วชิรปัญญา
06-11-2007, 05:16 PM
http://www.ubivo.de/katalog/Hongkong/img/city/HKG/big/buddha_lotus.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD style="BACKGROUND-POSITION: 50% top; PADDING-TOP: 40px; BACKGROUND-REPEAT: no-repeat" vAlign=top background=images/bg_topic_latest_article_mid.jpg><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเทศนานัยแห่งปัญจขันธ์ มีรูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์
รูปขันธ์นั้นเป็นไฉน์ ? คือมหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปอันอาศัยมหาภูตรูปเกิดนั้น
มหาภูตรูปทั้ง ๔ นั้นเป็นไฉน ? คือ ปฐวีธาตุ ๑, อาโปธาตุ ๑, เตโชธาตุ ๑, วาโยธาตุ ๑, นั้นคืออย่างไร ? คือปฐวีธาตุมัความแค่นแข็งเป็นสภาวะ, อาโปธาตุมีความชุ่มไหลเป็นสภาวะ, เตโชธาตุมีความร้อนอุ่นเป็นสภาวะ, วาโยธาตุมีความหวั่นไหวเป็นสภาวะ
อุปาทายรูปอันอาศัยเกิดแต่มหาภูตรูปนั้นเป็นไฉน ? คือ จักขุนทรีย์, โสตินทรีย์, ฆานินทรีย์, ชิวหินทรีย์, กายินทรีย์, รูปะ, สัททะ, คันธะ, รสะ, โผฏฐัพพะส่วนหนึ่ง, อวิญญัติ เหล่านี้เป็นต้น
จักขุนทรีย์นั้นเป็นไฉน ? คือสภาพที่ควรแก่รูปารมณ์มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
โสตินทรีย์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่ควรแก่สัททารมณ์ มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
ฆานินทรีย์นั้นเป็นไฉน ? สภาพที่ควรแก่คันธารมณ์มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
ชิวหินทรีย์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่ควรแก่รสารมณ์ มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
กายินทรีย์นั้นป็นไฉน? คือ สภาพที่ควรแก่โผฏฐัพพารมณ์มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
รูปารมณ์นั้นเป็นไฉน? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งจักขุมีวรรณะรูป, สัณฐานรูปและวิญญัติรูป เป็นต้น
สัททารมณ์นั้นเป็นไฉน? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งโสตะ มีอุปาทินกมหาภูตสัททะ ๑ อนุปาทินกมหาภูตสัททะ ๑ และอุปาทินกานุปาทินกสหชาติมหาภูตสัททะ๑ (อุปาทินกมหาภูตสัททะ เช่น เสียงพูดจา, เสียงตบมือดังๆ หรือเสียงต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากสิ่งที่มีชีวิต อนุปาทินกมหาภูตสัททะ เช่น เสียงลมพัด เสียงคลื่นทะเลเบา ๆเสียงต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต อุปาทินกานุปาทินมหาภูตสัททะ ได้แก่ เสียง, ซึ่งเกิดด้วยสิ่งมีชีวิตและไร้ชีวิตร่วมกัน เช่น เสียงตีกลอง เป็นต้น _ ผู้แปล)
คันธารมณ์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งฆานะ มีสุคันธะ, ทุคันธะ, อสุคันธาทุคคันธะ
รสารมณ์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งชีวหา มีรสหวาน, รสเปรี้ยว, รสเค็ม, รสเผ็ด, รสขม, รสจืด
โผฏฐัพพารมณ์ส่วนหนึ่งนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งกาย ยกเว้นมหาภูตเสีย ได้แก่ สภาพอ่อนลื่นสลวย, สภาพหยาบกระด้าง, สภาพที่หนัก, สภาพที่เบา, ความเย็น, ความหิว, ความระหาย เป็นต้น
อวิญญัติรูปเป็นต้นเป็นไฉน ? คือ สภาพ (ที่ทำให้เกิด) มีวิญญัติกรรม และรูปอันเกิดจากสมาธิ รูปอย่างนี้เป็นอนิทัสสนะเห็นก็ไม่ได้ อัปปฏิฆะกระทบก็ไม่ได้
เวทนาขันธ์นั้นเป็นไฉน ? คือเวทนา ๓ ประการ มีสุขเวทนา, ทุกขเวทนา, อทุกขมสุขเวทนา สุขเวทนานั้น อธิบายว่าสภาพใดที่ดับไปแล้ว จิตก็ยังมีพอใจจักเสพซึ่งอารมณ์นั้นอีก ทุกขเวทนานั้นอธิบายว่าสภาพใดที่เกิดขึ้นแล้ว จิตมีความปรารถนาจักหลีกให้พ้นจากอารมณ์นั้น ส่วนอทุกขมสุขเวทนานั้นอธิบายว่าสภาพใดที่เกิดขึ้นแล้วจิตปราศจากความปรารถนาทั้ง ๒ ประการ คือ ไม่มีความปรารถนาจักเสพอีก หรือปรารถนาจักหลีกให้พ้นไปเสีย
สัญญาขันธ์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันเป็นอธิบดีหมายจำในสัพพารมณ์ทั้งปวง
สังขารขันธ์นั้นเป็นไฉน ? คือ ยกเวทนาขันธ์, สัญญขันธ์ออกเสีย ที่เหลือได้แก่เจตสิกทั้งหมด กับทั้งจิตตวิปยุตธรรมทั้งหมด
เจตสิกธรรมที่เหลือนั้นเป็นไฉน ? คือ จิตตสัมปยุตตสังขารธรรมนั่นเอง
มี ผัสสะ, มนสิการ, เจตนา, ฉันทะ, อธิโมกข์, สติ, เอกัคคตา, มติ, ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, อโลภะ, อโทษะ, อโมหะ, วิริยะ, ปัสสัทธิ, อัปปาทะ, ตัตรมัชฌัตา, อหิงสา, โลภะ, โทษะ, มานะ, อวิชชา, ทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, โกรธะ, อุปนาหะ, มักขะ, ปลาสะ, อิสสา, มัจฉริยะ, สาเถยยะ, มายา, มทะ, วิหิงสา, อหิริ, อโนตตัปปะ, ถีนะ, อุทธัจจะ, อัสสัทธิยะ, โกสัชชะ, มุฏฐสัจจะ, วิกเขปะ, อสัมปชานะ, กุกกุจจะ, วิตก, วิจาร, เหล่านี้เชื่อว่า เจตสิกธรรม
(ในเจตสิกเหล่านั้น) มี ๕ ดวงเป็นสัพพจิตตสาธารณ์ ๕ ดวงเป็น ปกิณกเจตสิก, ๑๑ ดวงเป็น โสภณเจตสิก๖ ดวงเป็น กิเลสเจตสิก, ที่เหลือเป็นอุปกิเลสเจตสิก และอีก ๔ ดวงเป็น อนิยตเจตสิก
ผัสสะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมีการประชุมพร้อมด้วยวัตถุ, อารมณ์, วิญญาณทั้ง๓ เกิดความรู้ขึ้นเป็นสภาวะ
มนสิการนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งทำความรู้เอาใจใส่ให้เกิดแก่สุข
เจตนานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งยังจิตให้เป็นไปในกุศลบ้าง, อกุศลบ้าง, อัพยากตบ้าง มีความปรุงแต่งจิตให้เป็นมโมกรรมเป็นสภาวะ
ฉันทะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพให้เกิดความพอใจในอารมณ์, มีความหวังต้องการเป็นสภาวะ
อธิโมกข์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งตัดสินอารมณ์ตามที่รับรู้มา มีความเด็ดขาดเป็นสภาวะ
สตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งยังจิตให้ระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆ มีความจำได้แม่นยำเป็นสภาวะ
เอกัคคตานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเพ่งในอารมณ์ มีจิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียวเป็นสภาวะ (ตามตัวจีนแปลว่าสมาธิซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกับ เอกัคคตา)
มตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งคัดเลือกในอารมณ์เป็นสภาวะ เป็นไปโดยโยนิโสบ้างอโยนิโสบ้าง หรือไม่เป็นไปโดย ๒ ประการดังกล่าวนั้นบ้าง
ศรัทธานั้นเป็นไฉน ? คือสภาพซึ่งยังจิตให้เกิดความเลื่อมใสเชื่อถืออย่างถูกต้องในเรื่งกรรม, วิบากแห่งกรรม, ในอริยสัจ, ในพระรัตนตรัย เป็นต้น มีจิตผ่องแผ้วเป็นสภาวะ
หิรินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมี (ความเคารพรัก) ตนเองเป็นอธิบดี (เคารพรักใน) ธรรมเป็นอธิบดีมีความละอายต่อการทำบาปเป็นสภาวะ
โอตตัปปะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมี (ความเคารพเกรง) ผู้อื่นเป็นอธิบดี มีความละอายต่อบาปเป็นสภาวะ
อโลภะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับโลภะ มีความเบื่อหน่ายเห็นโทษะของโลภะ มีการไม่ยึดถือหวงแหนเอาไว้เป็นสภาวะ
อโทสะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับโทสะมีความเมตตาเป็นสภาวะ
อโมหะนั้นเป็นไฉน ?คือ สภาพซึ่งเป็นคู่บาปตรงกันข้ามกับโมหะ มีความรู้แจ้งดำเนินตามสัมมาปฏิปทนาเป็นสภาวะ
วิริยะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับความย่อท้อขี้เกียจมีการยังกุศลธรรมให้ปรากฏ มีความอุตสาหะพากเพียรเป็นสภาวะ
ปัสสัทธินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับความหยาบหนักกระด้าง มีความอิ่มเอิบสบายเหมาะสมเป็นสภาวะ
อัปประมาทนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับประมาทมีอโลภะ (อโทสะ อโมหะ) ตราบถึงวิริยะเป็นปทัฏฐาน มีการสละสรรพอกุศล แล้วบำเพ็ญสรรพกุศลอันเป็นคู่ปราบ (ของกุศล) เป็นสภาวะ
ตัตรมัชฌตานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันอาศัยอโลภะ อโทสะ (อโมหะ) ตราบถึงวิริยะ ยังจิตให้ลุความเสมอภาพ จิตลุถึงความเสมอตรง จิตปราศจากวิการ (ทางโสมนัสหรือโทมนัส) เป็นสภาวะ อนึ่งอาศัยเจตสิกดวงนี้สามารถยังจิตให้พ้นจากอกุศลทั้งหลายแลให้ตั้งอยู่ในธรรมอันผ่องแผ้วได้
อหิงสานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับวิหิงสา มีความกรุณาเป็นสภาวะ
โลภะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นฉันทราคะพอใจติดในปัญจุปาทานขันธ์เป็นสภาวะ
โทสะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพความเบียดเบียนในสรรพสัตว์เป็นสภาวะ
มานะนั้นเป็นไฉน ? มานะมี ๗ อย่าง คือ มานะ, อภิมานะ, อติมานะ, อัสมิมานะ, อธิมานะ, อวมานะ, มิจฉามานะ
มานะเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขาหรือเป็นผู้เสมอเขาสำคัญตัวว่าเสมอเขา มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อภิมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา หรือเป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตัวว่าเสมอเขา มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อติมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวเขาว่าเลิศกว่าเขา มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อัสมิมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ความยึดถือใดอันเป็นไปในปัญจขันธ์ สำคัญว่าเป็นเราเป็นของๆ เรา มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อธิมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ธรรมพิเศษอันใดซึ่งตนยังมิได้บรรลุ สำคัญผิดว่าตนได้บรรลุถึงแล้ว มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อวมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ผู้อื่นเขามีคุณธรรมที่ดีหลายส่วน แต่ตนเองสำคัญว่า หมิ่นตัวเองว่าต่ำเลว (ไม่อาจทำได้อย่างเขา) มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
มิจฉามานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ตนเองปราศจากคุณธรรมใดๆ สำคัญว่าตนมีคุณธรรมมีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อวิชานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพความไม่รู้แจ้งในเรื่งกรรม, วิบากแห่งกรรม, ในเรื่องอริยสัจจ์, พระรัตนตรัย มีความปราศจากปัญญาเป็นสภาวะ อวิชานี้แบ่งออกเป็น๒ ประการคือ ประการหนึ่งเป็นสหชาติ (เกิดร่วมอยู่เสมอนับตั้งแต่ปฏิสนธิ) ประการหนึ่งเกิดจากวิกัลปะ (มีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น มาเกิดเมื่อได้รับการอบรมที่ผิด) อหนึ่ง โลภะ โทสะ, โมหะในกามภพย่อมเป็นอกุศลมูลทั้ง ๓ กล่าวคือ เป็นโลภะอกุศลมูล, โมหะอกุศลมูล
ทิฏฐินั้นเป็นไฉน ? ทิฏฐิมี ๕ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ, อันตคาหิกทิฏฐิ, มิจฉาทิฏฐิ, ทิฏฐิปรามาส, สีลพตปรามาส
สักกายทิฏฐินั้นเป็นไฉน ? คือ ความยึดมั่นในปัญจุปาทานขันธ์ ว่านี้เป็นเราหรือเป็นของ ๆ เรา มีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
อันตคาหิกทิฏฐินั้นเป็นไฉน ? คือ สักกายทิฏฐิซึ่งเพิ่มกำลังทวีแรงขึ้นนั่นเอง มีความยึดมั่นในอารมณ์ว่าอย่างนี้เที่ยงแน่นอน หรืยึดมั่นในอารมณ์วง่าอย่างนี้ ขาดสูญแน่นอน(คือเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ) มีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
มิจฉาทิฏฐินั้นเป็นไฉน คือ การปฏิเสธคัดค้านเหตุและวิบากแห่งเหตุ, การปฏิเสธคัดค้านกิริยา หรือปฏิเสธคัดค้านทำลายกุศลธรรม มีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
ทิฏฐิปรามาสนั้นเป็นไฉน ? คือ ความยึดมั่นอันสืบเนื่องมาด้วยทิฏฐิทั้ง ๓ (ที่กล่าวมาแล้วตอนต้น) เป็นไปในขันธ์อันเป็นที่อาศัย ว่า นี้แลเป็นอย่างเลิศ, นี้แลเป็นอย่างประเสริฐ, นี้แลเป็นที่สุด มีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
สีลพตปรามาสนั้นเป็นไฉน ? คือ ความถือมั่นอย่างผิดๆ อันเนื่องด้วยสีลพรตในขันธ์อันเป็นที่อาศัยว่า นี้แลเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์, นี้แลเป็นวิมุตติ, นี้แลเป็นนิสสรณะมีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
วิจิกิจฉานั้นเป็นไฉน ? คือ ความลังเลไม่แน่นอนใจเป็นไปในอริยสัจจธรรมบ้างในคุณพระรัตนตรัยบ้าง ว่าจักมีอยู่ฎาบ่มี มีความสงสัยเป็นสภาวะ ในบรรดากิเลสดังกล่าวมา ทิฏฐิ ๓ เบื้องหลัง (คือมิจฉาทิฏฐิ, ทิฏฐิปรามาส,สีลพตปรามาส) และวิจิกิจฉา ย่อมเกิดด้วยวิกัลปะ กิเลสที่เหลือ (มีอวิชา สักกายทิฏฐิเป็นต้น) ย่อมเกิดด้วยสาธารณ์โดยสหชาติบ้าง โดยวิกัลปะบ้าง
โกรธะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพเนื่องมาแต่อารมณ์ที่ปรากฏเป็นประโยชน์แห่งตนจิตมีความคับแค้นเป็นสภาวะ
อุปนาหะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมีความโกรธเป็นผู้นำมาก่อน มีความผูกโกรธไว้ไม่ยอมละเป็นสภาวะ
มักขะนั้นเป็นไฉน ? คือ มีความที่ปิดบังซ่อนเร้นความชั่วแห่งตนไว้เป็นสภาวะ
ปลาสะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่เป็นเหตุกล่าววาจาหยาบคาย มีการล่วงเกินผู้อื่นเขาเป็นสภาวะ
อิสสานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันเนื่องด้วยความสุขสมบูรณ์ของผู้อื่นแล้ว มีจิตไม่ชอบใจในความสุขสมบูรณ์ของเขาเป็นสภาวะ
มัจฉริยะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งตรงกันข้ามกับการเสียสละ มีจิตหวงแหนตระหนี่ไว้เป็นสภาวะ
สาเถยยะนั้นเป็นไฉน ? คือสภาพความหลอกลวงผู้อื่น มีการแสดงโอ้อวด ซึ่งคุณอันไม่มีในตนเป็นสภาวะ
มายานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพความหลอกลวงด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบาย ปิดบังโทษของตน มีจิตอันคดงอเป็นสภาวะ
มทะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมัวเมาทะนงในความสุขสมบูรณ์ มีการทำลายความดีให้หมดไปเป็นสภาวะ
วิหิงสานั้นเป็นไฉน ? คือ มีความเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายให้เดือนร้อนเป็นสภาวะ
อหิรินั้นเป็นไฉน ? คือ การที่กระทำบาปทุจจริต มีความไม่ละอายต่อตนเองเป็นสภาวะ
อโนตตัปปะนั้นเป็นไฉน ? คือ การที่กระทำบาปทุจจริต มีความไม่ละอายต่อผู้อื่นเป็นสภาวะ
ถีนะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่จิตไม่อิ่มเอิบสบาย จิตไม่สมควรแก่การงานมีความหดหู่ไม่แจ่มใสเป็นสภาวะ
อุทธัจจะนั้นเป็นไฉน ? คือสภาพที่จิตฟุ้งซ่านนึกคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นความปิติสุขโสมนัสเป็นต้น(ในประการเดียวกันก็หมายเอาความทุกข์โทมนัสด้วย) มีจิตปราศจากความสงบเป็นสภาวะ
อัสสัทธิยะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันศรัทธาจักพึงปราบ ได้แก่ ความไม่โน้มเชื่อในทางที่ถูก ในเรื่องกรรมและวิบากแห่งกรรม เป็นต้น มีจิตไม่ผ่องแผ้วเป็นสภาวะ
โกสัชชะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันวิริยะจักพึงปราบ ในการเจริญกุศลธรรมจิตปราศจากความวิริยะแกล้วกล้าเป็นสภาวะ
ประมาทนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพขี้คร้านเลินเล่ออันอาศัยโลภะ, โทสะ, โมทะ เป็นสมุฏฐาน มีการไม่คุ้นครองรักษาจิตให้พ้นจากปวงกิเลส มีความไม่สามารถเจริญอบรมกุศลธรรมทั้งหลายเป็นสถาวะ
มุฏฐสัจจะนั้นเป็นไฉน ? คือ สติที่มีความไม่อาจระลึกจดจำได้ในสรรพกุศลธรรมเป็นสภาวะ
วิกเขปะนั้นเป็นไฉน ? คือ ส่วนหนึ่งของโลภะ โทสะ โทหะ มีการทำให้จิตและเจตสิกระส่ำระสาย (จับอารมณ์ไม่มั่นคง) เป็นสภาวะ
อสัมปชานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ปัญญาอันประกอบด้วยกิเลส มีสมุฏฐานให้เกิดกายทุจจริต วจีทุจจริต,มโนทุจจริตเป็นสภาวะ
กุกกุจจะนั้นเป็นไฉน ? คือ ความรู้สึกเสียใจ (ในการทำบาปที่ทำไปแล้วหรือในการทำบุญที่ยังไม่ได้ทำ) เป็นสภาวะ
มิทธะนั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่ (จิต, เจตสิก) ไมเป็นไปโดยอิสสระ มีความง่วงเหงาไม่แจ่มกระจ่างเป็นสภาวะ
วิตกนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งอาศัยเจตนาและมติเป็นสมุฏฐานแล้วยกจิตขึ้นตรึกในอารมณ์ มีการยังจิตให้พิจารณาถือเอาอารมณ์ที่หยาบเป็นสภาวะ
วิจารณ์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งอาศัยเจตนาและมติเป็นสมุฏฐาน แล้วยกจิตขึ้นครองในอารมณ์ มีการยังจิตให้พิจารณาถือเอาอารมณ์ที่ละเอียดเป็นสภาวะ
จิตตวิปยุตตสังขารนั้นเป็นไฉน ? คือ ธรรมซึ่งอาศัยเนื่องด้วยรูปธรรมบ้างนามธรรมบ้างบัญญัติออกมาเป็นส่วนหนึ่ง มีความไม่สามารถบัญญัติว่าธรรมเหล่านี้เป็นต้น เป็นอันเดียวกันหรือต่างจากกันกับรูปนามเป็นสภาวะ
ก็ธรรมเหล่านั้นคืออะไรบ้าง ? คือ ปัตติ, อสัญญีสมาบัติ, นิโรธสมาบัติ, อสัญญีเทพ, ชีวิตินทรีย์, สภาคตา, ชาติ, ชรา, ฐิติ, อนิจจา, นามกาย, บทกาย, พยัญชนกาย, ปุถุชนตา เหล่านี้เป็นอาทิ
ปัตตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่ได้หรือสภาพที่สำเร็จ มีอยู่ ๓ ประการ คือ ความสำเร็จแห่งพีชะหนึ่ง, ความสำเร็จในพฤตติการณ์อันปรากฏขึ้นอยู่หนึ่ง, ให้ได้หรือสำเร็จตามความเหมาะสมนั้นๆ
อสัญญีสมาบัตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งพ้นไปแล้วจากความติดใน (รูปพรหม) ชั้นสุภกิณหา แต่ยังไม่พ้นไปจากความติดความพอใจในพรหมซึ่งเป็นชนชั้นสูงกว่านั้นขึ้นไปมีความทำในใจเพื่อละสัญญาเป็นเบื้องหน้า มีจิตและเจตสิกที่ไม่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาดเป็นต้นดับไปเป็นสภาวะ
นิโรธสมาบัตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งพ้นไปแล้วจากความติดใจอากิญจัญยายตนภูมิ แล้วเข้าสู่เนวสัญญาณนาสัญญายตนภูมิแล้วเพียรบำเพ็ญต่อไป มีความทำในใจเพื่อละสัญญา (และเวทนา) เป็นต้น เป็นเบื้องหน้ามีจิตและเจตสิกที่ไม่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาด และจิตเจตสิกที่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาด และจิตเจตสิกที่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาดส่วนหนึ่งดับไปเป็นสภาวะ
อสัญญีเทพเป็นไฉน ? คือ วิบากอันเกิดแต่อสัญญีสมาบัติ ซึ่งนำไปปฏิสนธิในพรหมชั้นอสัญญีนั่นเอง ครั้นปฏิสนธิแล้วมีจิตและเจตสิกที่ไม่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาดดับไปเป็นสภาวะ
ชีวิตินทรีย์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเกิดสืบเนื่องมาแต่อดีตกรรม รักษาไว้ซึ่งสภาคตา (กล่าวคือขันธ์) ให้ดำรงอยู่ชั่วกาลเขตหนึ่งเป็นสภาวะ
สภาคตานั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในประเภทเดียวกัน ก็มีสภาพที่ละม้ายคล้ายคลึงดุจกันเป็นสภาวะ
ชาตินั้นเป็นไฉน ? คือสภาคตาและสรรพสังขาร ซึ่งแต่เดิมยังไม่เกิดปัจจุบันได้เกิดขึ้นแล้วเป็นสภาวะ
ชรานั้นเป็นไฉน ? คือ สรรพสังขารเหล่านั้น มีความสืบเนื่องเปลี่ยนแปรไปเป็นสภาวะ
ฐิตินั้นเป็นไฉน ? คือ สรรพสังขารเหล่านั้นมีความสืบเนื่องหมุนเวียนเป็นสภาวะ
อนิจจานั้นเป็นไฉน ? คือ สรรพสังขารเหล่านั้นมีความสืบเนื่องแตกดับไปเป็นสภาวะ
นามกายนั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่เพิ่มเติมร้องขานชื่อแห่งสภาวธรรมเป็นสภาวะ
บทกายนั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่เพิ่มเติมร้องขานความแตกต่างของสภาวธรรมเป็นสภาวะ
พยัญชนะกายนั้นเป็นไฉน ? คือ อักษรทั้งหลายนั้นเอง มีความสามารถที่จักแสดงความหมายแห่งนามกายและบทกายเป็นสภาพอีกนัยหนึ่งชื่อว่าเป็นภาวะที่ประกาศอธิบายว่าเพราะเป็นที่อาศัยแห่งนามกายบทกายประกาศซึ่งอรรถอันหมดจดปราศจากส่วนเหลือ หรืชื่อว่าอักษรเพราะเป็นที่กำหนดแน่นอนไม่แปรผัน
ปุถุชนตานั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่ตนยังมิได้ลุอริยะธรรมเป็นสภาวะ
วิญญาณขันธ์นั้นเป็นไฉน ? คือ ธรรมชาติซึ่งมีความรู้ในอารมณ์เป็นสภาวะ ธรรมชาตินี้เรียกว่า จิต บ้าง เพราะสามารถคัดเลือกรวบรวมอารมณ์ เรียกว่า มโน บ้างเพราะสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันกับมโนนั่นเอง (อรรถกถาว่า เพราะเป็นที่อาศัยรวมแห่งเจตสิกฉะนั้นจึงชื่อว่ามโน)
ถ้าจะว่าโดยจิตที่วิเศษแล้ว ก็คือ อาลยวิญาณนั่นเอง จิตนี้สามารถสั่งสมพืชพันธ์แห่งพฤติกรรมต่างๆ ของสัตว์ไว้ อนึ่งในการที่จิตรับรู้อารมณ์อันเป็นพฤติกรรมของสัตว์นั้นไม่เป็นวิสัยแห่งการกำหนดแบ่งแยกจำแนกรู้ได้โดยง่ายเลย จิตนี้นับจำเดิมแต่ปฏิสนธิตราบถึงจุติย่อมเป็นวัตติสืบเนื่องหมุนเวียนไปโดยไม่ขาดสาย อนึ่งวิญญาณดวงนี้ครั้นเมื่อบุคคลออกจากนิโรธสมาบัติ หรือสัตว์ซึ่งจุติจากอสัญญีภพ เมื่อจักขึ้นวิถีรับรู้อารมณ์เมื่อใดเมื่อนั้นปวัตติวิญญาณก็ย่อมประพฤติเป็นไป หมุนเวียนไปตามวิสัยแห่งอารมณ์ต่างๆดับไปในระหว่างแล้วก็เกิดขึ้นอีกเล่าเป็นชาติมรณะเวียนวนในวัฏสงสารอย่างนี้
อาลยวิญญาณนี้ เพราะอรรถว่าเป็นแหล่งเก็บรวบรวมแห่งสรรพพีชะทั้งหลายนั่นเองอนึ่งเพราะเป็นที่เก็บแห่งอัสมิมานะเป็นสภาพ อนึ่ง เพราะความที่เป็นผู้ถือเอากายนี้เป็นอารมณ์ด้วยเหตุนี้จึงมีนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อาทานวิญญาณ เพราะเป็นผู้ธำรงยึดในกรัชกายนี้
ส่วนมโนอันวิเศษนั้น คือได้แก่วิญญาณดวงที่ถือเอาอาลยวิญญาณเป็นอารมณ์ วิญญาณดวงนี้มี อัตตโมหะ, อัตตานุทิฏธิ, อัสมิมานะ, อัตตตัณหา, สัมปยุตต์อยู่ตลอดจำเดิมแต่ปฏิสนธิตราบถึงจุติเป็นปวัตติสืบเนื่องทุกเวลา ยกเว้นแต่ในพระอรหันตบุคคล, ในอริยมรรคและในนิโรธสมาบัติ
ถามว่า คำว่าขันธ์นั้นมีอรรถว่าอย่างไร ? ตอบว่า ความประชุมรวบรวมเป็นอรรถของขันธ์ คือ บรรดาโลกิยธรรมที่เกิดดับสืบเนื่องประเภทต่างๆ มีคติ, อายตนะ, และรูปเป็นต้น เอามาสงเคราะห์รวมเข้าไว้
อนึ่งมีอายตนะ ๑๒ คือ จักขายตนะ คู่กับรูปปายตนะ, โสตายตนะคู่กับสัททายตนะ, ฆานายตนะคู่กับคันตายตนะ, ชิวหายตนะคู่กับรสายตนะ, กายายตนะคู่กับโผฏฐัพพายตนะ, มนายตนะคู่กับธรรมมายตนะ, สำหรับจักขายตนะเป็นต้น ๕ และรูปะ, สัททะ, คันธะ, รสะ, อายตนะนั้นได้อธิบายแล้วในเบื้องต้น โผฏฐัพพายตนะนั้น ได้แก่ มหาภูตรูปและส่วนหนึ่งแห่งผัสสะ มนายตนะก็คือ วิญญาณขันธ์นั่นเอง ส่วนธรรมมายตนะนั้น ได้แก่ เวทนา, สัญญา, สังขารขันธ์ และอวิญญัติรูปเป็นต้น พร้อมอสังขตธรรมทั้งหลายด้วย
อสังขตธรรมนั้นเป็นไฉน ? คือ อากาศอสังขตะ, อัปปฏิสังขยนิโรธอสังขตะ,ปฏิสังขยนิโรธอสังขตะ และภูตตถตา เป็นต้น
อากาศนั้น ได้แก่ธรรมชาติอันสามารถรับรองรูปทั้งหลายได้ อัปปฏิสังขยนิโรธนั้นได้แก่ความดับชนิดที่มิได้พ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ที่ว่ามิได้พ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั้นอย่างไร ? กล่าวคือ ความดับที่มิได้อาศัยปัญญาพิจารณาทำลายกิเลส ขันธ์ทั้งหลายมิต้องเกิดขึ้นในที่สุด ปฏิสังขยนิโรธนั้นคืออย่างไร ? คือ ความดับชนิดที่พ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ที่ว่าพ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั้นอย่างไร ? คือความดับที่อาศัยปัญญาพิจารณาทำลายกิเลส ขันธ์ทั้งหลายมิต้องเกิดขึ้นในที่สุด ภูตตถตานั้นเป็นไฉน ? คือสภาวะแห่งธรรมทั้งปวง และสภาวะแห่งความเป็นอนัตตา ของธรรมทั้งปวงนั้น
ถามว่าอายตนะมีอรรถเป็นไฉน ? ตอบว่า ธรรมชาติใดเป็นประตูที่เกิดแห่งวิญญาณทั้งปวง ธรรมชาตินั้นคืออายตนะ
อนึ่งยังมีธาตุ ๑๘ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ, สัททะธาตุ, โสตวิญญาณธาตุ, ฆานะธาตุ, คันธะธาตุ, ฆานะวิญญาณธาตุ, ชิวหาธาตุ, รสธาตุ, ชิวหาวิญญาณธาตุ, กายธาตุ, โผฏฐัพพะธาตุ, กายวิญญาณธาตุ, มโนธาตุ, ธรรมธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ
สำหรับธาตุ (ภายใน) ทั้งหลาย มีจักขุธาตุ เป็นต้น และธาตุ (ภายนอก) ทั้งหลายมีรูปธาตุเป็นต้น มีอธิบายดุจได้กล่าวมาในตอนว่าด้วยอายตนะ ส่วนวิญญาณธาตุทั้ง ๖ นั้นก็อาศัยเกิดจากอินทรีย์ มีจักขุทรีย์เป็นต้น ซึ่งรับเอาอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น มีความรู้ในอารมณ์เป็นสภาวะ มโนธาตุนั้น ก็คือธาตุรู้ซึ่งเกิดดับสืบเนื่องเป็นสันตติเป็นต้น เพื่อเป็นการแสดงให้ทราบว่า มโนธาตุ) นี้เป็นที่อาศัยแห่งมโนวิญญาณและเป็นการบัญญัติเรื่องธาตุ ๑๘ ได้โดยพิสดาร
และโดยประการดังนี้ รูปขันธ์ก็ได้แก่อายตนะทั้ง ๑๐ ธาตุทั้ง ๑๐ กับธรรมายตนะธรรมธาตุส่วนหนึ่ง วิญญาณขันธ์ก็คือ มนายตนะและธาตุรู้อีก ๗ ส่วนขันธ์ที่เหลืออีกสามพร้อมด้วยส่วนหนึ่งแห่งรูปขันธ์และอสังขตธรรมทั้งหลายจัดเป็นธรรมายตนะ, ธรรมธาตุ
ถามว่า ธาตุนั้นมีอรรถเป็นไฉน ? ตอบว่า ธรรมชาติซึ่งสามารถธำรงรักษาซึ่งคุณลักษณะแห่งพีชะไว้ โดยยังไม่พฤติกรรม ชื่อว่าเป็นอรรถของธาตุ
ถามว่า อาศัยอรรถเป็นไฉน ? จึงบัญญัติเรื่องขันธ์, ธาตุ , อายตนะเป็นต้น ตอบว่าเพื่อเป็นคู่ปราบทำลายความยึดถือในตน ๓ ประการ กล่าวคือ ความยึดถือว่าขันธ์ทุ้ง ๕ เป็นเราหนึ่ง, แปลตามตัวว่า ความยึดถือในเอกภาวะว่าเป็นเรา อรรถกาถาแก้ว่า คือ ความยึดถือในเบ็ญจขันธ์ทั้งหมดว่าเป็นเรา ส่วนความยึดถืออีกสองเป็นการยึดถือที่จำแนกไม่ใช่ยึดหมดทั้งเบ็ญจขันธ์-ผู้แปล ความยึดถือว่าผู้เสวยเวทนาว่าเป็นเราหนึ่ง. ความยึดถือว่าผู้กระทำเป็นเราหนึ่งตามลำดับ
อนึ่งในธาตุ ๑๘ นี้ ธรรมที่เป็นรูปนั้นเป็นเช่นไร ? คือ ธาตุทั้ง๑๐ และส่วนหนึ่ง(แห่งธรรมธาตุหรือรูปซึ่งสงเคราะห์อยู่ในธรรมายตนะ) กล่าวคือ เป็นสภาวะแห่งรูปขันธ์นั่นเอง (หมายเฉพาะธาตุทั้ง ๑๐ )ธรรมที่ไม่ใช่รูปนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลือนอกนี้
ธรรมที่เป็นสนิทัศนะนั้นมีเท่าไร? คือ รูปธาตุอันเดียว (หมายเอารูปารมณ์) ธรรมที่เป็นอนิทัศนะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลือนอกนี้
ธรรมที่สัปปฏิฆะนั้นมีเท่าไร ? คือรูปธาตุทั้ง ๑๐ ด้วยเป็นธรรมที่กระทบกระทั่งแก่กันได้นั่นเอง ธรรมที่เป็นอัปปฏิฆะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลือนอกนี้
ธรรมที่เป็นสาสวะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุ ๑๕ และส่วนหนึ่งของธาตุที่เหลืออีก ๓ (มโนธาตุ, ธรรมธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ) อธิบายว่าในธาตุที่เหลือ ๓ ส่วนนั้นถ้าเป็นธาตุที่เกิดแห่งกิเลส เป็นที่กิเลสประพฤติเป็นไป (จึงถือว่าเป็นสาสวะ) ธรรมที่เป็นอนาสวะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลืออีก ๓ ส่วนหนึ่ง
ธรรมที่เป็นกามาวจรนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุ ๑๘ ทั้งหมด ธรรมทเป็นรูปาวจรนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุ ๑๔ ยกเว้นคันธะ, รสะและฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ ธรรมที่เป็นอรูปาวจรนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่อยู่สุดทั้ง ๓ (คือ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ) ธรรมที่ไม่ใช่อวจรนั้นมีเท่าไร ? คือ ธรรมที่เป็นอนาสวะทั้งหมด
ธรรมที่สงเคราะห์เข้าในขันธ์นั้นมีเท่าไร ? คือ ทั้งหมดยกเว้นอสังขตะธรรม ธรรมที่สงเคราะห์เข้าในอุปาทานขันธ์นั้นมีเท่าไร ? คือ สาสวธรรม
ธรรมที่เป็นกุศลนั้นมีเท่าไร ? ธรรมที่เป็นอกุศลนั้นมีเท่าไร ? ธรรมที่เป็นอัพยากตนั้นมีเท่าไร ? ธาตุทั้ง ๑๐ สาธารณ์แก่กุศลล อกุศล และอัพยากต ธาตุรู้ทั้ง ๗ (มีวิญญาณธาตุ ๖ มโนธาตุ ๑) รูปะ, สัททะ และส่วนหนึ่งของธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นอัพยากต ล้วนๆมี ๘
ธรรมมะที่เป็นอัชฌัตตะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุ ๑๒ ยกเว้นรูปะ, สัททะ, คันทะ, รส, โผฏฐัพพะ และธรรมธาตุส่วนหนึ่ง
ธรรมที่เป็นพหิทธะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลืออีก ๖ (คือ อายตนะภายนอก ๖ )
ธรรมที่เป็นสารัมมณะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุรู้ทั้ง ๗ และธรรมธาตุส่วนหนึ่ง, เจตสิกธรรม
ธรรมที่เป็นอนารัมมณะนั้นมีเท่าไร คือ ธาตุที่เหลืออีก ๑๐ และธรรมธาตุ ส่วนหนึ่ง
ธรรมที่วิภาคอารมณ์ได้นั้นมีเท่าไร คือ มโนธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ และส่วนหนึ่งของธรรมาตุ
ธรรมที่เป็นอุปาทินกะนั้นมีเท่าไร คือ ธาตุภายใน ๕ และส่วนหนึ่งแห่งธาตุทั้ง ๔ กล่าวคือ รูปะ, คันธะ, รสะ, โผฏฐัพพะ
ธรรมที่เป็นอนุปาทินกะนั้นมีเท่าไร คือ ธาตุที่เหลือ ๙ และส่วนหนึ่งของธาตุทั้ง ๔
ธรรมที่เป็นสภาคตานั้นเป็นไฉน ? คือ รูปธาตุภายในทั้ง ๕ (อินทรีย์ทั้ง ๕ ) กับวิญญาณและอารมณ์อันสมควรแก่ (อินทรีย์ )ของตน (เช่นจักขุนทรีย์ย่อมสมควรแก่จักขุวิญญาณและรูปารมณ์
ธรรมที่เป็นชนิดเดียวกับสภาคตานั้นเป็นไฉน คือ ในธรรม (ทั้ง ๓ เช่น จักขุ, จักขุวิญญาณ, รูปารมณ์) ขาดวิญญาณของตนไปเสีย ก็ยังชื่อว่าเป็นธรรมประเภทเดียวกัน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ขอขอบคุณ
http://www.buddhayan.com/?p=article&content_id=94 (http://www.buddhayan.com/?p=article&content_id=94)
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD style="BACKGROUND-POSITION: 50% top; PADDING-TOP: 40px; BACKGROUND-REPEAT: no-repeat" vAlign=top background=images/bg_topic_latest_article_mid.jpg><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเทศนานัยแห่งปัญจขันธ์ มีรูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์
รูปขันธ์นั้นเป็นไฉน์ ? คือมหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปอันอาศัยมหาภูตรูปเกิดนั้น
มหาภูตรูปทั้ง ๔ นั้นเป็นไฉน ? คือ ปฐวีธาตุ ๑, อาโปธาตุ ๑, เตโชธาตุ ๑, วาโยธาตุ ๑, นั้นคืออย่างไร ? คือปฐวีธาตุมัความแค่นแข็งเป็นสภาวะ, อาโปธาตุมีความชุ่มไหลเป็นสภาวะ, เตโชธาตุมีความร้อนอุ่นเป็นสภาวะ, วาโยธาตุมีความหวั่นไหวเป็นสภาวะ
อุปาทายรูปอันอาศัยเกิดแต่มหาภูตรูปนั้นเป็นไฉน ? คือ จักขุนทรีย์, โสตินทรีย์, ฆานินทรีย์, ชิวหินทรีย์, กายินทรีย์, รูปะ, สัททะ, คันธะ, รสะ, โผฏฐัพพะส่วนหนึ่ง, อวิญญัติ เหล่านี้เป็นต้น
จักขุนทรีย์นั้นเป็นไฉน ? คือสภาพที่ควรแก่รูปารมณ์มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
โสตินทรีย์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่ควรแก่สัททารมณ์ มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
ฆานินทรีย์นั้นเป็นไฉน ? สภาพที่ควรแก่คันธารมณ์มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
ชิวหินทรีย์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่ควรแก่รสารมณ์ มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
กายินทรีย์นั้นป็นไฉน? คือ สภาพที่ควรแก่โผฏฐัพพารมณ์มีความใสของประสาทเป็นสภาวะ
รูปารมณ์นั้นเป็นไฉน? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งจักขุมีวรรณะรูป, สัณฐานรูปและวิญญัติรูป เป็นต้น
สัททารมณ์นั้นเป็นไฉน? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งโสตะ มีอุปาทินกมหาภูตสัททะ ๑ อนุปาทินกมหาภูตสัททะ ๑ และอุปาทินกานุปาทินกสหชาติมหาภูตสัททะ๑ (อุปาทินกมหาภูตสัททะ เช่น เสียงพูดจา, เสียงตบมือดังๆ หรือเสียงต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากสิ่งที่มีชีวิต อนุปาทินกมหาภูตสัททะ เช่น เสียงลมพัด เสียงคลื่นทะเลเบา ๆเสียงต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต อุปาทินกานุปาทินมหาภูตสัททะ ได้แก่ เสียง, ซึ่งเกิดด้วยสิ่งมีชีวิตและไร้ชีวิตร่วมกัน เช่น เสียงตีกลอง เป็นต้น _ ผู้แปล)
คันธารมณ์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งฆานะ มีสุคันธะ, ทุคันธะ, อสุคันธาทุคคันธะ
รสารมณ์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งชีวหา มีรสหวาน, รสเปรี้ยว, รสเค็ม, รสเผ็ด, รสขม, รสจืด
โผฏฐัพพารมณ์ส่วนหนึ่งนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งกาย ยกเว้นมหาภูตเสีย ได้แก่ สภาพอ่อนลื่นสลวย, สภาพหยาบกระด้าง, สภาพที่หนัก, สภาพที่เบา, ความเย็น, ความหิว, ความระหาย เป็นต้น
อวิญญัติรูปเป็นต้นเป็นไฉน ? คือ สภาพ (ที่ทำให้เกิด) มีวิญญัติกรรม และรูปอันเกิดจากสมาธิ รูปอย่างนี้เป็นอนิทัสสนะเห็นก็ไม่ได้ อัปปฏิฆะกระทบก็ไม่ได้
เวทนาขันธ์นั้นเป็นไฉน ? คือเวทนา ๓ ประการ มีสุขเวทนา, ทุกขเวทนา, อทุกขมสุขเวทนา สุขเวทนานั้น อธิบายว่าสภาพใดที่ดับไปแล้ว จิตก็ยังมีพอใจจักเสพซึ่งอารมณ์นั้นอีก ทุกขเวทนานั้นอธิบายว่าสภาพใดที่เกิดขึ้นแล้ว จิตมีความปรารถนาจักหลีกให้พ้นจากอารมณ์นั้น ส่วนอทุกขมสุขเวทนานั้นอธิบายว่าสภาพใดที่เกิดขึ้นแล้วจิตปราศจากความปรารถนาทั้ง ๒ ประการ คือ ไม่มีความปรารถนาจักเสพอีก หรือปรารถนาจักหลีกให้พ้นไปเสีย
สัญญาขันธ์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันเป็นอธิบดีหมายจำในสัพพารมณ์ทั้งปวง
สังขารขันธ์นั้นเป็นไฉน ? คือ ยกเวทนาขันธ์, สัญญขันธ์ออกเสีย ที่เหลือได้แก่เจตสิกทั้งหมด กับทั้งจิตตวิปยุตธรรมทั้งหมด
เจตสิกธรรมที่เหลือนั้นเป็นไฉน ? คือ จิตตสัมปยุตตสังขารธรรมนั่นเอง
มี ผัสสะ, มนสิการ, เจตนา, ฉันทะ, อธิโมกข์, สติ, เอกัคคตา, มติ, ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, อโลภะ, อโทษะ, อโมหะ, วิริยะ, ปัสสัทธิ, อัปปาทะ, ตัตรมัชฌัตา, อหิงสา, โลภะ, โทษะ, มานะ, อวิชชา, ทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, โกรธะ, อุปนาหะ, มักขะ, ปลาสะ, อิสสา, มัจฉริยะ, สาเถยยะ, มายา, มทะ, วิหิงสา, อหิริ, อโนตตัปปะ, ถีนะ, อุทธัจจะ, อัสสัทธิยะ, โกสัชชะ, มุฏฐสัจจะ, วิกเขปะ, อสัมปชานะ, กุกกุจจะ, วิตก, วิจาร, เหล่านี้เชื่อว่า เจตสิกธรรม
(ในเจตสิกเหล่านั้น) มี ๕ ดวงเป็นสัพพจิตตสาธารณ์ ๕ ดวงเป็น ปกิณกเจตสิก, ๑๑ ดวงเป็น โสภณเจตสิก๖ ดวงเป็น กิเลสเจตสิก, ที่เหลือเป็นอุปกิเลสเจตสิก และอีก ๔ ดวงเป็น อนิยตเจตสิก
ผัสสะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมีการประชุมพร้อมด้วยวัตถุ, อารมณ์, วิญญาณทั้ง๓ เกิดความรู้ขึ้นเป็นสภาวะ
มนสิการนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งทำความรู้เอาใจใส่ให้เกิดแก่สุข
เจตนานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งยังจิตให้เป็นไปในกุศลบ้าง, อกุศลบ้าง, อัพยากตบ้าง มีความปรุงแต่งจิตให้เป็นมโมกรรมเป็นสภาวะ
ฉันทะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพให้เกิดความพอใจในอารมณ์, มีความหวังต้องการเป็นสภาวะ
อธิโมกข์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งตัดสินอารมณ์ตามที่รับรู้มา มีความเด็ดขาดเป็นสภาวะ
สตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งยังจิตให้ระลึกได้ในอารมณ์เนืองๆ มีความจำได้แม่นยำเป็นสภาวะ
เอกัคคตานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเพ่งในอารมณ์ มีจิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียวเป็นสภาวะ (ตามตัวจีนแปลว่าสมาธิซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกับ เอกัคคตา)
มตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งคัดเลือกในอารมณ์เป็นสภาวะ เป็นไปโดยโยนิโสบ้างอโยนิโสบ้าง หรือไม่เป็นไปโดย ๒ ประการดังกล่าวนั้นบ้าง
ศรัทธานั้นเป็นไฉน ? คือสภาพซึ่งยังจิตให้เกิดความเลื่อมใสเชื่อถืออย่างถูกต้องในเรื่งกรรม, วิบากแห่งกรรม, ในอริยสัจ, ในพระรัตนตรัย เป็นต้น มีจิตผ่องแผ้วเป็นสภาวะ
หิรินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมี (ความเคารพรัก) ตนเองเป็นอธิบดี (เคารพรักใน) ธรรมเป็นอธิบดีมีความละอายต่อการทำบาปเป็นสภาวะ
โอตตัปปะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมี (ความเคารพเกรง) ผู้อื่นเป็นอธิบดี มีความละอายต่อบาปเป็นสภาวะ
อโลภะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับโลภะ มีความเบื่อหน่ายเห็นโทษะของโลภะ มีการไม่ยึดถือหวงแหนเอาไว้เป็นสภาวะ
อโทสะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับโทสะมีความเมตตาเป็นสภาวะ
อโมหะนั้นเป็นไฉน ?คือ สภาพซึ่งเป็นคู่บาปตรงกันข้ามกับโมหะ มีความรู้แจ้งดำเนินตามสัมมาปฏิปทนาเป็นสภาวะ
วิริยะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับความย่อท้อขี้เกียจมีการยังกุศลธรรมให้ปรากฏ มีความอุตสาหะพากเพียรเป็นสภาวะ
ปัสสัทธินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับความหยาบหนักกระด้าง มีความอิ่มเอิบสบายเหมาะสมเป็นสภาวะ
อัปประมาทนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับประมาทมีอโลภะ (อโทสะ อโมหะ) ตราบถึงวิริยะเป็นปทัฏฐาน มีการสละสรรพอกุศล แล้วบำเพ็ญสรรพกุศลอันเป็นคู่ปราบ (ของกุศล) เป็นสภาวะ
ตัตรมัชฌตานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันอาศัยอโลภะ อโทสะ (อโมหะ) ตราบถึงวิริยะ ยังจิตให้ลุความเสมอภาพ จิตลุถึงความเสมอตรง จิตปราศจากวิการ (ทางโสมนัสหรือโทมนัส) เป็นสภาวะ อนึ่งอาศัยเจตสิกดวงนี้สามารถยังจิตให้พ้นจากอกุศลทั้งหลายแลให้ตั้งอยู่ในธรรมอันผ่องแผ้วได้
อหิงสานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นคู่ปราบตรงกันข้ามกับวิหิงสา มีความกรุณาเป็นสภาวะ
โลภะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเป็นฉันทราคะพอใจติดในปัญจุปาทานขันธ์เป็นสภาวะ
โทสะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพความเบียดเบียนในสรรพสัตว์เป็นสภาวะ
มานะนั้นเป็นไฉน ? มานะมี ๗ อย่าง คือ มานะ, อภิมานะ, อติมานะ, อัสมิมานะ, อธิมานะ, อวมานะ, มิจฉามานะ
มานะเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขาหรือเป็นผู้เสมอเขาสำคัญตัวว่าเสมอเขา มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อภิมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา หรือเป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตัวว่าเสมอเขา มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อติมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวเขาว่าเลิศกว่าเขา มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อัสมิมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ความยึดถือใดอันเป็นไปในปัญจขันธ์ สำคัญว่าเป็นเราเป็นของๆ เรา มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อธิมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ธรรมพิเศษอันใดซึ่งตนยังมิได้บรรลุ สำคัญผิดว่าตนได้บรรลุถึงแล้ว มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อวมานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ผู้อื่นเขามีคุณธรรมที่ดีหลายส่วน แต่ตนเองสำคัญว่า หมิ่นตัวเองว่าต่ำเลว (ไม่อาจทำได้อย่างเขา) มีจิตทะนงเป็นสภาวะ
มิจฉามานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ตนเองปราศจากคุณธรรมใดๆ สำคัญว่าตนมีคุณธรรมมีจิตทะนงเป็นสภาวะ
อวิชานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพความไม่รู้แจ้งในเรื่งกรรม, วิบากแห่งกรรม, ในเรื่องอริยสัจจ์, พระรัตนตรัย มีความปราศจากปัญญาเป็นสภาวะ อวิชานี้แบ่งออกเป็น๒ ประการคือ ประการหนึ่งเป็นสหชาติ (เกิดร่วมอยู่เสมอนับตั้งแต่ปฏิสนธิ) ประการหนึ่งเกิดจากวิกัลปะ (มีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น มาเกิดเมื่อได้รับการอบรมที่ผิด) อหนึ่ง โลภะ โทสะ, โมหะในกามภพย่อมเป็นอกุศลมูลทั้ง ๓ กล่าวคือ เป็นโลภะอกุศลมูล, โมหะอกุศลมูล
ทิฏฐินั้นเป็นไฉน ? ทิฏฐิมี ๕ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ, อันตคาหิกทิฏฐิ, มิจฉาทิฏฐิ, ทิฏฐิปรามาส, สีลพตปรามาส
สักกายทิฏฐินั้นเป็นไฉน ? คือ ความยึดมั่นในปัญจุปาทานขันธ์ ว่านี้เป็นเราหรือเป็นของ ๆ เรา มีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
อันตคาหิกทิฏฐินั้นเป็นไฉน ? คือ สักกายทิฏฐิซึ่งเพิ่มกำลังทวีแรงขึ้นนั่นเอง มีความยึดมั่นในอารมณ์ว่าอย่างนี้เที่ยงแน่นอน หรืยึดมั่นในอารมณ์วง่าอย่างนี้ ขาดสูญแน่นอน(คือเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ) มีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
มิจฉาทิฏฐินั้นเป็นไฉน คือ การปฏิเสธคัดค้านเหตุและวิบากแห่งเหตุ, การปฏิเสธคัดค้านกิริยา หรือปฏิเสธคัดค้านทำลายกุศลธรรม มีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
ทิฏฐิปรามาสนั้นเป็นไฉน ? คือ ความยึดมั่นอันสืบเนื่องมาด้วยทิฏฐิทั้ง ๓ (ที่กล่าวมาแล้วตอนต้น) เป็นไปในขันธ์อันเป็นที่อาศัย ว่า นี้แลเป็นอย่างเลิศ, นี้แลเป็นอย่างประเสริฐ, นี้แลเป็นที่สุด มีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
สีลพตปรามาสนั้นเป็นไฉน ? คือ ความถือมั่นอย่างผิดๆ อันเนื่องด้วยสีลพรตในขันธ์อันเป็นที่อาศัยว่า นี้แลเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์, นี้แลเป็นวิมุตติ, นี้แลเป็นนิสสรณะมีมติอันประกอบด้วยกิเลสเป็นสภาวะ
วิจิกิจฉานั้นเป็นไฉน ? คือ ความลังเลไม่แน่นอนใจเป็นไปในอริยสัจจธรรมบ้างในคุณพระรัตนตรัยบ้าง ว่าจักมีอยู่ฎาบ่มี มีความสงสัยเป็นสภาวะ ในบรรดากิเลสดังกล่าวมา ทิฏฐิ ๓ เบื้องหลัง (คือมิจฉาทิฏฐิ, ทิฏฐิปรามาส,สีลพตปรามาส) และวิจิกิจฉา ย่อมเกิดด้วยวิกัลปะ กิเลสที่เหลือ (มีอวิชา สักกายทิฏฐิเป็นต้น) ย่อมเกิดด้วยสาธารณ์โดยสหชาติบ้าง โดยวิกัลปะบ้าง
โกรธะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพเนื่องมาแต่อารมณ์ที่ปรากฏเป็นประโยชน์แห่งตนจิตมีความคับแค้นเป็นสภาวะ
อุปนาหะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมีความโกรธเป็นผู้นำมาก่อน มีความผูกโกรธไว้ไม่ยอมละเป็นสภาวะ
มักขะนั้นเป็นไฉน ? คือ มีความที่ปิดบังซ่อนเร้นความชั่วแห่งตนไว้เป็นสภาวะ
ปลาสะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่เป็นเหตุกล่าววาจาหยาบคาย มีการล่วงเกินผู้อื่นเขาเป็นสภาวะ
อิสสานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันเนื่องด้วยความสุขสมบูรณ์ของผู้อื่นแล้ว มีจิตไม่ชอบใจในความสุขสมบูรณ์ของเขาเป็นสภาวะ
มัจฉริยะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งตรงกันข้ามกับการเสียสละ มีจิตหวงแหนตระหนี่ไว้เป็นสภาวะ
สาเถยยะนั้นเป็นไฉน ? คือสภาพความหลอกลวงผู้อื่น มีการแสดงโอ้อวด ซึ่งคุณอันไม่มีในตนเป็นสภาวะ
มายานั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพความหลอกลวงด้วยเล่ห์เหลี่ยมอุบาย ปิดบังโทษของตน มีจิตอันคดงอเป็นสภาวะ
มทะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งมัวเมาทะนงในความสุขสมบูรณ์ มีการทำลายความดีให้หมดไปเป็นสภาวะ
วิหิงสานั้นเป็นไฉน ? คือ มีความเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายให้เดือนร้อนเป็นสภาวะ
อหิรินั้นเป็นไฉน ? คือ การที่กระทำบาปทุจจริต มีความไม่ละอายต่อตนเองเป็นสภาวะ
อโนตตัปปะนั้นเป็นไฉน ? คือ การที่กระทำบาปทุจจริต มีความไม่ละอายต่อผู้อื่นเป็นสภาวะ
ถีนะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่จิตไม่อิ่มเอิบสบาย จิตไม่สมควรแก่การงานมีความหดหู่ไม่แจ่มใสเป็นสภาวะ
อุทธัจจะนั้นเป็นไฉน ? คือสภาพที่จิตฟุ้งซ่านนึกคิดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นความปิติสุขโสมนัสเป็นต้น(ในประการเดียวกันก็หมายเอาความทุกข์โทมนัสด้วย) มีจิตปราศจากความสงบเป็นสภาวะ
อัสสัทธิยะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันศรัทธาจักพึงปราบ ได้แก่ ความไม่โน้มเชื่อในทางที่ถูก ในเรื่องกรรมและวิบากแห่งกรรม เป็นต้น มีจิตไม่ผ่องแผ้วเป็นสภาวะ
โกสัชชะนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพอันวิริยะจักพึงปราบ ในการเจริญกุศลธรรมจิตปราศจากความวิริยะแกล้วกล้าเป็นสภาวะ
ประมาทนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพขี้คร้านเลินเล่ออันอาศัยโลภะ, โทสะ, โมทะ เป็นสมุฏฐาน มีการไม่คุ้นครองรักษาจิตให้พ้นจากปวงกิเลส มีความไม่สามารถเจริญอบรมกุศลธรรมทั้งหลายเป็นสถาวะ
มุฏฐสัจจะนั้นเป็นไฉน ? คือ สติที่มีความไม่อาจระลึกจดจำได้ในสรรพกุศลธรรมเป็นสภาวะ
วิกเขปะนั้นเป็นไฉน ? คือ ส่วนหนึ่งของโลภะ โทสะ โทหะ มีการทำให้จิตและเจตสิกระส่ำระสาย (จับอารมณ์ไม่มั่นคง) เป็นสภาวะ
อสัมปชานะนั้นเป็นไฉน ? คือ ปัญญาอันประกอบด้วยกิเลส มีสมุฏฐานให้เกิดกายทุจจริต วจีทุจจริต,มโนทุจจริตเป็นสภาวะ
กุกกุจจะนั้นเป็นไฉน ? คือ ความรู้สึกเสียใจ (ในการทำบาปที่ทำไปแล้วหรือในการทำบุญที่ยังไม่ได้ทำ) เป็นสภาวะ
มิทธะนั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่ (จิต, เจตสิก) ไมเป็นไปโดยอิสสระ มีความง่วงเหงาไม่แจ่มกระจ่างเป็นสภาวะ
วิตกนั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งอาศัยเจตนาและมติเป็นสมุฏฐานแล้วยกจิตขึ้นตรึกในอารมณ์ มีการยังจิตให้พิจารณาถือเอาอารมณ์ที่หยาบเป็นสภาวะ
วิจารณ์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งอาศัยเจตนาและมติเป็นสมุฏฐาน แล้วยกจิตขึ้นครองในอารมณ์ มีการยังจิตให้พิจารณาถือเอาอารมณ์ที่ละเอียดเป็นสภาวะ
จิตตวิปยุตตสังขารนั้นเป็นไฉน ? คือ ธรรมซึ่งอาศัยเนื่องด้วยรูปธรรมบ้างนามธรรมบ้างบัญญัติออกมาเป็นส่วนหนึ่ง มีความไม่สามารถบัญญัติว่าธรรมเหล่านี้เป็นต้น เป็นอันเดียวกันหรือต่างจากกันกับรูปนามเป็นสภาวะ
ก็ธรรมเหล่านั้นคืออะไรบ้าง ? คือ ปัตติ, อสัญญีสมาบัติ, นิโรธสมาบัติ, อสัญญีเทพ, ชีวิตินทรีย์, สภาคตา, ชาติ, ชรา, ฐิติ, อนิจจา, นามกาย, บทกาย, พยัญชนกาย, ปุถุชนตา เหล่านี้เป็นอาทิ
ปัตตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพที่ได้หรือสภาพที่สำเร็จ มีอยู่ ๓ ประการ คือ ความสำเร็จแห่งพีชะหนึ่ง, ความสำเร็จในพฤตติการณ์อันปรากฏขึ้นอยู่หนึ่ง, ให้ได้หรือสำเร็จตามความเหมาะสมนั้นๆ
อสัญญีสมาบัตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งพ้นไปแล้วจากความติดใน (รูปพรหม) ชั้นสุภกิณหา แต่ยังไม่พ้นไปจากความติดความพอใจในพรหมซึ่งเป็นชนชั้นสูงกว่านั้นขึ้นไปมีความทำในใจเพื่อละสัญญาเป็นเบื้องหน้า มีจิตและเจตสิกที่ไม่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาดเป็นต้นดับไปเป็นสภาวะ
นิโรธสมาบัตินั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งพ้นไปแล้วจากความติดใจอากิญจัญยายตนภูมิ แล้วเข้าสู่เนวสัญญาณนาสัญญายตนภูมิแล้วเพียรบำเพ็ญต่อไป มีความทำในใจเพื่อละสัญญา (และเวทนา) เป็นต้น เป็นเบื้องหน้ามีจิตและเจตสิกที่ไม่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาด และจิตเจตสิกที่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาด และจิตเจตสิกที่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาดส่วนหนึ่งดับไปเป็นสภาวะ
อสัญญีเทพเป็นไฉน ? คือ วิบากอันเกิดแต่อสัญญีสมาบัติ ซึ่งนำไปปฏิสนธิในพรหมชั้นอสัญญีนั่นเอง ครั้นปฏิสนธิแล้วมีจิตและเจตสิกที่ไม่ประพฤติเป็นไปโดยไม่ขาดดับไปเป็นสภาวะ
ชีวิตินทรีย์นั้นเป็นไฉน ? คือ สภาพซึ่งเกิดสืบเนื่องมาแต่อดีตกรรม รักษาไว้ซึ่งสภาคตา (กล่าวคือขันธ์) ให้ดำรงอยู่ชั่วกาลเขตหนึ่งเป็นสภาวะ
สภาคตานั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในประเภทเดียวกัน ก็มีสภาพที่ละม้ายคล้ายคลึงดุจกันเป็นสภาวะ
ชาตินั้นเป็นไฉน ? คือสภาคตาและสรรพสังขาร ซึ่งแต่เดิมยังไม่เกิดปัจจุบันได้เกิดขึ้นแล้วเป็นสภาวะ
ชรานั้นเป็นไฉน ? คือ สรรพสังขารเหล่านั้น มีความสืบเนื่องเปลี่ยนแปรไปเป็นสภาวะ
ฐิตินั้นเป็นไฉน ? คือ สรรพสังขารเหล่านั้นมีความสืบเนื่องหมุนเวียนเป็นสภาวะ
อนิจจานั้นเป็นไฉน ? คือ สรรพสังขารเหล่านั้นมีความสืบเนื่องแตกดับไปเป็นสภาวะ
นามกายนั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่เพิ่มเติมร้องขานชื่อแห่งสภาวธรรมเป็นสภาวะ
บทกายนั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่เพิ่มเติมร้องขานความแตกต่างของสภาวธรรมเป็นสภาวะ
พยัญชนะกายนั้นเป็นไฉน ? คือ อักษรทั้งหลายนั้นเอง มีความสามารถที่จักแสดงความหมายแห่งนามกายและบทกายเป็นสภาพอีกนัยหนึ่งชื่อว่าเป็นภาวะที่ประกาศอธิบายว่าเพราะเป็นที่อาศัยแห่งนามกายบทกายประกาศซึ่งอรรถอันหมดจดปราศจากส่วนเหลือ หรืชื่อว่าอักษรเพราะเป็นที่กำหนดแน่นอนไม่แปรผัน
ปุถุชนตานั้นเป็นไฉน ? คือ ความที่ตนยังมิได้ลุอริยะธรรมเป็นสภาวะ
วิญญาณขันธ์นั้นเป็นไฉน ? คือ ธรรมชาติซึ่งมีความรู้ในอารมณ์เป็นสภาวะ ธรรมชาตินี้เรียกว่า จิต บ้าง เพราะสามารถคัดเลือกรวบรวมอารมณ์ เรียกว่า มโน บ้างเพราะสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันกับมโนนั่นเอง (อรรถกถาว่า เพราะเป็นที่อาศัยรวมแห่งเจตสิกฉะนั้นจึงชื่อว่ามโน)
ถ้าจะว่าโดยจิตที่วิเศษแล้ว ก็คือ อาลยวิญาณนั่นเอง จิตนี้สามารถสั่งสมพืชพันธ์แห่งพฤติกรรมต่างๆ ของสัตว์ไว้ อนึ่งในการที่จิตรับรู้อารมณ์อันเป็นพฤติกรรมของสัตว์นั้นไม่เป็นวิสัยแห่งการกำหนดแบ่งแยกจำแนกรู้ได้โดยง่ายเลย จิตนี้นับจำเดิมแต่ปฏิสนธิตราบถึงจุติย่อมเป็นวัตติสืบเนื่องหมุนเวียนไปโดยไม่ขาดสาย อนึ่งวิญญาณดวงนี้ครั้นเมื่อบุคคลออกจากนิโรธสมาบัติ หรือสัตว์ซึ่งจุติจากอสัญญีภพ เมื่อจักขึ้นวิถีรับรู้อารมณ์เมื่อใดเมื่อนั้นปวัตติวิญญาณก็ย่อมประพฤติเป็นไป หมุนเวียนไปตามวิสัยแห่งอารมณ์ต่างๆดับไปในระหว่างแล้วก็เกิดขึ้นอีกเล่าเป็นชาติมรณะเวียนวนในวัฏสงสารอย่างนี้
อาลยวิญญาณนี้ เพราะอรรถว่าเป็นแหล่งเก็บรวบรวมแห่งสรรพพีชะทั้งหลายนั่นเองอนึ่งเพราะเป็นที่เก็บแห่งอัสมิมานะเป็นสภาพ อนึ่ง เพราะความที่เป็นผู้ถือเอากายนี้เป็นอารมณ์ด้วยเหตุนี้จึงมีนามเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อาทานวิญญาณ เพราะเป็นผู้ธำรงยึดในกรัชกายนี้
ส่วนมโนอันวิเศษนั้น คือได้แก่วิญญาณดวงที่ถือเอาอาลยวิญญาณเป็นอารมณ์ วิญญาณดวงนี้มี อัตตโมหะ, อัตตานุทิฏธิ, อัสมิมานะ, อัตตตัณหา, สัมปยุตต์อยู่ตลอดจำเดิมแต่ปฏิสนธิตราบถึงจุติเป็นปวัตติสืบเนื่องทุกเวลา ยกเว้นแต่ในพระอรหันตบุคคล, ในอริยมรรคและในนิโรธสมาบัติ
ถามว่า คำว่าขันธ์นั้นมีอรรถว่าอย่างไร ? ตอบว่า ความประชุมรวบรวมเป็นอรรถของขันธ์ คือ บรรดาโลกิยธรรมที่เกิดดับสืบเนื่องประเภทต่างๆ มีคติ, อายตนะ, และรูปเป็นต้น เอามาสงเคราะห์รวมเข้าไว้
อนึ่งมีอายตนะ ๑๒ คือ จักขายตนะ คู่กับรูปปายตนะ, โสตายตนะคู่กับสัททายตนะ, ฆานายตนะคู่กับคันตายตนะ, ชิวหายตนะคู่กับรสายตนะ, กายายตนะคู่กับโผฏฐัพพายตนะ, มนายตนะคู่กับธรรมมายตนะ, สำหรับจักขายตนะเป็นต้น ๕ และรูปะ, สัททะ, คันธะ, รสะ, อายตนะนั้นได้อธิบายแล้วในเบื้องต้น โผฏฐัพพายตนะนั้น ได้แก่ มหาภูตรูปและส่วนหนึ่งแห่งผัสสะ มนายตนะก็คือ วิญญาณขันธ์นั่นเอง ส่วนธรรมมายตนะนั้น ได้แก่ เวทนา, สัญญา, สังขารขันธ์ และอวิญญัติรูปเป็นต้น พร้อมอสังขตธรรมทั้งหลายด้วย
อสังขตธรรมนั้นเป็นไฉน ? คือ อากาศอสังขตะ, อัปปฏิสังขยนิโรธอสังขตะ,ปฏิสังขยนิโรธอสังขตะ และภูตตถตา เป็นต้น
อากาศนั้น ได้แก่ธรรมชาติอันสามารถรับรองรูปทั้งหลายได้ อัปปฏิสังขยนิโรธนั้นได้แก่ความดับชนิดที่มิได้พ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ที่ว่ามิได้พ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั้นอย่างไร ? กล่าวคือ ความดับที่มิได้อาศัยปัญญาพิจารณาทำลายกิเลส ขันธ์ทั้งหลายมิต้องเกิดขึ้นในที่สุด ปฏิสังขยนิโรธนั้นคืออย่างไร ? คือ ความดับชนิดที่พ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ที่ว่าพ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัดนั้นอย่างไร ? คือความดับที่อาศัยปัญญาพิจารณาทำลายกิเลส ขันธ์ทั้งหลายมิต้องเกิดขึ้นในที่สุด ภูตตถตานั้นเป็นไฉน ? คือสภาวะแห่งธรรมทั้งปวง และสภาวะแห่งความเป็นอนัตตา ของธรรมทั้งปวงนั้น
ถามว่าอายตนะมีอรรถเป็นไฉน ? ตอบว่า ธรรมชาติใดเป็นประตูที่เกิดแห่งวิญญาณทั้งปวง ธรรมชาตินั้นคืออายตนะ
อนึ่งยังมีธาตุ ๑๘ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ, สัททะธาตุ, โสตวิญญาณธาตุ, ฆานะธาตุ, คันธะธาตุ, ฆานะวิญญาณธาตุ, ชิวหาธาตุ, รสธาตุ, ชิวหาวิญญาณธาตุ, กายธาตุ, โผฏฐัพพะธาตุ, กายวิญญาณธาตุ, มโนธาตุ, ธรรมธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ
สำหรับธาตุ (ภายใน) ทั้งหลาย มีจักขุธาตุ เป็นต้น และธาตุ (ภายนอก) ทั้งหลายมีรูปธาตุเป็นต้น มีอธิบายดุจได้กล่าวมาในตอนว่าด้วยอายตนะ ส่วนวิญญาณธาตุทั้ง ๖ นั้นก็อาศัยเกิดจากอินทรีย์ มีจักขุทรีย์เป็นต้น ซึ่งรับเอาอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น มีความรู้ในอารมณ์เป็นสภาวะ มโนธาตุนั้น ก็คือธาตุรู้ซึ่งเกิดดับสืบเนื่องเป็นสันตติเป็นต้น เพื่อเป็นการแสดงให้ทราบว่า มโนธาตุ) นี้เป็นที่อาศัยแห่งมโนวิญญาณและเป็นการบัญญัติเรื่องธาตุ ๑๘ ได้โดยพิสดาร
และโดยประการดังนี้ รูปขันธ์ก็ได้แก่อายตนะทั้ง ๑๐ ธาตุทั้ง ๑๐ กับธรรมายตนะธรรมธาตุส่วนหนึ่ง วิญญาณขันธ์ก็คือ มนายตนะและธาตุรู้อีก ๗ ส่วนขันธ์ที่เหลืออีกสามพร้อมด้วยส่วนหนึ่งแห่งรูปขันธ์และอสังขตธรรมทั้งหลายจัดเป็นธรรมายตนะ, ธรรมธาตุ
ถามว่า ธาตุนั้นมีอรรถเป็นไฉน ? ตอบว่า ธรรมชาติซึ่งสามารถธำรงรักษาซึ่งคุณลักษณะแห่งพีชะไว้ โดยยังไม่พฤติกรรม ชื่อว่าเป็นอรรถของธาตุ
ถามว่า อาศัยอรรถเป็นไฉน ? จึงบัญญัติเรื่องขันธ์, ธาตุ , อายตนะเป็นต้น ตอบว่าเพื่อเป็นคู่ปราบทำลายความยึดถือในตน ๓ ประการ กล่าวคือ ความยึดถือว่าขันธ์ทุ้ง ๕ เป็นเราหนึ่ง, แปลตามตัวว่า ความยึดถือในเอกภาวะว่าเป็นเรา อรรถกาถาแก้ว่า คือ ความยึดถือในเบ็ญจขันธ์ทั้งหมดว่าเป็นเรา ส่วนความยึดถืออีกสองเป็นการยึดถือที่จำแนกไม่ใช่ยึดหมดทั้งเบ็ญจขันธ์-ผู้แปล ความยึดถือว่าผู้เสวยเวทนาว่าเป็นเราหนึ่ง. ความยึดถือว่าผู้กระทำเป็นเราหนึ่งตามลำดับ
อนึ่งในธาตุ ๑๘ นี้ ธรรมที่เป็นรูปนั้นเป็นเช่นไร ? คือ ธาตุทั้ง๑๐ และส่วนหนึ่ง(แห่งธรรมธาตุหรือรูปซึ่งสงเคราะห์อยู่ในธรรมายตนะ) กล่าวคือ เป็นสภาวะแห่งรูปขันธ์นั่นเอง (หมายเฉพาะธาตุทั้ง ๑๐ )ธรรมที่ไม่ใช่รูปนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลือนอกนี้
ธรรมที่เป็นสนิทัศนะนั้นมีเท่าไร? คือ รูปธาตุอันเดียว (หมายเอารูปารมณ์) ธรรมที่เป็นอนิทัศนะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลือนอกนี้
ธรรมที่สัปปฏิฆะนั้นมีเท่าไร ? คือรูปธาตุทั้ง ๑๐ ด้วยเป็นธรรมที่กระทบกระทั่งแก่กันได้นั่นเอง ธรรมที่เป็นอัปปฏิฆะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลือนอกนี้
ธรรมที่เป็นสาสวะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุ ๑๕ และส่วนหนึ่งของธาตุที่เหลืออีก ๓ (มโนธาตุ, ธรรมธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ) อธิบายว่าในธาตุที่เหลือ ๓ ส่วนนั้นถ้าเป็นธาตุที่เกิดแห่งกิเลส เป็นที่กิเลสประพฤติเป็นไป (จึงถือว่าเป็นสาสวะ) ธรรมที่เป็นอนาสวะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลืออีก ๓ ส่วนหนึ่ง
ธรรมที่เป็นกามาวจรนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุ ๑๘ ทั้งหมด ธรรมทเป็นรูปาวจรนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุ ๑๔ ยกเว้นคันธะ, รสะและฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ ธรรมที่เป็นอรูปาวจรนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่อยู่สุดทั้ง ๓ (คือ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ) ธรรมที่ไม่ใช่อวจรนั้นมีเท่าไร ? คือ ธรรมที่เป็นอนาสวะทั้งหมด
ธรรมที่สงเคราะห์เข้าในขันธ์นั้นมีเท่าไร ? คือ ทั้งหมดยกเว้นอสังขตะธรรม ธรรมที่สงเคราะห์เข้าในอุปาทานขันธ์นั้นมีเท่าไร ? คือ สาสวธรรม
ธรรมที่เป็นกุศลนั้นมีเท่าไร ? ธรรมที่เป็นอกุศลนั้นมีเท่าไร ? ธรรมที่เป็นอัพยากตนั้นมีเท่าไร ? ธาตุทั้ง ๑๐ สาธารณ์แก่กุศลล อกุศล และอัพยากต ธาตุรู้ทั้ง ๗ (มีวิญญาณธาตุ ๖ มโนธาตุ ๑) รูปะ, สัททะ และส่วนหนึ่งของธรรมธาตุ ส่วนที่เป็นอัพยากต ล้วนๆมี ๘
ธรรมมะที่เป็นอัชฌัตตะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุ ๑๒ ยกเว้นรูปะ, สัททะ, คันทะ, รส, โผฏฐัพพะ และธรรมธาตุส่วนหนึ่ง
ธรรมที่เป็นพหิทธะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุที่เหลืออีก ๖ (คือ อายตนะภายนอก ๖ )
ธรรมที่เป็นสารัมมณะนั้นมีเท่าไร ? คือ ธาตุรู้ทั้ง ๗ และธรรมธาตุส่วนหนึ่ง, เจตสิกธรรม
ธรรมที่เป็นอนารัมมณะนั้นมีเท่าไร คือ ธาตุที่เหลืออีก ๑๐ และธรรมธาตุ ส่วนหนึ่ง
ธรรมที่วิภาคอารมณ์ได้นั้นมีเท่าไร คือ มโนธาตุ, มโนวิญญาณธาตุ และส่วนหนึ่งของธรรมาตุ
ธรรมที่เป็นอุปาทินกะนั้นมีเท่าไร คือ ธาตุภายใน ๕ และส่วนหนึ่งแห่งธาตุทั้ง ๔ กล่าวคือ รูปะ, คันธะ, รสะ, โผฏฐัพพะ
ธรรมที่เป็นอนุปาทินกะนั้นมีเท่าไร คือ ธาตุที่เหลือ ๙ และส่วนหนึ่งของธาตุทั้ง ๔
ธรรมที่เป็นสภาคตานั้นเป็นไฉน ? คือ รูปธาตุภายในทั้ง ๕ (อินทรีย์ทั้ง ๕ ) กับวิญญาณและอารมณ์อันสมควรแก่ (อินทรีย์ )ของตน (เช่นจักขุนทรีย์ย่อมสมควรแก่จักขุวิญญาณและรูปารมณ์
ธรรมที่เป็นชนิดเดียวกับสภาคตานั้นเป็นไฉน คือ ในธรรม (ทั้ง ๓ เช่น จักขุ, จักขุวิญญาณ, รูปารมณ์) ขาดวิญญาณของตนไปเสีย ก็ยังชื่อว่าเป็นธรรมประเภทเดียวกัน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ขอขอบคุณ
http://www.buddhayan.com/?p=article&content_id=94 (http://www.buddhayan.com/?p=article&content_id=94)
</TD></TR></TBODY></TABLE>