PDA

View Full Version : พุทธศาสนาความสุข และบทสนทนากับ "หลวงปู่ติช นัท ฮันห์"


Paang
06-13-2007, 06:58 AM
<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top></TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- http://www.agalico.com/board/http://www.agalico.com/board/images/7071142low.jpg http://www.agalico.com/board/images/7071142low.jpg นอกจากองค์ทะไลลามะภิกษุอีกรูปที่เดินทางจาริกธรรมไปทั่วโลก ก็คือ "ติช นัท ฮันห์" พระเวียดนามในพุทธศาสนานิกายเซนผู้มีผลงานเขียนเผยแผ่ตีพิมพ์ภาษาต่างๆ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ท่านคือพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่ฝรั่งตะวันตกรู้จักกันดี
เนื่องในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา"ไถ่ นัท ฮันห์" (ไถ่ คือ อาจารย์) ในวัย 81 ปี เดินทางจาริกธรรมมายังประเทศไทย พร้อมคณะภิกษุ ภิกษุณี จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เพื่อแสดงปาฐกถาธรรมต่อที่ประชุมสงฆ์จากทั่วโลก ณ องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย โอกาสนี้นับเป็นโชคดีของสื่อมวลชนไทยเมื่อท่านเปิดให้สื่อ "สนทนาธรรม" ร่วมกัน ณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม สถานที่ท่านและคณะสงฆ์จากหมู่บ้านพลัมพำนักขณะอยู่เมืองไทย แม้ในเวลาสั้นๆ เพียง 3-4 คำถามที่สื่อได้ซักถาม แต่บทสนทนาของปรมาจารย์เซนกับกลุ่มกระจอกข่าวชาวไทยครั้งนี้ มีสารมาบอกต่อคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมสมัย

คำถามแรกจากนักข่าวสาวรุ่นใหญ่ของนสพ.บางกอกโพสต์ สนิทสุดาเอกชัย ถามหลวงปู่ว่า ไม่มีข้อสงสัยกับคำสอนเรื่องสัมมาวาจา และการฟังอย่างลึกซึ้ง แต่ธรรมข้อนี้ได้ผลกับความสัมพันธ์ระดับบุคคลที่มีความรักต่อกันเท่านั้น แต่ข้อขัดแย้งอีกระดับหนึ่ง เรื่องศาสนา ชาติพันธุ์ อุดมการณ์ ซึ่งไม่ได้มีความรักในระดับบุคคล ทั้งยังโดนล้างสมองด้วยระบบอีกด้วย แล้วเราจะ"คืนดี" กันได้อย่างไร จึงขอคำแนะนำ
"ภิกษุณีจันคง" ตอบคำถามนี้โดยมีภิกษุณีนิรามิสา 1 ในพระไทยจากหมู่บ้านพลัม แปลจากภาษาอังกฤษเป็นไทย
"ความขัดแย้งไม่ว่าปัญหาชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล ก็ไม่ต่างอะไรนักกับความขัดแย้งของคู่สามีภริยา ที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความเจ็บปวดนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนเกินกว่าจะเปิดหัวใจรับได้เข้ามาหาซึ่งกันและกันได้ จึงต้องอาศัย "บุคคลที่สาม" เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยให้"
หลวงแม่จันคง อธิบายว่าบุคคลที่สามอาจรับฟังบุคคลแรกพูดในสิ่งที่อัดอั้นอยู่ภายในใจเขาก็ได้ ขณะที่ยังมีคำวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ มีคำติฉินนินทามากมาย บุคคลที่สามจะบอกกับบุคคลแรกว่า "เวลาที่ไปคุยกับคู่กรณีนั้น ไม่ควรไปพูดในแง่ที่มี 'การตัดสิน' หรือวิพากษ์วิจารณ์แต่ควรจะพูดในสิ่งเจ็บปวดที่มีอยู่ในตัวคุณเท่านั้น" และคู่กรณีคนแรกก็อาจเปิดใจ(ฝาก) ถามอีกฝ่ายหนึ่งว่า ทำไมเขาจึงทำพฤติกรรมตามนั้น ซึ่งไม่น่ารัก ไม่มีความใจดี และดุร้าย ให้เรารู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้
"เช่นเดียวกับชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล เบื้องต้นจะไม่ให้มาพูดคุยซึ่งกันและกันในทันที แต่จะคุยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน ครั้งนั้น หลวงแม่ได้คุยกับชาวปาเลสไตน์ก่อน รับฟังความเจ็บปวดต่างๆ คำตัดสิน คำไม่พอใจ แล้วหลวงแม่ก็บอกว่าพรุ่งนี้เธอไปคุยกับชาวอิสราเอล ก็ให้พูดเฉพาะความเจ็บปวด หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าลูกชายของเธอ อายุแค่ 14 ปี มีความบริสุทธิ์แต่ต้องถูกทำร้าย เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่ต้องไม่พูดสิ่งที่เป็นการตัดสินหรือการวิพากษ์วิจารณ์ เหตุการณ์นี้มีการลอบวางระเบิดรถโดยสารชาวปาเลสไตน์เด็กคนนี้เสียขาไปทั้งสองข้าง เขารู้สึกเจ็บปวดมาก อีกฝ่ายหนึ่งก็เช่นกันให้พูดอธิบายด้วยวาจาแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดเท่านั้น ไม่ใช่วาจาแห่งการประณามหรือวิพากษ์วิจารณ์ตัดสินคนอื่น" หลวงแม่จันคง อธิบาย
วันต่อมาชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลจึง'แลกเปลี่ยน' ความเจ็บปวดซึ่งกันและกัน ชาวอิสราเอลจึงทราบว่าเขามีความดุร้ายถึงขนาดนี้ทำให้ปาเลสไตน์เสียชีวิต เจ็บปวด อีกฝ่ายก็เช่นกัน
วิธีนี้ใช้ได้ทั้งกับคู่สามีภรรยาเพียงขอให้มี "บุคคลที่สาม" ที่มีความเป็นกลางและเป็นที่ไว้วางใจของทั้งสองฝ่าย หรือประเทศที่สามกับปัญหาเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง ฯลฯ ประสานการแก้ปัญหานี้
คำถามนี้"ไถ่ นัท ฮันห์"มีข้อแนะนำให้"คนกลาง" ว่า...เริ่มต้นควรบอกทั้งสองฝ่ายว่าคู่กรณีอยากมีโอกาสรับฟังและพูดคุยด้วย คู่กรณีของคุณอยากรู้ว่าเขาทำอะไรผิดลงไป จึงถูกลงโทษ ถูกกระทำร้ายขนาดนี้ และบอกต่อไปว่าคู่กรณีของเธออยากจะเข้าใจถึงความทุกข์ ความยากลำบากในตัวเธอ...และคำถามสื่อที่ว่า...การเจรจาเพื่อสันติภาพที่ผ่านมาทำไมจึงไม่ประสบความสำเร็จ? ก็เพราะบุคคลร่วมเจรจาไม่รู้วิธีการฟังอย่างลึกซึ้ง วาจาแห่งความรัก วาจาแห่งสติ ที่หมู่บ้านพลัมมีการจัดให้พบกันระหว่างชาวปาเลสไตน์และอิสราเอล การสมานไมตรีสำเร็จก็เพราะว่าเราได้ให้โอกาสพวกเขามีชีวิตร่วมกันตามปกติ กินข้าวด้วยกัน นั่งด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกัน ให้เขารู้สึกว่าคือมนุษย์ไม่แตกต่างกัน และมีผู้นำทางมิติทางจิตวิญญาณคอยชี้แนะแนวทาง "การฟังอย่างลึกซึ้ง" ซึ่งธรรมะข้อนี้ไม่มีการสอน แต่เราต้องฝึกให้ได้
คำถามที่2 จากนักข่าวสำนักเนชั่น "การกระทำในอดีตมีผลอย่างไรในปัจจุบัน" ไถ่นัท ฮันห์ ตอบว่า การกระทำของเรานั้นมีผลทั้งต่อตัวเอง และสภาพแวดล้อมมหาศาล ซึ่งการบำบัดเยียวยาควรเริ่มต้นที่การ "สร้างความคิดในสิ่งที่ดี" ที่จะมีผลต่อการใช้วาจา การกระทำที่ดีก็ตามมา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสัมผัสกับปัจจุบันขณะ
"อย่างเช่นเมื่อวานนี้เราอาจเปล่งวาจาที่ไม่ไพเราะ แต่วันนี้เมื่อเราตื่นขึ้นมาด้วยความตระหนักรู้ว่าอดีตได้กล่าววาจาไม่ดีงาม เราอาจตั้งใจใหม่ที่จะคิด เปล่งวาจาที่ดีงาม ประโยควาจาอกุศลเมื่อวานนี้ก็จะมีความเป็นกลางมากขึ้น ผลพวงแห่งกรรมจากการกระทำในอดีตนั้นเป็นวิถีของการได้รับผล แต่ว่าไม่ใช่เป็นกฎของการตัดสินว่าเราเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ความคิดการใช้วาจาใจขณะปัจจุบันที่ดีงามที่ถูกต้อง เราก็สามารถเปลี่ยนอดีตกรรมเหล่านั้นได้ด้วยวาจาในปัจจุบัน และเราสามารถจะทำให้เกิดผลดีในอนาคตได้ด้วยเช่นเดียวกัน" หลวงปู่นัท ฮันห์ อธิบาย
ถ้าผู้ตั้งคำถามนี้หมายถึง"กรรมอดีตชาติ" ก็เช่นเดียวกัน ไถ่อธิบายด้วยน้ำเสียงเนิบช้านุ่มนวลต่อไปว่า เราไม่ควรคิดถึงเรื่อง "กรรม" ในแง่ของการตัดสินว่าเราได้ทำอะไรมาในอดีต แล้วปัจจุบันเราก็จะเป็นเช่นนั้นแค่นั้น การคิดแบบนี้เราจะคิดว่าเราเป็นบุคคลที่เป็นอัมพาต ไม่สามารถจะทำอะไรต่อไปได้
คำถามต่อไปจากนักข่าวเนชั่น ทีวี ตั้งคำถามเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ในบ้านเราเวลานี้ คือ "ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ และคดียุบพรรคที่กำลังเป็นข้อขัดแย้งของคนไทย สองเรื่องนี้ท่านมองเห็นวิธีคิดของคนไทยอย่างไร"
"ไถ่ นัท ฮันห์" ตอบว่าเริ่มต้นเราควรมองด้วย "ความกรุณา" และ"เข้าใจ" ถ้ามีสองสิ่งนี้ในตัวเราก็จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าปัญหาเกิดเพราะอะไร เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของความโง่เขลา ความโกรธ ความเกลียด และความกลัวต่างๆ ซึ่งเมื่อเราสามารถมีความกรุณาและความเข้าใจ ก็จะเกิด "พลัง" ปกป้องเราและมีความโชคดีให้เราโดยปริยาย
ไถ่บอกว่า ถ้าการสวดมนต์หรือห้อยพระต่างๆ นั้นไม่ได้นำมาซึ่งความเข้าใจในชีวิตของเรา สิ่งเหล่านั้นก็ไร้ประโยชน์ ถ้าเราสวดหรือห้อยพระต่างๆ แล้วเรายังมีความโกรธ กลัว ความสิ้นหวังต่างๆ พระก็ไม่ได้ช่วยอะไรเรา แต่ถ้าเราสวดหรือห้อยพระด้วยความเข้าใจ และมีพลังแห่งความเข้าใจ มีพลังแห่งความกรุณา กอปรกับเมื่อเราเอ่ยพระนาม "พระพุทธ" และเทพต่างๆ ซึ่งท่านเหล่านั้นมีอยู่ที่ตัวเราอยู่แล้ว เราสามารถเรียกพลังเหล่านั้นขึ้นมาปกป้องความทุกข์ของเราและคนอื่นได้อีกด้วย
"ช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อหลวงปู่และหลวงแม่จันคงต้องเข้าไปในเขตอันตรายที่มีการฆ่า ยิง ขว้างระเบิด ทุกครั้งก็จะเอ่ยพระนามพระโพธิสัตว์ให้ท่านปกป้องเสมอมา แล้วก็ดูเหมือนว่าลูกกระสุนนั้นจะพยายามหลบหลวงปู่อีกด้วย" ไถ่ นัท ฮันห์ บอกพร้อมรอยยิ้ม
ส่วนวิกฤติการเมืองนั้นไถ่ มีความเห็นว่า น่าเสียดายที่เราสูญเสียประธิปไตย ขณะนี้คนไทยน่าจะมีความเบิกบานในการใช้วาจา ในการแสดงออก ซึ่งจะปรับให้เกิดชุมชนต่างๆ ขึ้นมาโดยเฉพาะชุมชนทางการเมือง ส่วนนักการเมืองถ้าไม่ได้ประกอบกันขึ้นมาด้วยความรุนแรง ความเกลียด เขาก็น่าจะมีสิทธิที่ตั้งเป็นพรรคการเมืองได้เพราะว่าคุณสมบัติพื้นฐานก็คือ พรรคการเมืองต้องไม่กระตุ้นให้คนเกิดความเกลียด กลัว และก่อความรุนแรง เขาควรใช้วิธีวาจาแห่งความรัก วาจาแห่งสติที่จะทำให้เราสามารถพูดในสิ่งที่อยู่ในใจเราได้ และนำมาซึ่งความเข้าใจ และความปรองดอง
แนวปฏิบัติธรรมแบบ"พระอาจารย์เซน" เหล่านี้ คนที่สนใจเรื่องราวสังฆะของ ไถ่ นัท ฮันห์ สามารถหาหนังสือมาอ่านกันได้แล้ว เพราะหนังสือของท่านหลายๆ เล่มเป็นเบสท์เซลเลอร์อยู่ในขณะนี้
หมายเหตุข้อมูลเกี่ยวเนื่อง-ตามรอยติช นัท ฮันห์ตามรอยพระบาทพระศาสดาวิสาขบูชาโลก (http://www.oknation.net/blog/mhanation/2007/05/28/entry-1)

-->http://www.komchadluek.net/2007/06/13/images/7071142low.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/06/13/photo_22796.php)




นอกจากองค์ทะไลลามะภิกษุอีกรูปที่เดินทางจาริกธรรมไปทั่วโลก ก็คือ "ติช นัท ฮันห์" พระเวียดนามในพุทธศาสนานิกายเซนผู้มีผลงานเขียนเผยแผ่ตีพิมพ์ภาษาต่างๆ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ท่านคือพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่ฝรั่งตะวันตกรู้จักกันดี
เนื่องในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา"ไถ่ นัท ฮันห์" (ไถ่ คือ อาจารย์) ในวัย 81 ปี เดินทางจาริกธรรมมายังประเทศไทย พร้อมคณะภิกษุ ภิกษุณี จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เพื่อแสดงปาฐกถาธรรมต่อที่ประชุมสงฆ์จากทั่วโลก ณ องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย โอกาสนี้นับเป็นโชคดีของสื่อมวลชนไทยเมื่อท่านเปิดให้สื่อ "สนทนาธรรม" ร่วมกัน ณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม สถานที่ท่านและคณะสงฆ์จากหมู่บ้านพลัมพำนักขณะอยู่เมืองไทย แม้ในเวลาสั้นๆ เพียง 3-4 คำถามที่สื่อได้ซักถาม แต่บทสนทนาของปรมาจารย์เซนกับกลุ่มกระจอกข่าวชาวไทยครั้งนี้ มีสารมาบอกต่อคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมสมัย

คำถามแรกจากนักข่าวสาวรุ่นใหญ่ของนสพ.บางกอกโพสต์ สนิทสุดาเอกชัย ถามหลวงปู่ว่า ไม่มีข้อสงสัยกับคำสอนเรื่องสัมมาวาจา และการฟังอย่างลึกซึ้ง แต่ธรรมข้อนี้ได้ผลกับความสัมพันธ์ระดับบุคคลที่มีความรักต่อกันเท่านั้น แต่ข้อขัดแย้งอีกระดับหนึ่ง เรื่องศาสนา ชาติพันธุ์ อุดมการณ์ ซึ่งไม่ได้มีความรักในระดับบุคคล ทั้งยังโดนล้างสมองด้วยระบบอีกด้วย แล้วเราจะ"คืนดี" กันได้อย่างไร จึงขอคำแนะนำ



http://www.komchadluek.net/2007/06/13/images/7074523low.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/06/13/photo_22797.php)


"ภิกษุณีจันคง" ตอบคำถามนี้โดยมีภิกษุณีนิรามิสา 1 ในพระไทยจากหมู่บ้านพลัม แปลจากภาษาอังกฤษเป็นไทย

"ความขัดแย้งไม่ว่าปัญหาชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล ก็ไม่ต่างอะไรนักกับความขัดแย้งของคู่สามีภริยา ที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความเจ็บปวดนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนเกินกว่าจะเปิดหัวใจรับได้เข้ามาหาซึ่งกันและกันได้ จึงต้องอาศัย "บุคคลที่สาม" เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยให้"

หลวงแม่จันคง อธิบายว่าบุคคลที่สามอาจรับฟังบุคคลแรกพูดในสิ่งที่อัดอั้นอยู่ภายในใจเขาก็ได้ ขณะที่ยังมีคำวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ มีคำติฉินนินทามากมาย บุคคลที่สามจะบอกกับบุคคลแรกว่า "เวลาที่ไปคุยกับคู่กรณีนั้น ไม่ควรไปพูดในแง่ที่มี 'การตัดสิน' หรือวิพากษ์วิจารณ์แต่ควรจะพูดในสิ่งเจ็บปวดที่มีอยู่ในตัวคุณเท่านั้น" และคู่กรณีคนแรกก็อาจเปิดใจ(ฝาก) ถามอีกฝ่ายหนึ่งว่า ทำไมเขาจึงทำพฤติกรรมตามนั้น ซึ่งไม่น่ารัก ไม่มีความใจดี และดุร้าย ให้เรารู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้


http://www.komchadluek.net/2007/06/13/images/7070083low.jpg (http://www.komchadluek.net/2007/06/13/photo_22798.php)


"เช่นเดียวกับชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล เบื้องต้นจะไม่ให้มาพูดคุยซึ่งกันและกันในทันที แต่จะคุยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน ครั้งนั้น หลวงแม่ได้คุยกับชาวปาเลสไตน์ก่อน รับฟังความเจ็บปวดต่างๆ คำตัดสิน คำไม่พอใจ แล้วหลวงแม่ก็บอกว่าพรุ่งนี้เธอไปคุยกับชาวอิสราเอล ก็ให้พูดเฉพาะความเจ็บปวด หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าลูกชายของเธอ อายุแค่ 14 ปี มีความบริสุทธิ์แต่ต้องถูกทำร้าย เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่ต้องไม่พูดสิ่งที่เป็นการตัดสินหรือการวิพากษ์วิจารณ์ เหตุการณ์นี้มีการลอบวางระเบิดรถโดยสารชาวปาเลสไตน์เด็กคนนี้เสียขาไปทั้งสองข้าง เขารู้สึกเจ็บปวดมาก อีกฝ่ายหนึ่งก็เช่นกันให้พูดอธิบายด้วยวาจาแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดเท่านั้น ไม่ใช่วาจาแห่งการประณามหรือวิพากษ์วิจารณ์ตัดสินคนอื่น" หลวงแม่จันคง อธิบาย

วันต่อมาชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลจึง'แลกเปลี่ยน' ความเจ็บปวดซึ่งกันและกัน ชาวอิสราเอลจึงทราบว่าเขามีความดุร้ายถึงขนาดนี้ทำให้ปาเลสไตน์เสียชีวิต เจ็บปวด อีกฝ่ายก็เช่นกัน

วิธีนี้ใช้ได้ทั้งกับคู่สามีภรรยาเพียงขอให้มี "บุคคลที่สาม" ที่มีความเป็นกลางและเป็นที่ไว้วางใจของทั้งสองฝ่าย หรือประเทศที่สามกับปัญหาเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง ฯลฯ ประสานการแก้ปัญหานี้

คำถามนี้"ไถ่ นัท ฮันห์"มีข้อแนะนำให้"คนกลาง" ว่า...เริ่มต้นควรบอกทั้งสองฝ่ายว่าคู่กรณีอยากมีโอกาสรับฟังและพูดคุยด้วย คู่กรณีของคุณอยากรู้ว่าเขาทำอะไรผิดลงไป จึงถูกลงโทษ ถูกกระทำร้ายขนาดนี้ และบอกต่อไปว่าคู่กรณีของเธออยากจะเข้าใจถึงความทุกข์ ความยากลำบากในตัวเธอ...และคำถามสื่อที่ว่า...การเจรจาเพื่อสันติภาพที่ผ่านมาทำไมจึงไม่ประสบความสำเร็จ? ก็เพราะบุคคลร่วมเจรจาไม่รู้วิธีการฟังอย่างลึกซึ้ง วาจาแห่งความรัก วาจาแห่งสติ ที่หมู่บ้านพลัมมีการจัดให้พบกันระหว่างชาวปาเลสไตน์และอิสราเอล การสมานไมตรีสำเร็จก็เพราะว่าเราได้ให้โอกาสพวกเขามีชีวิตร่วมกันตามปกติ กินข้าวด้วยกัน นั่งด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกัน ให้เขารู้สึกว่าคือมนุษย์ไม่แตกต่างกัน และมีผู้นำทางมิติทางจิตวิญญาณคอยชี้แนะแนวทาง "การฟังอย่างลึกซึ้ง" ซึ่งธรรมะข้อนี้ไม่มีการสอน แต่เราต้องฝึกให้ได้

คำถามที่2 จากนักข่าวสำนักเนชั่น "การกระทำในอดีตมีผลอย่างไรในปัจจุบัน" ไถ่นัท ฮันห์ ตอบว่า การกระทำของเรานั้นมีผลทั้งต่อตัวเอง และสภาพแวดล้อมมหาศาล ซึ่งการบำบัดเยียวยาควรเริ่มต้นที่การ "สร้างความคิดในสิ่งที่ดี" ที่จะมีผลต่อการใช้วาจา การกระทำที่ดีก็ตามมา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสัมผัสกับปัจจุบันขณะ
"อย่างเช่นเมื่อวานนี้เราอาจเปล่งวาจาที่ไม่ไพเราะ แต่วันนี้เมื่อเราตื่นขึ้นมาด้วยความตระหนักรู้ว่าอดีตได้กล่าววาจาไม่ดีงาม เราอาจตั้งใจใหม่ที่จะคิด เปล่งวาจาที่ดีงาม ประโยควาจาอกุศลเมื่อวานนี้ก็จะมีความเป็นกลางมากขึ้น ผลพวงแห่งกรรมจากการกระทำในอดีตนั้นเป็นวิถีของการได้รับผล แต่ว่าไม่ใช่เป็นกฎของการตัดสินว่าเราเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ความคิดการใช้วาจาใจขณะปัจจุบันที่ดีงามที่ถูกต้อง เราก็สามารถเปลี่ยนอดีตกรรมเหล่านั้นได้ด้วยวาจาในปัจจุบัน และเราสามารถจะทำให้เกิดผลดีในอนาคตได้ด้วยเช่นเดียวกัน" หลวงปู่นัท ฮันห์ อธิบาย

ถ้าผู้ตั้งคำถามนี้หมายถึง"กรรมอดีตชาติ" ก็เช่นเดียวกัน ไถ่อธิบายด้วยน้ำเสียงเนิบช้านุ่มนวลต่อไปว่า เราไม่ควรคิดถึงเรื่อง "กรรม" ในแง่ของการตัดสินว่าเราได้ทำอะไรมาในอดีต แล้วปัจจุบันเราก็จะเป็นเช่นนั้นแค่นั้น การคิดแบบนี้เราจะคิดว่าเราเป็นบุคคลที่เป็นอัมพาต ไม่สามารถจะทำอะไรต่อไปได้

คำถามต่อไปจากนักข่าวเนชั่น ทีวี ตั้งคำถามเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ในบ้านเราเวลานี้ คือ "ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ และคดียุบพรรคที่กำลังเป็นข้อขัดแย้งของคนไทย สองเรื่องนี้ท่านมองเห็นวิธีคิดของคนไทยอย่างไร"

"ไถ่ นัท ฮันห์" ตอบว่าเริ่มต้นเราควรมองด้วย "ความกรุณา" และ"เข้าใจ" ถ้ามีสองสิ่งนี้ในตัวเราก็จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าปัญหาเกิดเพราะอะไร เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของความโง่เขลา ความโกรธ ความเกลียด และความกลัวต่างๆ ซึ่งเมื่อเราสามารถมีความกรุณาและความเข้าใจ ก็จะเกิด "พลัง" ปกป้องเราและมีความโชคดีให้เราโดยปริยาย

ไถ่บอกว่า ถ้าการสวดมนต์หรือห้อยพระต่างๆ นั้นไม่ได้นำมาซึ่งความเข้าใจในชีวิตของเรา สิ่งเหล่านั้นก็ไร้ประโยชน์ ถ้าเราสวดหรือห้อยพระต่างๆ แล้วเรายังมีความโกรธ กลัว ความสิ้นหวังต่างๆ พระก็ไม่ได้ช่วยอะไรเรา แต่ถ้าเราสวดหรือห้อยพระด้วยความเข้าใจ และมีพลังแห่งความเข้าใจ มีพลังแห่งความกรุณา กอปรกับเมื่อเราเอ่ยพระนาม "พระพุทธ" และเทพต่างๆ ซึ่งท่านเหล่านั้นมีอยู่ที่ตัวเราอยู่แล้ว เราสามารถเรียกพลังเหล่านั้นขึ้นมาปกป้องความทุกข์ของเราและคนอื่นได้อีกด้วย

"ช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อหลวงปู่และหลวงแม่จันคงต้องเข้าไปในเขตอันตรายที่มีการฆ่า ยิง ขว้างระเบิด ทุกครั้งก็จะเอ่ยพระนามพระโพธิสัตว์ให้ท่านปกป้องเสมอมา แล้วก็ดูเหมือนว่าลูกกระสุนนั้นจะพยายามหลบหลวงปู่อีกด้วย" ไถ่ นัท ฮันห์ บอกพร้อมรอยยิ้ม

ส่วนวิกฤติการเมืองนั้นไถ่ มีความเห็นว่า น่าเสียดายที่เราสูญเสียประธิปไตย ขณะนี้คนไทยน่าจะมีความเบิกบานในการใช้วาจา ในการแสดงออก ซึ่งจะปรับให้เกิดชุมชนต่างๆ ขึ้นมาโดยเฉพาะชุมชนทางการเมือง ส่วนนักการเมืองถ้าไม่ได้ประกอบกันขึ้นมาด้วยความรุนแรง ความเกลียด เขาก็น่าจะมีสิทธิที่ตั้งเป็นพรรคการเมืองได้เพราะว่าคุณสมบัติพื้นฐานก็คือ พรรคการเมืองต้องไม่กระตุ้นให้คนเกิดความเกลียด กลัว และก่อความรุนแรง เขาควรใช้วิธีวาจาแห่งความรัก วาจาแห่งสติที่จะทำให้เราสามารถพูดในสิ่งที่อยู่ในใจเราได้ และนำมาซึ่งความเข้าใจ และความปรองดอง แนวปฏิบัติธรรมแบบ"พระอาจารย์เซน" เหล่านี้ คนที่สนใจเรื่องราวสังฆะของ ไถ่ นัท ฮันห์ สามารถหาหนังสือมาอ่านกันได้แล้ว เพราะหนังสือของท่านหลายๆ เล่มเป็นเบสท์เซลเลอร์อยู่ในขณะนี้



</TD></TR></TBODY></TABLE>


ที่มา
http://www.komchadluek.net/images2006/bottom_02.jpg (http://www.komchadluek.net/)