PDA

View Full Version : เส้นทางหลังความตาย ฝึกพิจารณาความตาย จาก "คัมภีร์มรณศาสตร์แห่งธิเบต"


วชิรปัญญา
06-12-2007, 04:16 PM
<CENTER>http://www.jono35.plus.com/Thumbnails/Spring%20Awakenings%20250.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER></CENTER><CENTER>เส้นทางหลังความตาย</CENTER>

"เส้นทางหลังความตาย" นี้เป็นบทความที่เครือข่ายฯ ได้ทำการตัดตอนมาจากหนังสือ "คัมภีร์มรณศาสตร์แห่งธิเบต" คัมภีร์ที่รวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเรื่องความตายอย่างจริงจัง นำมาเรียบเรียงเป็นคู่มือแนะนำ ( Guide book) สำหรับชาวพุทธที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด
บทความนี้มีประโยชน์มาก เพราะเหตุว่าหากวันใดวันหนึ่งท่านจะต้องพบกับความตายที่ต้องมาถึงสักวัน ท่านจะได้ไม่ตื่นตระหนกกับมันมากเกินไปนัก เพราะรู้ตัวล่วงหน้าว่าตนจะต้องพบกับเหตุการณ์อะไรบ้างหลังความตาย อ่านแล้วทำให้เกิดความไม่ประมาท เร่งขวนขวายทำความดีในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวเดินทางไปโลกหน้าอย่างมั่นใจ
เวลาอ่านใหม่ ๆ ภาษาอาจจะอ่านยากสักนิด แต่ถ้าท่านอ่านไปสักครู่ ก็จะเริ่มคุ้นเคยและทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ขอให้ได้รับประโยชน์จากบทความนี้ไม่มากก็น้อยนะครับ / เครือข่ายฯ

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล จงตั้งใจฟังให้ดีและทำความเข้าใจให้ได้ เหล่าสัตว์นรก ทวยเทพ และวิญญาณในบาร์โดแห่งธรรมดาท่านกลับจดจำไม่ได้ ดังนั้นท่านจึงหลับใหลไปด้วยความหวาดกลัวเป็นเวลาห้าวันครึ่ง รูปร่างคล้ายตัวท่านยามมีชีวิตอยู่จะลุกขึ้นมา ในคำกล่าวของคัมภีร์ตันตระมีว่า
อาศัยกายเนื้อในกาลก่อนและกาลต่อไป
ภายในบาร์โดแห่งการเกิด
สมบูรณ์พร้อมด้วยประสามสัมผัส
พเนจรไปโดยปราศจากสิ่งกีดขวาง ครอบครองอำนาจวิเศษอันเกิดจากวิบากกรรม
แลเห็นด้วยนัยน์ตาบริสุทธิ์ของทวยเทพ
ที่มีคุณลักษณ์อย่างเดียวกัน

"คำว่าใน 'กาลก่อน' หมายความว่าคุณมีร่างกายดั่งในยามมีชีวิตอยู่อันเปี่ยมด้วยเลือดและเนื้อหนัง เกิดจากความทรงจำของคุณที่มีต่อมัน กอปรด้วยรัศมีในตน และตำหนิบางประการคล้ายในยามมีชีวิตอยู่ นี้คือประสบการณ์แห่งกายทิพย์ ดั่งนามที่ถูกขนานว่ากายทิพย์ในประสบการณ์แห่งบาร์โด ในช่วงเวลานี้ หากคุณจะจุติไปเกิดเป็นอะไรอสูร มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต หรือสัตว์นรก คุณก็จะประสบกับภพภูมิเหล่านั้น ดังนั้นคำว่าในกาลก่อนจึงหมายถึงช่วงเวลาสี่วันครึ่งทีคุณคิดว่ามีร่างกายดังเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ คำว่าในกาลต่อไป หมายความว่า ภายหลังจากนี้คุณจะได้ประสบกับภพภูมิที่คุณจะไปก่อกำเนิดในภายหลัง ดังนั้นจึงเรียกว่า 'ในการก่อนและในกาลต่อไป'

"ไม่ว่านิมิตใดจากใจท่านจะปรากฏขึ้นในเวลานี้ อย่าติดตามหรือข้องแวะกับมันเป็นอันขาด ถ้าท่านข้องแวะกับมันหรือยอมจำนนต่อมัน ท่านจะร่อนเร่ไปในภูมิทั้งหกและได้รับความทนทรมานอันแสนสาหัส

"ถึงแม้ว่านิมิตในบาร์โดแห่งธรรมดาจะปรากฏขึ้นจนถึงเมื่อวานนี้ ท่านกลับไม่อาจจดจำมันได้ ดังนั้นท่านจึงได้ร่อนเร่มาถึงที่นี่ บัดนี้ ถ้าท่านสามารถสำรวมสมาธิได้ไม่หวั่นไหว พิงพักอยู่ในจิตอันเปลือยเปล่าบริสุทธิ์ในสุญตาธรรมอันสว่างไสว ที่คุรุของท่านได้เสนอท่าน จงพำนักอยู่ในภาวะที่ไม่ได้ยึดติดในสิ่งใดและอกรรม ทำเช่นนี้แล้วท่านจะได้รับซึ่งวิมุตติสุข และไม่พลัดเข้าสู่ครรภ์อุทร

"ถ้าท่านไม่สามารถจดจำได้ จงเพ่งนิมิตถึงยิดัมของท่านรวมทั้งคุรุเหนือเศียร และจงเร่งความเสียสละอย่างแรงกล้า สิ่งนี้สำคัญมาก จงเพียรแล้วเพียรอีกอย่าหวั่นไหว"

ดังนั้นจึงพึงกล่าวว่า หากบุคคลใดระลึกได้เมื่อใด เขาย่อมได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ และไม่ร่อนเร่ไปในภูมิทั้งหก ทว่าภายใต้อิทธิพลของผลกรรมอันต่ำทรามย่อมเป็นการยากที่จะกระทำเช่นนั้นได้ดังนั้นจึงควรกล่าวถ้อยคำเช่นนี้

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล จงฟังถ้อยคำเหล่านี้อย่าแชเชือน 'สมบูรณ์พร้อมด้วยประสาทสัมผัส' หมายความว่า แม้ท่านจะมีดวงตาอันบอดสนิท เป็นใบ้ ขาเสีย หรือเลวร้ายกว่านั้นในยามมีชีวิตอยู่ก็ตามทีแต่บัดนี้ในสภาวะบาร์โด ดวงตาของท่านจะแลเห็นรูปต่างๆ หูของท่านจะได้ยินสรรพสำเนียง ประสาทสัมผัสของท่านจะแจ่มใสไม่พร่ามัว ดังนั้นพึงกล่าวว่า 'ศักยภาพชั้นสูงแห่งประสาทสัมผัส' นี่เป็นสัญลักษณ์ว่าท่านได้ตายไปแล้ว และกำลังร่อนเร่อยู่ในสภาวะบาร์โด ดังนั้นพึงจดจำให้ได้ถึงคำสั่งสอนนี้

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล 'ปราศจากการกีดขวาง' หมายความว่าในขณะที่ท่านคงสภาพกายทิพย์ และจิตของท่านได้แยกจากองค์ประกอบทั้งหลาย ท่านปราศจากกายเนื้ออีกต่อไป ดังนั้น บัดนี้ท่านจึงสามารถผ่านเข้าออกอย่างอิสระ ทะลุผ่านเขาพระสุเมรุใหญ่ ตระเวนไปทุกแห่งหน ยกเว้นแต่เพียงครรภ์อุทรของมารดาและวัชระอาสน์ เป็นสัญญาณเตือนว่าท่านได้ร่อนเร่อยู่ในบาร์โดแห่งการเกิด ดังนั้นพึงทำการระลึกคำสอนสั่งของเหล่าคุรุและขอที่พึ่งพิงในพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เปี่ยม

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล 'การครอบครองซึ่งอำนาจวิเศษอันเกิดจากวิบากกรรม'หมายความว่า บัดนี้ท่านได้มีอำนาจวิเศษจากอิทธิพลของกรรมที่สอดคล้องกับการกระทำของท่านซึ่งหาได้มาจากอำนาจแห่งสมาธิหรือธรรมะไม่ ท่านสามารถจักเดินรอบพระสุเมรุครบสี่ทิศภายในเวลาชั่วพริบตา ไปทุกแห่งหนที่ท่านต้องการอย่างทันทีทันใดเพียงชั่วขณะที่ท่านครุ่นคิดกำหนดถึงมัน หรือเพียงชั่วเวลามุนษย์เรายึดแขนเข้าและออก ทว่าอำนาจวิเศษเหล่านี้ไม่น่าพึงพอใจ อย่าใส่ใจกับมัน บัดนี้ท่านสามารถจะโอ้อวดได้อย่างไร้ความกังวล สามารถกระทำทุกสิ่งดั่งใจปรารถนา จงตั้งสติให้มั่นคงและนึกถึงแต่คำสอนของคุรุประจำตน

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล 'แลเห็นโดยนัยน์ตาอันบริสุทธิ์ของทวยเทพที่มีคุณลักษณ์อย่างเดียวกัน' หมายความว่า บุคคลผู้ที่กำลังจะไปเกิดในสภาพใด ย่อมแลเห็นผู้หมู่เทวดา จงอย่าข้องแวะกับอำนาจวิเศษนี้ เพ่งสมาธิระลึกถึงแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความกรุณา 'การแลเห็นด้วยนัยน์ตาบริสุทธิ์ของทวยเทพ' ยังอาจมีนัยถึงการแลเห็นโดยอาศัยอำนาจอันบริสุทธิ์จากฌานสมาบัติหรือสมาธิขั้นสูงด้วยเช่นกันซึ่งมิได้เกิดจากอำนาจวิเศษของเหล่าทวยเทพ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงว่ามันอาจไม่ดำรงอยู่ตลอดเวลา หากพวกเขาเพ่งจิต เขาย่อมแลเห็นได้ แต่หากสมาธิของเขาถูกรบกวนแล้ว การแลเห็นย่อมปลาสนาการไป
"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล โดยความอาลัยต่อร่างเดิม ท่านจะได้แลเห็นบ้านเรือนและครอบครัวของท่านอีก คล้ายดังว่าท่านได้พบกับพวกเขาในความฝัน ทว่าแม้ท่านจะทำการสนทนาเจรจากับพวกเขา เขาก็จะไม่ตอบรับพูดคุยกับท่าน ญาติมิตรและครอบครัวของท่านจะพากันคร่ำครวญโศกศัลย์ ท่านจะฉุกคิดว่า 'นี่ฉันได้ตายไปแล้วแน่นอนหรือนี่ฉันจะทำประการใดต่อไปดี' แล้วท่านจะรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัสดุจดังปลาน้อยเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นทรายร้อนระอุ แต่ในขณะนี้ความเจ็บปวดก็หามีประโยชน์ใดไม่ ถ้าท่านมีคุรุประจำตน จงขอที่พึ่งในท่านเหล่านั้นหรือยึดเอาเหล่ายิดัม หรือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เปี่ยมด้วยกรุณา แม้ว่าท่านจะผูกพันอยู่กับญาติมิตรก็ไร้ประโยชน์ อย่าสร้างความผูกพันใดๆ ให้ยึดถือแต่องค์พระมหามุนี ท่านจะปราศจากซึ่งความกลัวและความทุกข์

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล เมื่อท่านถูกพัดพาด้วยสายลมกรรโชกแห่งผลกรรม จิตของท่านจะปราศจากเครื่องยึดเหนี่ยวหมุนวนดุจพายุสลาตัน ควบคุมและบังคับมิได้ ลอยเคว้งคว้างดุจขนนกบางเบาท่านจะกล่าวกับผู้ที่กำลังเศร้าโศกว่า 'ฉันอยู่ที่นี่แล้ว อย่าร่ำให้ไปเลย' ทว่าพวกเขากลับไม่ได้ยินท่านเลย ดังนั้นท่านจะฉุกคิดว่า 'ฉันได้ตายไปแน่แล้วหรือนี่' ความปวดร้าวจะโถมทับท่าน อย่าทนทรมานเยี่ยงนี้เลยตลอดเวลาจะมีหมอกควันสีเทาประดุจดังแสงสีเทาในรุ่งอรุณแห่งฤดูใบไม้ผลิ ทั้งยามกลางวันและกลางคืน ภาวะเช่นนี้ในบาร์โดจะปรากฏอยู่เป็นเวลา หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก หรือ เจ็ดสัปดาห์ ประมาณ 49 วัน มีคำกล่าวว่าความทุกข์ทรมานในบาร์โดแห่งการเกิดจะคงอยู่ประมาณ 21 วัน ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวนัก ขึ้นอยู่กับอิทธิพลจากผลกรรมเป็นใหญ่

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล ในเวลานี้พายุร้ายแห่งผลกรรมอันน่ากลัว ต้านทานมิได้ จะควงพัดอย่างเกรี้ยวกราด และโจมตีท่านจากด้านหลัง อย่าหวาดกลัวมัน มันเป็นเพียงนิมิตอันสับสนจากจิตท่านเองเป็นความมืดมนอันหนักหน่วง น่าสะพรึงกลัวไม่อาจขัดขืนได้ มีเสียงขู่กรรโชกอันน่าพรั่นพรึงว่า 'โจมตี' และ 'สังหาร' อย่าหวาดกลัวเป็นอันขาด สำหรับบุคคลที่ได้ประกอบซึ่งอนันตริยกรรม ปิศาจที่กัดกินเลือดเนื้อจะปรากฏขึ้นจากวิบากกรรม ถือศาสตราวุธมากมายโห่ร้องดังยามสงคราม ตะโกนกู่ฆ่าฟัน ท่านจะรู้สึกเหมือนถูกไล่ล่าโดยสัตว์ป่าอันดุร้ายหลากชนิด ถูกไล่ตามโดยกองทัพมหึมา ในหิมะ สายฝน พายุและความมืด เสียงภูผาจะสั่นไหว สายน้ำจะทะลัก พระเพลิงจะลุกลามและพายุร้ายจะโอบล้อม ในความหวาดกลัวท่านจะหลบหนีไปในทุกที่ที่เป็นไปได้ แต่แล้วหุบเหวจะปรากฏมีสามสี คือ แดง ขาว และดำ ลึกและอันตราย ท่านจะพลัดตกลงไปหาพวกเขา

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล เงื้อมผานั้นมิใช่ของจริง เป็นสัญลักษณ์ของความก้าวร้าว อารมณ์ปรารถนา และอวิชชา เมื่อท่านระลึกได้ว่ากำลังตกอยู่ในบาร์โดแห่งการคิด และร้องเรียกหานามแห่งพระผู้ทรงไว้ซึ่งความกรุณา ท่านจะได้รับการช่วยเหลือ 'โอ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เปี่ยมไปด้วยความกรุณา คุรุของข้าน้อย องค์พระรัตนตรัยอันประเสริฐอย่าปล่อยให้ข้าถูกผจญและพลัดตกสู่นรกเบื้องต่ำเลย' จงเพ่งพินิจอย่างแรงกล้าเยี่ยงนี้ อย่าลืมเป็นอันขาด

"ในกรณีของบุคคลทีได้ประกอบคุณความดี เปี่ยมคุณธรรมและปฏิบัติธรรม อย่างจริงจัง ความร่าเริงปีติสุขจะมาเชิญเชื้อเขา ความสดใสงดงามเริงรื่น และความศักดิ์สิทธิ์นานัปการจะประกาศให้ท่านได้รับรู้ในกรณีของบุคคลที่โง่งมและหมักหมมด้วยอวิชชาที่ไม่เคยประกอบ กรรมดีและกรรมชั่ว พวกเขาย่อมไม่ประสบทั้งความปีติสุขและความปวดร้าว มีเพียงแต่อวิชชาและความโง่งมเท่านั้นที่จะปรากฏขึ้น ไม่ว่าเหตุการณ์ใดจะปรากฏต่อท่านก็ตาม อย่าหลงใหลหรือข้องแวะกับมันเป็นอันขาด จงถวายมันแก่เหล่าคุรุและองค์รัตนตรัย ละเว้นจากความปรารถนาและข้องแวะติดพันในใจของท่าน ถ้าเหตุการณ์อันเปี่ยมด้วยความโง่งมปรากฏขึ้นโดยปราศจากความปีติสุขหรือความปวดร้าวก็ตามทีจงผ่อนพักจิตของท่านในภาวะมหาสัญลักษณ์ คือภาวะที่ว่างจากสมาธิภาวนาและปลอดจากการฟุ้งซ่าน

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล ในเวลานี้ สะพาน วิหาร และอาราม กระท่อม สถูป และสิ่งก่อสร้างต่างๆ จะปรากฏขึ้นคุ้มหัวท่านชั่วขณะ แต่ท่านไม่อาจพักอยู่ที่นั้นได้เนิ่นนาน เป็นเพราะว่าจิตของท่านได้ถูกแยกออกจากกายจนท่านไม่อาจตั้งมันขึ้นได้ใหม่ ท่านรู้สึกโกรธได้ถูกแยกออกจากกายจนท่านไม่อาจตั้งมันขึ้นได้ใหม่ ท่านรู้สึกโกรธเกรี้ยวและเหน็บหนาว วิญญาณดูบางเบา มีความเร็วสูงล่องลอยและไม่มั่นคง ครั้นแล้วท่านจะคิดว่า 'อา บัดนี้ข้าได้ตายไปแล้ว ข้าจะทำอะไรต่อไปดี' ครั้นคิดเช่นนี้ดวงใจของท่านจะว่างเปล่าลงดุจห้องว่างและหนาวเย็นลงในฉับพลัน ท่านจะรู้สึกถูกบีบคั้น เจ็บปวดเหลือประมาณจนท่านต้องเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆ ไม่อาจหยุดยั้งลงที่ใด จงจำไว้ว่า อย่าเก็บกักความคิดใดๆ แต่จงพิงพักจิตอยู่ในภาวะปกติตามธรรมชาติ

บัดนี้เป็นเวลาที่ท่านจะไม่ได้รับประทานอาหาร เว้นแต่อาหารที่เขาอุทิศให้ท่านเท่านั้น ไม่มีมิตรสหายผู้ใดปรากฏร่วมทางกับท่านสิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์แห่งกายทิพย์อันเร่ร่อนอยู่ในบาร์โดแห่งการแปรเปลี่ยน ในเวลานี้ความสุขและความปวดร้าวได้ถูกกำหนดขึ้นจากผลกรรมของท่าน ท่านจะแลเห็นบ้านเกิด มิตรสหาย ญาติพี่น้องและศพของท่านเอง ท่านจะครุ่นคิดว่า 'บัดนี้ฉันได้ตายไปแล้ว ฉันจะทำประการใดต่อไปดี' กายทิพย์ของท่านจะเจ็บปวดยิ่งนัก ท่านจะคิดว่า 'ทำไมฉันจึงไม่แสวงหาร่างใหม่เล่า' ครั้นแล้วท่านจะเดินทางไปในทุกแห่งหนเพื่อค้นหาร่างกายใหม่ ท่านจะพยายามกลับเข้าร่างเดิมถึงเก้าครั้งแต่ความหนาวเย็นจะทำให้ศพของท่านเย็นซีด ส่วนความร้อนก็จะทำให้ศพเน่าเปื่อย หรือมิฉะนั้นญาติมิตรของท่านอาจทำการเผาหรือฝังมันในป่าช้าก็เป็นได้ และอาจปล่อยให้เป็นเหยื่อของนกกาหรือสัตว์ป่า เพราะช่วงเวลาได้ล่วงเลยมายาวนานนับแต่การผ่านพ้นไปในบาร์โดแห่งธรรมดา ดังนั้นท่าจะมิมีที่ใดให้พักพิงได้ในบาร์โด ท่านจะเสียใจยิ่งนัก และมีความรู้สึกปวดร้าวประดุจถูกบีบรัดด้วยหินผา ความเจ็บปวดดังกล่าวนี้คือคุณลักษณ์แห่งบาร์โดของการแปรเปลี่ยน แม้ว่าท่านจะเสาะหาร่างกายเพื่ออาศัยท่านก็จะได้แต่ความปวดร้าวเป็นผลตอบแทน ดังนั้นจงปล่อยวางความปรารถนาในร่างกายและพักพิงในความว่างอย่างแน่วแน่

"เมื่อได้รับการชี้แนะดังกล่าวนี้ ย่อมบรรลุถึงการหลุดพ้นจากบาร์โด กระนั้นก็ตามที ทั้งๆ ที่ได้รับการชี้แนะ ท่านก็ยังไม่อาจระลึกได้ทั้งนี้เพราะอกุศลกรรมอันร้ายแรง ถึงตอนนี้ผู้อ่านควรขานหรือเรียกชื่อผู้ตาย และกล่าวถ้อยคำต่อไปนี้
"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล (ชื่อ) จงฟังทางนี้ เป็นเพราะกรรมของท่านเอง จึงทำให้ท่านทุกข์ทรมาน ท่านไม่อาจกล่าวโทษผู้ใดได้มันเป็นเพราะกรรมของท่าน ดังนั้น บัดนี้จงขอที่พึ่งในพระรัตนตรัยอย่างแน่แน่ ซึ่งจะคุ้มครองท่าน ถ้าท่านไม่ทำเช่นนี้ และไม่รู้จักซึ่งสมาธิมหาสัญลักษณ์ และไม่เพ่งจิตต่อองค์ยิดัมของท่าน มโนธรรมในจิตท่านจะรวบรวมกุศลกรรมทั้งหมดของท่านและนับด้วยอาศัยเม็ดกรวดสีขาว ส่วนความรู้สึกต่ำช้าในตัวท่าน จะรวบรวมอกุศลกรรมทั้งหมดของท่านและนับด้วยก้อนกรวดสีดำ อันทำให้ท่านสั่นกลัวและกล่าวคำโกหกว่า 'ฉันไม่เคยประพฤติตนต่ำช้า' ครั้นแล้ว พญายมราชจะกล่าวว่า 'ข้าจะดูผลการกระทำในอดีตของท่านจากในกระจก' และเมื่อพญายมได้มองเข้าไปในกระจกแห่งวิบากกรรม ทั้งบาปและคุณงามความดีของท่านจะปรากฏขึ้นโดยฉับพลัน แจ่มชัดและคมกริบ ดังนั้นแม้ท่านจะโกหกก็ไร้ประโยชน์ ยมทูตจะนำท่านไป เอาเชือกพันรอบคอบั่นศีรษะของท่านให้ขาดออกจากร่าง ขยี้หัวใจของท่านให้เป็นผุยผงดึงตับไตไส้พุง เลียสมองของท่าน ดื่มเลือดโลหิตของท่าน กินเนื้อของท่าน เคี้ยวกระดูกของท่าน ทว่าท่านกลับไม่ตาย แม้ว่าท่านจะถูกสับแล่ออกเป็นชิ้นๆ ก็ตาม ท่านก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่

"การถูกสับแล่ครั้งแล้วครั้งเล่าก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส อย่าไหวหวั่น เมื่อเม็ดกรวดสีขาวถูกตรวจนับ อย่าโกหก อย่าหวั่นเกรงท่านท้าวยมราช เพราะว่าท่านมีกายทิพย์ ท่านจึงไม่สามารถตายแม้จะถูกสังหารและแล่เป็นต้น ท่านเป็นความว่างเปล่าตามธรรมชาติเดิมดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว ท้าวยมราชก็เป็นความว่างเปล่าตามธรรมชาติ เป็นนิมิตอันสับสนจากใจท่าน และท่านก็เป็นความว่างเปล่าเป็นกายทิพย์แห่งความฝักใฝ่อันไร้สำนึก ความว่างย่อมไม่อาจทำอันตรายต่อความว่างได้ สิ่งที่ไร้คุณลักษณ์ย่อมไม่อาจทำอันตรายสิ่งที่ไร้คุณลักษณ์พญายมราช เทวดา ภูตผี ปิศาจศีรษะวัว และเหล่านิมิต ไม่มีคุณสมบัติใดที่ต่างไปจากนิมิตอันสับสนจากจิตท่านอยู่ ดังนั้นพึงระลึกให้ได้ว่านี้คือสภาวการณ์ในบาร์โดเท่านั้น
"จงบำเพ็ญจิตภาวนาต่อมหาสัญลักษณ์ หากท่านไม่ทราบว่าจะเริ่มทำสมาธิอย่างไรดี จงมองดูอย่างพินิจที่ธรรมชาติของสิ่งอันก่อความหวาดกลัวแก่ท่าน และท่านจะได้พบกับความว่างที่ไร้ธรรมชาติแน่นอน สิ่งนี้มีนามว่า ธรรมกายสภาวะ ทว่าความว่างเช่นนี้มิได้หมายถึงการปฏิเสธความดำรงอยู่ ธรรมชาติของมันนั้นน่ากลัว ส่วนจิตที่มีความตื่นตัวและแจ่มใสได้แก่จิตแห่งสัมโภคภาย ความว่างและความสว่างสุกใสหาใช่สิ่งที่แตกต่างกัน ธรรมชาติของความว่างได้แก่ความสุกใส และธรรมชาติของความสุกใสได้แก่ความว่าง บัดนี้ ความว่าง-ความสุกสกาวอันแยกขาดกันไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือจิตอันเปลือยเปล่าได้ถูกเปลื้องออกในที่โล่งแจ้งและดำรงอยู่ในสภาวะดั้งเดิม อันได้แก่ สวาภาวิกากายและพลังอำนาจของมันตามธรรมชาติก็อุบัติในทุกแห่งหนโดยปราศจากสิ่งกีดขวาง สิ่งนี้ได้แก่นิรมานกายอันเปี่ยมด้วยกรุณาคุณ

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล จงยึดเอาหนทางเหล่านี้ อย่าแชเชือนทันทีที่ท่านระลึกได้ ท่านจะเข้าถึงภาวะตรัสรู้อันยิ่งในจตุรกาย อย่าหวั่นไหวเพราะนี้คือเขตแดนแบ่งแยกระหว่างสรรพสิ่งผู้ระทมทุกข์และเหล่าพระพุทธองค์ในอดีต มีโศกกล่าวถึงชั่วขณะนี้ว่า
เพียงพริบตา พวกเขาก็แยกออกจากกัน
เพียงพริบตา การตรัสรู้ประจักษ์แจ้งก็บังเกิด

"จนถึงยามเมื่อวานนี้ ท่านยังตกอยู่ในความสับสน แม้ว่าเหตุการณ์ในบาร์โดมากมายจักบังเกิดขึ้น ท่านก็กลับไม่รับรู้มัน และกลับบังเกิดความหวาดกลัวอย่างยิ่ง ถ้าท่านสับสนในตอนนี้ พันธะผูกพันแห่งกรุณาคุณจะถูกตัดขาดและท่านจะพลัดตกไปยังสถานที่ที่ไม่มีการปลดปล่อยใดๆ ดังนั้น จงระแวดระวังให้ดี" เมื่อได้รับการชี้แนะดังนี้ แม้ว่าผู้ตายจะไม่ทำการระลึกได้ในก่อนหน้านี้ เขาจะตระหนักรับรู้ได้ในยามนี้เอง และเข้าสู่ภาวะวิมุตติสุข แต่หากเขาเป็นปุถุชนผู้ไม่ล่วงรู้ถึงกลวิธีแห่งสมาธิจิตเช่นนี้ ผู้อ่านพึงกล่าวถ้อยคำต่อไปนี้

"ดูกร ทายาทแห่งอริยสกุล ถ้าท่านไม่รู้วิธีการทำเพ่งพินิจดังกล่าวจงระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และองค์พระอวโลกิเตศวรเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความกรุณาอย่า ยิ่ง พึงยึดท่านเหล่านี้เป็นที่ระลึก แล้วเพ่งพินิจว่าภาพสะท้อนอันเสนน่าสะพรึงกลัวนั้นคือองค์พระอวโลกิเตศวรเจ้าหรือองค์ยิดัมประจำตัวท่าน จงระลึกถึงคุรุของท่านให้ได้ รวมทั้งคำสอนอันลึกกลับที่ได้ถ่ายทอดแก่ท่านครามีชีวิตอยู่ และกล่าวออกไปแก่พญายมราชราชันย์ผู้ทรงธรรม และแม้ว่าท่านจะพลัดตกสู่หุบเหว ท่านก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย จงระงับความหวาดกลัวและความหวั่นไหวเสีย" เมื่อได้รับการชี้แนะด้วยถ้อยคำดังกล่าวนี้ แม้ว่าผู้ตายจะไม่ได้รับการปลดปล่อยมาก่อนหน้านี้ เขาก็จะได้รับการปลดปล่อยในยามนี้นี่เองแต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่เขาหลงลืม และไม่ได้รับการปลดปล่อยจากประสบการณ์ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องพยายามอีกครั้ง ดังนั้นผู้อ่านต้องเรียกชื่อผู้ตายอีกครั้งและกล่าวถ้อยคำต่อไปนี้
"ประสบการณ์ในขณะนี้จะกระชากท่านสู่ภาวะปีติและปวดร้าวสลับไปมาแทบทุกขณะจิต คล้ายดังแรงส่งของกลไกปืน ดังนั้นจงอย่าสร้างอารมณ์ปรารถนาหรือก้าวร้าวใดๆ ขึ้นเป็นอันขาด

"ถ้าท่านจะได้ไปเกิดยังภูมิชั้นสูง ในขณะที่กำลังจะไปอยู่ในภูมินั้นเอง หากญาติพี่น้องท่านในสถานที่ที่ท่านจากมาได้ทำการบูชายันสัตว์จำนวนมากเพื่ออุทิศผลให้แก่ผู้ตาย ความคิดอันไม่บริสุทธิ์จะอุบัติขึ้นในตัวท่าน และท่านจะรู้สึกโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงอันจะทำให้ท่านต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก ดังนั้นไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในที่ที่ท่านจากมา จงอย่ามีความโกรธแค้นเป็นอันขาด แต่จงเน้นสมาธิอยู่แต่ความกรุณา

"ถ้าท่านเกิดยึดติดกับทรัพย์สมบัติที่ได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง หรือเกิดความรู้สึกหวงแหน โดยล่วงรู้มาว่า มีบุคคลอื่นจะได้ครอบครองบ้านและเสพสุขจากมันแทนท่านแล้ว ท่านเกิดโกรธเกรี้ยวบุคคลที่ท่านได้จากมา แน่นอนว่ามันย่อมเป็นเหตุทำให้ท่านได้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกหรือเปรตอันหิวโหย แม้ว่าท่านกำลังจะได้ไปเกิดในภพชั้นสูงก็ตาม จำไว้เสมอว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การข้องแวะติดยึดในทรัพย์สมบัตินั้นไม่มีประโยชน์เพราะท่านไม่อาจจะครอบครองมันได้อีก จงระงับเสียซึ่งความปรารถนาและไขว่าคว้าในทรัพย์สมบัติทั้งปวง จงทิ้งมันไป ทำการตัดสินใจให้แน่วแน่ ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของคนต่อไปก็ตามที ปล่อยให้มันดำเนินไปตามครรลองอย่าหวงแหนอยู่เลย จงทำในใจด้วยจิตเป็นหนึ่งเดียวว่าท่านกำลังถวายสิ่งเหล่านั้นให้แก่พระรัตนตรัยและดำรงอยู่ในสภาวะไร้ความปรารถนาใดๆ

ที่มา เส้นทางหลังความตาย (http://www.budpage.com/death.shtml)
"คัมภีร์มรณศาสตร์แห่งธิเบต" เขียนโดย เชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช แปลโดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โกมลคีมทอง ๘๖๖-๑๕๕๗