PDA

View Full Version : "สติ" หนทางสู่ชีวิตเบิกบาน


Paang
06-11-2007, 01:30 AM
http://www.agalico.com/imghost/photo/img/3a9dc107f4e25454c771ff0c3fdb2d42/image001.jpg



"หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันหายใจเข้า"
หายใจออก ฉันรู้ว่าฉันหายใจออก"

เสียงกล่าวเนิบช้าของภิกษุณีสาว คอยเตือนสติให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม "ภาวนา...สามัญวิถีแห่งความเบิกบาน" โครงการภาวนาหมู่บ้านพลัม ซึ่งจัดขึ้นโดย "เสมสิกขาลัย" ได้ตระหนักรู้ถึงลมหายใจเข้าออกของตรเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะนำไปสู่การมีสมาธิในทุกๆ ช่วงของการดำเนินชีวิต

เอ่ยถึงคำว่า "ภาวนา" หลายคนคงคิดว่าเป็นเรื่องของคนเข้าวัด เป็นเรื่องของคนธรรมะธัมโมที่ละแล้วจากกิเลิส แต่จริงๆ แล้วการภาวนาไม่ได้ห่างจากวิถีชีวิต ของคนเราแต่อย่างใด เพราะเมื่อเรารู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใด รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออกของตัวเอง นั่นก็เท่ากับว่าเราได้เริ่มต้นภาวนาแล้ว ซึ่งเมื่อเกิดสติขึ้นก็จะส่งผลให้ ผู้ปฏิบัติเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบกาย รวมทั้งยังทำให้สามารถพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง จนนำไปสู่การมองเห็นธรรมชาติของสรรรพสิ่งตามความเป็นจริง

ปัจจุบันการฝึกเจริญสติกลายเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมากในโลกตะวันตก โดยผู้สังเกตการณ์เกี่ยวกับจิตวิญญาณในสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า ในปีทศวรรษ 2000 ความเชื่อเกี่ยวกับคุณค่าของ "สติ" ได้กลายเป็นความเชื่อที่กว้างขวางเช่นเดียวกับความเชื่อเรื่องทูตสวรรค์ ในปีทศวรรษที่ 1990 ไปแล้ว

สังเกตได้จากหนังสือและเทปเกี่ยวกับการฝึกสติที่กลายเป็นหนังสือขายดี หรือการที่คำว่า "เจริญสติ" ได้กลายเป็นหัวข้อที่สำคัญยิ่งในงานสัมมนาต่างๆ และ ในโรงพยาบาลและนักจิตวิทยาที่มีการสอนผู้ป่วยให้ใช้สติเป็นหนทางในการบรรเทาและรับมือกับการเจ็บป่วยเรื้อรัง รวมทั้งความเครียดและความเศร้า รวมถึง การที่บริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาหลายแห่งมีการฝึกอบรมการฝึกจิต เพื่อที่จะพัฒนาการใช้สมาธิในการทำงาน และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน

๐ ฝึกสติเพื่อชีวิต

"ภิกษุณีนิรามิสา (http://www.thaiplumvillage.org/plum_abount_p31.html)" แห่งหมู่บ้านพลัม สถานที่ฝึกปฏิบัติธรรมในประเทศฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักของนักปฏิบัติธรรมทั่วโลก บอกว่า ปัญหาของสังคมในปัจจุบันนี้ เกิดจากความเจริญด้านวัตถุ จนทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์รายล้อมไปด้วยสิ่งจูงใจนานัปการ ส่งผลให้มนุษย์หันเหออกไปจากการทำความเข้าใจตนเอง และความ สัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งทั้งปวงอย่างถ่องแท้ จนเป็นที่มาของการเกิดความหวาดระแวง ความกลัว และก่อให้เกิดความขัดแย้งในที่สุด

'ปัญหาของคนเราในสมัยนี้ก็คือ มักจะถูกสิ่งรอบกายชักจูงให้เกิดความคิดกังวลอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอยู่อาศัย การดำเนินชีวิต สิ่งเหล่านี้ ทำให้ชีวิตเหมือนกับวิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถดึงเอาจิตใจมาอยู่กับปัจจุบันได้ เรียกได้ว่ากายกับใจไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะขณะที่เรากำลังทำบางสิ่งอยู่ แต่จิตใจ เรากลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ตรงกันข้ามจิตใจกลับคิดจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น ทำให้เราไม่สามารถท่องปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง และไม่เข้าใจถึงธรรมชาติอย่าง แท้จริง"

ฉะนั้น เมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยสิ่งชักจูงที่ทำให้เดินผิดทาง การฝึกให้มีสติอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างมีสตินั้นจะทำให้เรา สามารถมองตนเอง และทุกสิ่งทุกอย่างได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการมองเช่นนี้ จะทำให้ชีวิตปราศจากความทุกข์ ทำให้จิตใจเป็นอิสระและพร้อมที่จะสร้างความ เบิกบานให้กับตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งการฝึกปฏิบัตินั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนั่งฝึกปฏิบัติกันแต่ในห้องเท่านั้น แต่การฝึกเจริญสติสามารถทำได้ในทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน ก็ล้วนแต่สามารถฝึกสติได้แทบทั้งสิ้น

<TABLE cellSpacing=5 cellPadding=5 width="100%" align=left border=0><TBODY><TR><TD colSpan=3><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center width="67%">๐ ระฆังแห่งสติ

การฝึกสติไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนั่งฝึกยู่แต่ในห้องปฏิบัติเท่านั้น แต่การฝึกสามารถกระทำได้ในทุกๆ เวลา ภิกษุณีนิรามิสา กล่าวว่า ในหมู่บ้านพลัมจะเน้น แนวทางปฏิบัติที่กลมกลืนไปกับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับการใช้ชีวิตทั่วๆ ไป เช่น เดิน นั่ง ทำงาน รับประทานอาหาร แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้เข้าฝึก ได้เรียนรู้ถึง การมีสติขณะที่กระทำกิจวัตรประจำวันอยู่ก็คือ การใช้สิ่งที่เรียกว่า "ระฆังแห่งสติ" เพื่อให้ เสียงระฆังนี้เตือนให้ผู้เข้าฝึกได้ตระหนักรู้ถึงลมหายใจ ตนเอง และรู้ว่า ขณะนี้จิตใจอยู่กับร่างกาย และกำลัง ทำสิ่งใดอยู่

</TD></TR></TBODY></TABLE> "การฝึกปฏิบัติตามแนวทางของหมู่บ้านพลัม จะใช้เสียงระฆังเพื่อให้ผู้ฝึกได้รู้สติ ซึ่งในทุกๆ ครั้งก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมใดๆ ก็ตาม จะมีการเคาะระฆังเพื่อให้ ผู้ฝึกได้กลับมาอยู่กับลมหายใจของตนเอง เช่น ก่อนที่จะรับประทานอาหารจะมีการเคาะระฆัง เมื่อนั้นทุกคนจะหยุดการกระทำต่างๆ หยุดพูดคุยกัน หยุดการ เคลื่อนไหวต่างๆ และผ่อนคลายร่างกาย รวมทั้งตระหนักรู้ถึงลมหายใจเข้าออกของตนเอง"

เมื่อฝึกรู้สติจนคุ้นเคยกับเสียงระฆังแล้ว เสียงต่างๆ ที่เราได้ยินในชีวิตประจำวันก็สามารถเป็นระฆังแห่งสติได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงโทรศัพท์ เสียงนาฬิกา เสียงร้องของเด็ก หรือแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ เสียงหวอของรถดับเพลิง ก็สามารถนำมาเป็นเสียงที่คอยเตือนให้เราตระหนักถึงลมหายใจอย่างมีสติได้ เช่น มีผู้ปฏิบัติบางคนใช้นาฬิกาเป็นเครื่องเตือนสติให้แก่ตนเอง เมื่อใดที่นาฬิกาดัง เขาก็จะหยุดการกระทำทุกอย่าง และกลับมาอยู่กับลมหายใจของตนเอง ก่อนที่จะ ทำงานที่ค้างอยู่ต่อไป บางคนอาจจะสร้างระฆังแห่งสติให้แก่ตนเองในรูปแบบของการ์ด เมื่อเกิดอารมณ์โกรธหรือแปรปรวน เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็หยิบเอา การ์ดขึ้นมาเพื่อเตือนสติของตนเอง

๐ ประโยชน์จากการฝึกสติ

การฝึกสติก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญก็คือ ทำให้ผู้ฝึกรู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังคิดหรือทำสิ่งใดอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือทำให้เราอยู่กับปัจจุบันนั่นเอง เมื่ออยู่กับปัจจุบัน เราก็จะไม่กังวลไปกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต หรือมานั่งเสียใจเพราะเรื่องในอดีต นอกจากนี้ ยังช่วยให้สามารถกระทำสิ่งต่างๆ ในขณะนั้นได้อย่างมีเหตุมีผล สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยพิจารณาถึงเหตุและผลก่อนที่ตัดสินใจ ไม่ด่วนตัดสินใจเพราะอารมณ์เพียงชั่ววูบ

"เริงชัย สมบูรณ์วิจิตร" หนึ่งในผู้เข้าฝึกอบรม "ภาวนา...สามัญวิถีแห่งความเบิกบาน" บอกว่า การฝึกฝนให้เกิดสติในทุกอิริยาบถของการดำเนินชีวิตนั้น ทำให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการดำเนินชีวิตทั่วไป หรือแม้แต่การตัดสินใจแก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ ก็จะกระทำไปจากการไตร่ตรองด้วยเหตุและผล รวมทั้งไม่ด่วนตัดสินใจทำสิ่งใดไปเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

ขณะที่ "เกียรติศักดิ์ อริยะภัคภิญโญ" หนุ่มน้อยวัยรุ่นผู้เข้าร่วมฝึกปฏิบัติได้กล่าวถึงประโยชน์ของการฝึกฝนว่า การฝึกเจริญสติทำให้ได้รู้ว่า จริงๆ แล้วการ ฝึกสมาธินั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการนั่งสมาธิ หรือการเดินจงกรม แต่สามารถฝึกฝนได้กับทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการฝึกสติเป็น ประจำก็คือ การทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรอบคอบมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างละเอียด เพราะการมีสติจะทำให้เราคิดพิจารณา ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น

๐ ชุมชนแห่งสังฆะ

ภิกษุณีนิรามิสา กล่าวว่า เมื่อผ่านการฝึกปฏิบัติแล้วสิ่งที่จะเข้ามาช่วยให้สามารถปฏิบัติไปได้อย่างต่อเนื่อง ก็คือการสร้างกลุ่มเพื่อนหรือกัลยาณมิตรที่สนใจ ในการฝึกสติเหมือนกัน โดยจะเรียกกลุ่มดังกล่าวว่า "ชุมชนสังฆะ" ซึ่งเป็นกลุ่มนักฝึกปฏิบัติที่มีจุดมุ่งหมายในการฝึกการรู้สติเช่นเดียวกัน ซึ่งการมีกลุ่มชุมชนแห่ง สังฆะจะช่วยให้เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลของการปฏิบัติระหว่างกันได้ เพื่อนำไปสู่การฝึกปฏิบัติที่ได้ผลมากยิ่งๆ ขึ้นไป

การอยู่ร่วมกันเป็นสังฆะนั้น สามารถช่วยบำบัดรักษาความรู้สึกโดดเดี่ยว และแยกขาดจากสังคมของผู้คนในยุคปัจจุบัน ที่มักจะตกเป็นเหยื่อของความเปลี่ยว เหงาอยู่เสมอ ระหว่างการฝึกปฏิบัติของหมู่บ้านพลัมนั้น เราจะเน้นให้สมาชิกผู้เข้าร่วมปฏิบัติอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และเอาใจใส่กันและกัน เพื่อให้สมาชิก ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของการมีส่วนร่วม ซึ่งในจุดนี้การร่วมฝึกปฏิบัติในกิจวัตรประจำวันต่างๆ ก็จะทำให้สมาชิกได้รู้สึกถึงความรัก และการยอมรับในหมู่เพื่อน สมาชิกด้วยกัน และสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การฝึกปฏิบัติกลายเป็นเรื่องง่ายและให้ความเบิกบาน

เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งเร้าที่คอยผลักดันให้ชีวิตหลุดออกจากหนทางที่ควรจะเป็น สิ่งสำคัญประการหนึ่งสำหรับการดำเนินชีวิตก็คือ การฝึกฝนให้มีสติในการ รู้จักตนเองและรู้จักธรรมชาติอย่างแท้จริงของสรรพสิ่ง ก็คงไม่ต่างอะไรกับเรือที่มีหางเสือแข็งแกร่ง ซึ่งไม่ว่าจะแล่นฝ่าคลื่นลมที่แรงสักเพียงไร ก็ยังสามารถ แล่นไปสู่จุดหมายได้เสมอ ๐
</TD></TR><TR><TD colSpan=3><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=20 background=images/border/blue01_01.gif height=10></TD><TD background=images/border/blue01_02.gif></TD><TD width=20 background=images/border/blue01_03.gif height=10></TD></TR><TR><TD background=images/border/blue01_04.gif></TD><TD background=images/border/blue01_05.gif>
<TABLE width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD width="2%"></TD><TD width="97%">หมู่บ้านแห่งการภาวนา

"หมู่บ้านพลัม" เป็นส่วนหนึ่งของวัดในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย "พระภิกษุติช นัท ฮันห์" พระภิกษุชาวเวียดนาม นิกายเซน ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการเขียนหนังสือธรรมะซึ่งดังระดับโลกหลายเล่ม เช่น "ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ" "เรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง" "ปัจจุบันเป็นเวลาที่ประเสริฐสุด"

หมู่บ้านพลัมตั้งอยู่ในชนบทใกล้กับเมือง บอร์โดซ์ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส โดยภายในหมู่บ้านจะประกอบไปด้วยกลุ่มบ้าน และสถานที่ สำหรับปฏิบัติธรรมหลายแห่ง ซึ่งจะมีนักปฏิบัติธรรมจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก สำหรับหลักการปฏิบัติธรรมจะเน้น การตระหนักรู้ในแต่ละลมหายใจเข้าออก เพื่อให้ผู้เข้าฝึกปฏิบัติมีสติในการกระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งการฝึกไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้อง ฝึกสมาธิเท่านั้น แต่จะเน้นการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดสติทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้การกำหนดรู้ด้วยเสียงระฆัง เสียงนาฬิกาตีบอกเวลา หรือแม้แต่ เสียงกริ่งโทรศัพท์




ที่มา http://www.thaiplumvillage.org/plum_news_004.html
</TD><TD width="1%"></TD></TR><TR><TD colSpan=3 height=10></TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/border/blue01_06.gif></TD></TR><TR><TD width=20 background=images/border/blue01_07.gif height=20></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

มดเอ๊ก
06-16-2007, 02:14 PM
http://www.dhammawave.com/data/upload/Image/news129.jpgความสำเร็จจากการเผยแผ่ศาสนาพุทธ ในโลกตะวันตก ของพระสงฆ์ชาวเวียดนามรูปสำคัญ ได้นำมาซึ่งคำถามที่น่าสนใจ ในการฟื้นฟูให้ประชาชน หันมาสนใจศาสนา เมื่อพิจารณาจากบริบทของสังคมไทย ศาสนาพุทธไม่ใช่เรื่องของความเชื่อเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับการปฏิบัติ และเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในทุกย่างก้าว ด้วยแนวทางที่เรียกว่า 'ศาสนาพุทธแบบมีส่วนร่วม'

นอกเหนือไปจากทะไลลามะที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี ในฐานะพระสงฆ์ผู้ต่อสู้เพื่อชาวทิเบต ติช นัท ฮันห์ พระสงฆ์ชาวเวียดนามวัย 81 ปีท่านนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเช่นกัน จากการเผยแผ่ศาสนาพุทธด้วยการสร้าง ‘หมู่บ้านพลัม’ ชุมชนสงฆ์ในประเทศฝรั่งเศสสำหรับการฝึกสติ ซึ่งปัจจุบันได้ขยายตัวกลายมาเป็นชุมชนทางศาสนาพุทธที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย

ขณะนี้ ติช นัท ฮันห์ ได้เดินทางมาร่วมงานวันวิสาขบูชาโลกในวันที่ 31 พฤษภาคม พร้อมด้วยคณะสงฆ์จากหมู่บ้านพลัมทั้งหมด 80 รูป อีกทั้งยังได้อนุญาตพิเศษให้ สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่นฯ สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในเรื่องธรรมะ การเผยแผ่ธรรมะให้แก่ผู้คนต่างศาสนา ตลอดจนบทบาททางการเมืองของพุทธศาสนิกชนที่ดี

สุทธิชัย : อะไรคือจุดมุ่งหมายในการมาเมืองไทยครั้งนี้ของท่าน และครั้งนี้เป็นการมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกในรอบกี่ปีของท่าน ?

ติช นัท ฮันห์: 30 ปี

สุทธิชัย : พวกเรารู้สึกยินดีมากที่ได้มีโอกาสพบท่านที่นี่ แล้วภารกิจในการมาครั้งนี้คืออะไรครับ

ติช นัท ฮันห์: ครั้งนี้เป็นการร่วมเฉลิมฉลองให้กับ UNESCAP รวมทั้งจะมีการฝึกสติ การพูดคุยเรื่องธรรมะ เป็นการปฏิบัติร่วมกัน

สุทธิชัย: ท่านคิดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับพัฒนาการของศาสนาพุทธในประเทศไทยและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ติช นัท ฮันห์ : ศาสนาพุทธควรจะมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ วิถีแห่งการเรียนรู้และการปฏิบัติควรจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นหลังและปัญญาชนมากขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีในการสื่อสารและการปฏิบัติ เด็กรุ่นหลังก็จะไม่รู้สึกสะดวกใจกับการปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพยายามทำมาตลอดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งในยุโรปและอเมริกา มีคนหนุ่มสาวและปัญญาชนมากมายเข้าร่วมปฏิบัติกับเรา และพวกเราเชื่อว่าถ้ามันสามารถทำได้ในประเทศตะวันตก มันก็น่าจะประสบความสำเร็จในเอเชียเช่นเดียวกัน

ในการเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็มีคนหนุ่มสาวมาร่วมมากมาย และพวกเขาก็ได้พบกับศาสนาพุทธในแบบของพวกเขาที่สามารถสื่อสารโดยตรงกับพวกเขาได้ เพราะว่าศาสนาพุทธไม่ใช่แค่ศาสนาสำหรับการกราบไหว้และการบริจาคเงินเท่านั้น แต่ศาสนาพุทธยังเป็นเรื่องปรัชญาความรู้ ถ้าคุณสัมผัสกับปัญญาอันนั้นได้ คุณก็จะสามารถหลุดออกมาจากความยุ่งยากทั้งความสิ้นหวัง ความโกรธ ความขัดแย้ง ความซึมเศร้า และรู้สึกได้ถึงความโปร่งสบาย อีกทั้งคุณยังสามารถชักชวนคนในครอบครัวและในชุมชนมาทำเหมือนกับคุณ การปฏิบัติไม่ใช่เป็นเพียงแค่การสวดภาวนาเท่านั้น นักปฏิบัติชาวตะวันตกเวลามาที่ศูนย์ปฏิบัติพวกเขาจะไม่นำดอกไม้ ธูปเทียนและเงินมาบริจาค พวกเขามามือเปล่า เพราะพวกเขาต้องการที่จะมาเรียนรู้และปฏิบัติ

สุทธิชัย: นี่คือสิ่งที่ท่านเรียกว่า 'ศาสนาพุทธแบบมีส่วนร่วม' หรือเปล่า

ติช นัท ฮันห์ : ใช่ ศาสนาพุทธแบบนี้สามารถช่วยพวกเราแก้ปัญหาในจิตใจ ช่วยปลดปล่อยความตึงเครียดในร่างกาย จิตใจ และเป็นการแปรสภาพความเจ็บปวดในจิตใจ ทำให้เกิดการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่มีความประนีประนอมกับคนอื่นมากขึ้น เหล่านี้คือการปฏิบัติ ไม่ใช่แค่การกราบไหว้เพียงอย่างเดียว

สุทธิชัย : หมายความว่าท่านอยากให้พวกเขาตระหนักถึงศาสนาพุทธในชีวิตประจำวันใช่ไหม

ติช นัท ฮันห์: ใช่ เพราะศาสนาพุทธคือศิลปะแห่งชีวิตและเป็นศิลปะในการใช้ชีวิตมากกว่าที่จะเป็นความเชื่อเพียงอย่างเดียว

สุทธิชัย : แล้วท่านสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ท่านแนะนำคนหนุ่มสาวให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีในชีวิตประจำวันและในทุกสิ่งที่พวกเขาทำได้อย่างไร

ติช นัท ฮันห์ : วิธีนั้นก็คือ เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบมีสติทุกเวลาในชีวิตประจำวัน ขับรถก็ขับอย่างมีสติ พูดก็พูดอย่างมีสติ หายใจก็หายใจอย่างมีสติ รับประทานอาหารก็รับประทานอาหารอย่างมีสติ ดังนั้น จิตใจของคุณก็จะอยู่กับร่างกายตลอดเวลา คุณก็จะสามารถอยู่ในปัจจุบันเพื่อที่จะใช้ชีวิตอย่างลึกซึ้งในทุกขณะ ไม่เช่นนั้นแล้วจิตใจของคุณก็จะสับสนว่าตอนนี้คุณอยู่ในอดีตหรือปัจจุบัน รวมไปถึงความโกรธ ความกลัวของคุณที่คุณไม่สามารถจัดการอะไรกับตัวเองและคนที่คุณรักได้ เพราะคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นที่จะจัดการ

ดังนั้น การมีสติจึงเป็นหัวใจของการปฏิบัติ รูปแบบการเยียวยาที่พวกเรานำเสนอก็คือ การให้คนปฏิบัติ ไม่ใช่แค่การฟังหรือพูดเท่านั้น แต่พวกเขาต้องมาอยู่ที่นี่เจ็ดวันและนอนที่นี่ด้วย มันเป็นเรื่องของการปฏิบัติล้วนๆ ที่ทำให้ศาสนาพุทธไม่ใช่แค่เพียงศาสนาพุทธทางทฤษฎีเท่านั้น

สุทธิชัย : คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ เวลามาฟังคำสอนของท่านเกี่ยวกับพุทธศาสนา พวกเขาคงต้องมีคำถามว่า ท่านเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ ท่านตอบคำถามเหล่านั้นอย่างไร พระเจ้ามีจริงหรือเปล่า คนเราตายแล้วไปไหน ท่านอธิบายเรื่องเหล่านี้ว่าอย่างไร

ติช นัท ฮันห์ : คนส่วนใหญ่ที่มาหาพวกเราเป็นชาวยิวและชาวคริสต์ พวกเขารู้สึกไม่สะดวกใจที่จะไปโบสถ์ แต่เป็นเพราะว่าพวกเราอยู่ในสงครามระหว่างการเผยแผ่ธรรมะในอารยธรรมที่มีศาสนาคริสต์และศาสนายิวเป็นรากฐาน เราจึงจำเป็นต้องเริ่มการสนทนาด้วยเรื่องศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ เราก็เคยมีงานเขียน และบทสนทนาธรรมะว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์และศาสนายิว

ถ้าผู้คนคิดถึงพระเจ้าในฐานะรากฐานการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง ในฐานะผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคน ดังนั้น พระเจ้าก็อาจจะเทียบเท่าได้กับการหลุดพ้นและธรรมชาติของสรรพสิ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในศาสนาพุทธ
ปกติแล้วเวลาที่ผู้คนพูดถึงพระเจ้า คุณจะไม่สามารถอธิบายพระเจ้าในความหมายของภาษาได้ พระเจ้าเป็นบางสิ่งที่คุณสัมผัสได้ด้วยประสบการณ์เท่านั้น ในศาสนาพุทธ คุณไม่สามารถพูดอะไรเกี่ยวกับนิพพานได้ คุณทำได้แค่สัมผัสมัน ดังนั้น ถ้ามองว่าพระพุทธเจ้าเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้สร้างทุกสิ่ง มันจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เหมือนที่นักเขียนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งพูดเอาไว้ว่า พระเจ้าคือความสุขที่มีให้ตลอด 24 ชั่วโมงทั้งวัน

ในศาสนาพุทธเราก็มีคำพูดว่าการหลุดพ้นคือความสุข และการหลุดพ้นก็สามารถมีได้ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน
บทสนทนาเหล่านี้จึงช่วยให้ชาวคริสต์ได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับศาสนาพุทธ เราไม่ได้ชักชวนให้ชาวคริสต์มองลึกลงไปในขนบธรรมเนียมของพวกเขาและมองหาสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็น ดังนั้น หนังสือเล่มที่สองของเราที่มีชื่อว่า “God; Jesus and Buddha are brothers” นั้นก็เป็นการเชื้อชวนให้ผู้คนมาที่หมู่บ้านพลัมช่วงคริสต์มาสไปในตัว เราจะมาพูดคุยกันเรื่องศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ ซึ่งมีผู้คนเข้าร่วมมากมาย พวกเรามาพูดถึงหนังสือเล่มนี้ด้วยกัน แล้วพวกเขาก็นำหนังสือเล่มนี้กลับบ้าน หนังสือเล่มนี้จึงแพร่หลายมาก บาทหลวงและแม่ชีในศาสนาคริสต์หลายคนก็ให้ความสนใจกับมันมากทีเดียว

สุทธิชัย : แล้วพวกเขาโต้เถียงท่านบ้างหรือเปล่า

ติช นัท ฮันห์ : พวกเขาเขียนจดหมายมาขอบคุณเรา ดูเหมือนว่า พวกเขาจะสามารถเอาชนะความยุ่งยากในตัวเองได้ เพราะว่าพวกเขามีโอกาสที่จะได้มองศาสนาคริสต์ที่ตัวเองนับถือในรูปแบบใหม่ และพวกเขาก็ได้ค้นพบในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยมองเห็นมาก่อน นี่คือเรื่องที่ดีมากๆ

สุทธิชัย : แล้วท่านได้พูดคุยกับพวกเขาเรื่องชีวิตหลังความตายบ้างหรือเปล่า

ติช นัท ฮันห์ : ใช่ บ่อยมาก

สุทธิชัย : ท่านบอกคนหนุ่มสาวเหล่านี้ว่าอย่างไร เพราะว่าพวกเขาอยากรู้ปัญหาใหญ่ที่สุดในจิตใจของพวกเขาว่า ถ้าเขาเป็นคนดี ประพฤติดี มีความสุขในชีวิตนี้ แล้วพวกเขาจะได้อะไรตอบแทนหลังจากที่ตายไปแล้ว

ติช นัท ฮันห์ : ไม่ใช่พูดแค่เรื่องหลังจากที่ตายไปแล้ว แต่พูดถึง ณ ตอนนี้ด้วย เพราะพวกเราพูดถึงความต่อเนื่องของกรรม เวลาที่พวกเราพูดกรรม มันคือพลังงานชนิดหนึ่ง และคำพูดของคุณก็สามารถส่งผลกระทบไปถึงตัวคุณและโลกได้
เวลาที่คุณพูดถึงอะไรบางอย่าง สิ่งที่คุณพูดถึงจะส่งผลกระทบถึงตัวคุณและคนอื่นด้วย หรือเวลาที่คุณทำอะไร สิ่งนั้นก็จะกระทบถึงตัวคุณและโลก เรากำลังใช้ชีวิตตามกรรมและผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ ดังนั้น การที่ร่างกายสลายไป ไม่ได้หมายความว่าคำพูดและการกระทำที่คุณเคยทำนั้นสูญสิ้นไปด้วย ความคิดที่ว่าการจบสิ้นของร่างกายหมายถึงการไม่มีอะไรเหลืออยู่ จึงเป็นการมองอะไรที่สั้นมากและไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ในตัว

สิ่งที่เราเคยพูดหรือทำเอาไว้จะดำเนินต่อไปเป็นเวลานานในอนาคต ดังนั้นถ้าเราเข้าใจการเกิดใหม่ว่าเป็นการต่อเนื่องของกรรมจึงเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่าคนหนุ่มสาวก็จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้รวมถึงคนที่มีความคิดแบบวิทยาศาสตร์ ถ้าเราเข้าใจการเกิดใหม่แบบนี้ก็จะไม่มีอะไรให้สงสัยอีกต่อไป มันก็เปรียบเสมือนธรรมชาติของสรรพสิ่ง ธรรมชาติไม่สามารถตายได้ แต่มันสามารถกลายเป็นฝนได้ กลายเป็นหิมะได้ คุณไม่สามารถบอกว่าธรรมชาติตายได้

สุทธิชัย : แค่เปลี่ยนไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

ติช นัท ฮันห์ : บางสิ่งบางอย่างไม่สามารถหมดสิ้นไปได้ มีหลายสิ่งทีเดียวที่เป็นเช่นนี้ หากร่างกายของคนที่คุณรักสูญสลายไปในอีกรูปแบบหนึ่ง ในมุมมองของศาสนาพุทธแล้ว คุณยังสามารถเห็นผลจากการกระทำของเธออยู่ได้เพียงแต่ในรูปทรงที่แตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นคำสอนแบบนี้จึงสามารถยอมรับได้สำหรับนักวิทยาศาสตร์และคนอื่น ที่หมู่บ้านพลัมในประเทศตะวันตก เราก็มีการฝึกปฏิบัติสำหรับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ และจิตแพทย์ด้วย

สุทธิชัย : แล้วพวกนักการเมืองล่ะครับ

ติช นัท ฮันห์ : พวกเรามีการจัดฝึกปฏิบัติสำหรับนักการเมืองที่วอชิงตันดี.ซี.ด้วย หลายคนมาที่นี่และรู้สึกสนุกกับมัน เพราะว่าวิถีชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยความเครียดและความวุ่นวาย แต่ตอนนี้พวกเขารู้วิธีที่จะมีสติในขณะเดิน ขณะที่รับประทานอาหาร ซึ่งช่วยให้พวกเขาลดความตึงเครียดลง พวกเขาสามารถคิดได้ชัดเจนและทำงานได้ดีขึ้น สิ่งนี้ที่เรียกว่า 'ศาสนาพุทธแบบมีส่วนร่วม' พุทธศาสนิกชนควรจะปฏิบัติทุกย่างก้าวในชีวิต ไม่ใช่แค่ในศาสนสถานเท่านั้น
สุทธิชัย : ดังนั้นสิ่งที่ท่านสอนจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นวิถีชีวิตไม่ว่าคนๆ นั้นจะนับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาคริสต์ก็ตาม
ติช นัท ฮันห์ : เราพยายามจะเรียกมันว่าแบบนั้นเพื่อให้มันเป็นระบบสากล การไม่มีตัวตน ไม่มีการปรินิพพาน เพราะมันคือรากฐานของสรรพสิ่ง

สุทธิชัย : ท่านสนับสนุนให้พุทธศาสนิกชนเข้าร่วมการเมืองหรือไม่ อะไรคือบทบาททางการเมืองที่ดีสำหรับชาวพุทธ พวกเขาควรจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่
ติช นัท ฮันห์ : สิ่งใดก็ตามที่ทำด้วยความมีสติและความเมตตาก็คือการเป็นพุทธศาสนิกชน ถ้านักการเมืองใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีเมตตา พวกเขาก็เป็นพุทธศาสนิกชนเช่นกัน และคุณก็ไม่ควรจะแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างความเป็นการเมืองกับไม่การเมือง เพราะว่าสิทธิในการกินดื่มก็มีการเมืองซ่อนอยู่ในนั้น บางครั้งคุณก็ควรที่จะต่อต้านการบริโภคกาแฟจากบางประเทศ เพราะมันเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งหลายอย่าง รวมทั้งสิทธิในการบริโภคของคุณ บางครั้งคุณจึงควรที่จะบังคับความรู้สึกของคุณไม่ให้บริโภคบางสิ่งบางอย่าง เพราะถ้าคุณบริโภค มันอาจจะนำไปสู่ความทุกข์ทรมานของผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่คุณต้องมีสติและใช้ชีวิตด้วยความมีเมตตาอยู่ภายใน

สุทธิชัย : ท่านได้รับอนุญาตให้มีบทบาททางการเมืองได้หรือไม่

ติช นัท ฮันห์ : ได้ แต่ในฐานะสงฆ์คุณไม่ควรที่จะถูกมองว่าเป็นนักการเมืองอาชีพ แต่คุณมันมีอยู่ข้างในตัวเองได้ คุณควรที่จะสามารถพูดได้ว่าคุณทำอะไรอยู่ เราสนับสนุนคุณ (นักการเมือง) หากว่าคุณทำในสิ่งที่ถูก ทำในสิ่งที่ไม่ทำให้ใครเกิดความทุกข์ แต่เราไม่เห็นด้วยหากว่าคุณทำในสิ่งที่ทำให้คนทุกข์มากขึ้น นั่นคือท่าที่ทางการเมืองที่แสดงออกมาได้ และคุณไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองเพื่อจะแสดงออกเช่นนี้

สุทธิชัย : คำถามสุดท้าย ทั้งตัวท่านเองและท่านทะไลลามะต่างเป็นพระที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุดในโลก ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับความพยายามของท่านทะไลลามะในการช่วยเหลือทิเบต

ติช นัท ฮันห์: ท่านทะไลลามะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ จากผู้คนทั่วโลก เนื่องมาจากจุดยืนที่ปฏิเสธความรุนแรง ท่าทีของท่านมีความเมตตามากกว่าความโกรธเกรี้ยว ซึ่งเราคิดว่าเป็นหนทางที่ถูกต้องแล้ว และเราหวังว่าวันหนึ่งผู้คนจะอนุญาตให้ท่านกลับบ้าน และสร้างประเทศของท่านขึ้นมาใหม่ เราเองยังเคยกลับไปเวียดนามได้ เราก็หวังว่าท่านทะไลลามะจะได้มีโอกาสทำเช่นเดียวกับเรา

ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/ (http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/)