาณ คนขับรถก็เอาแต่พอประมาณ นี่คือการให้อยู่ในตัวแล้ว เป็นการบริจาคทานอยู่ในตัวแล้ว
ทุกโอกาสเราทำทานได้ทั้งนั้น เช่นเราขับรถไปตามถนน ถ้าเราเป็นคนพอใจในการให้ เราก็ไม่แซงในทางที่มันคับคั่งเกินไป เราก็ไปตามเรื่อง ใครอยากจะไปก่อนเพราะรีบร้อน เอ้าคุณไปก่อน โบกมือให้เขาเพราะเขารีบร้อน รีบร้อนจะไปโรงพยาบาลหรือจะไปโรงพักก็ตามเถอะ ให้ไปก่อนก็แล้วกัน อย่างนี้มันก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไรที่จะยุ่งยาก เพราะเรายินดีในการที่จะให้แก่คนเหล่านั้น
ทำอะไรๆ ก็ตาม เราพอใจในการจะให้ เช่นเราเป็นเจ้าของกิจการ ในโรงงานอุตสาหกรรมอะไรก็ตาม เราก็มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนที่มาปฏิบัติงาน เราเปิดเผยให้เขารู้ว่า กิจการนี้มันมาอย่างไร ไปอย่างไร คือว่าต้องประชุมกันบ้าง พูดจาทำความเข้าใจกัน ให้ถือว่า คนที่มาทำงานร่วมกันนั้น เป็นคนในครอบครัวเดียวกันเป็นพี่น้องกัน อย่าไปแยกว่า เป็นเขาเป็นเรา เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นลูกจ้าง เป็นนายจ้าง ดูมันเป็นคนละชั้นไป แต่เราพูดทำความเข้าใจว่า
เรานี้ทำงานร่วมกัน ถือว่าเป็นพี่น้องกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน สุขทุกข์ร่วมกัน อะไรๆ ก็ทำกันอย่างเป็นของทุกคน แล้วก็มีรายรับรายจ่ายอย่างไร ก็เปิดเผยให้เขารู้กัน ว่านี่กิจการนี้ลงทุนมากี่สิบล้าน แล้วเวลานี้ทำงานมาได้เท่าไหร่ ทุนที่ลงไปนั้นมันยังไม่ได้อะไรคืน เรียกว่า ยังไม่มีกำไรอะไร ถ้าเราช่วยกันทำงานให้ดี ทำงานให้ก้าวหน้า กิจการมันเจริญขึ้น กำไรก็มีเพิ่มขึ้น เมื่อมีกำไรเพิ่มขึ้น ก็พอจะมีส่วนเฉลี่ยแบ่ง ให้พวกเราทั้งหลาย ที่ได้ปฏิบัติงานกันอยู่ในที่นี้ พอจะได้กินอยู่สะดวกสบายมากขึ้นไปกว่านี้ แต่เวลานี้มันยังฝืดๆ กันอยู่ เราก็ต้องทนกันหน่อย พูดจาแบบกันเอง แบบพี่ๆ น้องๆ เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
คนเราโดยปกตินั้น และโดยเฉพาะนิสัยคนไทยชอบความเป็นกันเอง ชอบความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจกัน ไม่ชอบการบังคับ ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบ ถ้าเราแสดงความเห็นอกเห็นใจกัน เป็นกันเองกันแล้ว เขาก็รู้สึกพอใจ การอยู่กันก็จะเป็นอยู่กัน ด้วยความเรียบร้อย เคยถามคนบางคนว่า ทำงานอยู่กับคนนี้กี่ปีแล้ว บอกว่า แหม ทำมาห้าหกปีแล้ว เออ อยู่ได้นานจริง เจ้าของงานเขาใจดีนัก เขาเป็นกันเองกับพวกผม จะไปหาคนอื่นก็เกรงว่าจะไม่ได้ดีกว่านี้ เลยก็อยู่กับคนนี้ต่อไป การเงินการทองเป็นอย่างไร ก็พอไปได้ไม่ฝืดเคืองอะไรมากเกินไป ผมเองมันก็ประหยัดการจับจ่ายใช้สอยอยู่หน่อย ถามเขาอย่างอย่างนั้น เรามันประพฤติธรรมอยู่บ้าง มันก็สบายอย่างนี้แหละ ขอให้ทำความอย่างนี้ต่อไปเถอะ กิจการทั้งหลายมันก็จะเป็นไปในทางที่ถูกที่
นี่คือจุดหมาย ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราทำทาน เพื่อให้เกิดความรักกันเห็นอกเห็นใจกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน เท่าที่เราจะกระทำได้ ถ้าหากว่าทุกคนมีความคิดอย่างนั้น พร้อมที่จะเสียสละ เพื่อให้คนอื่นได้รับความสะดวกสบาย คือต่างคนต่างให้กัน นาย ก. ให้ นาย ข. นาย ข. ให้นาย ก. ต่างคนต่างให้ อย่างนี้ก็อยู่กันด้วยความสุข ไม่มีความยุ่งยากลำบากเดือดร้อน สังคมก็จะอยู่กันด้วยความสงบ แต่ถ้าหากว่า เราไม่พอใจในการที่จะให้ มีความคิดเห็นเข้าข้างตัว อยากจะมีจะได้อะไรเป็นการส่วนตัวมากมายเหลือเกิน นี่เป็นการไม่ถูกต้อง มันเป็นการผิดหลักอยู่สักหน่อย
แล้วถ้าเราคิดละเอียด ว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ของอะไรๆ ที่เราจะสร้างจะจัดทำขึ้นนั้น ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยคนมากช่วยกันจัดทำขึ้นนั้น ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยคนมาก ช่วยกันจัดช่วยกันทำ เมื่อมีคนช่วยจัดช่วยทำ เราก็ต้องเฉลี่ยกัน แบ่งปันกัน ให้คนเหล่านั้นได้มีส่วน ได้รับความสะดวกสบาย ตามสมควรแก่ฐานะ เรื่องการให้ ถ้าไม่มีวัตถุจะให้ เพียงแต่ให้ความยิ้มแย้มแจ่มใส ให้การโอภาปราศัยกับคนเหล่านั้น อย่างชนิดที่เรียกว่า เป็นกันเอง อันนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ถ้อยคำสำนวนพูดจากันและกันนั้น เป็นเรื่องสมานน้ำใจ ทำให้เกิดความรักใคร่ มีไมตรีจิตสนิทสนมกัน คนเรามันต้องรู้จักใช้ ลิ้นของเรานี่ตวัดให้เป็นคุณเป็นค่าก็ได้ ทำให้เพื่อด่าวันยังค่ำ ก็ได้เหมือนกันมัน ไม่ยากอะไร
ทีนี้เรามีไม่มีของอื่นจะให้ เราก็โอภาปราศัยกันไปก่อน พูดจาแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้รู้ว่า เรานี้มีน้ำใจต่อผู้นั้น ต่อผู้นี้ อะไรอย่างนี้เป็นตัวอย่าง คนที่อยู่ร่วมกัน ก็จะเกิดความรักใคร่สนิทสนมกัน เพราะฉะนั้น ในหลักมนุษย์สัมพันธ์ของพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า "ให้" ให้นี่ข้อแรก ประการที่สองว่า "พูดจาอ่อนหวานสมานใจกัน" พูดอะไรกับใคร ก็ใช้กันถ้อยคำที่น่าฟัง รื่นหูฟังแล้วติดอกติดใจ อย่าพูดคำหนัก คำหยาบ คำแสลงหูกับใครๆ เวลาใดใจไม่สบาย ก็นั่งบังคับตัวเอง ควบคุมจิตใจ เพื่อใจสงบแล้วค่อยพูดค่อยจากันกับคนเหล่านั้น เรื่องมันก็จะยุ่งลำบากเดือดร้อน และไม่ว่าในกรณีใดๆ จะใช้คนก็ต้องใช้ให้เป็น อย่างชนิดที่เรียกว่า ให้เขาเต็มใจที่จะรับใช้งาน
รู้จักคนแก่คนหนึ่ง แกมีคนอยู่ในบ้านหลายคน แกใช้คนนั่นให้ทำนั่น ใช้คนนี่ให้ทำนี่ คนพวกนั้นมันก็ไม่ไปไหน ทำงานอยู่ตลอดเวลา ทีนี้คอยสังเกตว่า เวลาจะใช้นี้วิธีการอย่างไร คือจะใช้ให้ใครทำอะไร ต้องถามเรื่องอาหารการกินก่อน เช่นพอเจอก็ว่ากินอะไรบ้างแล้ววันนี้ ถามเรื่องกินก่อน ถ้าคนบอกว่า รับประทานแล้ว เอาทำนี่หน่อย ที่ถามเรื่องการกินนี่ทำให้คนนั้นรู้สึกสบายใจ สบายใจว่า คุณป้าคุณยายเป็นห่วง เรื่องปากเรื่องท้องของเรา กลัวเราจะลำบาก กลัวเราจะเดือดร้อน พอเจอหน้าก็ถามทันที เออวันนี้กินอะไรบ้างแล้ว หรือตื่นขึ้นมา รับประทานอะไรบ้างแล้ว
พอเขาตอบว่ารับประทานแล้ว ก็บอกว่าทำนั้นทำนี้ ไม่ใช่พอเจอหน้าก็ว่าทำนี้ เอานี้ไปนั่น เอานั่นไปนี่ ใช้ตะพึดตะพือ คนใช้มันก็นึกว่าแหม พอเห็นหน้าแล้วก็ใช้เสียเรื่อย ไม่ได้ไต่ถามอะไร อันนี้เรียกว่า รู้จักใช้วาจา พูดจาให้เขาสบายใจก่อนใช้ หรือว่ามีอะไรก็พูดจากับเขาดีๆ ไม่ดุไม่ด่าไม่ลงโทษรุนแรง การด่าดุนี่ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกความจริง ดังผู้ด่าเองก็ร้อนใจ คนถูกด่าก็ไม่สบายใจ ก็เหมือนจุดไฟเผาบ้าน มันไม่ได้ประโยชน์อะไร เราจึงไม่ควรจะใช้ถ้อยคำ ที่กระทบกระเทือนอย่างนั้น แต่ว่าพูดให้เขาสบายใจ แนะนำพร่ำเตือน คนเรามันไม่ฉลาดไปทุกคนหรอก ถ้าฉลาดทุกคน ก็ไม่มีคนมารับใช้เราเท่านั้นเอง ที่เขามารับใช้เรา ก็เพราะเขาฉลาดน้อยกว่าเรา มีความสามารถน้อยกว่าเรา มีฐานะทางทรัพย์สมบัติ น้อยกว่าเรา จึงมารับใช้ เราจึงควรเห็นอกเห็นใจเขา สงสารเขา ในที่เขาบกพร่อง ในเรื่องอย่างนั้น อย่าไปซ้ำเติมเขา ให้มันเดือดร้อนหนักไปกว่านั้นเลย เรานึกอย่างนี้ แล้วเราก็พูดจากับเขา ด้วยถ้อยคำสำนวนที่หวานหู ความหวานนี้มันใช้ประโยชน์ได้ทุกเมื่อ
โคนันทวิศาล ลากเกวียนไปกว่าห้าร้อยเล่ม ไปได้ทันท่วงที ก็เพราะเรื่องนี้ เรียกว่า พ่อโคเอ๋ย เจ้าจงลากเกวียนไปเถอะ ลากไปเลยทีเดียว แต่พอพูดว่าอ้ายโคจัญไร โคมันก็เจ็บใจ แหมพูดดีๆ ก็ไม่ได้ ให้มันหวานหูสักหน่อยก็ไม่ได้ นี่ก็เรื่องให้เหมือนกัน เรียกว่าให้วาจา แล้วก็ให้ความสนิทสนมกัน ไม่ห่างเหินเกินไป สนิทสนมตามสมควรแก่กาละเทศะ เป็นกันเองในบางครั้งบางคราว อันนี้ต้องรู้จัก ว่าไหนควรจะทำอย่างไร ควรจะให้ความเป็นกันเอง ให้ความเห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนเหล่านั้น ตามฐานะโอกาส เท่าที่เราจะทำได้
คือว่าเราต้องดูโอกาส ว่าเขาต้องการอะไร เขามีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ด้วยปัญหาอะไร คนเรามันสังเกตง่าย ดูหน้าก็รู้แล้ว ถ้าหน้ามุ่ยๆ แสดงว่า ไม่ค่อยสบายใจ อย่างนั้นเราต้องเอาใจใส่ เรียกว่าไต่ถาม ว่าเอ็งเป็นอย่างไร ดูหน้าดูตาไม่ค่อยสบาย เขาก็คงจะบอกว่า เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เราก็ต้องให้ความเห็นอกเห็นใจ พูดจาปลอบโยน แนะนำตักเตือน มีอะไรพอช่วยได้ ก็ต้องช่วยทันท่วงที มีบางคนเคยบ่นบ่อยๆ บอกว่า แหม ทำคุณกับคนทั้งหลายไม่ขึ้นเสียเลย คนทั้งหลายให้ไปแล้วมันไม่รู้จักบุญคุณ บางคนพูดหนัก เลี้ยงสุนัขดีกว่า มันกตัญญูดี เลี้ยงคนมันไม่ได้ความ นั่นมันคนละเรื่อง
คือสัตว์เดรัจฉานมันก็อย่างนั้นแหละ เราเลี้ยงมัน มันก็รักเรา มันไม่ใช่รักเพราะว่า มันมีนิสัยกตัญญู ไม่ใช่ แต่มันรักก็เพราะว่า กูได้กินกับคนนี้ ก็ต้องรักเขาหน่อย สุนัขมันคิดอย่างนั้น ใครไม่ให้มันกิน มันไม่รักหรอก ธรรมชาติมันอย่างนั้น แต่คนเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น ต้องเคาะต้องสอน ต้องอบรม เราให้อะไรไปแล้ว คนบางคนไม่สำนึก อย่าไปเสียอกเสียใจ เราควรจะนึกว่า เอาเถอะให้เขาสบายก็แล้วกัน เรามีหน้าที่ ที่จะทำคนอื่นให้เขาสบาย เราได้ทำอะไรให้คนอื่นสบายใจ แล้วเราสบายใจ ส่วนเขาจะคิดตอบแทนเราหรือไม่นั้น เราอย่าไปคิดให้มันยุ่งยากใจ อย่าไปคิด ให้มันวุ่นวายใจ อันนี้ประการหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่ง อยากจะแนะนำว่า การช่วยเหลือบุคคล ที่จะให้เขาสำนึกในบุญคุณนั่น มันมีโอกาส มีช่องเวลา คือเราต้องช่วย เมื่อเขาต้องการจริงๆ มีความจำเป็นจริงๆ ในเรื่องอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าให้เรื่อยๆ ไปไม่ได้ ให้มากๆ เขาเห็นเป็นของธรรมดา เลยไม่ค่อยนึกอะไร ทีนี้เราต้องคอยดู ช่วย เวลาว่าคนนี้เดือดร้อนอะไร จำเป็นอะไร เช่นเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องไปโรงพยาบาล ขาดเงินขาดทอง สอดเข้าไปช่วยทันที อย่างนี้แหละ มันจะเกิดบุญคุณขึ้นในน้ำใจ เพราะเขาเป็นทุกข์เหลือเกิน เดือดร้อนใจเหลือเกิน แล้วเราสอนเข้าไปช่วยทันที เขามองเราเหมือนกับเทพเจ้า ที่มาทันเวลา แล้วมันฝังอยู่ในใจของเขา
ถ้าหากว่าเขาสบายๆ อยู่แล้ว เราไปถึงว่า เอ้าเอาสตางค์ไปใช้มั่ง มันเฉยๆ อย่างนั้นมันเอาไปใช้หมดเท่านั้นเอง แล้วมันไม่ได้นึกถึงเราหรอก เพราะว่าเขามันไม่มีความขัดข้อง ด้วยเรื่องสตางค์ เมื่อเราเอาให้เขา เขาก็เฉยๆ แต่ว่าถ้าเขาไม่มีจริงๆ เดือดร้อนจริงๆ แล้วเราวิ่งเข้าไปช่วย เขานึกอยู่นาน ฝังเข้าไปในใจ แล้วเขาจะมีความกตัญญูต่อเรา หลักการมันเป็นอย่างนั้น ช่วยคนมันต้องดูเวลา ดูโอกาสให้เหมาะๆ ถ้าเรานึกไว้ในรูปอย่างนั้น แต่ถ้าเราให้ โดยไม่หวังอะไรตอบแทนแล้ว เราให้ไปเถอะ ให้เพื่อให้คนอื่นสบายใจเท่านั้นเอง แล้วตัวเรานี้ไม่หวังอะไรจากการให้ แล้วเราก็ไม่มีปัญหา เป็นการทำให้เกิดความสบายใจแก่คนรับ ก็พอแล้ว นี่ก็ไม่มีเรื่อง
ส่วนอีกอันหนึ่ง ในเรื่องการให้เหมือนกัน คือว่าให้ประโยชน์แก่กันและกัน ประพฤติอย่างไร ที่มันเป็นประโยชน์แก่คนเหล่านั้น แก่คนเหล่านี้ อย่าตัดรอนประโยชน์ใครๆ อย่าริษยาใคร อย่าเบียดเบียนใคร ให้สูญเสียสิ่งที่เขาจะมีจะได้ แต่ว่ามีทางใจ ที่เราจะช่วยเหลือ สนับสนุนให้คนได้มีความก้าวหน้า ในการปฏิบัติกิจหน้าที่การงาน ในการศึกษา ในการอะไรก็ตามใจ อย่างนี้ก็เรียกว่า เป็นการให้ ตามหลักในทางพระพุทธศาสนา
คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันนี้อย่างหนึ่ง ในกรุงเทพฯ เรานี้ มีความไม่ค่อยสนิทสนมกัน ไม่ค่อยจะรู้จักกัน อยากจะให้แก้ไขกันเสียสักหน่อย คือว่าคุ้นๆ กันไว้บ้าง บ้านใกล้เรือนเคียงคุ้นๆ กันไว้บ้าง เพื่ออะไร เพื่อจะได้เป็นหูเป็นตาแก่กันและกัน ช่วยดูแลกัน เมื่อเราเผลอเราประมาท เดี๋ยวนี้ขโมยขึ้นบ้านบ่อยๆ กลางวันมันก็มาขึ้น คนบ้านใกล้เรือนเคียงก็นั่งดูอยู่ เห็นเขาขนของลงจากบ้าน แต่เขาดูด้วยการนึกอย่างไร เขานึกว่า แหม ย้ายบ้านอีกแล้ว นึกอย่างนั้น ว่าย้ายอีกแล้ว เห็นรถขนมันก็คันใหญ่ ขนโทรทัศน์ ขนวิทยุ ตู้เย็น ก็นึกว่าย้ายบ้านอีกแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ ขโมยมันมาย้ายไปเท่านั้นเอง มันเป็นอย่างนั้น เพราะไม่รู้จักกัน ก็นั่งดูเฉยๆ
ทีนี้ ถ้ารู้จักคุ้ยเคยกัน ก็ไปโอภาปราศรัย เอ๊าอยู่ดีๆ จะไปไหนอีกละ จะได้ทักถามกันอย่างนั้น ขโมยมันก็จะสดุ้งนิดหน่อย มันไม่กล้า แต่ถ้ามันรู้ว่าเขาคุ้นเคยกัน ช่วยดูแลกัน มันไม่กล้าเหมือนกัน อันนี้ตามชนบททั่วไป เขาเอื้อเฟื้อกัน อยู่กันด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เรากรุงเทพ ฯ นี่ไม่ค่อยรู้จักกัน คนข้างเคียงจึงควรจะได้ทำอย่างไร ที่จะได้เกิดความคุ้นเคยกันได้ ไปมาหาสู่กันบ้างตามสมควร ทีนี้ การอยู่ในบ้าน ความจริงก็พอไปกันได้ คือในชุมนุมหนึ่งๆ บ้านช่องเขาจัดสรร ราคาแพง คนที่ซื้อได้ก็มีฐานะพอสมควรทั้งนั้น ก็พอจะรู้จักมักจี่กันไว้ได้ เพราะว่าราชสีห์ ก็ยังอาศัยหนูเหมือนกัน ในเมื่อติดกับเขา หนูก็ต้องมาช่วย แล้วหนูก็ต้องอาศัยราชสีห์บ้าง ในบางครั้งบางคราว
คนเรามันต้องอาศัยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะมั่งมีเราจะใหญ่โตมีอานาจวาสนา อย่านึกว่า กระจ้อยร้อยช่วยอะไรเราไม่ได้ บางคราวมันก็ช่วยได้ สิงโตมันติดกับ หนูจึงมากัดมันจึงออกไปได้ ตัวน้อยมันช่วยใหญ่ได้เหมือนกัน ถ้าเราคิดอย่างนี้ เราก็ช่วยกันได้ตามฐานะ ตามโอกาส ผูกมิตรกันไว้ดีกว่าไม่รู้จักกัน นี้เป็นหลักที่ควรจะใช้ ในชีวิตของผู้ครองบ้านครองเรือน ประการหนึ่ง เรียกว่า การให้ การให้เป็นทางแห่งความสุข พระผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า "ทานํ สคฺค โสปานํ" ทานนี่เป็นบันไดแห่งสวรรค์ สวรรค์ในที่นี้ ไม่ใช่สวรรค์บนฟ้า หามิได้ แต่ว่าสวรรค์นั้นคือการอยู่กันฉันท์พี่น้อง อยู่กันด้วยความสุข อยู่กันด้วยความไม่มีเวร ไม่มีภัยต่อกัน นั่นแหละสวรรค์
นรกก็หมายความว่า อยู่กันด้วยเบียดเบียนกัน ข่มเหงกัน มีการจี้การปล้น อยู่ตลอดเวลา นี่มันนรกอยู่ไม่สบาย นอนไม่เป็นสุข หวาดกลัวต่อภยันตรายอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้ก็เป็นนรกไปแล้ว อันนี้ถ้าเรามีการเอื้อนเฟื้อเผื่อแผ่กัน ก็เรียกว่า เป็นบันไดแห่งสวรรค์ และการให้ เป็นเครื่องสมานมิตรไมตรี ต่อกันและกัน ทำให้คนรักใคร่สนิทสนมกันกลมเกลียว อยู่กันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โลกนี้ไม่มีการให้เมื่อใด ก็จะคับแคบกันขึ้นเมื่อนั้น แต่ถ้ามีการให้แพร่หลายออกไปเท่าใด โลกจะก้าวหน้ากันขึ้นเมื่อนั้น
วันนี้ ชาติต่างๆ ก็รู้คุณค่าแห่งการให้ขึ้นบ้างแล้ว ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง เราเห็นคุณค่าแห่งการให้ เพราะฉะนั้น จึงตั้งองค์การสหประชาชาติ แล้วองค์กรนี้ ก็มีประเภทต่างๆ องค์การยูเนสโก้ องค์การอีกาเฟ่ มีองค์การอะไรต่างๆ หลายองค์การ เรื่องให้ทั้งนั้น เฉลี่ยกัน ชาติไหนมั่งคั่ง ต้องการไปช่วยชาติที่ยากจน ชาติไหนที่พัฒนาแล้ว ไปช่วยชาติที่ด้อยพัฒนา ได้ไปช่วยเหมือนกัน แม้เมืองไทยเรานี้ พูดกันไปแล้วก็ยังด้อยพัฒนาอยู่ ในสายตาของชาวต่างประเทศ เราไม่ได้เจริญเหมือนที่เขาเจริญ เรายังด้อยในเรื่องการศึกษา ในเรื่องการอุตสาหกรรม ในเรื่องการค้าขาย ในเรื่องอะไรหลายอย่างหลายประการ ชาติที่เขาเจริญแล้ว เขาก็มาช่วยเหลือ
เช่นช่วยเหลือในเรื่องการศึกษา ส่งครู ส่งอาจารย์มาช่วย ให้ทุนแก่นักศึกษาไทย ได้ไปเรียนต่อในต่างประเทศ ทำปริญญาโท ปริญญาเอก ให้ทุนกันมากมาย ทุนโคลัมโบบ้าง ทุนอะไรต่ออะไร ไปกันบ่อยๆ นี่เรื่องของการให้ ให้หยูกให้ยา ให้ดีดีที มาพ่นกัน ไม่ให้ยุงมากันคนเกิดไข้มาเลเรีย ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้ มากมายหลายเรื่องหลายประการ ให้กันอยู่บ่อยๆ อย่างนี้ก็เป็นการ ช่วยเหลือเจือจุนกัน ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ การให้ที่เกิดโทษ ก็มีอยู่เรื่องเดียวคือให้อาวุธให้มันรบกัน นี่ไม่ไหว แจกอาวุธให้มารบกัน ชาตินั้นขาดอาวุธแจกกันไป แล้วชาติโน้น ไม่มีอาวุธก็แจกกันไป แจกกันใหญ่ รบกันต้องซื้ออาวุธที่นี่ หมดแล้วปืนแตก ปืนแตกก็ต้องซื้อมารบกันต่อไป อันนี้ ไม่น่าให้ ให้แล้วมันยุ่งยาก ควรจะให้ของที่เป็นประโยชน์
พระพุทธเจ้า ท่านสอนไม่ให้เหมือนกัน ไม่ให้ของเป็นพิษ เช่น ไม่ให้ให้น้ำเมาแก่มิตรสหาย มันเป็นพิษกินเข้าไปแล้ว เสียผู้ เสียคน แต่ว่าเมืองไทยนี่ชอบให้กัน ถ้าเพื่อนคนไหน ให้เหล้าสักขวดแล้ว แหม ชอบอกชอบใจ คนแก่บางคน หลายคน ไหนเอาเหล้ามาฝาก มีหลานหลายคน มันรักฉันอยู่ คนเดียวคนนี้แหละ อ้ายคนที่จะไล่คุณตาลงนรก รักกันนักหนา หลานคนนั้น นี่เรียกว่า ไม่ได้เรื่องอะไร เอาเหล้าไปให้คนกิน เหมือนกับว่า ไปเร่งให้ไปป่าช้าไวๆ เท่านั้นเอง เรารักคุณปู่คุณตา ควรจะจูงมาวัดมาวา มาฟังเทศน์ฟังธรรม จิตใจจะได้สบาย แต่นึกว่าคุณตาชอบเหล้า เอาเหล้าไปให้คุณตา เรารักเพื่อน ก็เชิญเพื่อนไปกินเหล้ากัน อย่างนี้มันไม่ไหว เร่งให้ตายไวๆ กันทั้งนั้น
พระพุทธเจ้า ท่านห้ามการให้ของเหล่านี้ คือให้ให้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยให้คนอยู่ด้วยความสุขความสบาย ให้อาหาร ให้เสื้อผ้า ให้รถ ให้ยาน ให้หยูก ให้ยา ให้ความสุข ความสบาย ทุกประเภท มันเยอะแยะ เราจะให้อะไรก็ได้ นานาชาติ เดี๋ยวนี้ให้สิ่งต่างๆช่วยเหลือกัน ช่วยเหลือในการทำถนนหนทาง ช่วยอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นการให้ทั้งนั้น มันอยู่ในเรื่องทานเท่านั้นเอง ถ้ายิ่งมีการให้มากเท่าใด สังคมจะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
ในเรื่องพระสูตร เล่าเรื่องไว้เรื่องหนึ่ง ว่าพระราชาจับโจรมาได้ แล้วจึงถามว่าทำไมแกจึงเป็นโจร เป็นผู้ร้าย คนนั้นก็บอกว่า เพราะไม่มีของจะกินจะใช้ รวมความว่า เป็นคนยากจนเท่านั้นแหละ จึงเป็นขโมย ราชาบอกว่า ฉันให้เงินให้ทองไปทำมาหากิน ตั้งเนื้อตั้งตัว แล้วก็อย่าไปลักขโมยใครต่อไปอีกน๊ะ เจ้าโจรนั้นก็ตอบว่า เมื่อมีกินมีใช้แล้ว ข้าพระองค์จะไปทำการขโมยเสี่ยงภัยทำไม มันเสี่ยงกันการติดคุก ติดตะราง จะได้ทำมาหากินต่อไปตามฐานะ แล้วคนนั้นก็ไม่ลักขโมยต่อไป ตั้งหน้าทำมาหากินด้วยความเรียบร้อย อันนี้เป็นหลักประสาสโนบาย ของบ้านเมืองอยู่เหมือนกัน
คือบ้านเมือง จะต้องจัดการให้คนมีที่อยู่ มีที่กิน มีที่อาศัย ก็เรื่องให้นี่เหมือนกัน เช่นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงให้ที่ดินสำหรับทำมาหากิน ตั้งห้าหมื่นไร่ ให้เอาไปเป็นนิคมสหกรณ์ อะไรต่อมิอะไรตามเรื่อง นี่คือ การให้ แล้วการที่พระองค์ เสด็จจากกรุงเทพฯ ไปภาคเหนือ ภาคใต้ ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ให้เหมือนกัน เสด็จไปให้ คือให้ความสบายใจ แก่ประชาชน ผู้ได้พบได้เห็น เพราะการได้เห็นคนดีนั้น เป็นมงคล เป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน ท่านก็ไปให้คนได้พบปะ ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด แล้วมีทางที่จะทรงให้ได้ ก็ทรงแนะนำให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ทำเขื่อนกั้นน้ำบ้าง ขุดสระเก็บน้ำบ้าง แล้วตั้งนิคมสหกรณ์ ช่วยเหลือคนประเภทต่างๆ
ที่ดินที่ใด พอจะพัฒนาเป็นนาเป็นไร่ ให้คนเข้าไปอาศัย ทำมาหากินได้ แต่ยังไม่ได้พัฒนา พระองค์ก็เสนอโครงการนั้นต่อรัฐบาล รัฐบาลก็จัดทำรีบด่วน เพราะเป็นโครงการของในหลวง เดี๋ยวนี้มีโครงการของในหลวงเยอะ ทำที่นั่น ทำที่นี่ เพื่อเป็นการให้ความสุข ความสงบแก่ประชาชน ให้คนได้อยู่เย็นเป็นสุขกันต่อไป อันนี้ก็เรียกว่า เป็นเรื่องที่ให้แก่คนเหล่านั้น แม้สมเด็จพระราชชนนี แม้มีพระชนมายุมากแล้ว ไม่มีหยุด มียั้ง ยังไปให้อยู่ตลอดเวลา อานิสงส์เกิดแก่พระองค์ท่าน เราสังเกตดูไหม รูปพระองค์ท่านลงจากเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์เดินตัวปลิว แล้วพระชนมายุขนาดนั้นแล้ว ยังแข็งแรงไม่มีโรคมีภัย ไม่มีความดัน ไม่มีเบาหวาน ไม่มีอะไร เสด็จไปไหนๆ สะดวก สบาย อานิสงส์อะไร อานิสงส์ของการให้
ให้ความไม่มีโรค เราก็ไม่มีโรค คือให้หยูก ให้ยา ให้สุขภาพอนามัยแก่คนทั่วๆ ไป ทรงตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ไปให้เยียวยา รักษาคนในถิ่นทุรกันดาร ตอนนี้ก็ไปลอยเรืออยู่แถวใต้ ขึ้นฝั่งไปเที่ยวดูนั่น ดูนี่ เที่ยวแจกข้าว แจกของ แจกเสื้อ แจกผ้า เรื่อยไป นี่คือการเสด็จให้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าของชาวเราทั้งหลาย เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่นั้น ก็ต้องทรงให้อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าพระองค์ไม่มีวัตถุที่จุให้ ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อะไรๆ นี่สู้ให้คำสอนไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธภาษิตที่ว่า "สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ" การให้ทานธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง
คือการให้คำสอน การให้ดวงประทีปชีวิต แก่คนเหล่านั้น ให้ได้รู้ว่า ชีวิตคืออะไร อะไรคืออะไร แล้วจะได้ปฏิบัติตนถูกต้อง ตามแนวทางที่ถูกที่ชอบ เสด็จไปไหนๆ ก็มีแต่เรื่องให้แก่เขา ทรงเอานิดหน่อย คืออาหารบิณฑบาต วันละมื้อเดียว ไม่มีอะไร นอกนั้นก็ไม่มีอะไร มีแต่เรื่องให้ตลอดพระชนม์ชีพ แม้แต่ในนาทีสุดท้าย ใกล้จะปรินิพพานแล้ว ถ้าเรียกตามภาษาชาวบ้านก็ว่า เข้าขั้นโคม่าแล้ว ประทับนอนอยู่ใต้ต้นไม้ บนผืนผ้า ไม่มีเตียงอะไร นอนบนพื้นดินธรรมดา บนทรายฝุ่น ในอินเดียมีแต่ทรายฝุ่นทั้งนั้น แล้วก็มีผ้าสังฆาฏิ ปูนอนหน่อย พระอานนท์ปูถวาย แล้วก็ประทับนอนตรงนั้น มีคนจะมารบกวนถามปัญหา พระอานนท์ บอกว่า ขอทีเถอะพ่อคุณ อย่าไปรบกวน พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระองค์ประชวรหนักเต็มที่แล้ว พระองค์ได้ยินว่าจะมีคนมาถามปัญหา แล้วอานนท์ห้ามว่า อย่าไปรบกวน พระองค์เลยบอกว่า อานนท์อย่าไปห้ามเข้าเลย เขาไม่ได้รบกวนอะไรหรอก เขามีปัญหาที่จะต้องถาม ถ้าเขาไม่ได้ถาม เขาจะอัดอั้นตันใจ ไปกระทั่งหมดชีวิต เพราะหมดโอกาสที่จะถามแล้ว ปล่อยเขาเข้ามาเถอะ นายคนนั้นก็ได้เข้าไปเฝ้าเฉพาะพระพักตร์ แล้วก็ทูลถามปัญหา มากมายหลายข้อ ถามใหญ่เลย พระองค์บอกว่า อย่าถามมากๆ เวลามันน้อย มันสั้น เอารวบยอดให้ฟัง แล้วก็ตอบรวบรวม แล้วก็ขอบวชเป็นคนสุดท้าย
แล้วก็ยังให้อีก เมื่อจะหมดลมหายใจนี่ ก็ยังฝากคำเตือน อย่างชนิดที่เรียกว่า สำคัญที่สุด บอกว่า "อมนฺตยามิ โว ภิกฺขเว ขยวยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวง มีความเสื่อมไปสิ้นไปธรรมดา เธอทั้งหลายจงบำเพ็ญประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด. ว่าอย่างนั้น นี่เป็นการให้ครั้งสุดท้าย ปัจฉิมวาจา ที่พระองค์ได้ให้แก่พวกเราทั้งหลาย ยังดังก้องอยู่ตลอดจนทุกวันนี้ ว่าอะไร มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน เราจงทำประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่างนี้เป็นการให้ไว้ในครั้งสุดท้าย ที่เรารับมาจนถึงทุกวันนี้
และถ้าหากว่า เรารับมรดกธรรม ของพระพุทธเจ้า เอามาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา อย่างจริงจังแล้ว รับรองว่าเราจะปลอดภัย เวลานี้มีญาติโยมถามบ่อยๆ ว่าจะอยู่รอด จะปลอดภัยไหม ภัยนั้นมันเกิดจากอะไรเราต้องรู้ว่ามันเกิดจากอะไร ภัยทั้งหลาย มันเกิดจากภายใน ของคนนั้น ภัยภายนอก ก็เนื่องมาจากภัยภายใน ภัยภายในก็คือกิเลสทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นรบกวนจิตใจ แล้วกิเลสมันเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะเราเผลอ เราประมาท ขาดความระมัดระวัง เมื่อเราเผลอประมาทไปไม่มีสติควบคุมจิตใจ กิเลสมันก็เกิดขึ้นในใจ แล้วก็เป็นภัยแก่เรา ภัยที่เกิดขึ้นในใจของเรานั้น ชวนภัยภายนอกเข้ามา เช่นคนมีความคิดเห็นผิด เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้นในใจ แล้วก็ไปชวนภัยภายนอกเข้ามา รังแกเพื่อนบ้าน ให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน
ตัวอย่างเห็นง่ายๆ เช่นพวกขโมยนี่แหละ ขโมยอยู่บ้านนี้ แล้วก็ชวนคนบ้านโน้นมาปล้นคนบ้านนี้ นึ่ก็เพราะมันมีภัยข้างใน ภัยข้างในนั้นก็คือความริษยา ไม่อยากจะเห็นเพื่อนบ้านเจริญ ไม่อยากจะเห็นเพื่อนบ้านมีความสุข มีความก้าวหน้า ในการเป็นอยู่ แต่ว่าตัวจะไปทำลายเองมันก็ไม่ไหว เลยไปยืมมือมาจากบ้านโน้น หาพรรคหาพวกมา ตาเป็นคนดูและประตูให้ ชี้ช่องชี้ทาง เข้าทางนั้น ออกทางนี้ ถ้าว่าฉุกเฉินก็ออกไปทางนั้น เป็นพวกชี้แนะช่องทาง เขาเรียกว่า ชักน้ำเข้าเรือ ชักเสือเข้าบ้าน
เรือมันดีๆ ไปถอดข้างล่างให้มันมีรู น้ำเข้าเรือ เรือจม เสือไม่มีในบ้าน ไปดึงเสือมา อุตส่าห์ต้อนเข้ามา จะให้กินลูกวัวชาวบ้าน ก็เรียกว่า ไม่ได้เรื่อง เพราะมันมีภัยข้างในก่อน มีภัยข้างในแล้วก็ไปดึงภัยข้างนอกมา ทำให้เกิดความทุกข์ต่อไป เราจะปราบอะไรๆ นั้น จะต้องปราบภัยข้างในก่อน ปราบภัยข้างในนั้น จะปราบด้วยอะไรอื่นหาได้ไม่ แต่เราต้องปราบด้วยธรรมะ ด้วยการให้ทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการเจริญภาวนา ถ้าเราประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ ภัยข้างในมันไม่มี เพราะเราให้ออกไป เช่นกิเลสเกิดขึ้นเราไม่เอาไว้ สละมันเสียเลย สละกิเลส พระท่านเรียกว่า จาคะ มันมีคำสองคำที่ใช้กันอยู่ในเรื่องนี้ คือ ทานอย่างหนึ่ง จาคะอย่างหนึ่ง อันนี้ เป็นข้อแนะนำ เตือนจิตสะกิดใจแก่ญาติโยมทั้งหลาย ที่ได้มาประชุมกันในวันนี้ ก็พอสมควรแก่กาลเวลาแต่เพียงเท่านี้.
ที่มา http://www.panya.iirt.net/read/ (http://www.panya.iirt.net/read/)