Kamen rider
10-05-2005, 02:59 AM
ด้วยภาพภายนอกที่รับด้วยตาและประสาทสัมผัส เราได้ปัจเจกอัตตาที่นำมาซึ่งอหังการ์ "ตัวข้าตัวกู" ด้วยการแยกแบ่งที่ได้จากนั้นปรุงแต่งด้วยเหตุผลที่ตาเห็น
เราได้สังคมและวัฒนธรรม "ของกูของข้า" ที่ตามมาด้วยอมตวาจา "ใครไม่ว่า - สิ่งที่เป็นของกูของข้า - ห้ามใครมาแหยมมาแตะ" ไล่ขึ้นมาตั้งแต่ตัวตน ครอบครัว ตระกลูและชาติพันธุ์ อาณาบริเวณ กระทั่งวัฒนธรรม หรือแม้แต่ธรรมพระราชบัญญัติของศาสนาหนึ่งใด ทั้งที่ต่างล้วนสอนคนให้อดกลั้นอดทนละวางความแตกต่างระหว่างกัน - ที่ไม่มีจริง - นั่นครบข้อกีดกันหรือมัจฉริยะทั้ง 5 ข้อของพุทธศาสนา วิลเลียม เบลค กวีและศิลปินผู้ทรงญาณหยั่งรู้ (visisonary..."A man without a mask") ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ได้แต่งโคลงที่ให้ความหมายเหนือความหมายว่า "วันนี้และด้วยตาที่รับภาพจากภายนอก เราเรียนรู้สิ่งที่เราเรียนรู้นั่นว่าเป็นความจริงแท้ที่เปี่ยมด้วยเหตุผล...แต่พรุ่งนี้เมื่อเราเรียนรู้เพิ่มเติมหรือได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ความจริงและเหตุผลของวันวานก็ไม่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป"
เมื่อวันที่ 25 กันยายน ปีนี้ ปี 2002 เขามีประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยกฎบัตรสังคมพระแม่ธรณีที่นครซีแอตเติล (Earth Charter Community Summit) ขึ้นเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกมีขึ้นที่ ณ ที่เดียวกันเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2001 เพียงสองสัปดาห์เศษหลังเกิดเหตุการณ์ที่ศูนย์การค้าโลกและเพนตากอน การประชุมสุดยอดเพื่อจัดตั้งสังคมพระแม่ธรณี ที่เป็นความหวัง และเป็นเป้าหมายของประชาโลกจำนวนหนึ่ง ผู้ยึดต่อหลักการอหิงสา การให้อภัยความรักความเมตตาที่เผื่อแผ่สื่อมวลมนุษย์ - ทั้งหมดที่เป็นส่วนหรือเป็นลูกหลานของพระแม่ธรณี - ทั้งหมดที่ล้วนเชื่อมโยงประหนึ่งเป็นองค์ชีวิตหนึ่งเดียวกัน แต่ประโยคที่ใช้นำกล่าวเปิดประชุมที่ประหนึ่งเป็นปณิธานกฎบัตรสังคมพระแม่ธรณี มีดังนี้
"เรา - ชาวโลกทั้งหมด - กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่วิกฤติอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก ช่วงเวลาที่เรา - มนุษยชาติ - ต้องเลือกอนาคตของเรา"
เพราะเป็นไปได้ว่า หลังวันนี้ เราอาจไม่มีอนาคตให้เลือกอีกแล้ว
อนาคตที่มีสองเส้นทางสองความหมายที่เป็นตรงกันข้าม เส้นทางเดิมที่แต่ละคนแต่ละชุมชนแต่ละชาติประเทศ ที่ต่างคนต่างเดินสู่เป้าหมายของตน ที่ต่างชุมชนต่างแสวงหาอำนาจยุทโธปกรณ์อ้างว่าเพื่อป้องกันตัวเอง แต่เนื้อแท้คือความระแวงไม่ไว้วางใจระหว่างกันนั่นคือเส้นทาง - กูใหญ่กูเก่งเจ้าพ่อนิยม กับอาณาจักรนิยม - กับเส้นทางใหม่บนความคิดวิธีคิดใหม่ - สังคมพระแม่ธรณีนิยม - สังคมแห่งองค์รวมหนึ่งเดียวกัน สองเส้นทางที่ให้โลกทัศน์ที่แตกต่างตรงกันข้ามกัน เช่นดินกับฟ้า ที่แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อความคิดและพฤติกรรมของคนกับการดำรงอยู่ - ให้ต่างก็เป็นไปตามคุณค่า และบริบทนั้นๆ
ในบริบทแรก บนความคิดและวิธีคิดเก่าเดิมที่มีมาตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่ไม่ว่าอย่างไร - ในด้านที่ประจักษ์และมองเห็น - มีส่วนในการก่อประกอบเป็นจิตสำนึกของมนุษย์เป็นรูปแบบและพฤติกรรมของสังคมมนุษย์ ให้ระบบนำและระบบย่อยๆ หลากหลายของสังคมประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเสรี ที่เราคิดว่าถูกต้องชอบธรรมดีแล้วอยู่ในทุกวันนี้ ส่วนในด้านที่ซ่อนเร้นมองไม่เห็น และที่คนส่วนมากคิดว่าไม่มี - ซึ่งมีส่วนต่อวิวัฒนาการของจิตวิญญาณของมนุษย์ที่วิวัฒนาการไล่จากรากฐานของจิตสัญชาติและจิตอารมณ์ของสัตว์ขึ้นมาตามลำดับ จนมาอยู่ที่ระดับของตนเองและเหตุผลในปัจจุบัน
ในด้านที่มองเห็น สังคมมนุษย์พัฒนาขึ้นมาตามลำดับขั้นตอนของวิวัฒนาการของจิตร่วมของมนุษย์ที่มีความคิดและพฤติกรรมบนหลักการแยกส่วนเป็นบริบทนำ ในสังคมที่แปลกแยกที่มีแต่การระแวงระวังกระทั่งขัดแย้งต่อสู้กันด้วยกำลังและอำนาจ มีแต่ผู้ชนะกับผู้แพ้ หรือผู้ควบคุมกับผู้ถูกทำลาย ในสังคมกูใหญ่กูเก่งอาณาจักรนิยมนั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดให้เราเลือกได้เลย นอกจากการแข่งขันการเอาชนะให้ได้ - เหรียญทองหรือแชมเปี้ยน - ชีวิตคือการต่อสู้ "ใครก็ตามที่พูดถึงความรักความเมตตา พูดถึงความเอื้ออาทรประนีประนอมคือคนโง่คนซื่อบื้อหรือคนขี้ขลาด ในโลกแห่งกูใหญ่กูเก่งเจ้าพ่อนิยม จึงมีแต่คนที่แข็งแกร่งหน้าด้าน คนที่กล้าพอที่จะทำทุกอย่างฉวยโอกาสทุกอย่างฉับไว หรือคนฉลาดแกมโกงแบบไร้ใบเสร็จ กระทั่งแย่งชิงด้วยอำนาจซึ่งๆ หน้า คนที่ใหญ่ที่เก่งเป็นเจ้าพ่อจึงสามารถควบคุมกำหนดผู้อื่นหรือออกกฎที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ปกครองชุมชนและสังคม กระทั้งประเทศชาติ ดังนั้น การกระทำใดๆ ที่เป็นการแสวงหาหรือเป็นการกอบโกยความมั่งคั่งและการเสวยอภิสิทธิ์นานัปการคือความถูกต้องชอบธรรม คือรางวัลที่ผู้ชนะเรียกร้องจากประชาชนในฐานะผู้เหน็ดเหนื่อยเสียสละให้กับสังคมหรือในฐานะผู้ให้บริการประชาชน (บนอำนาจและบนกฎบัญญัติแบบไม่ต้องเสียเวลาไต่ถามว่าใครต้องการบริการหรือว่าใครพอใจหรือไม่แต่อย่างใด)
เราได้สังคมและวัฒนธรรม "ของกูของข้า" ที่ตามมาด้วยอมตวาจา "ใครไม่ว่า - สิ่งที่เป็นของกูของข้า - ห้ามใครมาแหยมมาแตะ" ไล่ขึ้นมาตั้งแต่ตัวตน ครอบครัว ตระกลูและชาติพันธุ์ อาณาบริเวณ กระทั่งวัฒนธรรม หรือแม้แต่ธรรมพระราชบัญญัติของศาสนาหนึ่งใด ทั้งที่ต่างล้วนสอนคนให้อดกลั้นอดทนละวางความแตกต่างระหว่างกัน - ที่ไม่มีจริง - นั่นครบข้อกีดกันหรือมัจฉริยะทั้ง 5 ข้อของพุทธศาสนา วิลเลียม เบลค กวีและศิลปินผู้ทรงญาณหยั่งรู้ (visisonary..."A man without a mask") ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ได้แต่งโคลงที่ให้ความหมายเหนือความหมายว่า "วันนี้และด้วยตาที่รับภาพจากภายนอก เราเรียนรู้สิ่งที่เราเรียนรู้นั่นว่าเป็นความจริงแท้ที่เปี่ยมด้วยเหตุผล...แต่พรุ่งนี้เมื่อเราเรียนรู้เพิ่มเติมหรือได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ความจริงและเหตุผลของวันวานก็ไม่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป"
เมื่อวันที่ 25 กันยายน ปีนี้ ปี 2002 เขามีประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยกฎบัตรสังคมพระแม่ธรณีที่นครซีแอตเติล (Earth Charter Community Summit) ขึ้นเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกมีขึ้นที่ ณ ที่เดียวกันเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2001 เพียงสองสัปดาห์เศษหลังเกิดเหตุการณ์ที่ศูนย์การค้าโลกและเพนตากอน การประชุมสุดยอดเพื่อจัดตั้งสังคมพระแม่ธรณี ที่เป็นความหวัง และเป็นเป้าหมายของประชาโลกจำนวนหนึ่ง ผู้ยึดต่อหลักการอหิงสา การให้อภัยความรักความเมตตาที่เผื่อแผ่สื่อมวลมนุษย์ - ทั้งหมดที่เป็นส่วนหรือเป็นลูกหลานของพระแม่ธรณี - ทั้งหมดที่ล้วนเชื่อมโยงประหนึ่งเป็นองค์ชีวิตหนึ่งเดียวกัน แต่ประโยคที่ใช้นำกล่าวเปิดประชุมที่ประหนึ่งเป็นปณิธานกฎบัตรสังคมพระแม่ธรณี มีดังนี้
"เรา - ชาวโลกทั้งหมด - กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่วิกฤติอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก ช่วงเวลาที่เรา - มนุษยชาติ - ต้องเลือกอนาคตของเรา"
เพราะเป็นไปได้ว่า หลังวันนี้ เราอาจไม่มีอนาคตให้เลือกอีกแล้ว
อนาคตที่มีสองเส้นทางสองความหมายที่เป็นตรงกันข้าม เส้นทางเดิมที่แต่ละคนแต่ละชุมชนแต่ละชาติประเทศ ที่ต่างคนต่างเดินสู่เป้าหมายของตน ที่ต่างชุมชนต่างแสวงหาอำนาจยุทโธปกรณ์อ้างว่าเพื่อป้องกันตัวเอง แต่เนื้อแท้คือความระแวงไม่ไว้วางใจระหว่างกันนั่นคือเส้นทาง - กูใหญ่กูเก่งเจ้าพ่อนิยม กับอาณาจักรนิยม - กับเส้นทางใหม่บนความคิดวิธีคิดใหม่ - สังคมพระแม่ธรณีนิยม - สังคมแห่งองค์รวมหนึ่งเดียวกัน สองเส้นทางที่ให้โลกทัศน์ที่แตกต่างตรงกันข้ามกัน เช่นดินกับฟ้า ที่แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อความคิดและพฤติกรรมของคนกับการดำรงอยู่ - ให้ต่างก็เป็นไปตามคุณค่า และบริบทนั้นๆ
ในบริบทแรก บนความคิดและวิธีคิดเก่าเดิมที่มีมาตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่ไม่ว่าอย่างไร - ในด้านที่ประจักษ์และมองเห็น - มีส่วนในการก่อประกอบเป็นจิตสำนึกของมนุษย์เป็นรูปแบบและพฤติกรรมของสังคมมนุษย์ ให้ระบบนำและระบบย่อยๆ หลากหลายของสังคมประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเสรี ที่เราคิดว่าถูกต้องชอบธรรมดีแล้วอยู่ในทุกวันนี้ ส่วนในด้านที่ซ่อนเร้นมองไม่เห็น และที่คนส่วนมากคิดว่าไม่มี - ซึ่งมีส่วนต่อวิวัฒนาการของจิตวิญญาณของมนุษย์ที่วิวัฒนาการไล่จากรากฐานของจิตสัญชาติและจิตอารมณ์ของสัตว์ขึ้นมาตามลำดับ จนมาอยู่ที่ระดับของตนเองและเหตุผลในปัจจุบัน
ในด้านที่มองเห็น สังคมมนุษย์พัฒนาขึ้นมาตามลำดับขั้นตอนของวิวัฒนาการของจิตร่วมของมนุษย์ที่มีความคิดและพฤติกรรมบนหลักการแยกส่วนเป็นบริบทนำ ในสังคมที่แปลกแยกที่มีแต่การระแวงระวังกระทั่งขัดแย้งต่อสู้กันด้วยกำลังและอำนาจ มีแต่ผู้ชนะกับผู้แพ้ หรือผู้ควบคุมกับผู้ถูกทำลาย ในสังคมกูใหญ่กูเก่งอาณาจักรนิยมนั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดให้เราเลือกได้เลย นอกจากการแข่งขันการเอาชนะให้ได้ - เหรียญทองหรือแชมเปี้ยน - ชีวิตคือการต่อสู้ "ใครก็ตามที่พูดถึงความรักความเมตตา พูดถึงความเอื้ออาทรประนีประนอมคือคนโง่คนซื่อบื้อหรือคนขี้ขลาด ในโลกแห่งกูใหญ่กูเก่งเจ้าพ่อนิยม จึงมีแต่คนที่แข็งแกร่งหน้าด้าน คนที่กล้าพอที่จะทำทุกอย่างฉวยโอกาสทุกอย่างฉับไว หรือคนฉลาดแกมโกงแบบไร้ใบเสร็จ กระทั่งแย่งชิงด้วยอำนาจซึ่งๆ หน้า คนที่ใหญ่ที่เก่งเป็นเจ้าพ่อจึงสามารถควบคุมกำหนดผู้อื่นหรือออกกฎที่เอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ปกครองชุมชนและสังคม กระทั้งประเทศชาติ ดังนั้น การกระทำใดๆ ที่เป็นการแสวงหาหรือเป็นการกอบโกยความมั่งคั่งและการเสวยอภิสิทธิ์นานัปการคือความถูกต้องชอบธรรม คือรางวัลที่ผู้ชนะเรียกร้องจากประชาชนในฐานะผู้เหน็ดเหนื่อยเสียสละให้กับสังคมหรือในฐานะผู้ให้บริการประชาชน (บนอำนาจและบนกฎบัญญัติแบบไม่ต้องเสียเวลาไต่ถามว่าใครต้องการบริการหรือว่าใครพอใจหรือไม่แต่อย่างใด)