PDA

View Full Version : บุญกุศลอะไร ?? ได้อานิสงส์สูงสุด )))))))


แดดส่อง
10-06-2005, 01:53 PM
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=494&stc=1&d=1128579336


ทำบุญทำกุศลอะไร ? จึงจะได้ผลได้อานิสงส์สูงสุด


ถาม - เคยไปหาพระ พระท่านบอกว่าให้สร้างบุญสร้างกุศลสร้างบารมีมากๆ ผมเองก็ทำตามครับ หมั่นไปทำบุญบ่อยๆ หมั่นบริจาคเงินสร้างวัดหรือหยอดเงินตามตู้บริจาคหลายครั้ง ตอนหลังเริ่มสับสนครับ เพราะผมมาคิดเอาเองว่า ทำกุศลอะไรนะ ที่ได้บุญเยอะๆ ได้กุศลเยอะๆ ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ แต่อย่าให้ผมบริจาคเงินเพื่อสร้างกุศลนะครับ แบบนั้นผมไม่ชอบครับ


ตอบ - ผมเลือกจดหมายของคุณมาตอบก่อน เพราะจะได้ต่อเนื่องกับคำตอบคราวที่แล้วว่า ทำบุญทำกุศลอะไรถึงจะได้ผลได้อานิสงส์มาก ๆ ชอบใจที่คุณลงท้ายว่า ไม่ต้องแนะนำให้ทำบุญด้วยเงินครับ ... ผมไม่แนะนำอย่างนั้นแน่ บุญ บารมี กุศล ต้องสร้างจากตัวเราครับ ให้คนอื่นสร้างให้ได้ผลแค่ 1-2 % เอง บางทีก็ไม่ได้เลย เพราะในศาสนาพุทธนั้น ใครทำใครได้ครับ ไม่ทำก็ไม่ได้ อย่าไปเชื่อคนอื่นนะครับ ที่บอกว่าจะช่วยทำบุญให้ แล้วจะได้บุญ ถ้าอย่างนั้น ถ้ามีคนเถียงว่า ถ้าตัวเองไปทำบุญไม่ได้ แล้วฝากปัจจัยหรือสิ่งของให้คนอื่นไปทำแทนล่ะ ไม่ได้บุญเหรอ ?

นั่นคนละเรื่องกับที่ผมบอกนะครับ เพราะที่ผมบอกว่าใครทำใครได้ ทีนี้คนที่ไปไม่ได้ แต่เค้าร่วมทำนั้น เราถือว่าเค้าได้ทำแล้วนะครับ ด้วยใจไงล่ะครับ ด้วยใจที่พร้อมที่จะทำ เพราะการทำบุญทำกุศลนั้น ต้องมาจากใจเป็นอันดับแรกครับ ใจอยากทำก็ได้แล้ว ไม่ใช่ใจไม่อยากทำแต่มีอะไรบางอย่างอยากให้ทำ บังคับให้ทำอย่างนั้นไม่ได้บุญเท่าที่ควรครับ เพราะใจไม่ได้ต้องการที่จะทำ

มีคนถามผมว่าถ้าเค้าสร้างวัดได้บุญได้กุศลมั้ย ตอบครับ ว่าได้แน่ แต่ยังน้อยกว่า….. แล้วก็มีคนถามผมอีกว่าบริจาคโลงศพล่ะ ได้บุญได้มั้ย ตอบอีกครับว่า…..ได้แน่ แต่ยังน้อยกว่า…. และ..ก็มีคนถาม (อีกแล้ว) ว่าถ้าสร้างโรงพยาบาลล่ะ.... ตอบๆๆ และตอบทุกคำถามเลยครับว่าได้หมด แต่ยังน้อยกว่า เอาล่ะครับ ไม่ต้องมาถามผมอีกนะครับว่า น้อยกว่าอะไร ? ตอบเลยครับว่า น้อยกว่า….การปฏิบัติ ครับ

การปฏิบัติในที่นี้หมายถึง การปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน นั่นเอง ภาษาธรรมเรียกว่า ปฏิบัติบูชา ได้บุญได้กุศลได้บารมีมหาศาลครับ เป็นยอดของการปฏิบัติครับ ไม่มีอานิสงส์ใดเทียบเท่าได้


และนี่คือเหตุผล……………. ถ้าเราเชื่อว่าการที่เราทำดี คิดดี จิตดี เป็นสิ่งที่ดี เราก็จะต้องได้รับผลตอบแทนที่ดีด้วย นี่แหละครับคือเหตุผลที่ว่า การปฏิบัติ นั้น คือการทำความดี เพราะ…………. อ่านดีๆนะครับ

เวลาที่เราปฏิบัติ (หรือที่เรียกง่ายๆก่อนว่า การนั่งสมาธิ เพราะการนั่งสมาธิถือว่าเป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่ง) นั้น เราไม่ได้ผิดศีลสักข้อเลยใช่มั้ยครับ ? ไม่ได้คิดฆ่าใคร (หรือคิดก็ไม่ได้คิดตลอด อาจคิดตอนเริ่มนั่งสมาธิ แต่พอนั่งไปเรื่อยๆ มันหยุดเอง) ไม่ได้ไปขโมยของใคร ไม่ได้ไปนอนกับลูกเมียคนอื่น ไม่ได้พูดกับใคร (เลยไม่ได้โกหก) และไม่ได้กินเหล้ า (กินตอนนั่งสมาธิน่ะมีโอกาสหลับฟุบคาที่นั่งอย่างเดียว) เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ทำผิดศีลเลยใช่มั้ยครับ ?

เมื่อเราไม่ได้ผิดศีล ก็ถือว่าเราทำดีใช่มั้ยครับ ? เมื่อเราทำดี ก็เท่ากับว่าเราจะได้กุศลมาก และที่สำคัญ เมื่อเรานั่งปฏิบัติ เราไม่ได้คิดร้ายกับใคร เรามีสติ มีการไตร่ตรองพิจารณา คนเราเมื่อมีสติ ก็จะมีปัญญา เมื่อมีปัญญาก็จะรู้ว่าตัวเองควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร (นี่ผมพูดไปตามความจริงนะครับ เรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นเอง ถ้าเราปฏิบัติด้วยใจด้วยความอยากทำ หรือปฏิบัติด้วยความถูกต้อง ที่ผมบอกว่ามันจะเกิดตามลำดับน่ะ มันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน)

จำไว้นะครับ ทำดี คิดดี จิตดี จะได้แต่สิ่งที่ดีๆ

กุศลจากการปฏิบัตินั้น ได้สูงสุดจนได้เป็นพระพุทธเจ้าเลยนะครับ (จริงไหมครับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ปฏิบัติเรื่อยมา ตลอดมาจนกระทั่งตรัสรู้) จากที่บอกเอาไว้ว่าการปฏิบัติ เริ่มจากสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐานนั้นมาจากพื้นฐานเดียวกัน และจบลงด้วยสิ่งที่เหมือนกัน

นั่นคือมาจากพื้นฐานเพื่อให้จิตสงบ และจบลงที่ความสงบของแต่ละขั้น

คนที่จบการเป็นจิตที่มีสมาธิก็จะมีสติมากขึ้น ทำงานทำอะไรก็ประสบผลสำเร็จ เพราะมีสติรู้ผิดชอบชั่วดีรู้ควรรู้ไม่ควรตลอด ส่วนคนที่จบจากการปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐาน นั้น จะหมดจากกิเลสจากมาก จนเหลือน้อย หรือไม่เหลือเลย (คือได้ธรรมสูงสุดของระดับนั้นๆ คือฆราวาสได้อนาคามี ส่วนพระท่านได้เป็นพระอรหันต์)

อย่าไปวุ่นวายกับเรื่องสูงขนาดนั้น หรือไปมุ่งหวังเลยนะครับว่าจะได้หรือเปล่า และไม่ต้องมาถามผมนะครับว่าปฏิบัติอย่างไร จะได้ธรรมสูง ๆ ขนาดนั้น ตอบไม่ได้ครับ เพราะผมไม่ได้ธรรมขนาดนั้น

สนใจแต่เพียงว่าทำจิตให้สงบ ทำใจให้สบาย เอาแค่นี้เป็นเบื้องต้นก่อน เพราะมีสมาธิแล้วจะมีสติ มีปัญญา เป็นคนดีแล้ว ทำดี คิดดี จิตดี แล้วสิ่งดี ๆ ก็จะตามมา

ส่วนการทำกุศลอย่างอื่นที่ได้อานิสงส์มาก ๆ นั้น ยังมีอีกหลายอย่างครับ แต่รับรองได้เลยว่า ผมคงไม่เหมือนกับคนอื่นนะครับ ที่เขียนบอกไปน่ะ เป็นเรื่องจริงครับ ใคร่ครวญอย่างมีเหตุผลด้วย (อย่าเพิ่งค้านก่อนนะครับ ค่อยๆอ่านอย่างเป็นกลางไปก่อน)

อย่างแรก ก็คือการทำบุญทำกุศลกับผู้ที่ควรทำ อย่างนี้ได้แน่ครับ ได้มากด้วย ได้มหาศาลเหมือนกัน ผู้ที่ควรทำนั้น อย่าไปนึกถึงทำบุญกับพระเสมอไปนะครับ คนเราน่ะเอะอะก็จะนึกว่าทำบุญกับพระเท่านั้นถึงจะได้บุญ พระดีพระเลวมีปนกันครับ ดูจากที่เป็นข่าวก็เยอะ พระก็เลยสบายไป (หมายถึงพระประเภทไม่ดี) เพราะได้ใจถือว่าเป็นพระ เลยใช้ความเป็นพระ หลอกให้คนมาทำบุญมาก ๆ

ย้ำนะครับ ผมหมายถึงพระที่ทำตัวไม่ดีครับ ผู้ที่ควรทำ ในที่นี้ผมหมายความว่าผู้ที่สมควรที่จะทำกุศลนะครับ อันดับแรกต้องเป็นพ่อแม่ แน่นอน เพราะถ้าไม่มีพ่อแม่ ก็ไม่มีเรา ไม่มีเรา ก็จะไปทำบุญทำกุศลได้ที่ไหน ? ไม่ดูแลพ่อแม่ตัวเองก็อย่าไปดัดจริตทำดีกับคนอื่นเลยครับ คนที่สร้างคุณขึ้นมายังไม่รู้จักบุญคุณเลย สำมะหาอะไรจะไปดีกับคนอื่น

ถ้ามีคนถามผมว่า แล้วพ่อแม่ที่ไม่ได้ใจให้เราเกิดล่ะ ทำแท้งแต่เราหัวแข็งฝ่าด่านออกมาได้ล่ะ พ่อแม่ที่รังแกลูก ด่า ว่า ทุบตีหรือทารุณกับลูกล่ะ ไม่เห็นดีกับตัวเราเลย จะไปตอบแทนเค้าทำไม ?

คนละเรื่องแล้วครับ พ่อแม่อย่างนั้น ทำอย่างนั้น มันก็เรื่องของเค้า เค้าได้รับผลกรรมเอง การทำแท้ง (แม้ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ) การทารุณ การรังแก หรืออะไร ๆ ที่ไม่ดีน่ะ เค้าได้รับผลเอง เค้าทำไม่ดี เค้าก็ได้รับผลไม่ดีใช่มั้ยครับ เราจะไปรับกรรมนั้นด้วยทำไม (ก็มีบ้างล่ะครับ ที่เราได้รับผลทางกายทางใจ คือเจ็บใจ เสียใจ น้อยใจ หรือเจ็บตัว แต่ถ้าเราตัดกรรมตรงนั้น คือไม่ต้องทำกรรมไม่ดีตอบ เราก็หยุด กรรมไม่ดีที่เราจะกระทำตอบก็ไม่เกิด เพราะเราไม่ได้กระทำ ส่วนคนทำเค้ารับของเค้าเอง)

แต่ถ้าเราถือว่าพ่อแม่ทำให้เราเกิดจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม นั่นคือการกระทำของพ่อแม่ แต่สุดท้ายเราก็เกิดจากพ่อกับแม่ ตรงนี้พอแล้ว เข้าใจแล้ว เรื่องอื่นก็จบ ถ้าจะมาแย้งว่าปฏิบัติอย่างไร? ตรงนี้ถ้าไปถามพระ (อีกแล้ว) พระท่านก็จะตอบ (ตามรูปแบบเดิม ๆ) ว่าต้องเลี้ยงดูท่าน ต้องปรนนิบัติเอาใจใส่ แต่ถ้าถามกลับ (ช่างถามกันจัง) ว่าต้องนั่งให้พ่อแม่ด่า ต้องทนให้พ่อแม่ทุบตี หรือต้องทนทุกอย่างกับพ่อแม่ (อย่างนางเอกหนังไทยยุคโบราณ) นั้น เป็นการถูกต้องมั้ย ? ตอบได้เลยครับว่า ไม่จำเป็น

เพราะการปฏิบัติที่ดีนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องมานั่งทนอย่างนั้น แนะนำอย่างนี้นะครับ ถ้าพ่อแม่คนไหนขี้บ่นมาก ๆ ก็ไม่ต้องไปทนฟังนะครับ แต่ถ้าทนได้และไม่โกรธหรือมีอารมณ์ตอบ ก็ทนไป ถ้าทนไม่ได้ หลบไปสักพักที่ไหนก็ได้ แต่เราต้องเป็นห่วง ต้องแอบมองแอบดูแลระยะไกล อย่างเช่น คอยดูแลส่งเสียท่าน ช่วยเหลือทันทีที่ท่านเดือดร้อน (อาจจะวานคนอื่นมาดูแลให้ โดยเราเป็นคนจัดการ) สร้างเสริมกำลังใจอย่างห่าง ๆ เช่น ส่งการ์ดวันเกิดมาให้ วันสงกรานต์อาจจะมากราบพ่อแม่ หรืออะไรก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องมานั่งทนฟังท่านด่า หรือถูกท่านทุบตี

เพราะถ้าท่านทนเพราะจำเป็นต้องทน ท่านจะหงุดหงิด อาจจะคิดว่าด่าอะไรกัน ว่าอะไรกัน จู้จี้อะไรกัน หรือทุบตีอะไรกันอยู่ได้เรื่อย ๆ ทั้งปีทั้งชาติ ถ้าคิดอย่างนี้ มีอารมณ์โกรธตอบ คิดไม่ดีแล้ว คิดไม่ดีกับพ่อแม่ด้วย คิดไม่ดี ทำไม่ดี (หน้าหงิกใส่ สวนตอบด้วยความโมโห ฯลฯ) จิตก็ไม่ดี กับผู้ที่มีพระคุณ (เพราะทำให้เราเกิด เพื่อให้เราได้ทำอะไรๆหลายอย่างในโลกนี้) แล้วเราจะไปได้ดีอย่างไร


ผมเคยแก้เคล็ดให้บางคนที่มาขอคำปรึกษา ว่าถ้าอยากได้บุญให้ไปทำกับพ่อแม่ก่อน (เพราะใกล้ตัว) ดูแล และให้ความสุขตามสมควร หรือเอาดอกไม้ไปกราบ ไปขอขมาที่ทำไม่ดี ได้ผลทันตาครับ กุศลเพียบเลย ข้อนี้รวมไปถึงผู้มีพระคุณคนอื่นๆด้วยนะครับ


ต่อไปก็เป็นผู้ปฏิบัติ บางคนนึกถึงพระก่อนเลย มีส่วนถูกมากครับ เพราะพระท่านว่างมากกว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่ต้องหาเลี้ยงชีพอย่างพวกเรา (ยกเว้นพระบางรูปที่เน้นธุรกิจ) เมื่อท่านมีเวลาว่างมาก ท่านก็มีเวลาปฏิบัติมาก อย่าลืมนะครับว่าปฏิบัติมากๆ ย่อมได้กุศล (อย่างที่บอกไปในตอนต้น) เมื่อเราทำดีหรือปฏิบัติดีกับท่านที่ดี ๆ อย่างนี้ เราก็ย่อมได้ดีตามไปด้วย เพราะเมื่อเราทำดีกับท่าน ท่านก็จะให้สิ่งที่ดีกับเรา (ก็ในเมื่อท่านเป็นคนดีหรือพระดี ท่านย่อมไม่ให้ร้ายกับเราแน่)


อย่าไปนึกนะครับว่าต้องทำดีกับพระเท่านั้น พระ (จิต) ไม่ดี สู้คนที่จิตดีไม่ได้หรอกครับ คนที่จิตดีเป็นอย่างไร ? ตอบว่า จะรู้ว่าคนไหนดีหรือไม่ดีนั้น ดูยากครับ ไม่รู้แน่ชัดครับ เพราะเราไม่ได้อยู่กับคนนั้นหรือพระรูปนั้นตลอดเวลา ไม่รู้ว่าลับหลังเราจะดีไม่ดี แต่สันนิษฐานเอาจากการกระทำ และผลของการกระทำนั้น ๆ ว่าถ้าท่านทำดี ผลที่ท่านทำดีก็จะออกมาให้เราเห็น

อย่างหลวงพ่อคูณ หรือ หลวงตามหาบัว นั่นไงล่ะครับ ท่านทำดี ผลที่ท่านทำออกมาดี แสดงว่าท่านเป็นคนดี หรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงทำดี ผลที่พระองค์ทรงทำนั้น ทำให้หลายคนได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ เป็นเครื่องชี้ชัดได้เลยว่า พระองค์ทรงเป็นคนดี การช่วยเหลือคนเดือดร้อนเฉพาะหน้าแบบกระทันหัน ก็ได้กุศลมาก เพราะคนกำลังทุกข์หนัก กำลังจะตาย ถ้าเราช่วยให้คนเหล่านั้นพ้นจากความเดือดร้อนหรือพ้นจากความทุกข์เดี๋ยวนั้น (แม้จะไม่หายไปหมดก็ตาม) เท่ากับว่าเราได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ไม่ตาย ไม่สาหัส ก็เท่ากับว่าต่อชีวิต หรือสร้างหนทางเดินที่พ้นจากความทุกข์ในขณะนั้นได้

และที่สำคัญที่สุดนั้น การบริจาคสิ่งที่ตนรัก สิ่งที่เป็นของตนนั้น (ด้วยใจที่อยากให้เพื่อประโยชน์ของคนอื่น) ให้กับผู้อื่น นี่ก็อานิสงส์มาก แต่ไม่ต้องถึงขนาดพระเวสสันดรก็ได้ครับ (ถ้าใจไม่ถึงพอ) แค่บริจาคด้วยใจและในสิ่งที่ควรบริจาคก็ดีถมไปแล้ว อย่าง ทรัพย์สินเงินทอง บริจาคได้ก็บริจาคไป (บ้าง) เถอะครับ เพื่อว่าคนอื่นอาจจะได้ผลจากการ " ให้ " ของเราบ้าง เลือด อวัยวะต่าง ๆ บริจาคได้ก็บริจาคเถอะครับ อย่าหวงเอาไว้เลย


เลือดนั้นสร้างใหม่ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ส่วนอวัยวะนั้น ไม่ได้เอาไปตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ (เว้นบางอย่าง กับบางคน เช่น บริจาคไต ให้กับคนที่ควรบริจาค อย่างนี้บริจาคตอนมีชีวิตก็ได้ ตายแล้วก็ได้) ตายไปแล้วอย่าไปหวงเลยครับ เผื่อว่าอวัยวะบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกายเราแล้ว อาจจะมีประโยชน์กับคนที่ยังไม่ตาย และกำลังจะตาย เพื่อให้ไม่ตาย และได้สร้างกุศลต่อไปอีก เรา (คนบริจาค) น่ะได้กุศลได้แน่ เพราะเป็นคนทำให้เขา (คนที่รับบริจาค) ได้มีโอกาสทำดี เท่ากับเราเป็นส่วนที่สร้างเขาขึ้นมาเพื่อทำความดี (อีกครั้ง)




ทำข้อนี้เถอะครับ ผลดีจากการทำดีข้อนี้ เห็นผลไวครับ บริจาคเลือด (ถ้าบริจาคได้) บริจาคอวัยวะ โดยแจ้งความต้องการไว้ที่โรงพยาบาล หรือสภากาชาดไทยว่าถ้าตายไปแล้ว มาเอาได้เลย จะบริจาคอะไรก็ว่าไปเลย ตายแล้วเขาถึงมาเอาไปครับ ไม่เจ็บไม่ปวดแล้วครับ ให้ไปเถิด แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้ หรือต้องบริจาคด้วยความศรัทธา ความจริงใจ ความตั้งใจจริงที่จะให้โดยไม่หวังอะไรเป็นเครื่องตอบแทน รับรองครับ ได้ผลทันใจจริง ๆ

การบริจาคเงินในงานกุศลต่าง ๆ การบริจาคโลงศพ การหยอดเงินตามตู้ การสร้างคนโดยการบวช ฯลฯ มีอีกหลายอย่างครับที่ทำแล้วได้บุญกุศล จาระไนไม่หมด ขอให้ยึดหลักอย่างนี้นะครับ ทำอะไร (ที่เป็นสิ่งที่ดี ๆ) ขอให้ทำด้วยความตั้งใจ ไม่ต้องหวังผลตอบแทน (เพราะผลตอบแทนจะมาเองโดย
อัตโนมัติ) ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น (เน้นความศรัทธานะครับ ไม่ได้เน้นจำนวนเงิน)

และที่สำคัญทำอะไรแล้ว….........ต้องไม่ทำให้ตัวเราเดือดร้อน ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และเป็นประโยชน์กับคนอื่น ทำดี คิดดี จิตดี จะได้ผลแห่งการทำดี….แน่นอนครับ (มากด้วยครับ)


จำไว้นะครับ การปฏิบัติ (สมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน) จะได้อานิสงส์สูงที่สุด ได้บุญได้กุศลได้บารมีสูงสุด เอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้ว่าวิธีการปฏิบัตินั้นทำอย่างไร อาทิตย์หน้าจะพูดคุยกับ นพ.อนุวัตร ผลบุณยรักษ์ นักปฏิบัติทีมีความรอบรู้เรื่องจิตและการปฏิบัติที่เยี่ยม (อย่างไม่มีที่ติ) ท่านหนึ่ง จะมาพูดคุยด้วยครับ อ่านแล้วได้ข้อคิดชื่นใจมากครับ คราวหน้าไปดูที่หัวข้อ บทความน่าสนใจ ได้เลยนะครับ



อโณทัย เขตต์บรรพต




ที่มา
http://www.extrasoul.com/old1.html