View Full Version : ธรรมคีตา มหาสิทธา มิลาเรปะ
มดเอ๊ก
06-09-2007, 03:57 PM
<CENTER>คุรุมิลาเรปะ</CENTER>.................คำแนะนำ
สำหรับท่านที่สนใจศึกษาอ่านธรรมของ"มหาคุรุมิลาเรปะ" ....เนื่องด้วยคุรุมิลาเผยแพร่ธรรมท่ามกลางกลุ่มชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่นับถือลัทธิภูติผีปีศาจมีลัทธิบอนเป็นต้น..ดังนั้นการที่จะสอนให้คนเหล่านั้นเข้าใจธรรมแบบสภาวะที่ไม่มีตัวตนย่อมเป็นสิ่งที่ยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เหมือนคนที่พูดกันคนละภาษา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุรุมิลาต้องสอดแทรกธรรมขั้นปรมัตถ์เข้าไปในความเชื่อดั้งเดิมเพื่อให้ชนพื้นเมืองรับธรรมและเข้าใจในธรรมได้ตามปัญญาของแต่ละคน...ธรรมของท่านบางคราวจึงมีเรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ปรากฎอยู่เสมอๆ....
.........หากแต่ถ้าผู้ศึกษาที่เป็นชาวพุทธเถรวาทได้ ศึกษาด้วยปัญญาที่แยกแยะ จะสามารถเห็นได้เองว่าธรรมของมหาคุรุมิลาเรปะ โดยเนื้อแท้เป็นธรรมที่มุ่งลัดตัดตรงเข้าไปทำลายกิเลสที่จิตเลยในลักษณะเดียวกับชาวพุทธนิกายเซน...เป็นธรรมที่เนื้อหาหลักเข้ากันได้ทีเดียวกับของเถรวาท....ส่วนเรื่องเหนือวิสัยมนุษย์ต่างๆนั้นขอให้ผู้อ่านไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนเองเถิด...จะได้ข้ออรรถข้อธรรมอันเป็นประโยชน์กับตนเพียงไรก็ขอให้เป็นเรื่องอัธยาศัยของแต่ละบุคคล
........ข้าพเจ้า(คนทำเวบเล็กๆนี้)ต้องขอขอบคุณท่านเจ้าของเวบ www.puttagamo.com ที่ได้เอื้อเฟื้อเนื้อหานำมาลงในโลกของอินเตอร์เนต รวมทั้งขอขอบคุณผู้แปลเนื้อหามาจากภาษาทิเบต การที่ข้าพเจ้า(คนทำเวบนี้)ได้มาพบเนื้อหาธรรมคุรุมิลาที่ท่านทั้งสองได้นำมาเผยแผ่เพียงแรกที่ได้อ่านคร่าวๆรู้สึกปลาบปลื้มใจ เหมือนเด็กที่เดินหลงทางกลางป่ามาพบพ่อเข้าโดยบังเอิญยังความอิ่มเอิบใจจนบอกไม่ถูก..เหมือนได้กลับบ้านเกิด..เหมือนได้พบกัลยาณมิตรเก่าๆที่พลัดพรากห่างหายกันมานานแสนนาน...ขอขอบพระคุณทุกๆท่าน ขออำนาจพระพุทธคุณ ขออำนาจพระธรรมคุณ ขออำนาจพระสังฆคุณ ปกปักษ์รักษาทุกท่านจนล่วงเข้าสู่ความดับกิเลสทั้งหลายทั้งปวงด้วยเทอญ
มดเอ๊ก
06-09-2007, 03:59 PM
http://www.lolland-center.org/milarepa.jpg
<CENTER>บทที่1.ความคิดคำนึงหกประการ</CENTER>
.............................................หลังพุทธมหาปรินิพพานล่วงมาได้ประมาณหนึ่งพันห้าร้อยปี นักบวชในพุทธศาสนารูปหนึ่งมีนามว่าท่าน มิลาเรปะ กำลังเจริญสมณะธรรมอยู่ ณ แหล่งพำนักของบรรดานกอินทรีย์แห่งหุบเขาอัญมณีแดง ท่านจดจ่ออยู่กับการพากเพียรปฏิบัติบำเพ็ญมหามุทธาสมาธิภาวนา เพื่อบรรลุสู่สุญตาธรรม อันเป็นความวิมุติหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ท่านมิค่อยจะได้ใส่ใจกับเรือนกายของท่านนัก อยู่มาวันหนึ่งท่านได้ตรวจพบว่าในบริเวณถ้ำที่ท่านพำนักอาศัยอยู่นั้น ไม่มีน้ำและอาหารหลงเหลืออยู่เลย ท่านรำพึงกับตนเองว่า ...ดูเราจะทอดธุระในสิ่งต่างๆมากเกินไปเสียแล้ว การปฏิบัติที่สุดโต่งไปในทางทำให้ตนเองลำบากเกินควรนั้น ย่อมไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา ท่านออกมานอกถ้ำและเลือกเก็บพืชผักเพื่อใช้เป็นอาหารได้กำมือหนึ่ง ขณะนั้นเอง บังเกิดลมพายุขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน มันรุนแรงพอที่จะทำให้พืชผักที่ท่านเก็บหามาหลุดจากมือ ท่านพะวงกับการทรงตัว และยังต้องคอยระวังยึดเหนี่ยวผ้าคลุมกายของท่านซึ่งถึงกับฉีกขาดหลุดลุ่ย เมื่อท่านพยายามติดตามไปเก็บพืชผักที่กระจัดกระจายปลิวว่อน ผ้าคลุมกายก็หลุดลอยไป ท่านได้มีดำริขึ้นในภายในว่า
<CENTER>ถึงแม้อาตมาจะได้เฝ้าพากเพียรปฏิบัติธรรมในสถานที่อันสงบวิเวกมาเป็นเวลาช้านานแล้วก็ตาม
อาตมาก็ยังไม่สามารถถอนอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตนลงได้
ประโยชน์อะไรเล่าที่จะได้จากการปฏิบัติธรรม
ถ้าบุคคลไม่สามารถละความยึดถือในความเป็นตัวเรา ของเรา ลงให้ได้
ขอให้สายลมจงได้พัดพาพืชผักที่เก็บหามา ไปตามสบายเถิด
ขอสายลมจงได้พัดพาผ้านุ่งห่มของอาตมา ไปตามสบายเถิด
</CENTER>
....เมื่อดำริเช่นนั้นแล้ว ท่านก็หยุดยั้งที่จะมัวไปฝืนต่อกรกับกระแสลมแร็งที่พัดกรรโชกเข้ามาอีก ท่านไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้อีกต่อไป ท่านซวนเซและหมดสติล้มฟุบลงในที่สุด ด้วยความเป็นผู้มีอาหารน้อย
เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ท่านได้พบว่าชิ้นส่วนผ้าคลุมกายของท่านบางชิ้นติดค้างอยู่บนยอดไม้ สายลมพัดเอื่อยๆเพราะพายุได้สงบลงไปแล้ว ความขมขื่นและความไร้สาระของกิจกรรมทางโลกทั้งมวล ผ่านเข้ามากระทบจิตใจท่าน ความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะปลดเปลื้องตนเองออกจากโลกียวิสัย ถูกปลุกเร้าขึ้นในภายใน ท่านลุกขึ้นนั่งสมาธิบัลลังก์เหนือก้อนศิลาใหญ่ และเริ่มต้นบำเพ็ญสมาธิภาวนาต่อไปอีก
ไม่ช้าไม่นาน ไกลออกไปทางทิศตะวันออก ปุยเมฆสีขาวนวลได้ก่อตัวขึ้นเหนือหุบเขาโดรโว ท่านมิลาเรปะได้รำพึงขึ้นว่า
<CENTER>ภายใต้ปุยเมฆสีขาวนี้ เป็นสำนักปฏิบัติธรรมของท่านอาจารย์มาระปะ
ท่านอาจารย์คงกำลังสอนพุทธตันตระ
เพื่อเป็นการปลุกเร้าและชี้นำต่อบรรดาพี่น้องทางธรรมของอาตมา
คุรุของอาตมาต้องอยู่ ณ สถานที่นั้นอย่างแน่นอน
ถ้าอาตมาสามารถไป ณ ที่นั้น ได้ในกาลบัดนี้แล้วไซร้ อาตมาย่อมมีโอกาสได้เห็นท่านอาจารย์
</CENTER>
ความคิดคำนึงถึงอาจารย์อย่างท่วมท้น บังเกิดขึ้นในใจของท่านมิลาเรปะ น้ำตาของท่านไหลรินออกมา และท่านเริ่มพร่ำพรรณาถึงคุรุของท่าน เมื่อได้ระลึกถึงท่านอาจารย์ผู้เป็นดุจบิดา ความทุกข์ระทมของอาตมาก็หย่อนคลายลง ณ บัดนี้ อาตมาผู้เป็นภิกษุ จักได้แสดงบทโศลกแห่งความศรัทธาต่อท่านอาจารย์
<CENTER>เหนือหุบเขาอัญมณีแดงไปทางตะวันออก ปุยเมฆสีขาวนวล ลอยฟ่องฟ้า
เบื้องล่างดูประดุจฝูงช้าง คือบรรดายอดเนินเขาน้อยใหญ่
ยอดเขาถัดออกไปข้างๆ ปรากฏดังภาพสิงโตกำลังกระโจน
ในวิหารแห่งหุบเขาโดรโว มีบัลลังก์ที่เป็นแท่นศิลาใหญ่
ผู้ใดกันหนอประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้นในกาลบัดนี้
ถ้าเป็นท่านอาจารย์แล้วไซร้ อาตมาก็จักยินดีปรีดายิ่งนัก
ถึงแม้จะมีข้อจำกัดในการแสดงความนอบน้อมต่อท่านอาจารย์
อาตมาก็ปรารถนาจะเห็นท่าน
ถึงแม้โอกาสในการแสดงความจงรักภักดีจะมีน้อยลง
อาตมาก็ปรารถนาจะอยู่ใกล้ชิดท่าน
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิภาวนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งศรัทธามั่นคงในคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
ท่านแม่แด๊กมีมา ยังคงคอยอยู่ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดท่านอาจารย์หรือไม่หนอ
อาตมามีความกตัญญูในตัวเธอยิ่งกว่ามารดาแท้ๆของอาตมา
ถ้าเธออยู่ ณ สถานที่นั้นด้วย อาตมาก็จักยินดีมากทีเดียว
แม้จะต้องเดินทางไกลเพียงใดก็ตาม อาตมาก็ปรารถนาที่จะได้เห็นนาง
แม้ว่าเส้นทางจะเต็มไปด้วยอันตรายมากมายเพียงใด อาตมาก็ปรารถนาจะได้อยู่ใกล้นาง
ยิ่งบำเพ็ญวิปัสสนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ระลึกถึงท่านอาจารย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิมากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งระลึกถึงคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
อาตมาจักเกิดปิติสุขมากมายเพียงใดหนอ ที่ได้อยู่ร่วมกับหมู่ญาติธรรมของอาตมา
เมื่อใดก็ตามที่ท่านอาจารย์สอนถึงเฮวัชชระตันตระ
แม้ว่าดวงจิตของอาตมาจะยังตื้นเขิน อาตมาก็ปรารถนาที่จะเรียนรู้
แม้ว่าอาตมาจะโง่เขลา อาตมาก็ยังคงปรารถนาจะท่องสวดสาธยาย
ยิ่งบำเพ็ญวิปัสสนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ระลึกถึงท่านอาจารย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิมากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งระลึกถึงคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
ณ บัดนี้ ท่านอาจารย์อาจจะกำลังถ่ายทอดการก่อแรงบันดาลใจแห่งโยคะตันตระทั้งสี่
ของการรู้แจ้งตระหนักชัดด้วยเสียงกระซิบในภายใน
ถ้าอาตมาสามารถเข้าไปร่วมปฏิบัติบำเพ็ญกับหมู่ญาติธรรมของอาตมา
อาตมาย่อมจักยินดีและผาสุกมากทีเดียว
ถึงแม้ว่าจะสั่งสมบุญบารมีไว้น้อยนัก
อาตมาก็ยังปรารถนาที่จะถูกก่อแรงบันดาลใจด้วยโยคะตันตระอยู่ดี
ถึงแม้ว่ายากจนด้วยไร้โภคทรัพย์เกินกว่าที่จะใช้จ่ายออกไปมากๆ
อาตมาก็ยังปรารถนาที่จะขวนขวายให้ได้มา
ยิ่งบำเพ็ญวิปัสสนามากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ระลึกถึงท่านอาจารย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิมากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งระลึกถึงคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
ณ บัดนี้ ท่านอาจารย์อาจจะกำลังสอนถึงโยคะทั้งหกของท่านนาโรปะ
ถ้าอาตมาสามารถไป ณ สถานที่นั้น อาตมาย่อมจักยินดีและผาสุกมากทีเดียว
แม้ความขยันหมั่นเพียรของอาตมาจะไม่ต่อเนื่องยาวนานเพียงพอ
อาตมาก็ปรารถนาที่จะเล่าเรียนศึกษา
แม้ว่าความวิริยะอุตสาหะของอาตมาจะยังไม่เข้าขั้น
อาตมาก็ปรารถนาที่จะปฏิบัติบำเพ็ญ
ยิ่งบำเพ็ญวิปัสสนามากขึ้นเท่าใด
อาตมาก็ระลึกถึงท่านอาจารย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
ยิ่งบำเพ็ญสมาธิมากขึ้นเท่าใด อาตมาก็ยิ่งระลึกถึงคุรุของอาตมามากขึ้นเท่านั้น
ถ้าญาติธรรมจาก วู และ ซาง ร่วมอยู่ด้วย ณ ที่นั้น
อาตมาย่อมจักยินดีและผาสุกมากทีเดียว
แม้ว่าประสบการณ์และความรู้แจ้งตระหนักชัดของอาตมาจักน้อยนัก
อาตมาก็ปรารถนาที่จักเปรียบเทียบกับผู้อื่น ณ ที่นั้น
แม้ว่าในความศรัทธาล้ำลึกและความเคารพบูชา
อาตมาไม่เคยที่จะอยู่ห่างไกลท่านอาจารย์เลย
มาบัดนี้ อาตมาต้องทุรนทุรายยิ่งนัก ด้วยแรงปรารถนาที่จะพบท่านอาจารย์
ความโหยหาอาลัยอันแรงกล้ากำลังเผารนอาตมา
จงได้สวดอวยพรชัยให้อาตมาด้วยเถิด คุรุผู้เต็มไปด้วยเมตตาธรรมของอาตมา
จงได้ปลดปล่อยอาตมาออกจากความทุกข์ทรมานนี้ด้วยเถิด</CENTER>
<CENTER>
</CENTER>......ไม่ช้าไม่นาน ก็ปรากฏภาพนิมิตของท่านอาจารย์มาระปะ แจ่มชัดอยู่ในมโนทวารของท่านมิลาเรปะ ท่านอาจารย์ปรากฏท่ามกลางหมู่เมฆและสายรุ้ง มีรัศมีแผ่ซ่านออกรอบกายดูน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ท่านประทับนั่งมาบนหลังสิงโต คำถามอันเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมของท่านอาจารย์ ดำเนินไปในความคิดที่หลั่งไหลของท่านมิลาเรปะ
<CENTER>ลูกเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงระลึกถึงเราเห็นปานนั้น
ทำไมจึงเฝ้าคร่ำครวญถึงเราอยู่อย่างนั้น
เจ้ามิได้มีศรัทธาอันมั่นคงต่ออาจารย์ของเจ้าและต่อพระพุทธองค์ดอกหรือ
โลกภายนอกได้รบกวนเจ้าโดยผ่านทางความคิดที่หลั่งไหลอยู่ฤาหนอ
พายุร้ายแห่งโลกธรรมทั้งแปดประการ ได้พัดกระหน่ำเข้ามาในท้องถ้ำแห่งนี้กระนั้นหรือ
ความกลัวและความวิตก กังวล ได้บั่นทอนพละกำลังของเจ้าลงหรือ
เจ้ามิได้ปฏิบัติบูชาแด่อาจารย์ของเจ้าและแด่พระรัตนตรัยดอกหรือ
เจ้ามิได้อุทิศส่วนกุศลทั้งมวลแด่สรรพสัตว์ในภพภูมิทั้งหกดอกหรือ
เจ้ามิได้บรรลุถึงภาวะอันอุดมในที่ซึ่งบาปกรรมทั้งปวงปลาสนาการไปสิ้น
หากแต่เต็มเปี่ยมด้วยบุญกุศลดอกหรือ
ไม่ว่าจะเป็นด้วยสภาพการเช่นไรก็ตาม
ขอให้เจ้าจงมั่นใจว่า เราจักร่วมกันดำเนินไปในมรรคานี้ตลอดไป
ดังนั้นเพื่ออุทิศแด่พระธรรมแลสรรพสัตว์ทั้งมวล
ขอเจ้าจงบำเพ็ญเพียรอย่าได้ผันแปรเลย</CENTER>
<CENTER>
</CENTER>
.....ด้วยการดลใจแห่งนิมิตอันนำมาซึ่งความปลื้มปิติยิ่งใหญ่นี้ ท่านมิลาเรปะ ได้ตอบคำถามของท่านอาจารย์ด้วยโศลกอันไพเราะว่า
<CENTER>เมื่ออาตมาได้พบท่านอาจารย์ เมื่ออาตมาได้ยินท่านอาจารย์ อาตมาถูกกระตุ้นเตือนอยู่ ณ ภายใน
เมื่อระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ อาตมาเต็มเปี่ยมด้วยคารวะธรรม
ความรู้สึกสมเพชที่ท่านอาจารย์มีต่ออาตมา
เป็นประดุจพรชัยอันประเสริฐ ที่จะขจัดความประพฤติมิชอบให้สูญสิ้นไป
อาตมารำพึงข้อความนี้ด้วยความระลึกถึงท่านอาจารย์โดยสุจริต
ขอท่านอาจารย์ได้โปรดหยั่งรู้ด้วยญาณวิถีว่าอาตมายังคงจมปลักอยู่ในความมืดบอดแห่งอวิชชา
ขอท่านอาจารย์ได้โปรดเมตตาคุ้มครองอาตมาด้วย
ความพากเพียรไม่ย่อหย่อนของอาตมา
คือเครื่องบูชาอันสูงสุดที่อาตมามีให้แก่ท่านอาจารย์
หนทางเดียวที่ดีที่สุด ที่จะนำความปลาบปลื้มใจมาสู่ท่านอาจารย์
คือความตั้งอยู่ในวีริยะอุตสาหะเพื่อเพ่งเพียรเผากิเลส
อดทนต่อทุกขเวทนาทั้งหลายทั้งปวงด้วยขันติธรรม
การบำเพ็ญด้วยสติตั้งมั่น ในสถานที่อันสงบวิเวกนี้แต่ผู้เดียว
เป็นความงดงามอันสูงส่ง เป็นที่ชื่นชอบของเทพยดาทั้งหลาย
การสละอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระธรรมอันทรงคุณอนันต์
เป็นสิ่งเดียวที่ดีที่สุด ที่จะหยิบยื่นเป็นของกำนัลแก่พุทธศาสนิกชนทุกๆท่าน
การเพ่งเพียรเผากิเลสอย่างไม่อาลัยในชีวิต
เป็นแบบฉบับที่ประเสริฐสุด ที่จะมอบให้เป็นตัวอย่างแก่นักปฏิบัติธรรมทุกๆท่าน
การกำหนดระลึกถึงความตายและความเจ็บป่วย
เป็นประดุจมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะขจัดอกุศลธรรมทั้งหลายให้สิ้นไปจากดวงใจ
การปฏิเสธที่จะบริโภคอาหารเกินความจำเป็น ก็เพื่ออุปการะการปฏิบัติธรรม
เพื่อบูชาความเอื้ออารีของท่านอาจารย์ อาตมาได้บำเพ็ญเพียรเผากิเลสอยู่ซ้ำๆซากๆ อย่างไม่รู้ท้อถอยเลย</CENTER>
<CENTER>
</CENTER>..... หลังจากที่จัดแต่งผ้าคลุมกายของท่านใหม่ พร้อมทั้งติดตามเก็บพืชผักมาได้พอควรแล้ว ท่านได้กลับเข้าไปในถ้ำ และได้พบอมนุษย์ที่มีดวงตาอันใหญ่โตถึงห้าตน กำลังยุ่มย่ามอยู่ในสถานที่นั้น อมนุษย์ตนหนึ่งนั่งแสดงธรรมอยู่บนเตียงของท่าน อีกสองตนทำท่าสดับพระธรรมเทศนา อีกตนหนึ่งทำท่าประกอบอาหาร และอมนุษย์ตัวสุดท้าย กำลังทำท่าศึกษาตำราของท่าน ท่านมิลาเรปะดำริขึ้นว่า ที่ปรากฏอยู่นี้ต้องเป็นการแสดงตนของบรรดาอมนุษย์ที่ไม่พอใจท่าน แม้ว่าท่านจะได้พำนักอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้มานานแล้ว ท่านก็ไม่ได้ให้เครื่องเซ่นสังเวยหรือกระทำการบูชาใดๆ แก่บรรดาอมนุษย์ ณ สถานที่แห่งนี้เลย ท่านจึงเริ่มต้นกล่าวแสดง โศลกแห่งการทักทายและอวยพรต่อบรรดาอมนุษย์ ทั้งที่เป็น เทพ มาร และปีศาจ แห่งหุบเขาอัญมณีแดง
<CENTER>ณ ดินแดนอันสงบสงัดเต็มไปด้วยความวิเวกแห่งนี้ อาตมาอาศัยอยู่ในที่พำนักอันคับแคบ
ซึ่งใช้เป็นสถานที่กระทำความเพียรเผากิเลส เป็นสถานที่ปฏิบัติบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เป็นสถานที่สำหรับบรรลุธรรมอันเกษมจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
เป็นสถานที่อันปลอดภัยซึ่งอาตมาพำนักอยู่แต่ผู้เดียว
เหนือหุบเขาอัญมณีแดงขึ้นไปบนห้วงนภากาศ ปุยเมฆสีขาวนวลลอยฟ่องฟ้า
เบื้องล่าง แม่น้ำซางกำลังไหลรินเอื่อยๆคดเคี้ยวไปตามขุนเขา
ฝูงผึ้งร้องเพลงประสานเสียงรื่นเริง ท่ามกลางดอกไม้ป่านาๆชนิด ซึ่งส่งกลิ่นหอมยั่วยวน
นกน้อยโผบินอย่างอิสรเสรีในแมกไม้
เสียงร้องของมัน ทำให้บรรยากาศที่ว่างเปล่า เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ณ หุบเขาอัญมณีแดงแห่งนี้ บรรดานกกระจอกน้อยๆทั้งหลาย กำลังเรียนรู้ที่จะโผบินไปในอากาศ
ฝูงลิงยินดีที่จะกระโดดโลดแล่นไม่หยุดหย่อน
สัตว์ป่าต่างเรียนรู้ที่จะวิ่ง เพื่อความรอดพ้นและชัยชนะ
อาตมานั้นเพ่งเพียรอยู่กับการเผากิเลส เพื่อขจัดเมฆหมอกแห่งอวิชชาด้วยสมถะและวิปัสสนา
หมู่สัตว์ ภูตผีและเทวดา ณ ดินแดนแห่งนี้ล้วนเป็นมิตรของอาตมา
ขอท่านทั้งหลายจงได้ร่วมกันดื่มน้ำอมฤตอันเย็นฉ่ำจากเมตตาธรรมของอาตมา
และจงได้พากันกลับคืนสู่ที่อยู่อาศัยของท่านเถิด</CENTER>
<CENTER>
</CENTER>แต่พวกอมนุษย์ก็ยังไม่ยอมจากไปและกลับจ้องมองท่านด้วยแววตาอันดุร้ายอมนุษย์สองตนบุกเข้ามาประชิดตัวท่าน ตนหนึ่งปลิ้นตาหลอกและกัดลงที่ริมฝีปากล่างของท่าน อีกตนหนึ่งข่วนขูดลงไปที่ฟันของท่านอย่างน่าหวาดเสียว อมนุษย์ตัวที่สาม ลอบเข้ามาทางด้านหลัง ร้องคำรามสนั่นหวั่นไหว ทั้งหมดพากันพยายามที่จะทำให้ท่านมิลาเรปะหวาดกลัวด้วยภาพหลอนต่างๆนาๆ ท่านมิลาเรปะล่วงรู้ถึงกระบวนท่าอันชั่วร้ายทั้งหลายเป็นอย่างดี ท่านเริ่มเพ่งสมาธิและสวดสาธยายมนต์อันทรงพลังอำนาจ แต่อมนุษย์ก็ยังไม่ยอมจากไป และจากนั้นท่านได้แสดงธรรมด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง พวกอมนุษย์ก็ยังไม่ยอมจากไปอยู่ดี ท่านมิลาเรปะจึงบรรลือสีหนาทประกาศก้อง ขึ้นว่า
<CENTER>ด้วยอิทธานุภาพแห่งท่านอาจารย์มาระปะ อาตมาได้ตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์แล้วว่า
รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง เป็นเพียงพฤติภาพแห่งดวงจิตของบุคคล
ธรรมชาติของจิตเอง ก็เป็นความสว่างไสวไร้ขอบเขตและปราศจากตัวตนของมันเอง
การกระทำทางกายอันเป็นไปเพียงภายนอก
เพื่อพยายามขจัดปรากฏการณ์ต่างๆนั้น นับว่าไร้ประโยชน์และโง่เขลา </CENTER>
<CENTER>
</CENTER>
...จากนั้นท่านมิลาเรปะได้กล่าวโศลก ธรรมคีตาแห่งความรู้แจ้งตระหนักชัด อย่างองอาจปราศจากความหวั่นไหวใดๆขึ้นว่า
<CENTER>อาตมาขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบคารวะท่านอาจารย์มาระปะ
พระบิดา ผู้ได้รับชัยชนะเหนือความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และตัณหาราคะทั้งปวง
อาตมาที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านนี้เป็นนิมิตหมายแห่งบุตรนางพญาสิงโตภูเขาผู้ยิ่งใหญ่ ดาเซนกาโม
อาตมาปฏิสนธิขึ้นภายในครรภ์แห่งมารดา มีสัมพันธภาพโดยสมบูรณ์กับเอกภพนี้
เมื่อเป็นทารก อาตมานอนอยู่ในถ้ำ เมื่อเจริญวัยขึ้น จึงออกมาอาศัยอยู่บนภูเขาที่สูงชัน
แม้ว่าพายุจะรุนแรงและหน้าผาจะเต็มไปด้วยอันตราย อาตมาไม่เคยกลัว
อาตมาผู้ซึ่งปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านนี้ เป็นนิมิตหมายแห่งบุตรของพญาอินทรีย์ทอง
ผู้เป็นเจ้าแห่งเวหา ปีกและขนอุบัติขึ้นภายในเปลือกไข่ เมื่อเป็นทารกอาตมานอนอยู่ในรัง
เมื่อเติบใหญ่อาตมาก้าวมาที่เชิงหน้าผาและบินทะยานไปในฟากฟ้า
แม้ว่ามันจะกว้างใหญ่ไพศาลอาตมาไม่เคยหวั่นไหว
อาตมาที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าท่านนี้เป็นนิมิตหมายแห่งบุตรของเจ้าทะเล ยาเชนยอโม
อาตมาเคลื่อนไหวดวงตาสีทองอยู่ในองค์กำเนิดของมารดา เมื่อเป็นทารกอาตมาหลับอยู่ในซอกหิน
เมื่อเจริญวัยขึ้น อาตมาเรียนรู้ที่จะแหวกว่ายไปในมหาสมุทร
แม้ว่าคลื่นจะใหญ่โตและแวดล้อมไปด้วยหมู่ปลามากมาย อาตมาไม่เคยกลัว
อาตมาผู้ซึ่งปรากฏต่อหน้าท่านนี้ เป็นนิมิตหมายแห่งบุตรของกายูลามะ
ความสุจริตก่อตัวขึ้นในครรภ์แห่งมารดา
เมื่อเป็นทารก อาตมาได้เข้ามาสู่ประตูแห่งพระธรรม
เมื่อเติบใหญ่อาตมาพากเพียรปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์
บรรดาภูตผีปีศาจทั้งหลายย่อมไม่ทำให้อาตมาหวาดกลัว
กรงเล็บของพญาสิงโตภูเขาหิมะย่อมไม่งอเพราะความเย็น
ถ้าเป็นดังนั้นจะถูกเรียกว่าเจ้าแห่งภูผาผู้ทรงพละกำลังอันสมบูรณ์ได้อย่างไร
มันจะเป็นเรื่องเหลวไหลขนาดไหน ถ้าพญาอินทรีย์ล่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
ถ้าก้อนหินทำให้เหล็กหล่อแตกร้าวได้ จะถลุงสินแร่เหล็กกันไปทำไม
ถ้าบรรดาภูตผีปีศาจทำให้อาตมาหวั่นไหวได้แล้วไซร้
ความรู้แจ้งตระหนักชัดที่บังเกิดขึ้นในภายใน จะมีประโยชน์อะไร
บรรดาภูตผีปีศาจและหมู่มารที่เป็นศัตรูกับพระธรรม อาตมาขอต้อนรับท่านในวันนี้
เป็นความผาสุกยิ่งของอาตมาที่ได้เผชิญหน้ากับพวกท่านทั้งหลาย
อาตมาอวยพรให้พวกท่านจงได้อยู่ต่อไป อย่าเพิ่งด่วนจากไปเลย
เราจะได้สนทนาและทดสอบประลองกันดู
ถ้าท่านจำต้องไป ก็โปรดกลับมาอีกในยามราตรี
เราจะทดสอบไสยดำกับพระธรรมอันบริสุทธิ์ แล้วดูซิว่าใครจะเหนือกว่ากัน
ก่อนที่ท่านจะมา ท่านได้คุยโอ่เอาไว้ว่า จะทำร้ายอาตมา
ความอับอายและผิดหวังจักติดตามมาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ถ้าท่านจะกลับออกไปโดยที่การคุยโอ่ของท่านยังไม่สำเร็จ</CENTER>
<CENTER>
</CENTER>..... ท่านมิลาเรปะยืนผงาดอย่างองอาจเชื่อมั่น และตรงรี่เข้าใส่บรรดาอมนุษย์ที่อยู่ในถ้ำ บรรดาอมนุษย์พากันหดตัวลง ด้วยความตกใจ กลอกกลิ้งดวงตาอย่างพ่ายแพ้และหวั่นกลัวอย่างหนัก และจากนั้นมันจึงพากันเกาะกลุ่มหมุนวนเป็นเกลียวรวมตัวเป็นร่างเดียว อันตรธานไปต่อหน้าท่านมิลาเรปะ
.... ท่านมิลาเรปะ รำพึงในใจว่า นี้เป็นหัวหน้าปีศาจ ผู้เป็นนักก่อกวน เพื่อหาโอกาสที่จะกระทำการอันชั่วร้าย พายุที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ล้วนเป็นการดลบันดาลของพวกมันอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ด้วยพลังแห่งเมตตาธรรมของคุรุของอาตมา บรรดาอมนุษย์ย่อมหมดโอกาสที่จะทำร้ายอาตมา ....หลังจากนี้ ท่านมิลาเรปะ ได้ประสบความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณอย่างมากมาย
ตำนานเรื่องราวที่ผจญกับหัวหน้าปีศาจนี้ มีชื่อตำนานถึงสามชื่อ คือ ความคิดคำนึงถึงคุรุ หกวิถีทาง ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง หรือ ตำนานเก็บพืชผักเป็นอาหารของท่านมิลาเรปะ
มดเอ๊ก
06-09-2007, 04:04 PM
http://www.empty-universe.com/buddha4.jpg
.....รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง เป็นเพียงพฤติภาพแห่งดวงจิตของบุคคล ข้อความทำนองนี้จะปรากฏมากมาย ในพระธรรมเทศนาของท่านมิลาเรปะ เป็นข้อเท็จจริงในธรรมชาติที่พิสูจน์ได้โดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่การใช้วิธีตั้งข้อสังเกตง่ายๆของผู้ไม่รู้หนังสือ ก็ยังอาจสามารถพิสูจน์สัจจธรรมข้อนี้ได้ ผลลัพธ์ก็คือทำให้รู้เท่าทัน รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง ว่าล้วนไม่ได้มีตัวตนของมันเองดำรงอยู่จริง
ในมุมมองของอนิจจัง เมื่อเรากระทบสัมผัสด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างใดอย่างหนึ่ง รูปลักษณะสภาวะในภายนอกซึ่งล้วนปราศจากตัวตนของมันเองได้ผันแปรไปแล้ว ดังนั้นการที่เรายังกำหนดความหมายหรือคุณค่าใดๆของรูปลักษณะสภาวะนั้นอยู่ต่อไป ก็นับว่าเป็นเรื่องของพฤติภาพภายในจิตใจซึ่งมีรูปแบบของการสั่งสมอวิชชาไว้หลากหลายนัยยะของแต่ละปัจเจกบุคคลเองล้วนๆ ที่เนื่องอยู่กับการกระทบสัมผัสนั้นๆ
ในมุมมองของอนัตตา หรือความไม่มีตัวตนของมันเอง เช่นการที่เราเห็นก้อนเมฆเป็นสิ่งที่หมายถึงได้ แต่ถ้าเข้าไปพิจารณาองค์ประกอบของก้อนเมฆอย่างใกล้ชิด จะเห็นกลุ่มละอองน้ำ และเงาที่เกิดจากละอองเหล่านั้นบดบังแสงอาทิตย์ เราย่อมไม่เห็นก้อนเมฆแต่อย่างใด ภาพรวมออกมาเป็นก้อนเมฆปรากฏให้เห็นได้ในระยะไกลเท่านั้น แน่นอนที่สุดว่าเราไม่อาจพูดได้ว่าสิ่งที่หมายถึงภายในจิตใจ อันคือก้อนเมฆนั้น ว่ามีตัวตนของมันเองอยู่จริง ดังนั้นเราสามารถพูดได้ว่าเป็นเพียงพฤติภาพในดวงจิตของบุคคล หรือการที่เราเห็นดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ในฟากฟ้า และเป็นสิ่งที่หมายถึงได้ แต่เราสามารถจินตนาการได้ว่า สิ่งที่เราหมายถึงได้ภายในจิตใจนี้ มิได้มีอยู่จริงตามที่เห็น เพราะเพียงแต่เราเริ่มออกเดินทางค้นหาดวงจันทร์หรือสิ่งที่เราเห็นนี้ เราย่อมพบได้ว่าการเห็น หรือสิ่งที่หมายถึงของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือพูดได้ว่าเราไม่สามารถหาพบสิ่งที่หมายถึงได้นั่นเอง เพราะโดยที่แท้แล้ว เป็นเพียงพฤติภาพในดวงจิตของบุคคล ตัวอย่างของใกล้ตัว เช่นผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่หมายถึงได้ เมื่อพิจารณาดูถึงองค์ประกอบย่อย เราเห็นแต่เส้นด้ายเรียงตัวเบียดชิดกันสนิท ไม่เห็นมีแม้แต่อะตอมเดียวของผ้า ถ้าเราพิจารณาองค์ประกอบย่อยของเส้นด้ายลึกลงไป เราย่อมพบความว่างเปล่าของด้าย ในทำนองเดียวกับที่เราพบความว่างเปล่าของผ้ามาแล้ว เพราะโดยที่แท้แล้ว เป็นเพียงพฤติภาพในดวงจิตของบุคคล
สรรพสิ่งเป็นเพียงพฤติภาพในดวงจิตของบุคคล ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปหลงปรุงแต่งกำหนดหมายคุณค่าใดๆ(อวิชชาความไม่รู้ที่ทำให้เกิดการสังขารปรุงแต่ง)จนเกิดความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน) ผู้ที่รู้แจ้งตระหนักชัดในสัจจธรรมข้อนี้ได้โดยไม่ต้องนึกคิดตรึกตรองด้วยเหตผล(อบรมโพธิปักขิยธรรมจนเกิดสัมมาญาณทัศนะ) ย่อมไม่ปล่อยให้พฤติภาพของดวงจิตหลงกำหนดหมายปรุงแต่งในจิตใจหลังการกระทบสัมผัสแม้เพียงชั่วขณะเดียว ซึ่งย่อมหมายถึงการที่ผู้นั้นสามารถระงับอวิชชาที่ทำให้เกิดสังขาร จนทำให้ รู้ หรือวิญญาณดับ อันทำให้รู้ กับ สิ่งที่รู้ หรือนามรูป หยั่งลงไม่ได้ เมื่อนามรูปดับ อายตนะหรือทวารรับรู้ก็ไม่ทำงานในวิถีที่เป็นเครื่องมือของอวิชชาอีกต่อไป อวิชชาสัมผัสจึงดับ เมื่อผัสสะด้วยโมหะดับ ความรักหรือชังย่อมดับลงได้อย่างเด็ดขาด นั่นคือเวทนาดับ ด้วยความรักความชังไม่มีเป้าหมายที่จะหยั่งลงไปได้ใน สิ่งที่รู้ ใดๆ เพราะนามรูปหยั่งลงไม่ๆได้ด้วยวิปัสสนาญาณรู้แจ้งตระหนักชัดว่ารูปลักษณะสภาวะทั้งปวงล้วนปราศจากตัวตนของมันเองเป็นอนัตตา และไม่ได้ดำรงอยู่แม้ขณะเดียวเพราะมีธรรมชาติที่ผันแปรเป็นอนิจจังอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นหรือโลภะมูลจิต ซึ่งเกิดจากความรักความพอใจหรือความอยากให้พ้นๆไปหรือโทสะมูลจิตซึ่งเกิดจากความชัง ย่อมไม่สามารถเกิดได้ นั่นคือตัณหาหรือเหตุแห่งทุกข์ไม่เกิด ความทนได้ยากย่อมไม่เกิด นั่นหมายความว่าทุกข์ดับ สำเร็จประโยชน์แห่งการลุถึงความเป็นจริงของพระอริยเจ้าทั้งสี่ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค.
..ผู้แปลไทย
มดเอ๊ก
06-18-2007, 04:24 PM
<CENTER>http://www.nature.org/wherewework/northamerica/states/wisconsin/images/china_18_tibet_kawa_karpo_med.jpg</CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER></CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER>บทที่2.จาริกธุดงค์สู่ลาชิ</CENTER>
........................ ต่อมาวันหนึ่ง ขณะที่ท่านมิลาเรปะพำนักอยู่ในกระท่อม ณ หุบเขาอัญมณีแดง ท่านได้ดำริกับตนเองว่า อาตมาควรจะได้เชื่อฟังคำสั่งของท่านอาจารย์ ที่ให้อาตมาไปยังภูเขาหิมะลาชิ เพื่อปฏิบัติบำเพ็ญอยู่ ณ ที่นั้น จากนั้นไม่นาน ท่านมิลาเรปะ ก็ได้ออกจาริกธุดงค์สู่ภูเขาหิมะ ลาชิ
ท่านได้จาริกธุดงค์มาถึง นะยานันชามา อันเป็นประตูผ่านสู่ภูเขาหิมะ ลาชิ ชาวบ้านแห่งชามากำลังอยู่ในระหว่างเทศกาลประจำปี มีงานเลี้ยงและร่วมดื่มสังสรรค์กัน ในถ้อยคำสนทนาของชาวบ้าน ได้มีการกล่าวพาดพิงถึงท่าน มิลาเรปะ บางคนได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ท่านรู้หรือไม่ว่า ขณะนี้มีนักบวชผู้ยิ่งใหญ่รูปหนึ่งชื่อว่าท่านมิลาเรปะ? นักบวชรูปนี้อาศัยอยู่ในภูเขาหิมะอย่างโดดเดี่ยว ที่พำนักของท่าน อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก ท่านศึกษาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ในส่วนที่ลึกซึ้งยิ่ง
ขณะที่ชาวบ้านกำลังกล่าวพาดพิงถึงท่านอยู่นั้น ท่านมิลาเรปะก็ได้เข้ามาถึงประตูบ้านที่กำลังมีงานเลี้ยงแห่งนี้แล้ว หญิงสาวมีเสน่ห์ เลซีบุม เป็นชาวบ้านคนแรกที่เห็นและเข้ามาทักทายท่าน นางกล่าวปฏิสันถารว่า พระคุณเจ้าเป็นใครมาจากไหนเจ้าคะ? ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า คุณโยม อาตมาคือมิลาเรปะผู้ซึ่งพำนักอยู่ในดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักบนภูเขา อาตมามาที่นี่เพื่อบิณฑบาต เลซีบุมกล่าวว่า นิมนต์เจ้าค่ะ ท่านคือมิลาเรปะจริงๆหรือเจ้าคะ? ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า ไม่มีเหตุผลใดๆที่อาตมาจะกล่าวมุสาต่อคุณโยม เมื่อนางทราบว่าท่านคือ มิลาเรปะ นางก็เต็มไปด้วยความปิติยินดี และได้แพร่กระจายข่าวนี้ออกไปโดยรวดเร็ว นางได้ร้องประกาศขึ้นท่ามกลางแขกเหลื่อในงานว่า บัดนี้ พระคุณเจ้าซึ่งอาศัยอยู่ไกลโพ้น ที่ท่านพากันกล่าวขวัญถึงนั้น ได้มายืนอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้แล้ว
ผู้คนต่างวิ่งกรูกันเข้ามายังท่านมิลาเรปะ บางคนแสดงความคารวะ บางคนแย่งถามปัญหาต่างๆ เมื่อชาวบ้านแน่ใจแล้วว่าท่านคือมิลาเรปะ ต่างก็พากันนิมนต์ท่านฉันท์อาหาร ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง
ชินดอโม สุภาพสตรีผู้มั่งคั่งเสนอตัวขอเป็นโยมอุปัฏฐากรับใช้ท่าน และได้นมัสการกราบเรียนถามถึงจุดหมายในการเดินทางของท่าน พร้อมทั้งอาราธนาให้ท่านแวะพำนักที่ เดรลูนจูมู โดยมีคุณครูหนุ่มชาจากูนา กล่าวสนับสนุนนางว่า ถ้าพระคุณเจ้าจะได้เมตตาพำนักที่เดรลูนจูมู อันเป็นหุบเขาแห่งภูตผีปีศาจ ก็ย่อมเอื้ออำนวยให้เกิดประโยชน์ทั้งสำหรับตัวท่านเองและสำหรับพวกเรา โยมจักพยายามอุปัฏฐากรับใช้ท่านอย่างดีที่สุด ชาวนาผู้หนึ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า มันช่างวิเศษอัศจรรย์จริงๆ ถ้าพวกเรามีพระคุณเจ้าอยู่ร่วมด้วย โยมมีคอกวัวควายในโรงนาซึ่งถูกรบกวนโดยเหล่าภูตผีปีศาจ มันปรากฏตัวแม้ในเวลากลางวัน โยมขอให้พระคุณเจ้าแวะไป ที่โรงนาเร็วๆด้วย ชาวบ้านทั้งหมดพร้อมใจกันอาราธนาท่านให้ไปเยือนที่โรงนา
ท่านมิลาเรปะ ได้ตอบรับคำอาราธนาของชาวบ้าน อาตมาจะไปตามที่พวกเธออาราธนา แต่ไม่ใช่เป็นเพราะวัวควายไร่นาของพวกเธอ แต่อาตมาไปเพราะเป็นคำสั่งของท่านอาจารย์
พวกเราสบายใจแล้ว ที่พระคุณเจ้ารับคำอาราธนา ขอให้พวกเราได้ตระเตรียมอาหารอย่างดี เพื่อเป็นเสบียง สำหรับการเดินทางของท่านด้วย
ท่านมิลาเรปะกล่าวกับชาวบ้านว่า อาตมาคุ้นเคยกับการพำนักอาศัยในสถานที่เปล่าเปลี่ยว อาตมาไม่ต้องการทั้งอาหารดีๆและเพื่อนร่วมเดินทาง แต่ขอให้พวกเธอได้รับการอนุโมทนาในความตั้งใจบริจาคทานด้วยเถิด อาตมาจะเดินทางไปแต่ผู้เดียว หลังจากนั้นพวกเธอจึงค่อยติดตามไปดูว่าอาตมาได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง
ขณะเมื่อท่านมิลาเรปะเดินทางมาถึงตีนเขา ท่านได้พบอมนุษย์และภูตผีปีศาจมากมายสมดังคำบอกเล่าของชาวบ้าน เส้นทางสู่ยอดเขาที่เหมือนดังมุ่งสู่ท้องฟ้า มีทั้งหุบเหวและก้อนหินระเกะระกะ เสียงฟ้าร้องคำรามอย่างน่ากลัว สายฟ้าแลบแปลบปลาบไปทั่วสารทิศ บรรดาภูเขาสองข้างทาง เหมือนกับสั่นไหวโยกโคลงไปมา แม่น้ำเริ่มไหลเชี่ยวกรากกัดเซาะตลิ่งทั้งสองฝั่งอย่างรุนแรงขึ้นมาในทันใด หุบเขาเปลี่ยนเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ซึ่งในปีต่อๆมาถูกขนานนามว่าทะเลสาบปีศาจ ท่านมิลาเรปะลุกขึ้นยืนร่ายเวทมนต์ จนน้ำลดความรุนแรงลง ท่านมิลาเรปะเดินลงไปยังส่วนล่างของหมู่บ้าน เหล่าปีศาจแสดงพลังอำนาจป่นภูเขาทั้งสองข้าง ทำให้ก้อนหินน้อยใหญ่กลิ้งลงมาราวกับห่าฝน เทพธิดาแห่งขุนเขา เข้ามาช่วยเนรมิตเส้นทางคดเคี้ยวดังงูเลื้อยให้ท่านมิลาเรปะ ซึ่งภายหลังถูกขนานนามว่า เส้นทางภูเขาแห่งเทพธิดา เหล่าปีศาจที่มีกำลังน้อยเริ่มอันตรธานไป แต่กลับทำให้เหล่าปีศาจที่มีฤทธิ์มาก โกรธแค้นเพิ่มมากยิ่งขึ้นในความพ่ายแพ้ มันพากันมาซุ่มดักรอที่ปลายทางภูเขาแห่งเทพธิดา เพื่อเตรียมการจู่โจมครั้งใหม่ ท่านมิลาเรปะเพ่งสมาธิจิตเข้าต่อกรกับพวกมัน ภาพหลอนมากมายของปีศาจอันตรธานไปในทันใด รอยเท้าของท่านมิลาเรปะได้ฝังประทับลงบนหินหนึ่งรอย ท้องฟ้ากลับคืนสู่สภาพโปร่งใสอีกครั้งหนึ่ง ด้วยปีติสุขอันยิ่งใหญ่ ท่านมิลาเรปะประทับนั่งสมาธิบัลลังก์เหนือยอดเขา แผ่เมตตาจิตอันไม่มีประมาณต่อสรรพสัตว์ไปทั่วสารทิศ ท่านได้รับประสบการณ์แห่งความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณอย่างมากมาย ต่อมาภายหลัง ยอดเขาที่ท่านประทับนั่งแห่งนี้ ถูกขนานนามว่า ยอดเขาแห่งเมตตาธรรม
ต่อมาท่านมิลาเรปะได้ลงไปยังริมฝั่งแม่น้ำธารดี และได้เพ่งสมาธิจิตที่เรียกว่าโยคะแห่งสายน้ำไหล
ในวันที่สิบแห่งจันทรคติของฤดูดอกไม้ร่วงแห่งปีเสือไฟ อมนุษย์จากเนปาลที่มีชื่อว่า พาโร ได้นำกองทัพของเหล่าภูตผีปีศาจมาต่อกรกับท่านมิลาเรปะ พลพรรคของอมนุษย์มีจำนวนมากมายเนืองแน่นแออัดเต็มท้องฟ้าและผืนแผ่นดินในหมู่บ้านแห่งแม่น้ำธารดี พวกอมนุษย์ได้แสดงฤทธิ์อำนาจ พลิกภูเขาขึ้นถล่มเข้าใส่ท่านมิลาเรปะ และทำให้เกิดสายฟ้าผ่าตรงลงมายังท่านมิลาเรปะ พร้อมๆกับห่าฝนแห่งคมหอกดาบ มันพากันบุกเข้ามาประชิดตัวร้องคำรามใส่ท่าน ด่าทอไปพร้อมๆกับการลงไม้ลงมือ พวกกูจักฆ่ามึง พวกกูจักจับมึงมัดแล้วสับให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหล่าอมนุษย์ทยอยกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มันพากันสร้างภาพหลอกหลอนที่น่ากลัวน่าขยะแขยง เพื่อทำให้ท่านมิลาเรปะหวาดกลัว
หลังจากที่ท่านได้หยั่งรู้ถึงความมุ่งมั่นอันชั่วร้ายของกองทัพปีศาจแล้ว ท่านมิลาเรปะได้แสดงโศลกธรรมชื่อ สัจจะแห่งกรรม
<CENTER>อาตมาขอถือเอาคุรุผู้ประเสริฐทั้งหลายเป็นสรณะ
อาตมาขอแสดงคารวะต่อท่านทั้งหลายเหล่านั้น
โดยธรรมชาติแห่งมายาและนิมิตลวง
อมนุษย์ผู้ชั่วร้ายจึงสามารถก่อความน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาได้
เหล่าปีศาจผู้เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน อันเกิดแต่ความกระหายอยากเร่าร้อน
ไม่มีโอกาสที่จะทำร้ายอาตมาดอก
มันเป็นเพราะวิบากของกรรมชั่วในอดีต ที่ผลักไสดุนดันให้มาสู่เรือนกายของปีศาจในชีวิตนี้
ด้วยดวงจิตและสรีระอันพิกลพิการ ปีศาจ อะชามา จึงต้องท่องไปในห้วงเวหา
ด้วยอิทธิพลของตัณหาราคะอันเผารน
มโนทวารจึงเต็มแน่นไปด้วยพยาบาทวิตกและความคิดอันชั่วร้าย
กายกรรมและวจีกรรม เต็มไปด้วยการล้างผลาญคลั่งไคล้ที่จะทำอันตรายต่อผู้คน
อาตมาคือสมณะผู้ปราศจากความคิดปรุงแต่งใดๆหลั่งไหลอยู่ในดวงใจ
อาตมารู้แจ้งชัดถึงธรรมชาติอันไม่มีอะไรเทียบเทียมของดวงจิต
อาตมาดำเนินไปอย่างองอาจดุจพญาราชสีห์ ด้วยปราศจากความหวั่นกลัวใดๆ
เรือนกายของอาตมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพุทธภาวะ
วจีกรรมของอาตมาย่อมสอดคล้องกลมกลืนกับดำรัสของพระตถาคตเจ้า
อันหมายถึงความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ
ดวงใจของอาตมาสถิตอยู่ในอาณาจักรอันสว่างไสวด้วยปัญญาญาณ
อาตมาเห็นอย่างชัดแจ้งถึงอนัตตาธรรมของผัสสะทั้งหกทวาร
สมณะเช่นอาตมานี้ ย่อมไม่ใส่ใจต่อความน่าสะพรึงกลัวใดๆ
เมื่อทฤษฎีของเหตุและผลดำเนินไป
บุคคลผู้ได้สั่งสมกรรมชั่วย่อมถูกวิบากผลักไสให้ตกล่วงสู่เส้นทางอันน่าสะพรึงกลัว
ของความทุกข์ทรมานและโศกตรม
มันเป็นเรื่องน่าสลดใจที่ท่านทั้งหลายไม่เข้าใจในพระสัทธรรม
สรรพสัตว์ทั้งมวลนั้นเป็นดังบิดามารดาผู้มีพระคุณของอาตมา
การทำร้ายผู้คนซึ่งเราเป็นหนี้บุญคุณอยู่นั้น นับเป็นความโง่เขลาและไร้สติอย่างยิ่ง
มันไม่น่าชื่นชมปิติยินดีดอกหรือ
ถ้าท่านจะได้พยายามระงับความคิดอันชั่วร้ายให้สูญสิ้นไปจากดวงใจ
มันไม่เป็นบุญกุศลอันน่ารื่นรมย์ดอกหรือ
ถ้าท่านทั้งหลายจะได้พากเพียรปฏิบัติตามวิถีทางแห่งกุศลกรรมบถทั้งสิบประการ
จงได้จดจำและพิจารณาถึงความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ให้จงดี
</CENTER>
เหล่าอมนุษย์พากันเยาะเย้ยท่านมิลาเรปะว่า คำพูดแบบน้ำท่วมทุ่งของท่านนั้น ย่อมไม่สามารถที่จะหลอกลวงพวกเราได้ เราไม่มีวันที่จะหยุดเล่นงานท่านด้วยฤทธิ์ของพวกเรา และไม่มีวันปล่อยท่านเป็นอิสระ จากนั้นเหล่าอมนุษย์ได้เพิ่มอาวุธร้ายที่สร้างขึ้นด้วยธรรมชาติพิเศษ ผนวกกับพลังของกองทัพอมนุษย์ พุ่งเข้าโจมตีท่าน ท่านมิลาเรปะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวว่า จงได้ฟังอาตมา กองทัพแห่งอมนุษย์ ด้วยความปรารถนาดีแห่งคุรุ อาตมาจึงกลายเป็นสมณะผู้ซึ่งสามารถตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ถึงปรมัตถสัจจะ สำหรับอาตมา ความยุ่งยากและอุปสรรคที่เกิดจากเหล่าอมนุษย์ ย่อมเป็นเครื่องเกื้อหนุนดวงจิตของบรรดาโยคาวจร ยิ่งมีความยุ่งยากเพิ่มมากขึ้นเท่าใด อาตมาย่อมบรรลุถึงมรรคาแห่งโพธิญาณได้ล้ำลึกมากขึ้นเท่านั้น ณ บัดนี้ จงได้ฟังธรรมคีตาที่ชื่อ เครื่องประดับทั้งเจ็ด
<CENTER>อาตมาขอน้อมคารวะต่อท่านอาจารย์มารปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
อาตมาผู้ซึ่งได้รู้แจ้งในปรมัตถสัจจะของสภาวธรรมทั้งปวง
จะได้กล่าวถึงความงดงามเจ็ดประการ
ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับรับฟังให้จงดี
ณ เทือกเขาพระสุเมรุแห่งใจกลางทวีป ท้องฟ้าสีครามสว่างแจ่มใสยิ่งนัก
ห้วงนภากาศคือความงามแห่งโลกภพนี้ เป็นเครื่องประดับอันสวยสะคราญจากสรวงสวรรค์
เหนือหมู่ไม้ใหญ่ยืนต้นแห่งสุเมรุ
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ผลัดกันฉายแสงส่องรัศมีไปทั่วทวีปทั้งสี่
ด้วยความเมตตาและพลังอันยิ่งใหญ่แห่งพระธรรมชาติเจ้า
หยาดพิรุณโปรยปรายลงมาชุ่มฉ่ำ ผืนดินจึงเต็มเปี่ยมด้วยความอุดมสมบูรณ์
จากมหาสมุทร ไอน้ำลอยตัวขึ้นสู่ห้วงเวหา ปรุงแต่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมฆลอยฟ่องฟ้า
ทฤษฎีของเหตุและปัจจัย ดุนดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อรูปลักษณะสภาวะทั้งปวงมิรู้สิ้นสุด
สายรุ้งสวยสดงดงามปรากฏขึ้นเหนือขุนเขาและฟากฟ้า
มันเป็นเครื่องประดับอันวิจิตรตระการตา
เมื่อย่างเข้าฤดูฝน ต้นไม้ใหญ่น้อยต่างพากันเริงระบำอยู่เหนือพื้นดิน
ดูงดงามเพลินตาเพลินใจยิ่งนัก
อาตมาดำรงชีวิตของสมณะอยู่ในสถานที่อันเงียบสงบเพื่อบำเพ็ญเพียรสู่สุญตภาวะ
ด้วยเดชะบารมีแห่งการประพฤติธรรม อมนุษย์ทั้งหลายจึงหมดฤทธิ์อำนาจลง
นี้คือความดีงามน่าชื่นใจบนโลกนี้
จากก้นบึ้งแห่งดวงใจของอาตมา ดอกไม้แห่งความรู้แจ้งบานสะพรั่ง
ด้วยเสียงอันคมชัด อาตมาแสดงข้อความนี้แก่ท่านทั้งหลายด้วยความปรารถนาดี
ถ้าความยินดีต่อพระโพธิญาณจะได้บังเกิดขึ้นในดวงใจของท่านแล้วไซร้
ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ท่านจะต้องได้รับการช่วยเหลือ
การพยายามขจัดสังโยชน์ทั้งสิบประการ
ย่อมทำให้ประสบชัยชนะและได้เข้าถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุข
อันเกิดแต่การปลดปล่อยอัตตาตัวตนเป็นรางวัล
จงดำเนินตามอาตมาด้วยการเริ่มต้นประพฤติธรรม ณ บัดนี้
สุคติในเบื้องหน้าย่อมเป็นอันหวังได้
</CENTER>
อมนุษย์ส่วนมากเริ่มกลับใจ ความศรัทธาได้ถูกปลูกฝังลงในบรรดาอมนุษย์และภูติผีปีศาจที่สิงสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น พวกเขาพากันกล่าวว่า ท่านเป็นสมณะผู้มีอิทธานุภาพยิ่งใหญ่ ถ้าปราศจากการแสดงพระสัทธรรมและปราศจากการแสดงพลังอำนาจของท่าน พวกเราย่อมไม่มีวันที่จะเข้าใจได้ ต่อไปนี้เราจะไม่สร้างความลำบากยุ่งยากให้แก่ท่านอีก พวกเราประทับใจในคำสอน สัจจะแห่งกรรม พวกเรามีสติปัญญาที่จำกัด และมีความหลงผิดมากมายไร้ขอบเขต ดวงจิตของพวกเรา ตกจมอยู่ในหล่มบึงแห่งความดื้อรั้นด้วยความคิดหลั่งไหลที่เคยชิน จงได้สอนพวกเราถึงบทเรียนอันมีความหมายลึกซึ้งที่เต็มไปด้วยสาระประโยชน์ ด้วยภาษาง่ายๆซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
<CENTER>จากนั้น ท่านมิลาเรปะได้แสดงโศลกธรรมชื่อ ธรรมคีตาแห่งสัจจะธรรมทั้งเจ็ด</CENTER>
<CENTER>อาตมาขอน้อมคารวะต่อท่านอาจารย์มารปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
อาตมาสวดภาวนาให้ท่านเกื้อหนุนอาตมา ในการเพิ่มพูนโพธิจิต
ถึงแม้ว่าเสียงเพลงจะไพเราะสักปานใดก็ตาม
ถ้ามันปราศจากถ้อยคำอันบ่งบอกถึงสัจจธรรมแล้วไซร้
มันก็มีความหมายเป็นเพียงเสียงเท่านั้น
การแสดงเรื่องราวเล่าสืบต่อกันมาเป็นนิทานเร้าอารมณ์เพียงใดก็ตาม
ถ้ามิได้สอดคล้องกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ก็นับว่าไร้ประโยชน์
ถ้าบุคคลมิได้ลงมือประพฤติธรรมด้วยกาย วจี และมโนแล้วไซร้
การรอบรู้ในปริยัติธรรมมากมายปานใดก็ตาม ย่อมเป็นเพียงการหลงลวงตนเองตลอดไป
การพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่อันสงบวิเวก
ถ้าบุคคลมิได้เฝ้าพากเพียรประพฤติธรรมแล้วไซร้
ก็นับว่าเป็นเพียงการจองจำกักขังตนเองเอาไว้เท่านั้น
กสิกรผู้ทำงานหนักอยู่ในท้องทุ่ง ย่อมเป็นเพียงผู้ที่ทำโทษตนเองอยู่โดยแท้
ถ้าเขาปล่อยปละละเลยในคำสอนของพระพุทธองค์
บุคคลผู้ซึ่งไม่พยายามสำรวมอินทรีย์นั้น
การเพ่งเพียรพิจารณามีธรรมวิจัยของเขาย่อมเป็นเพียงความนึกคิดด้นเดาเอา
บุคคลผู้ซึ่งไม่อาจปฏิบัติได้จริงตามที่แสดงธรรมแก่ผู้อื่น
ย่อมเป็นผู้โกหกหลอกลวงตลอดไป
เมื่อรังเกียจการกระทำที่ต่ำทราม บาปย่อมลดถอยลง
เมื่อสั่งสมกระทำแต่กรรมดี บุญกุศลย่อมเพิ่มพูน
จงพำนักอยู่ในสถานที่อันสงบสงัดและเฝ้าพากเพียรปฏิบัติธรรม
การเอาแต่พูดมากเป็นสิ่งไร้ประโยชน์โดยแท้
จงจดจำธรรมบรรยายนี้ไว้ให้จงดี
</CENTER>
ความเลื่อมใสศรัทธาเพิ่มพูนมากขึ้นในหมู่ผู้ฟัง เขาทั้งหลายพากันเคารพบูชาท่าน ด้วยการน้อมศีรษะก้มลงกราบท่านหลายครั้ง ส่วนมากพากันเดินทางกลับที่พำนักของตน แต่หัวหน้าอมนุษย์ พาโร และสมุนอีกจำนวนหนึ่ง ยังคงไม่ยอมไป และพากันเริ่มต้นหลอกหลอนท่านอีกครั้งหนึ่ง ท่านมิลาเรปะตอบโต้ด้วยการแสดงธรรมคีตาแห่งสัจจะของกุศลและอกุศล
<CENTER>อาตมาขอกราบเบื้องบาทท่านอาจารย์มารปะผู้เต็มไปด้วยความกรุณา
เจ้าปีศาจที่อันตราย เจ้ายังมีโทสะอยู่อีกหรือ?
เจ้าสามารถพาสรีระของเจ้าบินไปในท้องฟ้าได้อย่างง่ายดาย
แต่ดวงจิตของเจ้า กลับเต็มแน่นไปด้วยมโนทุจริต
เจ้าพากันแยกเขี้ยวเพื่อทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว
แต่เจ้าจงเชื่อเถิดว่า เมื่อเจ้าสร้างความยุ่งยากให้ผู้อื่นอยู่นั้น
มันย่อมจักนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองเสมอ
ทฤษฎีของกรรมและวิบาก ไม่เคยล้มเหลวที่จะดำเนินบทบาทของมัน
ไม่มีใครเลยที่จะหลุดรอดจากวิบากผลที่สุกงอมของมัน
เจ้าย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเจ้าแต่เพียงถ่ายเดียวเท่านั้น
เจ้าปีศาจผู้หิวโหยและหลงผิดพอกพูนแต่บาปกรรม
อาตมาได้แต่สลดใจและสงสารเจ้า
ด้วยมีแต่บาปกรรม ความชั่วร้ายจึงเป็นธรรมชาติของเจ้า
ด้วยวิบากกรรมแห่งการฆ่า ปิดบังดวงตาของเจ้า
เจ้าจึงมีเนื้อและเลือดเป็นอาหาร
ด้วยการทำชีวิตผู้อื่นให้ตกล่วง เจ้าจึงต้องถือกำเนิดเป็นปีศาจผู้หิวโหย
บาปกรรมนำเจ้าสู่ภพภูมิอันต่ำทราม
จงหันกลับออกมาจากหลุมพรางแห่งกรรมเลวเถิด มิตรของอาตมา
และจงได้พยายามบรรลุถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุข ซึ่งอยู่เหนือความหวังและความหวาดกลัวใดๆ
</CENTER>
เหล่าอมนุษย์กล่าวเยาะเย้ยท่านมิลาเรปะว่า ท่านผู้ช่ำชอง ในการแสดงธรรม อันแปลกประหลาด ท่านผู้ตระหนักชัดว่าศาสนธรรมคำสอนเป็นสิ่งน่าประทับใจที่สุด แต่ท่านเคยได้รับความผิดพลาดใดๆจากการปฏิบัติธรรมมาบ้างหรือไม่หนอ? ท่านมิลาเรปะได้กล่าวแสดงโศลกธรรมชื่อ ธรรมคีตาแห่งศรัทธาอันสมบูรณ์
<CENTER>ขอน้อมคารวะ ท่านอาจารย์มาระปะ ผู้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์
อาตมาเป็นผู้เฝ้าพากเพียรศึกษาในปรมัตถสัจจะ
ความล้ำลึกแห่งสภาพอมตะของการไม่เวียนเกิดนั้น ได้ก่อให้เกิดศรัทธาอันมั่นคง
บนมรรคาแห่งความไม่ยึดมั่นผูกพันในสิ่งใดๆ อาตมาได้สะสมพลังแห่งความอิ่มอุดมขึ้นมา
โดยการสื่อความหมายด้วยถ้อยคำซึ่งหลั่งไหลออกจากดวงใจ
ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณของอาตมา
อาตมาจักได้แสดงสัจจสภาวะแห่งเอกภาพอันสมบูรณ์ของพระธรรมชาติเจ้า
มันเป็นเพราะบาปอกุศลได้ถูกสั่งสมขึ้นในท่านทั้งหลาย
จึงก่อให้เกิดความมืดบอด และพาดำเนินไปในมิจฉาปฏิปทา
อันเป็นผลทำให้ท่านไม่อาจเข้าใจในปรมัตถสัจจะได้
ดังนั้นจงได้โปรดฟังอาตมาแสดงสมมุติสัจจะแก่ท่านทั้งหลาย
ในพระสูตรอันไร้มลทินแปดเปื้อนนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต
จะได้กล่าวตักเตือนซ้ำซากถึงความสืบต่อแห่งกรรมและวิบากอันเป็นอนันตกาล
สรรพสัตว์ทั้งปวงมีความสัมพันธ์โยงใยกันประดุจญาติ
กฎแห่งความสืบต่อของเหตุและผลอันหาที่สุดมิได้นี้ ดำเนินอยู่นิรันดร
จงได้โปรดรับฟังด้วยความพินิจพิจารณาต่อคำสอนอันเต็มไปด้วยความกรุณานี้
อาตมาผู้ก้าวขึ้นสู่ภูมิธรรมเบื้องสูงด้วยการพากเพียรปฏิบัติ
ได้หยั่งรู้ว่าอุปสรรคอันเป็นไปในภายนอกทั้งปวงนั้น เป็นเพียงการแสดงของเงา
โลกอันหลอกลวงนี้เป็นเพียงวิทยากลแห่งดวงจิตอมตะ
เมื่อมองย้อนกลับเข้าไปในพฤติภาพของจิตภายใน
ธรรมชาติอันปราศจากวัตถุรูป คือจิตภาวะนี้ เป็นสิ่งที่ว่างเปล่าไร้แก่นสารโดยแท้จริง
ด้วยการเฝ้าบำเพ็ญเพียรอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด
ด้วยความเมตตาของบรรดาคณาจารย์
ด้วยคำสอนของท่านนาโรปะ ผู้ยิ่งใหญ่
ความกระจ่างแจ้งในภายในถึงพุทธภาวะ
ย่อมเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนา
ด้วยความกรุณาแห่งคำสอนของท่านอาจารย์
ความล้ำลึกในภายในได้ถูกเปิดเผยแจ่มแจ้งออกมา
ด้วยการปฏิบัติในความเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอด้วยสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์
พลังอันสดชื่นแห่งปีติปราโมทย์ได้ถูกสั่งสมขึ้นมิใช่หรือ
ปรีชาญาณอันละเอียดลออลึกซึ้งได้ถูกตระหนักชัดขึ้นมิใช่หรือ
ในโลกภายนอก อาตมาย่อมไม่หวั่นไหวต่อสรรพสิ่งอันเป็นมายาทั้งปวง
แด่คำสอนยิ่งใหญ่อันเป็นไปในภายในและแด่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งมวล
เมื่อบุคคลเฝ้าสอบความคิดและตรวจตราดวงจิตของตนเองถึงภาวะดั้งเดิมของมัน
มโนสังขาร อันเป็นเพียงความนึกคิดที่เป็นมายาของเขา
ย่อมสูญสลายไปในอาณาจักรแห่งพระธรรมธาตุ
บุคคลผู้ทุกข์และความทุกข์ย่อมปลาสนาการไปสิ้น
การศึกษาในพระสูตรทั้งมวล ก็สอนพวกเราทั้งหลายเพียงเท่านี้
</CENTER>
หัวหน้าปีศาจและลูกน้อง ต่างน้อมศีรษะลงกราบท่านมิลาเรปะหลายครั้ง มันพากันสัญญาที่จะนำอาหารมาถวายท่าน และจากนั้น ได้พากันอันตรธานไปดุจสายรุ้งเลือนหายไปจากท้องฟ้าฉะนั้น
วันรุ่งขึ้น ในยามรุ่งอรุณ อมนุษย์ พาโร นำอมนุษย์เพศหญิงซึ่งนุ่งห่มอย่างดี พร้อมด้วยบริวารจำนวนมากมาย พากันถืออาหารที่ใส่ในภาชนะที่ทำจากอัญมณี มาถวายท่าน และพากันปฏิญาณตนที่จะเชื่อฟังท่านตลอดไป พวกเขาพากันก้มลงกราบท่านหลายครั้ง แล้วอันตรธานไป มีอมนุษย์ตนหนึ่งที่มาร่วมในที่นั้นด้วย ชื่อ จาโบตัน เป็นหัวหน้าของเหล่าเทพหลายองค์
ด้วยประสบการณ์ทางวิญญาณในครั้งนี้ ท่านประสบความก้าวหน้าทางจิตเป็นอย่างมาก ท่านพำนักอยู่ ณ สถานที่นั้นร่วมเดือน
ต่อมาท่านออกเดินทางไปยังลาชิ ระหว่างทางท่านแวะที ณ สวนสนอันสวยงาม ที่ใจกลางสวน มีศิลาก้อนใหญ่โผล่ขึ้นมา เมื่อท่านขึ้นไปนั่งบนหินก้อนนั้นได้พักหนึ่ง ก็มีเทพธิดาเป็นจำนวนมาก ปรากฏกายขึ้น และถวายอาหารแก่ท่าน เทพธิดาองค์หนึ่ง ได้ประทับรอยเท้าทั้งคู่ลงบนก้อนหิน และอันตรธานไปดุจสายรุ้งเลือนหายไปจากท้องฟ้าฉะนั้น
เมื่อท่านมิลาเรปะ เข้ามาถึงกลางทุ่งราบ อมนุษย์ พาโร ได้กลับมาต้อนรับท่านอีก โดยจัดอาสนะให้ท่านนั่งพร้อมทั้งคอยปรนนิบัติรับใช้ และได้อาราธนาขอให้ท่านแสดงธรรมโปรดตนด้วย ท่านมิลาเปะได้แสดงธรรมว่าด้วยเรื่องกรรมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนในที่สุด อมนุษย์ พาโร ได้หลอมละลายตนเองเข้าไปในศิลาก้อนใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า
ท่านมิลาเรปะพำนักอยู่กลางทุ่งราบอย่างผาสุกร่วมเดือน จากนั้นจึงเดินทางไป นยานันชามา ท่านบอกผู้คนที่นั่นว่า ท่านได้ทำให้ดินแดนอันชั่วร้ายกลับกลายเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านสัญญากับชาวบ้านว่า ท่านจะกลับมาบำเพ็ญสมณธรรมยังสถานที่แห่งนี้อีกในไม่ช้า ผู้คนในหมู่บ้านพากันให้ความศรัทธาในตัวท่านเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
นี้คือเรื่องเล่าขานในการจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
มดเอ๊ก
06-18-2007, 04:32 PM
<CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER>http://www.samyeling.org/Library/Photos/2005/Helen/StupaSnow500Webi.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER>บทที่ 3.ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย</CENTER>
<BG>เสียงเลื่องลือถึงการปราบภูตผีปีศาจที่ดุร้าย ของท่านมิลาเรปะ อันเป็นผลมาจากการเยือนดินแดนของภูเขาหิมะลาชิ ทำให้ชาวบ้านนะยานันจำนวนมาก พากันปฏิญาณตนเป็นอุบาสกอุบาสิกาในบวรพุทธศาสนา อุบาสิกาเวอโมผู้ศึกษาพระธรรมด้วยความศรัทธาอย่างล้ำลึก ถึงกับปรารภที่จะยกบุตรชายชื่อ จูปูวา ให้เป็นผู้อุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิดท่าน มิลาเรปะ
</BG>
<BG>ท่านมิลาเปะถูกชาวบ้านอาราธนาให้พำนักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนยานันชามา โยมอุปัฏฐากของท่านคืออุบาสิกาชินดอโม เมื่อได้พำนักอยู่ในหมู่บ้านนะยานัน ชั่วระยะเวลาพอสมควร กลิ่นไออันร่านทุรนแห่งโลกียวิสัย ทำให้ท่านมิลาเรปะ บอกอำลาชาวบ้านเพื่อออกจาริกธุดงค์ต่อไปยังภูเขาหิมะลาชิ
</BG>
<BG>ชาวบ้านได้พากันอาราธนาให้ท่านเลื่อนกำหนดเดินทางไปจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ พระคุณเจ้า เพื่อเห็นแก่ประโยชน์สุขของพวกเรา ขอท่านจงได้พำนักอยู่ในหมู่บ้านต่อไปจนตลอดฤดูหนาว เพื่อสั่งสอนพวกเราด้วยเถิด ท่านสามารถปราบเหล่าอมนุษย์เมื่อใดก็ได้ ในฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะพร้อมบริบูรณ์สำหรับการจาริกธุดงค์ของท่าน พระดุนบาชาจากูนาและชินดอโม วิงวอนท่านว่า ฤดูหนาวกำลังมาถึง ย่อมเป็นอุปสรรคอย่างมากในการเดินทางบนภูเขาหิมะ ได้โปรดเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนเถิด
</BG>
<BG>ท่าน มิลาเรปะ ได้กล่าวปฏิเสธคำอาราธนาของชาวบ้าน ท่านตั้งใจแน่นอนแล้วว่าจะออกเดินทาง และได้กล่าวแก่ชาวบ้านว่า อาตมาเป็นบุตรผู้สืบมรดกทางธรรมของท่านนาโรปะ อาตมาย่อมไม่หวาดหวั่นต่อความยากลำบากและพายุร้ายบนภูเขาหิมะ สำหรับอาตมา การพำนักอาศัยนานๆในหมู่บ้าน เป็นเรื่องเลวร้ายเอามากๆ ยิ่งเสียกว่าความตาย ประกอบกับท่านอาจารย์มาระปะได้กำชับให้อาตมาหลีกเลี่ยงการถูกรบกวนจากโลกีย์วิสัย และให้อาตมาพยายามแสวงหาสถานที่สงบสงัดเพื่ออุทิศตนให้แก่การปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง
</BG>
<BG>ดุนบาชาจากูนา ชินดอโม และชาวบ้านหลายคน ได้ตระเตรียมเสบียงอาหารและปัจจัยที่จำเป็นในการเดินทาง มาถวายท่าน สานุศิษย์หกคนได้ติดตามมาส่งท่านถึงเดรลูนจูมู และต้องเผชิญกับพายุหิมะตลอดการเดินทางกลับหมู่บ้าน หิมะได้ตกติดต่อกันนานถึงสิบแปดวันเต็มๆ เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองดริน กับ นะยานัน ใช้สัญจรไปมาไม่ได้ถึงหกเดือนเต็ม เหล่าสานุศิษย์ทั้งหมด เชื่อแน่ว่าท่านมิลาเรปะ คงจะต้องมรณภาพอยู่ท่ามกลางพายุหิมะอย่างแน่นอน พวกเขาได้ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน เพื่อเป็นการระลึกถึงท่าน
</BG>
<BG>เมื่อเริ่มฤดูใบไม้ผลิ สานุศิษย์กลุ่มหนึ่งได้ชักชวนกันออกค้นหาซากศพของท่านมิลาเรปะ ขณะนั่งพักเหนื่อยในระหว่างการเดินทาง ได้มีเสือดาวภูเขาตัวหนึ่ง ปรากฏกายยืนผงาดให้เห็นอยู่บนหินก้อนใหญ่ในระยะไม่ไกลนัก สักครู่ก็อันตรธานไป บรรดาสานุศิษย์ต่างแน่ใจว่าคงไม่มีโอกาสได้พบซากศพของท่านมิลาเรปะ เป็นแน่ นอกจากอาจมีชิ้นส่วนของเสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่หลงเหลืออยู่บ้าง บางคนถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียใจต่อชะตากรรมของท่านมิลาเรปะ ครั้นเมื่อเข้ามาถึงเดรลูนจูมู ทุกคนก็ต้องประหลาดใจที่ได้ยินเสียงของท่านมิลาเรปะ กล่าวทักทายพวกตนออกมาจากในถ้ำ โดยถามว่าทำไมจึงใช้เวลาในการเดินทางมากนัก เพราะท่านได้แลเห็นว่ามาถึงบริเวณตีนเขาตั้งนานแล้ว</BG>
<BG>บรรดาสานุศิษย์ต่างแสดงความยินดีปรีดากันอย่างเหลือที่จะกล่าว ได้เข้าไปก้มกราบคารวะท่าน และเริ่มต้นผลัดกันซักถามถึงความเป็นอยู่ของท่าน ดุนบาชาจากูนา ได้แสดงความเห็นส่วนตนโดยเชื่อว่าท่านมิลาเรปะ ล่วงรู้ถึงการเดินทางมาของพวกตนโดยตลอด และได้เล่าให้ท่านฟังถึงการพบเสือดาวภูเขาระหว่างเดินทาง ท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวว่าท่านนั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่และสามารถเห็นการเดินทางมาของสานุศิษย์โดยตลอด เสือดาวภูเขาที่พบเห็นนั้น เป็นการแสดงอภิญญาของท่าน โดยอาศัยการบังคับปรากฏการณ์ซึ่งเกิดจากการปรุงแต่งของธาตุทั้งสี่ ท่านได้กำชับมิให้นำเรื่องเช่นนี้ไปโจษขานกัน เพราะท่านจะแสดงเป็นครั้งคราวให้เฉพาะศิษย์ที่มีภูมิธรรมพอสมควรดูเท่านั้น ชินดอโม ได้แสดงความประหลาดใจกับสุขภาพและพลานามัยอันสมบูรณ์ของท่านมิลาเรปะ เพราะไม่เห็นลู่ทางใดๆที่ท่านจะสามารถหาอาหารมาบริโภค ในสถานที่ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยหิมะได้
</BG>
<BG>ท่าน มิลาเรปะ ได้อธิบายว่า ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในสมาธิ และในบางครั้ง ท่านก็ได้รับการอนุเคราะห์จากเทพธิดา โดยปรกติท่านบริโภคแป้งครั้งละเพียงแค่ติดปลายช้อนเท่าที่จำเป็นอยู่เสมอ ท่านได้เล่าถึงการเห็นภาพนิมิตของบรรดาสานุศิษย์ อยู่ล้อมรอบและถวายอาหารแก่ท่านในวันปลายเดือนที่มีอาชาเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งตรงกับวันที่บรรดาศิษย์ของท่านร่วมใจกันทำพิธีแผ่ส่วนกุศลให้ท่านโดยเข้าใจว่าท่านมรณะภาพแล้วพอดี
</BG>
ท่านมิลาเรปะได้กล่าวแนะนำว่าการอุทิศส่วนบุญให้ผู้ตายจะเป็นผลในระหว่างยังเป็นวิญญาณสัมภเวสีเท่านั้น
<BG>การเรียนรู้เข้าใจถึงจิตวิญญาณอันเป็นปัจจุบันธรรมย่อมมีประโยชน์มากกว่า จากนั้นท่านถูกนิมนต์ให้กลับหมู่บ้าน ท่านกล่าวปฏิเสธว่า อาตมาผาสุกมากในการพักอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ การบำเพ็ญสมาธิของอาตมามีความก้าวหน้าดี อาตมาขออยู่ต่อ พวกเธอจงกลับไปเถิด โดยไม่ต้องมีอาตมาไปด้วย บรรดาสานุศิษย์พากันไม่ยอมโดยอ้างว่า ถ้าพระคุณเจ้าไม่กลับลงไปคราวนี้ รับรองได้ว่าชาวบ้านนยานันจะต้องก่นด่าพวกเรา ที่ปล่อยให้ท่านมรณภาพอย่างโดดเดี่ยว ณ สถานที่แห่งนี้ คำสาปแช่งต่างๆนาๆจะต้องท่วมทับพวกเราอย่างไม่ต้องสงสัยเลย อุบาสิกาเวอโมออดอ้อนขึ้นมาบ้างว่า ถ้าท่านไม่ไป เราก็จะอุ้มท่านไป หรือไม่ก็นั่งคอยอยู่ที่นี่จนกว่าพวกเราจะตาย ในที่สุดท่านมิลาเรปะต้องยอมรับนิมนต์กลับหมู่บ้าน พร้อมบรรดาสานุศิษย์
</BG>
<BG>สานุศิษย์พากันรื่นเริงและกล่าวแก่ท่านว่า พวกเทพธิดาไม่ต้องการพระคุณเจ้าดอก พวกเราสิต้องการพระคุณเจ้า ขอให้พวกเราได้แสดงอวดพวกเทพธิดาสักหน่อยเถิดว่า พวกเราสามารถพิชิตหิมะได้โดยไม่ต้องมีรองเท้ากันหิมะ
</BG>
<BG>ในเช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดมุ่งเดินทางสู่ นยานัน ท่านชินดอโม เดินทางร่วงหน้าไปก่อน เพื่อนำข่าวดีที่ท่านมิลาเรปะยังมีชีวิตอยู่และกำลังจะกลับมานยานัน ไปบอกชาวบ้าน
</BG>
<BG>เมื่อทั้งหมดเข้ามาใกล้หมู่บ้าน ท่านมิลาเรปะและสานุศิษย์ มาถึงลานหินกว้างที่ชาวนาใช้นวดและฟาดข้าว ข่าวการมาถึงของท่านมิลาเรปะที่แพร่กระจายไปในหมู่ชาวบ้าน ทำให้ทั้ง ผู้เฒ่า ผู้แก่ ชายหนุ่ม หญิงสาว เด็กเล็ก พากันยกโขยงแห่กันมานมัสการท่าน ส่งเสียงจ้อกแจจอแจ บ้างก็ร้องอุทาน บ้างก็ถามถึงทุกข์สุขของท่าน บ้างก็เปล่งสาธุการ และต่างพากันก้มลงกราบคารวะท่าน......ท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวโศลกขึ้นว่า</BG>
<CENTER>ภายใต้แผ่นฟ้ากว้างในวันอันแจ่มใสเช่นนี้
ท่านทั้งหลายและอาตมา มิลาเรปะ ได้พบกันอีกวาระหนึ่ง
ก่อนที่ชีวิตอันไม่ยั่งยืนในโลกนี้จะสิ้นสุดลง
อาตมาจะได้เล่าให้ท่านทั้งหลายฟังถึงความเป็นไปที่ผ่านมาเมื่อฤดูหนาวที่เพิ่งจะสิ้นสุดลงนี้
โปรดตั้งใจสดับรับฟัง
เมื่อปลายปีขานก่อนที่ปีเถาะจะเริ่มขึ้น แรงบันดาลใจที่จะปลดปล่อยตนเองจากสังสารวัฏ
ได้บังเกิดขึ้นภายในดวงใจของอาตมาอย่างรุนแรง
อาตมาได้จาริกธุดงค์มายังภูเขาหิมะ ลาชิ ดูเหมือนว่าฟ้าและดินจะได้ร่วมรับรู้ด้วย
ขณะที่พายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง กระแสน้ำก็ไหลเชี่ยวกราก
หมู่เมฆก่อรวมตัวกันเข้ามาจากทุกสารทิศ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ถูกบดบังจนมืดมิด
กลุ่มดาวทั้งยี่สิบแปดดวงดูคล้ายจะหยุดโคจร ทางช้างเผือกเหมือนถูกตรึงไว้กับห้วงเวหา
ดาวพระเคราะห์ทั้งแปด เป็นดั่งถูกผูกร้อยด้วยโซ่ตรวน
ห้วงนภากาศถูกหุ้มห่อด้วยไอหนาของหมอกควัน
ท่ามกลางแสงสลัวๆ หิมะโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายติดต่อกันตลอดเก้าวันเก้าคืน
หลังจากนั้นก็กระหน่ำซ้ำเติมลงมาอีกระลอกหนึ่ง โดยตกติดต่อกันสิบแปดวันเต็ม
ก้อนหิมะใหญ่โตจนดูละม้ายถุงใส่ขนสัตว์ ล่วงหล่นลงมาดังหมู่นกที่ถลาร่อนสู่พื้นดิน
หนาแน่นเบียดเสียดกันดังฝูงผึ้ง บรรดาเศษฟองฝอยกระเซ็นเหมือนเส้นใยในเครื่องปั่นด้าย
เล็กละเอียดเท่าเมล็ดถั่ว ปลิวว่อนล่องลอยไปดุจปุยฝ้าย
หิมะตกหนักจนไม่มีใครสามารถวัดปริมาณของมันได้
ปกคลุมทั่วขุนเขาและท่วมทับขึ้นไปถึงยอดที่เสียดแทงเข้าไปในท้องฟ้า
มันห่อหุ้มกดทับหมู่ไม้ใหญ่น้อยทั้งมวล
ขุนเขาซึ่งเคยดูดำทะมึนเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน
ทะเลสาบกลายสภาพเป็นลานน้ำแข็ง
หยดน้ำเกาะรวมตัวกันเป็นก้อนติดอยู่ใต้ชะง่อนหินผา
ฤทธิ์เดชของหิมะมากมายจนถึงกับทำให้เหล่าอันธพาลต้องละเลิกการรบกวนผู้คน
หมู่สัตว์ในป่าและท้องทุ่งพากันอดอยาก
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหุบเขาถูกทอดทิ้งอย่างน่าเวทนา
ทุกข์ทรมานด้วยความหิวโหยและสิ้นกำลัง
นกที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ก็พากันได้รับความหายนะ
สัตว์ที่อยู่ในรูต้องกบดานอยู่ใต้พื้นดิน
ท่ามกลางทุพภิกขภัยอันใหญ่หลวงนี้ อาตมาคงสงบนิ่งอยู่ในสถานที่อันวิเวก
พายุหิมะปลายฤดูกักขังอาตมาไว้ในภูเขา
การดำรงอยู่ในสมาธิที่เป็นการต่อสู้ซึ่งมีความตายเป็นเดิมพันนั้น
ไม่ได้ผิดอะไรกับนักรบที่กำลังฟาดฟันกันด้วยดาบอันแหลมคมในสมรภูมิเลย
อาตมาผ่านวิกฤติการณ์อันแสนลำเค็ญนี้มาได้
เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ผู้บำเพ็ญตบะธรรมทั้งมวล
อำนาจแห่งการสามารถปลุกเร้าเตโชธาตุขึ้นต่อสู้กับความหนาวเย็น
ได้ปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์พยาน
ด้วยความรู้แจ้งต่อธรรมชาติของมหาภูติรูปทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
พลังปราณทั้งเย็นและร้อนประสานกันกลายเป็นโอสถขนานวิเศษ
ด้วยพลังอำนาจแห่งวาโยกสิณ พายุร้ายจึงสงบลง
แม้แต่กองทัพของเทพยดาก็ไม่อาจมีชัยเช่นเดียวกับอาตมาได้
ถ้าเธอเชื่อเรื่องราวที่อาตมาได้เล่าให้ฟังนี้ ก็จงได้รับรู้ถึงคำพยากรณ์ของอาตมา
คำสอนชนิดที่เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความตระหนักชัดโดยไม่รั้งรอ
จะรุ่งเรืองและแพร่หลายกว้างไกลออกไป จะมีพระอรหันต์ขีณาสพปรากฏขึ้นในโลก
ชื่อเสียงของมิลาเรปะ จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
สานุศิษย์ของท่านจะได้รับการเคารพบูชาและกล่าวขวัญถึงในอนาคต
เพื่อตอบคำถามของพวกเธอเกี่ยวกับสุขภาพของอาตมา
อาตมาขอบอกให้ทราบทั่วกันว่า อาตมาแข็งแรงดี
สานุศิษย์ที่รัก พวกเธอทั้งหลายเล่า สุขสบายกันดีอยู่ฤาหนอ</CENTER>
<BG>คำบอกเล่าอันร่าเริงของท่านมิลาเรปะ ดลใจให้ชาวบ้านพากันเกิดปีติปราโมทย์ บ้างถึงกับจับกลุ่มกันร้องรำทำเพลง ท่านมิลาเรปะได้เข้าร่วมสนุกสนานกับชาวบ้านด้วย รอยเท้าและรอยมือของท่านมิลาเรปะ ถูกประทับลงบนลานหินเหมือนกับแกะสลักขึ้นมา ต่อมาลานหินแห่งนี้ถูกขนานนามว่า ลานระบำหินสีขาว
<BG>จากนั้นชาวบ้านได้แห่แหนท่านมิลาเรปะกลับสู่หมู่บ้านนยานันชามา ชาวบ้านต่างพากันคอยรับใช้และปรนนิบัติท่าน อุบาสิกาเลซีบุมกล่าวว่า พระคุณเจ้ามิลาเรปะเจ้าคะ ไม่มีอะไรที่พวกเราจะยินดีเท่ากับการได้รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่และกำลังกลับมาสู่หมู่บ้านของเราอย่างปลอดภัย สีหน้าและแววตาของพระคุณเจ้า แจ่มใสเปล่งปลั่งกว่าที่แล้วมา ดูท่านแข็งแรงและเบิกบานใจ ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเทพธิดาพากันปรนนิบัติดูแลท่าน ในดินแดนอันสงบสงัดใช่หรือไม่หนอ?
<CENTER>ขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบคารวะ ณ เบื้องบาทท่านอาจารย์มาระปะ
เทพธิดาทั้งหลายก็มาร่วมอวยพรชัย
น้ำอมฤตแห่งสายธารธรรมก็หลั่งรินลงมาอย่างสมบูรณ์
การสำรวมอินทรีย์ปฏิบัติในศีลอันยิ่ง ได้ปลูกฝังพืชพันธ์แห่งการรู้แจ้งลงในดวงจิต
ด้วยการปฏิบัติอย่างจริงใจและซื่อตรง ญาณทัศนะทั้งหลายก็ถูกบ่มเพาะให้ปรากฏออกมา
เมื่อเห็นแจ้งในปัจจุบันขณะ อาตมาพบความว่างเปล่าที่ละเอียดยิ่งกว่าปรมาณู
เมื่อไม่มีผู้กำหนดหมายและปราศจากการปรุงแต่งกำหนดหมายโดยสิ้นเชิงนั่นแหละ
ลักษณะสภาวะทั้งปวงจึงแสดงธรรมชาติตามที่เป็นจริง
ในสายธารแห่งการตรัสรู้ ย่อมไม่มีเวทีที่จะแสดงตน
ความพากเพียรอุตสาหะจะได้หยั่งลึกลงไป
เมื่อตระหนักชัดว่าผู้แสดงและการแสดงเป็นเพียงมายาไม่มีอยู่จริง
ในอาณาจักรแห่งความหลุดพ้นอันมีเอกสภาวะเดียว
อาตมาได้แลเห็นสุญตภาวะของสรรพสิ่ง
เมื่อตัวแสดงและการแสดงสิ้นสุดลง ความหยั่งรู้ในสภาวธรรมจึงเป็นไปตามที่เป็นจริง
ความยึดมั่นถือมั่นสูญสลายไปในธรรมธาตุ
โลกธรรมทั้งแปดประการ ไม่นำความหวังและความหวั่นไหวมาให้อีกต่อไป
เมื่อความกังวลกับศีลและการต้องคอยระวังรักษาศีลลดหายลง
อาบัติเศร้าหมองต่างๆจึงถูกสังเกตเห็นได้ชัดเจนถึงที่สุด
ด้วยความรู้ที่ว่าจิตนี้คือธรรมกายอันสมบูรณ์แห่งพุทธะ
ด้วยการมอบชีวิตนี้เพื่อรับใช้มวลมนุษยชาติอย่างไม่เคลือบแคลงสงสัยใดๆ
ไม่มีตัวตนผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ พระธรรมชาติเจ้าเท่านั้นคือผู้ดำเนินไป
เพื่อตอบคำถามของบรรดาสานุศิษย์นี้เป็นธรรมคีตาอันผาสุกที่ชายชราขับขาน
ความสงบเย็นได้ปกคลุมลงบนวิหารแห่งการปฏิบัติธรรมของอาตมา
น้ำในแอ่งบนยอดเขา ใสบริสุทธิ์สะอาด บังเกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ
หมดความจำเป็นที่จะต้องสร้างต้องก่ออีกต่อไปในเมื่อไม่มีความกระหายอยากหลงเหลืออยู่
ยุ้งฉางของอาตมาเต็มเปี่ยมอยู่เสมอโดยไม่ต้องตระเตรียมสะสมให้ลำบากยุ่งยาก
ด้วยการตรวจสอบความคิดและเฝ้าสังเกตดวงจิตของอาตมาอยู่เป็นนิจ
ความแจ่มแจ้งทั้งหลายก็ปรากฏออกมา
ด้วยการนั่งลงในที่อันต่ำต้อยไร้ความหยิ่งผยองลำพองตนไร้มานะทิฐิ
ทำให้อาตมาได้บรรลุถึงบัลลังก์อันสูงส่งงดงาม
ความสำเร็จทั้งมวลนี้เกิดแต่ความปรารถนาของท่านอาจารย์
อาตมาขอสนองคุณในความเอื้ออารีนี้ด้วยปฏิบัติบูชา
ท่านสาธุชนทั้งหลายที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้
ขอจงได้ปฏิบัติบำเพ็ญด้วยความซื่อตรง
และเต็มเปี่ยมไปด้วยความผาสุกโดยทั่วหน้ากันทุกๆคน..
</CENTER>
<BG>ดุนบาชาจากูนา ก้มลงกราบท่าน และกล่าวว่า ช่างมหัศจรรย์และน่ายินดีมากจริงๆ ที่หิมะมากมายไม่ได้ทำอันตรายท่าน พวกเราสานุศิษย์สามารถร่วมเดินทางกลับมากับท่านถึงหมู่บ้านได้โดยปลอดภัย ช่างผาสุกอะไรเช่นนี้หนอ ที่บรรดาสานุศิษย์ได้พบคุรุของเขาทั้งหลาย พวกเราจะยินดีมาก ถ้าท่านจะได้เมตตาสอนธรรมะ โดยเล่าถึงประสบการณ์แห่งการบำเพ็ญสมาธิภาวนาในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา เป็นของกำนัลสำหรับพวกเรา
<BG>ท่านมิลาเรปะได้แสดงธรรมคีตา หกสาระสำคัญ แห่งประสบการณ์ในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา เพื่อเป็นของกำนัลแก่บรรดาสานุศิษย์ของท่าน ตามคำอาราธนาของชาจากูนา ว่า
<CENTER>ขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบคารวะท่านอาจารย์ ด้วย กาย วจี และ มโน อันสมบูรณ์
เย็นวันนี้ ตามคำอาราธนาของ อุบาสก ชาจากูนา และโยมอุปัฏฐาก ดอโมส
อาตมาจะได้เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ขณะบำเพ็ญเพียร
อาตมาผู้มาจากแดนไกลโพ้น พร้อมด้วยดวงจิตอันบริสุทธิ์
ศีลอันสะอาดหมดจดแห่งพระธรรมวินัย รวมอาตมาและท่านทั้งหลายไว้ ณ สถานที่นี้
ท่านสาธุชนทั้งหลาย สิ่งที่ท่านต้องการเรียนรู้
จะได้ถูกถ่ายทอดเป็นของกำนัลในการมาเยือนของอาตมา
อาตมาได้สละโลกมาช้านานแล้ว และรู้สึกสังเวชสลดใจกับมันเสมอมา
อาตมาได้มายังภูเขาลาชิ เพื่ออยู่เดียวดายในถ้ำแห่งการบำเพ็ญเพียรเผากิเลสมาร
รวมเวลาหกเดือนเต็ม ประสบการณ์ในการบำเพ็ญเพียรจึงเริ่มขยายตัวออก
ซึ่งอาตมาจะได้แสดงให้ฟัง ณ บัดนี้ ถึงแก่นสารสาระหกประการ
ลำดับแรก อุปมาหกอย่างถึงปรากฏการณ์ภายนอกทั้งหลาย
ลำดับที่สอง ข้อผิดพลาดในภายในหกประการ ที่บุคคลควรได้พิจารณาอย่างระมัดระวัง
ลำดับที่สาม เชือกหกเส้น ที่ผูกร้อยรัดพวกเราไว้กับสังสารวัฏ
ลำดับที่สี่ หกเส้นทางสู่การบรรลุถึงความอิสระหลุดพ้น
ลำดับที่ห้า แก่นสารสาระหกประการแห่งความรู้เห็น ที่ทำให้เกิดศรัทธาอันมั่นคง
ลำดับที่หก ประสบการณ์แห่งปิติสุขทั้งหก ในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
ถ้าบุคคลไม่ได้ใส่ใจจดจำอรรถธรรมนี้ไว้ให้ดีแล้วไซร้
ย่อมไม่มีความประทับใจใดๆหลงเหลืออยู่ในดวงจิต
จงได้ตั้งใจสดับถ้อยคำสาธยายของอาตมาให้จงดีเถิด
ถ้ายังมีสิ่งกีดขวาง ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสุญญากาศ
ถ้ายังนับจำนวนได้ ไม่อาจเรียกว่าหมู่ดาว
ไม่มีใครเรียกมันว่าภูเขาถ้ามันเคลื่อนไหวโยกโคลงได้
มันย่อมไม่ใช่มหาสมุทรถ้ายังล้นหรือหืดแห้งได้
ไม่เรียกว่านักว่ายน้ำถ้ายังต้องการสะพาน
มันย่อมไม่ใช่สายรุ้งถ้าสามารถจับต้องได้
เหล่านี้คือประสบการณ์ภายนอกหกอย่าง
เมื่อมีขอบเขตจำกัดของคำพูดอธิบาย ความเข้าใจย่อมมีขอบเขตอันจำกัดด้วย
ความหลับสนิทไม่ใช่สมาธิ
การยอมรับหรือการปฏิเสธ มิใช่การดำรงจิตไว้อย่างถูกต้อง
สายธารของความคิดที่หลั่งไหลไม่หยุดหย่อน ไม่ใช่การบำเพ็ญวิปัสสนา
ถ้ายังมีทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกอยู่ นั่นไม่ใช่ปรีชาญาณ
ถ้ายังมีเกิดตาย นั่นไม่ใช่พุทธะ
เหล่านี้คือข้อผิดพลาดภายในทั้งหกประการ
ผู้ที่อยู่ในขุมนรกอเวจีถูกครอบงำด้วยความชัง
เปรตผู้หิวโหยร้อนรนด้วยความกระหายอยาก
สัตว์เดรัจฉานถูกห่อหุ้มด้วยความมืดบอด
ปุถุชนถูกร้อยรัดด้วยกามตัณหา
อสุรกายหดหู่อยู่ด้วยความริษยา
ผู้หมกมุ่นสยบจมอยู่ในสวรรค์ด้วยการได้สมใจอยาก
ดำเนินไปด้วยความหยิ่งลำพองและถือตน
ทั้งหกประการนี้คืออุปสรรคแห่งการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ
ด้วยการมีสัญชาติแห่งความเป็นคนตรง
ด้วยการมอบศรัทธาให้แก่อาจารย์ผู้ชาญฉลาดและเข้มงวด
ด้วยการเพ่งโทษตนเองอยู่เป็นนิจ
ด้วยการไม่คลุกคลีด้วยหมู่
ด้วยการเฝ้าตรวจสอบจิตใจของตนอยู่เสมอ
ด้วยการเพ่งเพียรเผากิเลสไม่ท้อถอย
นี้คือหนทางทั้งหกสู่ความอิสระหลุดพ้น
ปรีชาญาณที่บังเกิดขึ้นในภายในคืออาณาจักรดั้งเดิม
เมื่อปราศจากทั้งภายนอกและภายใน นั่นคือการมีสติมั่นคง
เมื่อไม่มีความสว่างหรือความมืด นั่นคือโลกแห่งการรู้แจ้งในภายใน
แทรกซึมและปกแผ่อยู่ในทุกกาลสถาน คืออาณาจักรแห่งพระธรรม
รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง จึงบังเกิดขึ้นเป็นสังขตธรรม
ความไม่แปรผันเป็นนิจนิรันดรคืออสังขตธรรม
เมื่อปราศจากกิเลสนิวรณ์ ย่อมเป็นประสบการณ์อันสำคัญ
เหล่านี้คือความรู้เห็นที่เป็นแก่นสารสาระหกประการ ที่ไม่เคยผันแปร
เมื่อความรุ่มร้อนด้วยเพลิงกิเลสกำลังสูญสลายไป
เมื่อก้าวเคลื่อนดำเนินไปด้วยมัชฌิมาปฏิปทา
เมื่ออสังขตธรรมปรากฏชัดแจ้งออกมา
เมื่อชำระมลทินทั้งหลายจนสิ้นเกลี้ยง
เมื่อความรักและความชังมอดมลายลงด้วยอุเบกขาธรรม
เมื่อเกิดความสละปล่อยวางอันนำความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์มาให้
เหล่านี้คือประสบการณ์อันผาสุกของสมณะ
เพื่อยังความปรีดามาสู่ท่านทั้งหลาย อาตมาได้แสดงถึงแก่นสารสาระทั้งหกประการ
ซึ่งเป็นประสบการณ์ในการบำเพ็ญเพียรระหว่างฤดูหนาวที่ผ่านมาของอาตมา
ขอให้สาธุชนที่มาร่วมชุมนุมกัน ณ ที่นี้ จงได้โปรดร่วมกันดื่มน้ำอมฤตแห่งคำสอนนี้
ด้วยความแช่มชื่นเบิกบานจงทุกๆคน
ขอให้ความปรารถนาอันบริสุทธิ์ของท่านทั้งหลาย จงสัมฤทธิ์ผล
นี้คือธรรมบรรยายที่แสนจะคร่ำครึ จากอาตมาผู้ชราภาพ แต่จงอย่ามองข้ามมันไปเลย
เพราะมันเป็นของกำนัลจากพระธรรมชาติเจ้า จงได้ดำเนินไปด้วยปีติเปี่ยมล้นในดวงใจ
บนเส้นทางแห่งคำสอนอันเป็นมงคลนี้</CENTER>
<BG>ชินดอโมได้อุทานออกมาว่า พระคุณเจ้า ช่างไม่ได้ต่างอะไรกับพระพุทธองค์ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต แต่อย่างใดเลย การได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่าน และเรียนรู้จากท่าน เป็นโอกาสที่หาได้ยาก ผู้ที่ไม่ศรัทธาในตัวท่าน นับว่าโง่เขลายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน
<BG>ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า มันอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไรนัก ที่ผู้คนจะมาศรัทธาในตัวอาตมา แต่การที่ท่านทั้งหลายได้เรือนกายอันมีค่าของมนุษย์ และได้เกิดมาในกาลสมัยและสถานที่ ซึ่งพระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ ย่อมนับได้ว่าเป็นความโง่เขลาอยู่มากทีเดียว ถ้าท่านทั้งหลายจะไม่พากันปฏิบัติธรรม .....ท่านมิลาเรปะได้กล่าวโศลกธรรมว่า
<CENTER>ขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบ ณ เบื้องบาทท่านอาจารย์มาระปะ
อาตมาผู้ปฏิญาณว่าได้ชัยชนะเหนือตนเอง
กำลังจะแสดงธรรมแก่ท่านทั้งหลายผู้เปี่ยมไปด้วยความภักดี
มันเป็นความหลงโง่งมอยู่เพียงใด ที่ท่านทั้งหลายยังคงเต็มไปด้วยความประมาทมัวเมา
เฝ้าประกอบแต่อกุศลธรรมอันก่อให้เกิดวิบากผลที่เป็นอันตราย
ทั้งๆที่พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ แผ่ซ่านปกคลุมอยู่รอบกายของท่านทั้งหลาย
มันเป็นความหลงโง่งมอยู่เพียงใด ที่ท่านทั้งหลาย ปล่อยให้วันเวลาในชีวิต
ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ไร้ความหมาย
ทั้งๆที่เรือนกายอันมีค่าของมนุษย์นี้ เป็นของกำนัลที่ได้มาโดยยาก
เป็นสิ่งที่น่าสังเวชน่าขบขันสักเพียงไร
ที่ท่านทั้งหลายยังคงพำนักอยู่ในอาณาจักรที่เต็มไปด้วยการจองจำกักขัง
และหลงใหลที่จะมีชีวิตผูกพันอยู่ในนั้น
เป็นสิ่งที่น่าขบขันสักเพียงไร
ที่ท่านทั้งหลาย ยังคงมัวแต่สาละวนทะเลาะเบาะแว้งอยู่กับภรรยาและญาติมิตร
ซึ่งโดยแท้ที่จริง เป็นเพียงผู้มาเยี่ยมเยียนเท่านั้น
มันเป็นความไร้สติสักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลาย มัวแต่สยบจมอยู่กับถ้อยคำสรรเสริญเยินยอ
อันไพเราะอ่อนหวาน ซึ่งโดยแท้ที่จริง เป็นเพียงเสียงที่ว่างเปล่าในความฝันเท่านั้น
มันเป็นความไร้สติสักเพียงไร
ที่ท่านทั้งหลายพากันละเลยกับชีวิตของตนเองโดยเอาแต่ต่อสู้กับศัตรูภายนอก
ซึ่งโดยแท้ที่จริง เป็นเพียงดอกไม้ที่บอบบางสลายง่ายมีสภาพไม่ยั่งยืน
มันเป็นความเขลาอยู่สักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลายผู้กำลังเดินทางไปสู่ความตายอยู่แท้ๆ
ยังเที่ยวแส่หาเรื่องทรมานตนด้วยความวิตกกังวลในเรื่องครอบครัว
ซึ่งโดยแท้ที่จริงเป็นเพียงสิ่งที่ผูกพันร้อยรัดให้ติดแน่นอยู่ในคฤหาสน์ของมายา
มันเป็นความเขลาอยู่สักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลาย ยังคงหลงยึดมั่นตระหนี่ในทรัพย์สินเงินทอง
ซึ่งที่แท้เป็นเพียงหนี้ที่กู้ยืมมาจากคนอื่นเท่านั้น
มันเป็นความหลงโง่งมอยู่สักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลาย
มัวแต่พากเพียรประดับประดาตกแต่งร่างกายของตน
ซึ่งโดยแท้ที่จริงแล้ว เป็นเพียงภาชนะที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลเท่านั้น
มันเป็นความหลงโง่งมอยู่สักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลายพากันครุ่นคิดจนประสาทตึงเครียด
เพื่อความร่ำรวยมั่งคั่งด้วยวัตถุปัจจัย จนลืมทอดทิ้งน้ำอมฤตแห่งคำสอนเรื่องภายใน
ในบรรดาปุถุชนผู้มืดบอดด้วยอวิชชาทั้งหลาย
ผู้มีปัญญาสำนึกตน ย่อมประพฤติธรรมเช่นเดียวกับอาตมา</CENTER>
<BG>ผู้คนที่อยู่ในที่ชุมนุมกล่าวต่อท่านมิลาเรปะว่า เราปลื้มปีติกับโศลกธรรมแห่งปรีชาญาณของท่านมาก แต่พวกเราไม่มีวันที่จะบรรลุถึงศักยภาพแห่งความวิริยะอุตสาหะและปัญญาญาณเช่นท่านได้ พวกเราคงทำได้เพียงแต่หลีกเลี่ยงสิ่งโง่ๆที่ท่านตักเตือน ความปรารถนาของพวกเรามีเพียงแต่การได้โอกาสพิเศษที่ท่านอยู่กับพวกเราต่อไป ซึ่งจะทำให้พวกเรามีโอกาสปรนนิบัติรับใช้ท่าน และได้ฟังคำสั่งสอนของท่าน และชีวิตอันไม่ยืนยงของพวกเรา อาจได้รับความคุ้มครองจากบารมีของท่าน
<BG>ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า เพื่อเป็นการแสดงความเคารพเชื่อฟังอาจารย์ของอาตมา อาตมาต้องบำเพ็ญเพียรที่ภูเขาหิมะลาชิ อาตมาอาจอยู่ที่นี่ได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจพำนักอาศัยอยู่ที่นี่ได้เหมือนกับที่ชาวโลกทำกัน ความไม่น่าเลื่อมไสและอกุศลจิต อาจเป็นผลติดตามมา ถ้าอาตมาอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย หลังจากนั้นท่านได้แสดงโศลกธรรมว่า
<CENTER>กราบคารวะท่านอาจารย์ มาระปะ ขอให้อุบาสกอุบาสิกาที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้
จงเป็นผู้มีศรัทธาอันซื่อตรงไร้มารยาต่อพระธรรมโดยไม่มีวันเสื่อมคลาย
เมื่อบุคคลอยู่ใกล้ชิดคลุกคลีกับมิตรของเขานานเกินไป
ความเบื่อหน่ายจะบังเกิดขึ้นในเวลาต่อมา
การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ นำไปสู่ความขัดเคืองและเกลียดชังเสมอ
ความต้องการอันไม่หยุดหย่อนและร่านทุรนของผู้คน
ย่อมนำพาไปสู่การเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
การปกป้องและแสวงหาผลประโยชน์ตามกิเลสตัณหาของมนุษย์
นำไปสู่การล่วงละเมิดศีลธรรม
การคบมิตรชั่ว นำไปสู่การกระทำอันเลว
คำพูดซื่อตรงอันเป็นความสัตย์จริง
อาจทำความยุ่งยากให้เกิดขึ้นได้ เมื่อนำมาเปิดเผยต่อชุมชน
การมัวแต่สาละวนถกเถียงกันด้วยเรื่องความถูกหรือความผิด
เป็นเพียงการช่วยเพิ่มศัตรูเท่านั้น
การยึดมั่นอย่างเอาเป็นเอาตายในลัทธินิกายที่ตนนับถือ
ล้วนนำไปสู่ความชั่วร้ายและพอกพูนบาปกรรม
การให้คำมั่นสัญญามากมาย ล้วนนำไปสู่ความอึดอัดขัดเคืองและคิดชั่ว
การเอร็ดอร่อยด้วยการบริโภคอาหารที่อยู่บนความตายของผู้อื่น
เป็นอกุศลกรรมซึ่งก่อวิบากที่เต็มไปด้วยพิษภัย
การเป็นอยู่แบบโลกๆ เป็นความต่ำทรามไร้สาระ
การเฝ้าคลุกคลีด้วยหมู่ ย่อมก่อให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยาม
อันนำไปสู่ความชิงชังและขัดแย้งในที่สุด
ผู้ที่ครอบครองบ้านหลายๆหลังนั้น ย่อมเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นเมื่อใกล้จะตาย
ความทุกข์ความคร่ำครวญอาลัยเป็นสภาพทนได้ยากในโลก
ผู้ปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับอาตมา จำเป็นต้องพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่อันสงบสงัดแต่ผู้เดียว
ท่านสาธุชนทั้งหลาย การสะสมกุศลธรรมเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์
การปรนนิบัติครูบาอาจารย์ นับเป็นความน่ายินดี อาตมาจะมาพบกับท่านทั้งหลายอีก
</CENTER>
บรรดาสานุศิษย์พากันกล่าวว่า เราไม่เคยที่จะเบื่อหน่ายต่อคำสอนของท่านเลย มีแต่ท่านเท่านั้นที่เบื่อหน่ายพวกเรา พวกเราตระหนักอยู่แล้วว่าการปรนนิบัติรับใช้ท่านไม่ว่าจะอบอุ่นเพียงใด เพื่อรบเร้าให้ท่านอยู่ที่นี่ต่อไป ย่อมหาประโยชน์ไม่ได้ พวกเราเพียงแต่หวังให้ท่านมาเยี่ยมเยียนพวกเราบ้างเป็นครั้งคราว
<BG>ชาวบ้านพากันร่วมถวายจตุปัจจัยแก่ท่านเป็นจำนวนมาก แต่ท่านมิได้รับไว้ ความศรัทธาต่อท่านมิลาเรปะ ได้หยั่งลงอย่างมั่นคงล้ำลึกในจิตใจของชาวบ้าน
มดเอ๊ก
06-18-2007, 04:39 PM
<CENTER> </CENTER><CENTER>http://www.aroter.org/shared/image/m/milarepa_th_298_435.jpg</CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER> </CENTER><CENTER>บทที่ 4 วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด(มารภายใน)</CENTER>
ท่านมิลาเรปะ ได้จากหมู่บ้านนะยานันไปพำนักบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำใกล้กับเมือง ลินบา เพดานถ้ำมีซอกหินเป็นโพรงขึ้นไปเบื้องบน ในยามดึกสงัดของคืนวันหนึ่ง บังเกิดเสียงดังคล้ายหินผาบนเพดานถ้ำกำลังแตกแยก เมื่อท่านพยายามเงี่ยหูลงฟังให้ถนัด เสียงก็กลับเงียบหายไป ขณะที่ท่านกำลังเข้าใจว่าประสาทหูของท่านคงจะฟั่นเฟือนไปเอง ก็ได้บังเกิดแสงสว่างนวลส่องเป็นลำยาวมาจากซอกหินที่เป็นต้นกำเนิดของเสียงประหลาด และฉับพลันก็ปรากฏภาพของชายในชุดสีแดงเพลิงนั่งมาบนหลังกวางสีดำสนิท โดยมีหญิงสาวสวยเดินนำหน้ามา ชายในชุดแดงได้แผ่ลมปราณมาปะทะท่าน มิลาเรปะ และได้อันตรธานไปพร้อมกับกวาง ณ ที่นั้นเอง ส่วนหญิงสาว ได้กลายร่างเป็นสุนัขจิ้งจอกมีขนสีแดงเพลิงและได้ตรงเข้ามาคาบเอาเท้าของท่าน มิลาเรปะ เอาไว้ ท่านมิลาเรปะ ได้หยั่งทราบด้วยญาณวิถีของท่านว่าเป็นการกระทำของเจ้าแม่ ดร๊อกสรินโม
<CENTER>อาตมาขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบคารวะท่านอาจารย์มาระปะ ผู้เต็มไปด้วยความกรุณา
เธอ ดร๊อกสรินโม เธอผู้มีเจตนาอันชั่วร้าย แห่งลินบาดร๊อก
เธอ ผู้เป็นเจ้าแม่ใจบาป ปรากฏกายอันน่าชังเพื่อหลอกหลอน
ด้วยความดูหมิ่นดูแคลน เธอมุ่งมาดที่จะทำร้ายอาตมาด้วยศาสตร์ที่ต่ำทราม
อาตมาเป็นสมณะผู้ไม่แสดงวจีทุจริต ด้วยสำเนียงอันไพเราะ
อาตมาย่อมกล่าวแสดงแต่วจีสุจริตที่เป็นสัจจธรรมเท่านั้น
ในห้วงเวหาอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ผลัดกันเปล่งรัศมีส่องสว่างไปทั่วพิภพ
พรชัยจากสุริยันและจันทรา นำความอิ่มอุดมมั่งคั่งมาให้
ลำแสงอันสว่างไสว ฉายออกมาจากทิพย์วิมานอันงดงามแห่งสรวงสวรรค์
บรรดาสรรพสัตว์ต่างมีโอกาสที่จะได้เห็นซึ่งกันและกัน
ดาวดวงอื่นๆไม่อาจโคจรมาทำอันตรายได้
ตราบที่ยังมีการโคจรหมุนเวียนไปทั่วทวีปทั้งสี่
ณ เบื้องทิศตะวันออกบนยอดภูเขาหิมะอันสูงชัน
ดาเซนกาโม นางพญาสิงโตราชินีแห่งขุนเขา ผู้นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์
เมื่อเธอปรากฏกายขึ้นเหนือขอบฟ้า จงอย่าได้ทำร้ายเธอด้วยพายุเลย
ณ เบื้องทิศใต้ ท่ามกลางป่าอันรกทึบเขียวขจี นางพญาเสือโคร่ง แด๊กโมริดร้า
นำความรุ่งเรืองมั่งคั่งมาสู่ป่า เมื่อเธอเยื้องย่างผ่านเส้นทางแคบๆที่อันตราย
จงอย่าได้ทำร้ายเธอด้วยหลุมพรางดักสัตว์เลย
ณ เบื้องทิศตะวันตก โดกานะยา นางพญามัจฉาแห่งทะเลสาบมาปาม อันมีสีเขียวคราม
เธอเป็นเจ้าแห่งการแหวกว่ายเริงระบำไปในสายน้ำด้วยท่วงท่าและแววตาอันสง่างาม
เมื่อเธอกำลังออกแสวงหาอาหาร จงอย่าได้ทำอันตรายเธอด้วยตะขอเหล็กเลย
ณ เบื้องทิศเหนือ ชาจากูโบ นางพญาแร้งแห่งหุบผาแดง
เธอเป็นราชินีแห่งบรรดานกทั้งปวง
นับว่าน่าประหลาด ที่เธอไม่เคยทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงเลย
เมื่อเธอบินร่อนอยู่เหนือขุนเขาเพื่อแสวงหาอาหาร
จงอย่าได้ทำร้ายเธอด้วยตาข่ายดักนกเลย
ในท้องถ้ำแห่ง ลินบา อาตมา มิลาเรปะ ได้นำความอิ่มอุดมมาให้
การปฏิเสธโลกียกรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ตนและผู้อื่น
ด้วยดวงจิตที่สว่างไสว อาตมาได้วีริยะเพื่อโพธิญาณในชีวิตนี้
อาตมาพากเพียรปฏิบัติธรรมโดยปราศจากความลังเลสงสัยใดๆ
ดร๊อกสรินโม จงอย่าได้ทำร้ายอาตมาเลย
จงได้ฟังโศลกธรรมต่อไปนี้ ซึ่งมีข้ออุปมาห้าอย่าง และมีความหมายหกประการ
มันเป็นธรรมคีตาที่มีความไพเราะ ดังเสียงจากสายซอทองคำ
ดร๊อกสรินโมเอย เจ้าเข้าใจอาตมาหรือไม่หนอ?
การประกอบกรรมอันลามก มีวิบากผลที่เป็นอันตราย
เธอไม่ควรจักส้องเสพอกุศลกรรม ใช่หรือไม่หนอ?
เธอไม่สมควรที่จักควบคุมความคิดอันชั่วร้ายและดวงจิตที่ต่ำทรามดอกหรือ?
ถ้าเธอไม่ได้เข้าใจว่า รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง
คือปรากฏการณ์มายาแห่งดวงจิตของบุคคล
ก็เป็นอันหมดหวังที่จะขจัดอวิชชาลง
ถ้าบุคคลไม่ได้ตระหนักชัดว่าธรรมชาติแห่งดวงจิตเป็นอนัตตา
เขาจะขจัดความชั่วร้ายโดยเด็ดขาดได้อย่างไร
เจ้าแม่ใจบาป อย่าได้ทำร้ายอาตมาเลย จงกลับสู่ที่พำนักของเธอเถิด</CENTER>
เจ้าแม่ดร๊อกสรินโมล่องหนหายตัวไปในทันใด แต่ยังคงเกาะกุมเท้าของท่านไว้ และเจรจาโต้ตอบว่า
..
<CENTER>โอ้หนอ ท่านผู้เป็นธรรมทายาทที่เต็มไปด้วยพรชัยจากสรวงสวรรค์
ท่านเป็นผู้อยู่โดดเดี่ยวอย่างเอกบุรุษด้วยความกล้าหาญและทรหดอดทน
ท่านเป็นนักบวชผู้ซึ่งดำเนินอยู่ในมรรคาสู่ความเป็นเอกภาพกับสรรพสิ่ง
ท่านเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนาผู้ซึ่งมีความสันโดษมักน้อย
ธรรมคีตาของท่าน คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ
การนำทองคำมาแลกเปลี่ยนกับทองเหลือง เป็นเรื่องที่น่าละอาย
ดิฉันไม่สมควรจักได้ถ่ายถอนบาปกรรมที่ดิฉันได้ก่อเอาไว้ดอกหรือ
ถ้าดิฉันไม่ยอมถ่ายถอนบาปกรรม
สิ่งที่ดิฉันได้เคยกล่าวเอาไว้ทั้งหมด ย่อมกลายเป็นความเท็จ
เพื่อโต้ตอบคำถามของท่านในเรื่องกรรม ซึ่งท่านเพิ่งแสดงโศลกธรรมให้ดิฉันได้รับฟัง
ขอให้พระคุณเจ้าจงตั้งใจฟังข้ออุปมาเปรียบเทียบของดิฉัน
ในท่ามกลางท้องฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาล
แสงสว่างจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ นำความรุ่งเรืองมาสู่โลกภพนี้
ตามที่ท่านได้กล่าวไว้
รังสีสว่างไสวหลากหลายจากทิพยสถานอันมิอาจคำนึงคำนวณได้ของบรรดาวิสุทธิเทพ
ขจัดความมืดมิดของทวีปทั้งสี่จนหมดสิ้น
ขณะที่สุริยันและจันทราหมุนวนไปรอบๆทวีปทั้งสี่
มันส่องแสงเป็นลำสว่างไสวออกมาโดยไม่ต้องพากเพียรพยายาม
มันมิได้ถึงกับทำให้ตัวมันเองต้องพร่ามัวลงไปด้วยแสงที่เจิดจ้าของมันมิใช่หรือ
ดาวราหูจะผ่านมาก่อภัยพิบัติได้อย่างไร
ณ เบื้องทิศตะวันออก เหนือขึ้นไปยังผลึกที่ใสดังแก้วของยอดภูเขาหิมะ
ดาเซ็นกาโม นำความมั่งคั่งมาให้ เธอเป็นราชินีแห่งป่าและปกครองสัตว์ทั้งปวงดุจบริวาร
เมื่อเธอปรากฏกายขึ้นที่ขอบฟ้า พายุร้ายย่อมไม่มีวันที่จะทำอันตรายเธอ
เธอไม่ได้มัวแต่หยิ่งผยองลำพองตนจนเกินไปนักไม่ใช่หรือ
ณ เบื้องทิศใต้ ท่ามกลางป่าดงพงพี
นางพญาเสือโคร่งนำความรุ่งเรืองมาให้ เธอเป็นใหญ่กว่าสัตว์ป่าทั้งปวง
เธอโอ้อวดถึงชัยชนะที่เกิดแต่กรงเล็บอันแหลมคมของเธอ
เมื่อเธอเยื้องกรายผ่านทางแคบๆที่อันตราย
เธอแสดงออกถึงความหยิ่งผยองลำพองตนด้วยการวางท่าทีโอหัง
ถ้าเธอไม่มัวสาละวนอยู่กับการชื่นชมลวดลายมายาบนเนื้อตัวของเธอ
หลุมพรางดักสัตว์ย่อมไม่มีวันที่จะทำร้ายเธอได้เลย
ณ เบื้องทิศตะวันตก ลึกล้ำลงไปในท้องมหาสมุทรสีคราม
นางพญามัจฉาท้องขาว นำความมั่งคั่งสมบูรณ์มาให้
เธอเป็นนักเริงระบำแห่งสายน้ำ
เธอประกาศอ้างว่าเป็นเทพพยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่
เพราะความหิวกระหาย เธอจึงออกหาอาหารอันโอชะ
ถ้าเธอมิได้ใช้เรือนกายมายาของเธอ ออกค้นหาอาหารของมนุษย์ด้วยความหิวแล้วไซร้
ตะขอเหล็กจะทำอันตรายเธอได้อย่างไร
ณ เบื้องทิศเหนือบนภูผาแดง
นางพญาแร้ง ราชินีแห่งนก นำความรุ่งเรืองมั่งคั่งมาให้
เธอเป็นดังเทพของหมู่นกที่อาศัยอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้
นางพญาแร้งได้ประกาศอย่างหยิ่งทะนงถึงข้อแตกต่างกับบรรดานกทั้งปวง
เมื่อเธอออกแสวงหาเลือดและเนื้อเป็นอาหาร
เธอบินร่อนผงาดไปทั่วขุนเขาทั้งสาม
ถ้าเธอไม่จ้องที่จะบริโภคเหยื่อมากเกินไป ตาข่ายดักนกจะทำอันตรายเธอได้อย่างไร
ณ สถานที่แห่งนี้ ท่าน มิลาเรปะ นำความอิ่มอุดมมาให้
ท่านปฏิญาณถึงการบำเพ็ญประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอย่างสมบูรณ์
ด้วยดอกไม้แห่งโพธิญาณที่บานสะพรั่งอยู่ในดวงใจของท่าน
ทำให้ท่านเต็มเปี่ยมด้วยฉันทะต่อการปฏิบัติธรรม
ปณิธานอันยิ่งใหญ่ของท่าน คือการบรรลุสู่พุทธภาวะในอัตภาพร่างกายนี้
ท่านมุ่งมั่นที่จะปกป้องสรรพสัตว์ทั้งปวงในภพภูมิทั้งหก
เมื่อท่านเฝ้าหมกมุ่นจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญสมาธิจิตนั้น
พลังอันแฝงเร้นยิ่งใหญ่แห่งกิเลสอนุสัยในภายใน ได้ถูกปลุกเร้าขึ้นมา
มันรบกวนพฤติภาพแห่งดวงจิตของท่าน และได้ชักนำไปสู่ธรรมวิจัยที่หลงทิศหลงทาง
ถ้าท่านปราศจากซึ่งมิจฉาทิฐิทั้งปวงแล้วไซร้ ดิฉันจะทำร้ายพระคุณเจ้าได้อย่างไร
ท่านควรได้ระลึกรู้ว่ามิจฉาทิฐิส่วนตัวอันเป็นปัจเจกภาวะของบุคคลล้วนๆ
ได้ปลูกฝังความยึดติดอันเลวร้ายที่หยั่งลงเป็นสามัญสำนึกในดวงใจ
มันจะเกิดประโยชน์อะไรที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน
ในเมื่อท่านเองยังมิได้ตระหนักชัดถึงตถาตภาพ
แห่งความเป็นเช่นนั้นเองของพฤติกรรมแห่งดวงจิต
ท่านก็สมควรไปตามทางของท่าน ดิฉันก็ควรไปตามทางของดิฉัน
บุคคลผู้ซึ่งมิได้ตระหนักชัดถึงสุญตภาวะ
ย่อมไม่อาจสามารถหลุดรอดจากอิทธิพลอันชั่วร้ายโดยเด็ดขาดไปได้เลย
ถ้าบุคคลจะได้มีสติกำหนดรู้ถึงมายาแห่งอัตตาตัวตน ที่ ปรากฏขึ้นในดวงใจทุกเมื่อแล้วไซร้
บรรดาอุปสรรคและความยุ่งยากทั้งมวล
ย่อมจะกลับกลายมาเป็นบทเรียนที่ช่วยเกื้อกูลให้สูงส่งยิ่งๆขึ้นไป
และแม้แต่ดิฉัน ดร๊อกสรินโม ผู้นี้ ก็ยินดีที่จะอุทิศตนเป็นข้าทาสผู้จงรักภักดีตลอดไป
ท่านมิลาเรปะ ท่านยังคงต้องพากเพียรต่อไปอีก
เพื่อหยั่งให้ลึกลงไปถึงรากเหง้าอันละเอียดลออแห่งอวิชชา
</CENTER>
เมื่อดร๊อคสรินโมกล่าวโต้ตอบจบลง ท่านมิลาเรปะเต็มไปด้วยความประทับใจในความเฉลียวฉลาดของเธอ ท่านมีความยินดีแกมประหลาดใจมาก ที่ได้ยินถ้อยคำจากเจ้าแม่ ท่านได้กล่าวโต้ตอบเธอด้วยโศลกธรรมที่มีชื่อว่า ข้ออุปมาแปดประการสำหรับจินตมยปัญญา
<CENTER>ใช่เลย ใช่เลย ดร๊อกสรินโม สิ่งที่เธอกล่าวช่างถูกต้องจริงหนอ
โอ้ เธอ ดร๊อคสรินโมผู้มีบาป
ยากนักหนาที่จะสรรหาถ้อยคำอันถูกต้องยิ่งไปกว่าที่เธอได้กล่าวแสดงมาแล้วนี้
ถึงแม้ว่าอาตมาจะได้จาริกธุดงค์ไปทั่วสารทิศ
ก็ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังถ้อยคำที่ถูกต้องและเต็มไปด้วยอรรถอันวิจิตรเช่นนี้เลย
แม้ว่าบัณฑิตนับร้อยจะมาร่วมประชุมกันณ.สถานที่นี้ก็ไม่อาจแสดงถ้อยคำได้ดีไปกว่านี้
เธอได้แสดงวจีกรรมอันประเสริฐซึ่งมีค่าประดุจทองคำ
มานะสังโยชน์เบื้องสูงในดวงใจของอาตมาเสื่อมสลายลง กิเลสอนุสัยถูกขจัดออกไป
อาณาจักรอันมืดบอดแห่งโมหะอันตรธานไป มีแต่ความสว่างไสว เจิดจรัสปรากฏขึ้นแทนที่
ดอกบัวสีขาวแห่งปรีชาญาณ บานสะพรั่ง สติอันมั่นคงถูกปลุกเร้าให้แจ่มใสขึ้นมา
การปลดปล่อยอัตตาตัวตนดำเนินไปด้วยโลกุตรปัญญา
อาตมาได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามแห่งภูมิธรรมเบื้องสูง
อาตมาได้ตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ ถึงความว่างเปล่า ปราศจากการดำรงอยู่จริง
ของรูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงแม้ว่าจะสัมผัสได้
ความหวาดหวั่นและทุกข์ทรมานในดวงใจของอาตมาถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ใช่หรือไม่หนอ
เมื่อมองไปยังดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อาตมาได้ตระหนักชัดถึงสุญตภาวะของสรรพสิ่ง
ความฟุ้งซ่านและง่วงเหงาซึมเซาย่อมไม่รบกวนอาตมาอีกต่อไป ใช่หรือไม่หนอ
ขุนเขาซึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างมั่นคงเปรียบได้กับสัมมาสมาธิอันไม่มีวันผันแปร
ความเสื่อมสลายใดๆย่อมไม่มีอิทธิพลต่ออาตมา
เมื่อมองลงไปยังสายน้ำที่กำลังไหลริน อาตมาได้ตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์
ถึงธรรมชาติอันเป็นอนิจจังซึ่งเต็มไปด้วยการสังขารปรุงแต่งไม่รู้หยุด
เมื่อรู้แจ้งตระหนักชัดต่อความเห็นผิด ในความมีอัตตาตัวตนของมันเอง
อาตมาย่อมรู้แจ้งตระหนักชัด ต่ออสังขตธรรมซึ่งปราศจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงย่อมไม่ก่อความงุนงงสงสัยแก่อาตมาอีกต่อไป
เมื่อพิจารณาถึงธรรมชาติของสายรุ้งอันเป็นมายาลวงแห่งการดำรงอยู่
อาตมาได้รู้แจ้งตระหนักชัดถึงเอกสภาวะเดียวของรูปที่ปรากฏกับความว่างเปล่า
ความเห็นว่าว่างเปล่าอย่างขาดสูญและความเห็นว่ามีอัตตาตัวตนอันล้วนเป็นมิจฉาทิฐินั้น
ย่อมไม่สั่นคลอนอาตมาอีกต่อไป
เมื่อแลเห็นเงาและภาพสะท้อนของดวงจันทร์ในน้ำ
อาตมาได้ตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ถึงความสิ้นอุปาทานในเบญจขันธ์
ความคิดคำนึงต่อการเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำย่อมไม่รบกวนอาตมาอีก
ความคิดคำนึงต่อ การเป็นผู้กำหนดหมาย หรือ สิ่งที่กำหนดหมายถึงย่อมไม่รบกวนอาตมาอีก
อาตมาย่อมปราศจากความหวั่นไหวใดๆ
เมื่อมองย้อนกลับเข้าไปดูพฤติภาพของดวงจิต ด้วยสติที่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์
อาตมาพบความสว่างไสวแห่งดวงประทีปในภายใน
ที่ทอแสงจรัสขึ้นมาในความมืดมนอนธกาลแห่งอวิชชา
อาตมาย่อมปราศจากความหวั่นไหวใดๆ
เมื่ออาตมาได้ยินสิ่งที่เธอผู้ใจบาปได้กล่าวแสดง
อาตมาได้รู้แจ้งตระหนักชัดต่อธรรมชาติของดวงจิต
ที่มีอุปาทานยึดมั่นในอัตตาตัวตนอันเป็นอุปสรรคและความยุ่งยากทั้งหลายทั้งปวง
อาตมาย่อมปราศจากความหวั่นไหวใดๆ
เธอ ผู้เป็นภาพหลอนแห่งมาร ช่างเจรจาโน้มน้าวได้อย่างวิเศษมาก
เธอได้เข้าใจถึงธรรมชาติของดวงจิตจริงๆ ตามที่เธอได้กล่าวแสดงมาหรือไม่หนอ?
จงดูนกที่ดุร้ายซึ่งน่าเกลียด ของอมนุษย์แก่ๆ
ซึ่งถูกตกแต่งให้เป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมาจนได้ ด้วยตัวของเธอเอง
เธอไม่ได้ทำอะไรที่เป็นสาระดอก
นอกจากการกระทำที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและพอกพูนบาปกรรม
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความโง่ต่อพระธรรม และการเพิกเฉยต่อศีลสิกขา ของเธอเอง
เธอต้องเอาใจใส่พากเพียรให้มากขึ้น
ในการกำหนดรู้ถึงความชั่วร้ายและความทุกข์ทรมานแห่งสังสารวัฏ
เธอจักต้องขจัดสังโยชน์ทั้งสิบประการลงโดยเด็ดขาด
นักบวชที่เป็นดังราชสีห์เช่นอาตมา ย่อมปราศจากความหวั่นไหวใดๆ
เธอ เจ้าแม่ใจบาป อย่าได้คิดว่าคำพูดยกยอตัวเธอของอาตมา
ที่กล่าวในตอนแรกนั้น เป็นจริงเป็นจังนักเลย
อาตมาเพียงแต่ทำให้เธออิ่มเอมใจเท่านั้น
โอ้เจ้าแม่ผู้เป็นอมนุษย์ เย็นวันนี้เธอได้พยายามล้อเลียนอาตมา
แต่อาตมาคิดว่าเราสมควรจะได้ลอกเลียนแบบอย่างจากพระพุทธองค์ มากกว่า
ในการที่พระองค์ทรงสามารถเอาชนะอุปาทานในเบญจขันธ์ได้อย่างเด็ดขาด
และอาตมาขอสวดภาวนาให้โพธิจิตอันสมบูรณ์ จงได้อุบัติขึ้นในใจเธอ ได้หรือไม่หนอ
ด้วยวจีกรรมอันบริสุทธิ์ของเธอรวมกับความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณของอาตมา
เธอจักกลับกลายมาเป็นสานุศิษย์ของอาตมาในชีวิตข้างหน้าของเธอ ได้หรือไม่หนอ </CENTER>
ความศรัทธาได้หยั่งลงในหัวใจของ ดร๊อกสรินโม เจ้าแม่แห่งลินบา เธอเลิกเกาะกุมเท้าของท่าน และกล่าวกับท่านด้วยเสียงอันไพเราะว่า
<CENTER>เนื่องด้วยบุญกุศลที่สั่งสมไว้มากมาย
โอ้ ท่านนักบวชผู้เต็มไปด้วยพรชัยจากสรวงสวรรค์
ท่านจึงมีความสามารถในการบำเพ็ญสมณธรรม
และสามารถใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว อยู่ในขุนเขาที่เปล่าเปลี่ยววังเวงแห่งนี้ได้
ดวงเนตรแห่งความปราณีของพระคุณเจ้า เฝ้ามองสรรพชีวิตทั้งปวงด้วยความเมตตากรุณา
ดิฉันได้ศึกษาปฏิบัติตามองค์คุรุปัทมาสัมภาวะ
และได้สดับรับฟังถ้อยวลีล้ำค่าในพระธรรมอันศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งร้อยเรียงได้งดงามดังสร้อยประคำ
แม้ว่าดิฉันจะได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนมาแล้วเป็นอันมาก
และได้เข้าร่วมในมหาสมาคมของหมู่ญาติธรรม
ตัณหาและอุปาทานของดิฉัน ก็ยังท่วมท้น
ดิฉันชักจูงบรรดาผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรม ให้พบแต่สิ่งที่ดีงาม
ดิฉันแสดงถึงมรรคาอันถูกต้องให้แก่พุทธสาวกผู้มีพรสวรรค์
แม้ว่าความตั้งใจของดิฉันจักเต็มไปด้วยมิตรภาพ และเป็นกุศล
ดิฉันก็ยังต้องแสวงหาอาหารเพื่อสังขารกายอันชั่วหยาบนี้
ดิฉันท่องเที่ยวไปบนโลกภพนี้ ด้วยความหิวกระหายที่จะเสพเลือดและเนื้อเป็นอาหาร
ดิฉันเข้าสิงสู่ในวิญญาณของผู้คนที่ดิฉันพบเจอ
ดิฉันปลุกเร้าหัวใจของสาวพรหมจรรย์ ที่สวยรวยเสน่ห์
ดิฉันคลั่งไคล้ด้วยตัณหาราคะในเลือดของชายหนุ่ม ที่แข็งแรงและสง่างาม
ด้วยดวงตาทั้งคู่ของดิฉัน ดิฉันบำเรอตนเองด้วยการเข้าไปเฝ้าดูมหรสพและการละเล่นทั้งปวง
ด้วยมโนทวารของดิฉัน ดิฉันเข้าไปยุยงให้เกิดตัณหาราคะในผู้คนทุกเชื้อชาติ ไม่มียกเว้น
ด้วยกายทวารของดิฉัน ดิฉันยุแหย่ผู้คนให้ตื่นเต้นและหมดโอกาสที่จะได้พักผ่อน
บ้านของดิฉันอยู่ที่ลินบา ประเทศชาติของดิฉันคือก้อนศิลา
กรรมกิริยาเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ดิฉันได้กระทำลงไป
เรื่องราวเหล่านี้ คือคำบอกเล่าที่จริงใจและเป็นการสารภาพบาปอย่างซื่อตรง ของดิฉัน
นี้เป็นคำกล่าวปฏิสันถารเนื่องในโอกาสที่ดิฉันได้พบกับพระคุณเจ้า
นี้เป็นประจักษ์พยานในความศรัทธาของดิฉันต่อพระคุณเจ้า
นี้เป็นประจักษ์พยานในไทยทานสำหรับน้อมถวายต่อพระคุณเจ้า
ด้วยการเปล่งวาจาอันเป็นความสัตย์จริงนี้
ขอจงดลบันดาลให้ ดิฉันและพระคุณเจ้า ผาสุกทุกทิวาราตรีกาลเทอญ</CENTER>
ท่านมิลาเรปะมีดำริขึ้นว่า การโต้ตอบกับเจ้าแม่ผู้มีความจริงใจผู้นี้ ควรปรับเปลี่ยนลีลาให้เป็นไปด้วยดี เพื่อที่ว่าความหยิ่งทะนงของเธอ จักได้หย่อนคลายลง ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า
<CENTER>จงฟัง จงฟังอย่างจดจ่อ เธอ นางแม่มดใจบาป
คุรุคือสิ่งวิเศษ แต่สานุศิษย์คือความต่ำต้อย
บรรดาผู้ที่เอาแต่สดับรับฟังและอ่านแต่ตำรับตำรา คำสอนในพระพุทธศาสนา
ย่อมจับฉวยเอาไว้ได้แต่ถ้อยคำเขาทั้งหลายไม่ได้เข้าใจในพระธรรมคำสอนอย่างแท้จริง
คำพูดไพเราะจับใจและคำชี้ชวน ที่มีความหมายตามสมมุติบัญญัติแห่งอรรถของพยัญชนะนั้น
ไม่ได้มีประโยชน์หรือมีคุณค่าใดๆในตัวของมันเอง
การพูดลวงล่อและถ้อยคำที่ว่างเปล่า
ไม่ได้ช่วยกำจัดชะล้างมลทินในดวงจิตของบุคคลแต่อย่างใด
มันเป็นเพราะความชั่วร้ายที่ฝังอยู่ในกมลสันดาน
ซึ่งก่อตัวขึ้นในอดีตกาล ของเธอร่วมกับการสั่งสมอกุศลกรรมในปัจจุบัน
เธอได้ฝ่าฝืนบรรดาศีลสิกขาและคำปฏิญาณทั้งหลายของเธอเอง
ด้วยวิบากผลแห่งการกระทำที่ผิดพลาดเหล่านี้ เธอจึงได้ถือกำเนิดในอิตถีเพศ
เรือนกายของเธอแวดล้อมอยู่ด้วยวิญญาณร้าย ที่สิงสู่อยู่ในเนื้อและเลือด
วจีกรรมของเธอเป็นการหลอกลวงตนเองและโป้ปดมดเท็จต่อผู้อื่น
มโนกรรมของเธอหมกจมอยู่กับพยาบาทวิตกที่คิดแต่จะประทุษร้ายผู้อื่น
มันเป็นเพราะเธอไม่ใส่ใจในกฎของกรรม
สรีระที่น่าเกลียดและการถือกำเนิดที่ต่ำต้อย จึงอุบัติขึ้นมา
เธอสมควรจักได้พินิจพิจารณา ณ บัดนี้ ถึงความเป็นไปในสังสารวัฏ
เธอสมควรจักได้สารภาพบาปกรรม และปฏิญาณที่จะกระทำแต่กุศล
ดุจดังพญาราชสีห์ อาตมาไม่เคยหวาดกลัว
ดุจดังพญาคชสาร อาตมาไม่เคยมีความร้อนรน
ดุจดังชายวิกลจริต อาตมาปราศจากการเสแสร้งและความหวังใดๆ
อาตมากล่าวความจริงต่อเธออย่างซื่อตรง
การสร้างความลำบากและเดือดร้อนให้แก่อาตมา
ย่อมจะนำความเสียใจทับทวีมากยิ่งขึ้นในดวงใจเธอเท่านั้น
จงได้กล่าวปฏิญาณต่อพระธรรมอันบริสุทธิ์
ด้วยการตั้งจิตปรารถนาที่จะเป็นสานุศิษย์ของอาตมาในอนาคต
โอ้หนอ แม่มดชราผู้ยุ่งเหยิง ของอาตมา
จงได้ไตร่ตรองถึงคำพูดของอาตมาด้วยความใส่ใจเถิด</CENTER>
เจ้าแม่ดร๊อกสรินโมปรากฏกายให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า
<CENTER>ในบรรดาพระพุทธะผู้ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
พระพุทธะวัชชระธาราย่อมเป็นใหญ่ที่สุด
ท่านเป็นศาสดาแห่งศาสนธรรมคำสอนที่น่าพิศวงยิ่ง
การบังเกิดอุบัติแห่งโพธิจิต เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างแท้จริง
พระคุณเจ้าอาจเรียกดิฉันว่าแม่มดชรา แต่แท้ที่จริงดิฉันเป็นผู้มีบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
ความเข้าใจที่ชัดเจนบังเกิดขึ้นในใจของดิฉัน ทันทีที่ได้รับฟังคำตักเตือนของท่าน
แรกเริ่มดิฉันตั้งสัตย์สาบานที่จะเชื่อฟังคำแนะนำแห่งคุรุของดิฉัน
ดิฉันศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว
แต่ต่อมาดิฉันปล่อยตัวตามใจตน เสพคุ้นกับการกระทำอันเลวทราม
ด้วยตัณหาราคะที่เผารนอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งร้อนแรงเกินกว่าที่ดิฉันจะทนข่มใจไว้ได้
ดิฉันได้ถือกำเนิดในเรือนร่างอันน่าเกลียดของอมนุษย์เพศหญิง
ดิฉันมุ่งหมายที่จะช่วยเหลือสรรพชีวิตทั้งหลาย
แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า ดิฉันกลับหมุนเวียนตกล่วงมาสู่ความชั่วร้าย
พระคุณเจ้าได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้เมื่อต้นปีกลาย
พำนักอยู่อย่างโดดเดี่ยวในท้องถ้ำ ท่านบำเพ็ญสมาธิภาวนาในที่อันสงบสงัด
บางเวลาดิฉันรู้สึกรักท่าน แต่บางเวลาก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น
ที่ดิฉันมาในค่ำคืนนี้ก็เพราะดิฉันรู้สึกรักท่าน
ที่ดิฉันเกาะกุมเท้าของท่านเอาไว้ ก็เพราะไม่รู้สึกรักท่าน
ณ บัดนี้ ดิฉันเสียใจกับสิ่งที่ได้กระทำลงไป
นับตั้งแต่นี้ต่อไป นางแม่มดผู้ชั่วร้ายตนนี้
จักละเลิกการกระทำที่ผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวงของเธอ
ด้วยหัวใจทั้งหมดของเธอ เธอจะพากเพียรปฏิบัติธรรม
เธอจักอนุเคราะห์พุทธศาสนิกชนอย่างดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้
จากนี้ต่อไป ภายใต้ร่มเงาของแมกไม้แห่งความเมตตากรุณา
ขอจงได้ปกป้องเธอจากกิเลสนิวรณ์ทั้งห้าประการที่เต็มไปด้วยพิษร้ายด้วยเถิด
ดิฉัน นางแม่มดผู้ชั่วร้ายที่มีเรือนร่างอันน่าเกลียด ขอถือเอาพระคุณเจ้าเป็นสรณะ
และจักเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านตลอดไป
ดิฉันขอละเลิกความตั้งใจอันชั่วหยาบทั้งปวง ตั้งแต่บัดนี้ จวบจนกว่าจะบรรลุสู่พุทธภาวะ
ดิฉันให้คำสัตย์สาบานว่าจักปกป้องสมณะชีพราหมณ์ทั้งหลาย
และจักเป็นกัลยาณมิตรต่อผู้ที่บำเพ็ญสมาธิภาวนาทุกท่าน
ดิฉันจักอนุเคราะห์และช่วยเหลือบรรดาศาสนิกชน และผู้ที่สืบสานพระศาสนาให้ยืนยาว
สำหรับบรรดาพระอริยะสงฆ์และพระธรรมเจ้า
ดิฉันจักอุทิศตัวเป็นข้าทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ตลอดไป </CENTER>
เพื่อเป็นการชี้ทางสว่างให้แก่เจ้าแม่ดร๊อกสรินโม ที่ได้ปฏิญาณต่อหน้าท่านมิลาเรปะ ว่าเธอจะไม่ประทุษร้ายผู้คนอีกต่อไป และเธอยังจะช่วยปกป้องผู้บำเพ็ญสมาธิภาวนาทั้งหลายอีกด้วย ท่านมิลาเรปะได้กล่าวโศลกธรรมขึ้นว่า
<CENTER>อาตมาคืออุดมบุรุษผู้ปลดปล่อยตนเองจากสังสารวัฏ
อาตมาคือสานุศิษย์ผู้เป็นเลิศในสำนักของท่านอาจารย์
สรีระของอาตมานี้สั่งสมพอกพูนไว้ด้วยคำสอนอันมีค่ายิ่ง
อาตมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและซื่อตรง ใช่หรือไม่หนอ
อาตมารู้แจ้งตระหนักชัดต่อปรากฎการณ์ทั้งปวงอันนำไปสู่ความสละปล่อยวาง
อาตมาเป็นดังมารดาผู้เมตตาของบรรดาสรรพสัตว์
อาตมาเป็นบุรุษชาติอาชาไนย ผู้เต็มไปด้วยความกล้าหาญและทรหดอดทน
อาตมาเป็นอริยสาวกผู้สืบต่อดำรงศาสนธรรมของพระสมณะโคดมสัมพุทธเจ้า
ผู้ซึ่งเป็นเอกบุรุษแห่งโพธิจิต
อาตมาเป็นผู้ที่ดำรงมั่นอยู่ในความกรุณา
ด้วยความเมตตาอันไม่มีประมาณ อาตมาจึงขจัดความคิดที่ชั่วร้ายลงได้
อาตมาคือผู้ที่พำนักอยู่ในท้องถ้าแห่งลินบา เพื่อบำเพ็ญสมาธิภาวนาโดยปราศจากสิ่งรบกวน
เธอสุขสบายดีอยู่หรือ แม่มดใจบาปผู้ยุ่งเหยิง
ถ้าในชีวิตนี้เธอมิได้เคยลิ้มรสแห่งความผาสุกสงบเลย
มันก็เป็นเพราะความผิดพลาดของตัวเธอเองโดยแท้
จงได้ระมัดระวังให้ดีถึงความมีมานะถือตัวถือตนซึ่งมีอันตรายแฝงเร้นที่ยิ่งใหญ่
ความเร่าร้อนฉุนเฉียวจากเพลิงแห่งโทสะนั้น
มันดุเดือดผิดจากสภาพปรกติธรรมดาของเธอมากนัก
โอ้ แม่มดเอย เจตนาอันชั่วหยาบของเธอ มันร้ายกาจล้ำหน้าตัวเธอเองไปไกลนัก
จิตสังขารที่ดำเนินไปตามแนวทางของอวิชชาอย่างเคยชิน
ที่หยั่งลงเป็นสามัญสำนึกโดยสันดานนั้น
ครอบงำสภาพปรกติของเธอไว้เกือบหมดสิ้น
การประกอบกรรมทุกรูปแบบที่ถูกบัญชาโดยกิเลสอย่างไม่หยุดหย่อนนั้น
นับเป็นการแสดงความวิกลจริตผิดจากสภาพปรกติธรรมดาของเธอมากนัก
การหล่อเลี้ยงมารผู้ลามกไว้ในดวงใจย่อมนำมาแต่ความชั่วร้าย
การเข้าใจชัดถึงความไม่ดำรงอยู่จริงของมาร คือหนทางของพระพุทธองค์
การรู้แจ้งต่อสภาพมายาและความจริงแท้ ว่า คือเอกสภาวะเดียวกัน
เป็นมรรคาอันถูกต้องสู่การสละปล่อยวาง
ด้วยความรู้ที่ว่ามารผู้ลามกคือบิดามารดาของผู้คน เป็นความเข้าใจอันถูกต้อง
การตระหนักชัดว่าตัวจริงของมารก็คือจิตของบุคคล นี้แลคือความรู้เห็นอันยอดเยี่ยม
เธอย่อมจะถูกปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งปวง
ถ้าเธอเข้าใจชัดถึงสัจจธรรมที่อาตมาได้กล่าวแสดงมา
นี้เป็นการชี้แนะของอาตมา ต่อเธอ นางแม่มด
การที่เธอจะกลับกลายมาเป็นสานุศิษย์ของอาตมา
เธอจะต้องเฝ้าสำรวมระวังในพระปาฏิโมกข์โดยไม่ล่วงระเมิดต่อพระธรรมวินัย
จงอย่าได้เสื่อมคลายต่อความเป็นผู้มีเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณ
จงอย่าได้ประทุษร้ายต่อพุทธศาสนิกชนด้วย กาย วจี และมโนของเธอ
ถ้าเธอฝ่าฝืนกฎเกณฑ์เหล่านี้ นรกก็เป็นสิ่งที่เธอจะพึงหวังได้
จงจดจำข้อความอันมีค่าเหล่านี้ไว้ให้ดี ตลอดทั้งทิวาราตรีกาลและในยามรุ่งอรุณ
จงเพ่งพิจารณาถึงความหมายของมันและประพฤติปฏิบัติตาม
ขอให้เราได้ร่วมกันตั้งความปรารถนาในบัดนี้เถิดว่า
ความแช่มชื่นเบิกบานจงบังเกิดขึ้นแก่เธอโดยเร็วพลัน
ด้วยความบริสุทธิ์แห่งพระโพธิญาณ อันมิได้เป็นสิ่งเหลือวิสัยที่จะบรรลุถึง
อาตมาขออวยพรให้เธอ จงได้ประสบกับสภาพที่ยิ่งกว่าสุขแห่งพระนิพพาน
ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเทอญ
เธอจะกลับกลายมาเป็นสานุศิษย์ของอาตมาได้หรือไม่หนอโอ้ แม่อุบาสิกาแห่งวัชชระธารา</CENTER>
หลังเจ้าที่เจ้าแม่ดร๊อกสรินโมได้ปฏิญาณต่อหน้าท่านมิลาเรปะแล้ว เธอได้น้อมกายลงแสดงความคารวะ ด้วยการก้มลงกราบหลายหน จากนั้นเธอได้อันตรธานไปต่อหน้าท่านมิลาเรปะ ประดุจสายรุ้งเลือนหายไปจากท้องฟ้าฉะนั้น
เจ้าแม่ดร๊อกสรินโมได้พาพี่น้องชายหญิงและวงศาคณาญาติ ที่ต่างล้วนมีใบหน้าซึ่งงดงาม แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อย่างดี นำจตุปัจจัยมาถวายท่าน
ดร็อกสรินโมกล่าวแก่ท่านมิลาเรปะว่า ดิฉันเป็นปีศาจใจบาป ถูกผลักใสมาด้วยอิทธิพลของกรรม ดิฉันถูกส่งลงไปเกิดในภพภูมิอันต่ำต้อย ขับเคลื่อนมาด้วยสามัญสำนึกอันชั่วหยาบ ดิฉันได้ชักพาผู้อื่นให้ร่วมประกอบกรรมอันเลวทรามกับดิฉันด้วย ขอพระคุณเจ้าได้โปรดงดโทษอโหสิกรรมให้ดิฉัน เจตนาอันชั่วร้าย ทำให้ดิฉันคิดประทุษร้ายต่อพระคุณเจ้า ดิฉันขอขมาต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป นับแต่นี้ต่อไป ดิฉันจะอยู่ในโอวาทของพระคุณเจ้า และจะพยายามอุทิศตนเป็นข้าทาสผู้ซื่อสัตย์ของท่าน ขอจงได้เมตตา แสดงธรรมอันยอดเยี่ยมซึ่งท่านได้รู้แจ้งตระหนักชัด ให้พวกเราได้มีโอกาสสดับรับฟังด้วยเถิด จากนั้นดร๊อกสรินโมได้กล่าวอาราธนาว่า
<CENTER>โอ้ ข้าแต่ท่าน ผู้เป็นโอรสแห่งพระชินเจ้า มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
ด้วยบารมีที่สั่งสมไว้มากมาย ท่านจึงกลายเป็นบุคคลผู้มีพรสวรรค์
ท่านผู้สืบต่อเผ่าพันธุ์วงศ์วานแห่งศากยะ
อันเต็มไปด้วยพลานุภาพแห่งกระแสคลื่นของความเมตตากรุณา
ท่านเป็นผู้ที่บำเพ็ญสมาธิภาวนาด้วยความวิริยะอุตสาหะ
ท่านเป็นผู้พำนักอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ท่านฝึกฝนปฏิบัติอย่างหนัก ในคำสอนที่ลึกซึ้งยิ่ง
สำหรับพระคุณเจ้า ไม่มีมารและอุปสรรคใดๆ
ด้วยการรู้แจ้งตระหนักชัดอย่างละเอียดลออ ถึงเส้นทางโคจรแห่งพลังปราณในภายใน
ท่านย่อมสามารถแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ได้
พวกเราและท่านมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
ความปรารถนาอันบริสุทธิ์ในชีวิตก่อนหน้านี้ ชักนำให้เราได้มาพบเจอกัน
แม้ว่าดิฉันจะได้พบนักบวชผู้ยิ่งใหญ่มาแล้วหลายท่าน
กลับมีแต่เพียงท่านผู้เดียวเท่านั้น ที่ดิฉันได้รับคำแนะนำสั่งสอนอย่างแท้จริง
ดิฉัน นางแม่มด เจรจาออกไปด้วยความสุจริตและจริงใจ
พระสัทธรรมของหินยานที่ให้ผลรวดเร็ว อาจเป็นเพียงเครื่องล่อ
มันเป็นเรื่องยากหนักหนา ที่จะขจัดกิเลสตัณหา ในส่วนที่เนื่องอยู่กับวิบากผลแห่งกรรม
บุคคลอาจสามารถกล่าวแสดงธรรมโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟัง ได้อย่างวิเศษ
แต่การมีเพียงแต่คำพูด ย่อมไร้ประโยชน์ เมื่อความทุกข์ทรมานกล้ำกลายเข้ามา
คุรุที่เป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นผู้เบี่ยงเบนออกจากเส้นทางแห่งพระธรรม
เขาย่อมไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และย่อมก่อแต่โทสะที่เลวร้ายขึ้นมา
พระคุณเจ้า ผู้เป็นร่างจำแลงของพระพุทธเจ้าในกาลทั้งสาม
ได้ตระหนักชัดต่อพระสัทธรรมอันไม่มีวันผันแปร
ด้วยคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบในภายใน
ท่านได้ปฏิบัติบำเพ็ญล้ำลึกลงไปยังแก่นสารสาระของพระธรรม
ณ สถานที่อันเต็มไปด้วยพรชัยแห่งนี้ การบรรลุถึงบรมธรรมสูงสุดได้อุบัติขึ้นมา
พวกเรา ดร๊อกสรินโมและบรรดาวงศาคณาญาติของเธอ ขออาราธนาพระคุณเจ้า
จงได้โปรดแสดงอรรถธรรม ซึ่งอธิบายถึงคำสอนที่ล้ำลึกในภายใน
ขอจงประทานถ้อยคำเร้นลับของปรมัตถสัจจะแห่งวัชชระยาน
ขอจงได้สั่งสอนพวกเราถึงแสงสว่างอันยิ่งใหญ่แห่งปรีชาญาณ
ขอจงได้ประทานรังสีแห่งธรรมให้แก่พวกเรา
ด้วยการได้สดับ พระสัทธรรมล้ำลึกอันไม่ผันแปรแห่งคำสอนเร้นลับ
บุคคลย่อมไม่ตกล่วงลงสู่โลกต่ำแห่งอบายภูมิอีก
ด้วยการปฏิบัติบำเพ็ญตามคำสอนอันเร้นลับ
บุคคลย่อมไม่เวียนวนอยู่ในเส้นทางอันน่าสะพรึงกลัวแห่งสังสารวัฏ
โดยปราศจากการปิดบังอำพรางซ่อนเร้นใดๆ
พวกเราสวดอ้อนวอนขออาราธนาให้พระคุณเจ้า
จงได้เปิดเผยถึงพระสัทธรรม อย่างสมบูรณ์ ด้วยเถิด</CENTER>
ท่านมิลาเรปะได้กล่าวขึ้นว่า จากจุดยืนที่อาตมาแลเห็น พวกเธอที่สามารถปฏิบัติตามคำสอนสูงสุดของพระสัทธรรมอันไม่ผันแปรได้ มีเพียงบางคนเท่านั้น ถ้าเธอปรารถนาจะเรียนรู้คำสอนที่เป็นเสียงกระซิบในภายใน เธอต้องปฏิญาณด้วยคำสัตย์สาบาน ซึ่งเป็นการอธิษฐานจิตที่แลกด้วยการมอบกายถวายชีวิตทีเดียว
ดร๊อกสรินโมได้กล่าวคำสัตย์สาบานที่จะเชื่อฟังท่าน และปกป้องพุทธศาสนิกชน ตลอดไป ท่านมิลาเรปะได้กล่าวโศลกธรรมแห่ง พระสัทธรรมแท้อันไม่ผันแปร บนการสูญสลายยี่สิบเจ็ดรูปแบบ
<CENTER>แด่ความล้ำลึกแห่งพุทธภาวะในเรือนกายของมนุษย์นี้
แด่ท่านอาจารย์ มาระปะ ผู้เป็นดังบิดาที่ไม่มีใครจะมาเทียบเทียมได้
อาตมาขอกราบลง ณ เบื้องบาทของท่านอาจารย์
อาตมามิใช่เป็นเพียงนักเทศน์ ที่ใฝ่ใจต่อการแสดงความรู้เห็นดอก
อาตมาต้องแสดงธรรมอยู่ซ้ำๆซากๆ ก็เพราะมีท่านทั้งหลายนั่นเองเป็นต้นเหตุ
ในวันนี้ท่านทั้งหลายจะได้รับฟังถึงปรมัตถสัจจะ
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องกัมปนาท แสงฟ้าแลบแปลบปลาบ และหมู่เมฆที่ก่อตัวทะมึน
เป็นปรากฏการณ์ที่ก่อตัวขึ้นในห้วงนภากาศและอันตรธานหายลับไป ณ ที่นั้นเอง
สายรุ้งสีสวย กลุ่มหมอก และหยาดน้ำค้าง
เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นในบรรยากาศรอบๆตัวเรา
ที่บังเกิดขึ้นแล้วก็สูญสลายไป ณ ที่นั้นเอง
น้ำผึ้งป่า ผลไม้หอมหวาน และข้าวสาลีที่งอกงามเติบโตอยู่ในท้องทุ่ง
เกิดปรากฏขึ้นมาและก็อันตรธานหายลับไป ณ ที่นั้นเอง
ดอกไม้บานสะพรั่ง ใบไม้ดกครึ้ม และป่าอันเขียวขจี
เกิดปรากฏให้เห็นบนพื้นพิภพและสูญสลายไป ณ ที่นั้นเอง
หมู่คลื่นมากมายเกลื่อนกล่น ปรากฏขึ้นท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเวียนวน
เอ่อขึ้นๆลงๆ ในมหาสมุทร และแล้วก็เลือนหายไป ณ ที่นั้นเอง
ความคิดที่หลั่งไหล ความยึดมั่นถือมั่น และความทะยานอยากอันร่านทุรน
ปรากฏขึ้นในมโนทวารของบุคคล แล้วก็สูญสลายไป ณ ที่นั้นเอง
สติสัมปชัญญะ ความรู้แจ้งด้วยญาณทัศน์ในภายใน และความสละปล่อยวาง
ปรากฏขึ้นในพฤติกรรมแห่งดวงจิต แล้วก็เลือนหายไป ณ ที่นั้นเอง
ความไม่เกิด ความดับไม่เหลือ และสภาวธรรมที่อยู่เหนือถ้อยคำอธิบาย
ปรากฏขึ้นในอาณาจักรแห่งธรรมกาย แล้วก็กลับสูญสลายไป ณ ที่นั้นเอง
สิ่งหลอกลวง อาการเพ้อคลั่ง และภาพหลอนของปีศาจ
ปรากฏขึ้นในการบำเพ็ญสมาธิแล้วก็เลือนหายไป ณ ที่นั้นเอง
บุคคลผู้เต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ย่อมพบอุปสรรคมากมายในการพากเพียรปฏิบัติ
ถ้าเขามิได้หยั่งรู้ว่ารูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงปราศจากตัวตนของมันเอง
หากเป็นเพียงการกำหนดหมายของจิตสังขารที่เต็มไปด้วยอวิชชาเท่านั้น
เขาย่อมดำเนินไปบนเส้นทางที่ผิดพลาด
รากเหง้าของโมหะอันยุ่งยากนั้น ล้วนมาจากดวงจิต
ผู้ซึ่งตระหนักชัดต่อธรรมชาติของดวงจิตเช่นนั้น
ย่อมได้แลเห็นแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ โดยปราศจากการมาและการไป
การกำหนดรู้เห็นทางตาต่อธรรมชาติของรูปภายนอก
ย่อมทำให้ตระหนักชัดว่ารูปทั้งปวง เป็นเพียงพฤติกรรมมายาของดวงจิต
เขาย่อมเห็นด้วยว่า ความว่างเปล่าและรูป เป็นเอกสภาวะเดียวกัน
มากยิ่งไปกว่านั้น การบำเพ็ญสมาธิภาวนา ก็เป็นความนึกคิดที่เป็นมายา
การไม่ได้บำเพ็ญสมาธิภาวนา ก็เป็นมายาดุจเดียวกัน
มันคงเป็นเอกภาพเดียว ไม่ว่าท่านจะบำเพ็ญหรือไม่บำเพ็ญสมาธิภาวนา
การพิจารณามีธรรมวิจัย โดยการกำหนดหมายคุณค่าเทียบเคียงแบ่งแยกออกเป็นคู่ๆนั้น
ล้วนเป็นบาทฐานที่ก่อกำเนิดความเห็นผิดให้หยั่งรากลึกลงไปในกมลสันดานทั้งสิ้น
จากทัศนียภาพอันสูงสุด ย่อมปราศจากทัศนะใดๆ
ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามนี้คือธรรมชาติแห่งดวงจิต
คำสั่งสอนเกี่ยวกับพระธรรม สมควรอย่างยิ่งที่ต้องแสดงผ่านดวงจิตที่ดำรงอยู่ในสุญตภาวะ
ท่านทั้งหลายควรทำความเข้าใจให้ได้
ถึงความหมายของสภาวธรรมที่อยู่เหนือการนึกคิดด้นเดาเอา
ท่านควรได้บรรลุถึงอาณาจักรแห่งการปราศจากกิเลสนิวรณ์ในการบำเพ็ญสมาธิ
ท่านควรปฏิบัติดำเนินเข้าสู่ตถาตภาพแห่งความเป็นไปเองโดยมิต้องพักหรือเพียร
การบรรลุพระโพธิญาณย่อมอยู่เหนือถ้อยคำอธิบายทั้งปวง
อิสระจากความหวังและความหวั่นไหวใดๆ
อาตมาไม่มีเวลาสำหรับคำพูดไร้สาระอื่นใด นอกจากจะชี้ชวนให้ท่านทั้งหลาย
ได้ระลึกถึงแต่พระธรรมอันทรงคุณอนันต์
จงซักถามอาตมาแต่น้อยเถิด อย่าได้ทำตัวเป็นคนเจ้าปัญหานักเลย
จงได้พยายามปลดปล่อยตัวเธอเอง สู่สภาพอันปลอดโปร่งว่างเบาเถิด
อาตมาได้แสดงธรรมตามที่ท่านอาราธนาแล้ว มันดูออกจะเป็นถ้อยคำที่แปลกประหลาด
แต่ถ้าท่านสามารถเข้าใจ และนำมาปฏิบัติได้จริง
ท่านจะได้ลิ้มรสอันโอชะ ของสภาพที่ยิ่งกว่าสุข เมื่อท่านหิว
และท่านจะได้ดื่มน้ำอมฤต เมื่อท่านกระหาย
ท่านย่อมสามารถช่วยเหลือนักบวชทั้งหลายได้ ด้วยการกระทำของท่านเอง</CENTER>
ดร๊อกสรินโมและบรรดาวงศาคณาญาติของเธอ ถูกทำให้ปลื้มปิติอย่างเหลือล้น และพากันอุทิศตนต่อท่านมิลาเรปะ ด้วยการก้มลงกราบท่านหลายครั้ง เขาพากันกล่าวขึ้นพร้อมกันว่า เราศรัทธาในตัวท่านมากจริงๆ และอันตรธานไปดุจสายรุ้งเลือนหายไปในท้องฟ้าฉะนั้น
นี้คือเรื่องราวที่ท่านมิลาเรปะ วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด ดร๊อกสรินโมแห่งลินบา
vBulletin® v3.7.2, ลิขสิทธิ์ ©2000-2008, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด