PDA

View Full Version : พลวัตจักรวาล-สัมพันธ์และสมดุล


Kamen rider
10-05-2005, 02:56 AM
เชื่อได้เลยครับว่า อะไรที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ย่อมต้องเป็นเรื่องของโลกและของจักรวาลด้วย เพราะทั้งหมดคือธรรมชาติหยาบที่เกี่ยวข้องกับพลวัตของจักรวาลหรือธรรมชาติระดับละเอียด


ที่จิตไร้สำนึกของมนุษย์เป็นเสี้ยวส่วนของธรรมชาติระดับละเอียดที่ว่านั้น ดังนั้นเรื่องของคนเรื่องของไก่กับการสังหารหมู่ของไก่ย่อมต้องมีความหมาย และความหมายนั้นต้องกระทบกับความสมภาคสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งหรือชีวิตอื่นใด - ในที่นี้คือไก่ - มันจึงต้องมีผลอย่างหนึ่งอย่างใดไม่วันนี้ก็วันไหนที่จักรวาลจะให้ผลที่ชี้บ่งความหมายที่อยู่ข้างหลังให้ปรากฏ บทความวันนี้เป็นวิทยาศาสตร์ใหม่ที่ชี้ว่าจักรวาลมีปัญญาและเป็นนักวางแผน - ไม่มีคำว่าบังเอิญเลยในการสรรค์สร้าง (Sir Fred Hoyle ; Intelligent Universe, 1983)

ช่วงนี้มีการระบาดไข้หวัดไก่หรือไข้หวัดนก - นกในฐานะของต้นตระกูลหรือไฟลัมของสัตว์ปีก - แปลกที่เราชอบโทษสารพัดสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค ไก่บ้างหมู่บ้างวัวบ้าง ทั้งๆ ที่โรคติดเชื้อโรคระบาดทั้งหมดที่เกิดกับมนุษย์ - โดยไม่มียกเว้น - ล้วนเป็นเรื่องที่เราแส่ไปหามาทั้งสิ้น ซึ่งมีรายการหลักๆ อยู่สองรายการ คือ หนึ่ง การพัฒนาความก้าวหน้าที่เกิดจากความโลภความอยาก - กิเลสระดับต่ำระดับสัญชาตญาณหยาบดิบของสัตว์ที่เรายังคงมีอยู่ ที่ทำให้เราลืมหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ของคน - และสอง ความไม่รู้ที่คิดว่ารู้หมดแล้ว จริงๆ แล้วเราไม่เพียงแส่ไปหาโรค เรายังสร้างโรคที่ร้ายแรงสามารถฆ่าคนได้มากๆ จากจุลชีพที่เมื่อมันอยู่ในสภาพปกติของมันจะไร้พิษสงใดๆ ทั้งสิ้น เราเองที่ฆ่าตัวเราเองด้วยความไม่รู้แต่อวดรู้ และด้วยความโลภความอยากที่เรียกว่าวิถีแห่งอารยธรรมความก้าวหน้า โดยการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติ ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องของความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์นอกจากการรู้ตามที่ตาเห็น ทุกวันนี้ แม้ว่าเราบางคน และนักวิทยาศาสตร์ที่ดำรงอยู่เพื่อวิทยาศาสตร์จริงๆ บางคนอาจจะพอรู้อะไรบ้าง แต่ต่อให้เตือนหรือเขียน หรือต่อให้พูดจนปากเปียกปากแฉะอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้คนอีกส่วนหนึ่งเรียนรู้และเปลี่ยนได้ - คนส่วนหนึ่งที่เห็นอะไรเป็นเงินเป็นความก้าวหน้าเช่นนักธุรกิจกับนักการเมืองส่วนนำ - ผู้นำสังคมที่คิดบนกระบวนทัศน์เก่าที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางและตีความว่าความสุขคืออร่อยสนุกสะดวกหรือเก่งหรือเท่และท้าท้าย - รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ที่รับใช้เงินรับใช้นักการเมืองนักธุรกิจที่คิดได้เพียงแค่นั้น ทำให้ประชาชนทั่วไปพลอยเห็นดีเห็นชอบไปด้วยตามนั้น เพราะระบบสังคมเศรษฐกิจและการเมืองรวมทั้งระบบการศึกษาและสื่อทั้งหลาย อย่างน้อยก็ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งก็เป็นผลผลิตเป็นเครื่องมือหรืออยู่ใต้อาณัติของคนและระบบที่ยกมานั้น - ไม่รู้จักจำแนกความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติว่า - นั้นคือเนื้อหาสาระของชีวิต

ความซับซ้อนและหลากหลายของชีวภาพที่ดำรงอยู่ด้วยกันเป็นระบบนิเวศนั้นคือการพึ่งพาอาศัยประนีประนอมกันเพื่อให้สรรพสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ - จุลชีพรวมไวรัสที่ละเอียดเล็ก หรือสัตว์ใหญ่ที่เป็นพาหะ - ไก่นกหนูหรือหมูแมวที่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดีตลอดมาโดยไม่มีปัญหาแม้แต่น้อยหลายร้อยล้านปี - กระทั่งมีมนุษย์ - และเมื่อมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธรรมชาติ ไปเปลี่ยนการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสมดุลระหว่างจุลชีพและพาหะสัตว์ธรรมชาติที่อยู่ด้วยกันที่นั่น ไปเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของที่นั่น ในระยะหนึ่ง จุลชีพหรือไวรัสจะหมุนเวียนอยู่ในพาหะธรรมชาติหรือสัตว์ที่มันคุ้นเคยนั้นๆ แต่หากว่ามีมนุษย์มาอยู่ด้วย และเข้ามาจัดการกับธรรมชาติเช่นนำสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ใช่พาหะเดิมมาอยู่ร่วมด้วย ดุลยภาพของความเป็นนิเวศสัมพันธ์ระหว่างกันเกิดการเสียหาย จุลชีพหรือไวรัสที่ไม่รุนแรงหรืออันตรายอาจข้ามไปอาศัยในที่แห่งใหม่ และหากผู้นั้นสัตว์นั้นมีร่างกายอ่อนแอ จุลชีพหรือไวรัสจะแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมกับสัตว์หรือคนที่มันไปอาศัยนั้น กลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคที่มีความรุนแรงและกลายเป็นโรคระบาดสามารถก่ออันตรายอย่างสุดที่จะคาดคิดได้ถึง

ไข้หวัดนกไข้หวัดไก่ในครั้งนี้ - หากไม่รู้และไม่ระวัง - ก็อาจกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากไวรัสที่ปรับแปรสายพันธุ์ใหม่ที่จะระบาดไปทั่วโลกก็ได้ เช่นสายพันธุ์อินฟลูเอ็นซ่าเอที่เคยระบาดไปทั่วโลกในปี 1918 - ฆ่าคนไปกว่า 20 ล้านคนในเวลาอันรวดเร็ว

Kamen rider
10-05-2005, 02:56 AM
การระบาดของโรคที่เริ่มมานาน แต่เพิ่งยอมรับกันภายหลังที่โรคมันได้ทอดสมอลงในพื้นที่ประเทศไทยแล้วอย่างแน่นหนา จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก เพราะโรคระบาดและโรคติดเชื้อนั้นรุนแรงสามารถแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วที่แพทย์ทุกคนน่าจะต้องรู้ดีและรีบตัดต้นไฟแต่ต้นลมให้ได้ หาไม่แล้วก็อาจตกอยู่ในสภาพดังที่เรากำลังประจักษ์เป็นรายการประจำวันเช่นที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ ตอนนี้มีการฆ่าไก่ไปแล้วนับคร่าวๆ ถึงวันที่เขียนบทความบทนี้ก็ร่วมสามสิบล้าน - ร่วมหนึ่งในหกของไก่ทั้งหมดที่เราเลี้ยง - แต่ที่องค์การอนามัยโลกไม่ได้กำหนดคือวิธีการฆ่า ซึ่งประเทศเรามีการโฆษณาการฆ่าแบบให้เห็นกันอย่างจะจะโจ๋งครึ้มอย่างซึ่งๆ หน้า เช่น ตีด้วยไม้หรือฝังทั้งเป็น - ไม่รู้ว่าโทรทัศน์เจตนาจะเน้นตัวเน้นความยิ่งใหญ่ของคนหรืออย่างไร? ถึงได้จงใจถ่ายกรรมวิธีของการฆ่าให้คนดูแบบนั้นราวกับว่าต้องการให้เด็กเรียนรู้ว่าไก่ หรือนกหรือสิ่งมีชีวิตๆ อื่นล้วนไร้ความหมาย - ถามจริงๆ เถิดว่าได้อะไรขึ้นมาจากการสาธิตซ้ำซ้อนให้เด็กดูกันเช่นนั้น? แม้ว่าเราจะรู้ว่า การเลี้ยงไก่เอาไข่มากินก็เพื่อเป็นอาหารของคน "ผู้เขียนก็กินใช่ไหม? ความจริงมีแค่นั้น อย่าดัดจริตไปคิดอย่างอื่นเลย" แต่แม้แต่เด็กข้างบ้านที่อายุเพียง 7-8 ขวบยังถามว่า ทำไมจึงต้องแสดงให้เห็น? เพื่อนของผู้เขียนที่เป็นฝรั่งและเป็นคาทอลิกถามว่า "ถ้ามีโรคไข้หวัดใหญ่เป็นในคน เราจะต้องฆ่าคนที่อยู่ในละแวก 5 กิโลเมตรให้ตายทั้งหมดโดยฝังทั้งเป็นหรืออย่างไร?"

ครับ - ที่ยกมานั้นก็เกี่ยวกับปริศนาจักรวาลว่าชีวิตมาจากไหน? ยิ่งกว่านั้น ไก่เยอะๆ หมูเยอะๆ คนเยอะๆ - มาจากไหน? นั่นเป็นคำถามที่ก็เหมือนกับที่ผู้อ่านแทบทุกคน โดยเฉพาะคนที่เป็นครูบาอาจารย์จะต้องเคยมีนักเรียนหรือคนขี้สงสัยใคร่รู้ถาม นั่นคือคำถามที่ถามว่ามนุษย์ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มาได้อย่างไร? เพราะเมื่อมนุษย์มากขึ้นก็ต้องกินมากขึ้น ดังนั้นจริงๆ แล้ว ที่ไก่หรือหมูหรือวัวมากเป็นร้อยล้านพันล้านชีวิตนั้น เราเลี้ยงกันเป็นอุตสาหกรรมเพื่อเป็นอาหารของคนทั้งสิ้น สามสี่สิบปีก่อนมีไม่มากเท่าเศษเสี้ยวของทุกวันนี้ - มาจากไหน? และคนที่ไม่มีใครเลี้ยงเป็นอาหารแต่ก็มีการเพิ่มอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน - มาจากไหน? เพื่อนของผู้เขียนที่เป็นนายทหารอากาศบอกว่าตนเองเชื่อคำสอนของศาสนา แต่มันไม่มีคำอธิบายจริงๆ ว่าคนที่เกิดมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องเลี้ยงไก่กันเป็นอุตสาหกรรมใหญ่นั้น มาจากไหน? ศาสนาทุกศาสนาและลัทธิความเชื่อของทุกวัฒนธรรมในโลก ล้วนพูดไว้เหมือนกันว่า ชีวิตโดยเฉพาะมนุษย์ไม่ได้ตายแล้วสิ้นสูญไปทั้งหมด ที่ตายไปเพียงรูปกาย การตายจึงเป็นเพียงการเดินสู่ทวารประตูเพื่อไปสู่ภพภูมิใหม่ ศาสนาพุทธเราสอนในเรื่องของกรรมและการเกิดใหม่ รวมทั้งการระลึกชาติ แต่ที่เพื่อนผู้เขียนต้องการคือคำตอบที่มากกว่าที่ศาสนาสอนให้เชื่อ แถมให้ข้อมูลมาเรียบร้อย "คนเราตายน้อยกว่าเกิดมากนัก เพียงเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วมาโลกเรามีประชากรเพียง 5,000 กว่าล้านคน แต่วันนี้เรามีประชากรโลกถึง 6,300 ล้านคน...เพิ่มขึ้นรายวันถึงวันละ 700,000 คน...เขามาจากไหน? สัตว์หรือไก่มันกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร? หรือว่ามาจากโลกต่างดาว?"

คำตอบที่จะตอบคำถามที่ว่า ชีวิตที่เพิ่มขึ้นมามากนั้นมาจากไหน? โดยจะตอบรวมๆ ทั้งชีวิตไก่ (หรือสัตว์อื่นใดที่มนุษย์เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมอาหาร) และทั้งชีวิตคน ดังนี้

เซอร์อาร์เธอร์ เอ็ดดิงตัน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลที่เป็นเอตทัคคะในทฤษฎีความสัมพัทธภาพเทียบไอน์สไตน์ผู้คิดค้นได้คำนวณว่า จักรวาลประกอบด้วยอนุภาคทั้งหมด 2.8 x 10 ยกกำลัง 79 หรือร่วม 10 ยกกำลัง 80 ตัว อนุภาคคือสสารคือที่มาของวัตถุทั้งหลายทั้งปวง - ที่ใหญ่เช่นกาแล็กซี - ไล่ลงมาถึงระบบสุริยะ โลก สรรพสิ่งที่ไม่มีชีวิตและมีชีวิต เช่น ไวรัส ไก่ ไดโนเสาร์ และมนุษย์

สรรพสิ่งที่มาจากอนุภาคทั้งหมดเหล่านี้ ก่อขึ้นมาให้เรารับรู้ด้วยกลไกสองกลไก คือ หนึ่ง ความเป็นระเบียบ ที่พอล เดวีส์ นักฟิสิกส์ทางทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์เรียกว่า "กำหนดการจักรวาล" (Predestined universe or cosmic blueprint) กับสอง ความไร้ระเบียบที่ทุกวันนี้เป็นทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนรู้จัก (chaos theory) ที่รวมกันเป็นการจัดองค์กรตัวเองที่ให้สิ่งใหม่องค์กรโผล่ปรากฏใหม่ (self-organization and emergentism) จากการสะท้อนที่วนเป็นวัฏจักรหรือที่เดินไม่เป็นเส้นตรงโดยทวีความซับซ้อนต่อไปอย่างไม่จบสิ้น (non-linear dynamic and complexity)

ทุกอย่างในจักรวาลดำรงอยู่ด้วยความเป็นสอง อนุภาคกับคลื่น สสารกับพลังงาน มวลกับความถี่สั่นสะเทือน (vibration) ดวงอาทิตย์หรือดาวสร้างสสารภายในแต่ในรังสีคลื่นแม่เหล็กสู่ภายนอก ทุกสิ่งดำรงความเป็นสองในสภาพนั้น ชีวิตก็เช่นนั้น มนุษย์ก็เช่นนั้น เราเป็นทั้งวัตถุชนิดเลือดเนื้อ แต่เราก็เป็นคลื่นที่มีการสั่นด้วย เพียงแต่เพราะมันใหญ่มันช้าจนมองไม่เห็น

Kamen rider
10-05-2005, 02:57 AM
ความเป็นระเบียบกำหนดและจัดการเรื่องภายนอกด้วยแรงที่สัมพันธ์กันอย่างสมดุล คือแรงโน้มถ่วงสู่ภายใน (มวลและความหนาแน่นจากการอัด) กับแรงแม่เหล็กไฟฟ้า (จากความร้อนที่เกิดจากการอัดที่แตกต่างกันระหว่างใจกลางมวลและผิวภายนอก เช่นดาวหรือดวงอาทิตย์) ที่ผลักกระแสแม่เหล็กไฟฟ้า (charged electrons) สู่ภายนอก

ภายในจะเป็นการรวมนิวเคลียสของอะตอมของไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม เป็นเบอริลเลียม (หากไม่รีบรวมกับนิวเคลียสของอะตอมตัวอื่นๆ จะไม่เสถียรนานนัก โดยจะสลายกลับมาเป็นฮีเลียม) เบอริลเลียมจึงต้องรวมกับฮีเลียมเพื่อเป็นนิวเคลียสของคาร์บอน และคาร์บอนจะรวมกับฮีเลียมเพื่อเป็นนิวเคลียสของออกซิเจน ออกซิเจนจึงเสถียรกว่าคาร์บอน อย่างไรก็ตาม ทั้งสี่ตัวนี้ ฮีเลียม เบอริลเลียม คาร์บอน และออกซิเจน จะอยู่ในสภาวะที่สมภาคสมดุล และทั้งสี่คือรากฐานของชีวิต แต่ที่ยิ่งกว่านั้น อนุภาคที่ประกอบเป็นสี่ธาตุอันเป็นรากฐานของแม่แบบกายภาพของชีวิต - ไม่ว่าที่โลกนี้หรือที่ดาวเคราะห์ดวงไหนหรือระบบสุริยะใด - ล้วนมีแม่แบบพิมพ์เดียวกัน ที่สำคัญมันติดต่อกันได้เอง (resonance binding) ด้วยความถี่ของการสั่นที่รูเปิร์ต เชลเดร็ก นิยามว่าไม่เพียงแต่อะตอมหรืออนุภาคที่เคยอยู่ด้วยกัน แต่แม้ชีวิตที่อยู่ในสปีชีส์เดียวกัน "สามารถถ่ายทอดข้อมูลสู่กันและกันและเรียนรู้กันและกันได้ในทันทีทันใดทั้งๆ ที่ไม่มีสื่อกลางหรือเส้นทางเชื่อมต่อกัน"

ที่พูดมาเป็นเรื่องทางกายภาพทั้งหมด มวลและความถี่ ดังนั้นออกซิเจนที่เสถียรกว่าจึงสามารถกำหนดให้มีการเตรียมพื้นฐานทางกายภาพของชีวิตที่ใจกลางของดาวหรือดวงอาทิตย์ นั่นคือการเตรียมอะตอมของคาร์บอนเมื่อไรก็ตามที่ความต้องการของชีวิตเรียกร้องให้มีชีวิตใหม่เกิดขึ้นมา แต่อย่าลืมว่าจักรวาลทั้งหมดมีอนุภาคจำนวน 10 ยกกำลัง 80 ที่ต่างล้วนสัมพันธ์กันในสภาพที่สมดุลในกิจการหนึ่งใดนั้นๆ ดังนั้นการเตรียมรูปกายชีวิตใหม่ - ไม่ว่าไก่หรือนก หมูหรือวัวกระทั่งมนุษย์แทนที่ชีวิตที่ตายไปนั้นสิ้นเปลืองพลังงานและอนุภาคของดาวและจักรวาลในด้านของปริมาณ เพราะชีวิตที่ตายไปเนื้อเยื่อโมเลกุลล้วนเปลี่ยนสภาพเป็นอะตอมที่เฉื่อยหรือสลายเป็นซาก (weak nuclear force) ไม่สามารถเอากลับมาเป็นอะตอมที่สามารถให้ปฏิกิริยาที่จะสร้างสิ่งใด ที่ยังต้องอาศัยความร้อนในใจกลางของดวงดาวหรือดวงอาทิตย์นั้นๆ ได้อีก จนกว่าระบบดาวหรือดวงอาทิตย์นั้นจะหมดสภาพลงไป และมีการสร้างดวงอาทิตย์ขึ้นมาใหม่จากซากเดิม (ดาวก็มีการเกิดการเสื่อมการตายและการเกิดใหม่)

พลวัตของจักรวาลเป็นไปอย่างสัมพันธ์กัน - ในช่วงเวลาหนึ่ง - อย่างสมภาคและสมดุลไม่มีการลืมเลือน ดังนั้นไก่เกิดเยอะ หมูเกิดเยอะ หรือประชากรโลกเกิดเยอะ หรือกลับกัน ไก่ตายหมูตายหรือคนตายเยอะๆ ล้วนสัมพันธ์กับกิจการของจักรวาลทั้งสิ้น เมื่ออย่างหนึ่งอย่างใดเปลี่ยนแปลง สิ่งอื่นใดที่เราไม่รู้ ทำนายไม่ได้ ก็จะโผล่ปรากฏขึ้น เป็นไปโดยทฤษฎีไร้ระเบียบ - ผีเสื้อตัวไหนที่กระพือปีก ณ ที่ใดถึงทำให้มหาวาตภัยเกิดตามมาในอีกที่ - หรือว่าเด็ดดอกไม้ดอกใดถึงจะทำให้ดาวดวงไหนสั่นสะเทือน.

ขอขอบคุณ
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=sunday&post_date=8/Feb/2547&news_id=83470&cat_id=110805