Paang
06-09-2007, 08:30 AM
วันสุดท้ายของการอยู่ในประเทศไทย ไถ่นัทฮัน ได้ให้โอกาสสื่อมวลชนเข้าพบเพื่อถามข้อสงสัย และหนึ่งในคำถามของคุณสนิทสุดา เอกชัย จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ มีคำถามที่น่าสนใจว่า จากที่ได้อ่านหนังสือ และฟังท่านอาจารย์พูดมาโดยตลอดนั้น ท่านจะเน้นเรื่องสัมมาวาจา และการฟังอย่างลึกซึ้ง จึงมีข้อสงสัยหนึ่งเกิดขึ้นคือ เวลาที่เราต้องใช้เรื่องสัมมาวาจานั้นมันจะได้ผลเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ระดับบุคคล ซึ่งหลายครั้งนั้นจะอยู่บนพื้นฐานที่เรามีความรักต่อกัน แต่พอมาพูดถึงอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับของชาติพันธุ์ อุดมการณ์ ซึ่งไม่ได้มีความรักเป็นพื้นฐานระหว่างบุคคล และยังถูกล้างสมองในระดับระบบด้วย ท่านอาจารย์จะมีข้อแนะนำอะไรในสิ่งที่ขาดไปเพื่อที่จะแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างศาสนา ระหว่างชาติพันธุ์ และระหว่างอุดมการณ์
http://www.sdsweb.org/th/contentimage/kom06/kompic-Jun06-07-use.jpg
ท่านไถ่นัทฮันได้ตอบคำถามนี้เป็นการชี้ช่องให้เราว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปหาคู่กรณีโดยตรง อาจจะอาศัยบุคคลที่ ๓ กลุ่มที่ ๓ หรือประเทศที่ ๓ ที่เป็นกลาง ที่ได้รับรับความไว้วางใจจากทั้งสองฝ่าย ให้เข้าไปบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า คู่กรณีของคุณอยากจะมีโอกาสรับฟังและพูดคุยด้วย อยากจะรู้ว่าเขาได้ทำอะไรผิดพลาดลงไป ถึงได้ถูกลงโทษ ถูกทำร้ายถึงเพียงนี้ และเขาอยากจะเข้าใจถึงความทุกข์ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นในตัวคุณด้วย ในวงการทูตบางครั้งเราก็ใช้วิธีแบบนี้เช่นเดียวกัน นักการทูตคุยแบบนี้ก็ทำให้การเจรจาต่อรอง เป็นไปได้ แต่การเจรจาเพื่อสันติภาพที่เริ่มต้นด้วยความตึงเครียด ความอัดอั้น เราจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเราไม่รู้จักการเริ่มต้นด้วยการปล่อยวางความเครียดในกายและใจเราก่อน ฉะนั้นในการพูดคุยเจราจาเรื่องสันติภาพนั้น ใน ๓- ๔ วันแรก เราควรให้โอกาสเขาได้อยู่ร่วมกัน ฝึกปฏิบัติร่วมกัน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ทั้งกายและใจ และมีความรู้สึกสบาย สงบ ขึ้น โดยการใช้วิถีแห่งการเจริญสติ เดินด้วยกัน ทานอาหารร่วมกัน เหมือนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตร่วมกัน อีกฝ่ายหนึ่งก็จะรู้สึกว่าเขาก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน หลังจากนั้น เมื่อได้ฝึกให้ผ่อนคลายและสงบลงแล้ว เราจึงจะเริ่มแนะนำการปฏิบัติการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งการฟังอย่างลึกซึ้งนี้จะต้องมีการแนะนำ มีการสอน เราจะต้องฝึกให้คนเหล่านั้นให้ฟังอย่างลึกซึ้งให้ได้ การเจรจาเพื่อสันติภาพส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้เจรจาไม่รู้จักวิธีปฏิบัติที่จะผ่อนคลายความตึงเครียด ฝึกปฏิบัติที่จะใช้การฟังกันอย่างลึกซึ้ง ตอนที่เราจัดให้มีการเข้ามาพบกันระหว่างชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล เราทำได้สำเร็จเพราะเราได้ให้โอกาสเขาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างปกติ ทานข้าวด้วยกัน นั่งด้วยกัน ฟังเพลงด้วยกัน...หมู่บ้านพลัมเป็นชุมชนที่มีคนที่มีการปฏิบัติอยู่แล้ว มีความสงบนิ่งอยู่แล้ว ถ้าผู้คนรู้จักการที่จะผ่อนคลายและสงบนิ่งแล้ว ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาสันติภาพไม่ประสบความสำเร็จพราะว่าไม่มีมิติทางจิตวิญญาณในการเจรจานั้น เช่นตัวผู้นำทางจิตวิญญาณไม่ชี้แนะแนวทางให้
คำตอบนี้กลับมาที่ตัวเราทุกคน สังคมต้องการผู้นำ และผู้นำที่นำจิตวิญญาณของผู้คนไปสู่ความสงบสุขนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง มาช่วยกันสร้างความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา เพื่อจะได้นำพาสังคมให้รอดจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากความหวาดระแวงในกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความสงบเย็นเป็นสุขพ้นทุกข์ เพราะผู้คนในสังคมมีสติปัญญานำทางชีวิตได้ มาร่วมกันพัฒนาสติปัญญาของเราแต่ละคนเพื่อทำดี กู้สังคม เพราะถ้ากู้ธรรมะกลับมาในใจของเราได้ ก็กู้สังคมได้ โปรดส่งเรื่องราวความดีของคุณมาที่ ตู้ป.ณ. ๑ จรเข้บัว กรุงเทพฯ ๑๐๒๓๐ หรือ สถานีแห่งความดี WWW.Dstation.org (http://www.dstation.org/) ความดีของคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจให้คนทั้งแผ่นดิน
โครงการทำดี กู้แผ่นดิน กู้ธรรมะได้ กู้สังคมได้ ถวาย ๘๐ พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ธรรมสวัสดี
ที่มา http://www.sdsweb.org (http://www.sdsweb.org)
http://www.sdsweb.org/th/contentimage/kom06/kompic-Jun06-07-use.jpg
ท่านไถ่นัทฮันได้ตอบคำถามนี้เป็นการชี้ช่องให้เราว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปหาคู่กรณีโดยตรง อาจจะอาศัยบุคคลที่ ๓ กลุ่มที่ ๓ หรือประเทศที่ ๓ ที่เป็นกลาง ที่ได้รับรับความไว้วางใจจากทั้งสองฝ่าย ให้เข้าไปบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า คู่กรณีของคุณอยากจะมีโอกาสรับฟังและพูดคุยด้วย อยากจะรู้ว่าเขาได้ทำอะไรผิดพลาดลงไป ถึงได้ถูกลงโทษ ถูกทำร้ายถึงเพียงนี้ และเขาอยากจะเข้าใจถึงความทุกข์ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นในตัวคุณด้วย ในวงการทูตบางครั้งเราก็ใช้วิธีแบบนี้เช่นเดียวกัน นักการทูตคุยแบบนี้ก็ทำให้การเจรจาต่อรอง เป็นไปได้ แต่การเจรจาเพื่อสันติภาพที่เริ่มต้นด้วยความตึงเครียด ความอัดอั้น เราจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเราไม่รู้จักการเริ่มต้นด้วยการปล่อยวางความเครียดในกายและใจเราก่อน ฉะนั้นในการพูดคุยเจราจาเรื่องสันติภาพนั้น ใน ๓- ๔ วันแรก เราควรให้โอกาสเขาได้อยู่ร่วมกัน ฝึกปฏิบัติร่วมกัน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ทั้งกายและใจ และมีความรู้สึกสบาย สงบ ขึ้น โดยการใช้วิถีแห่งการเจริญสติ เดินด้วยกัน ทานอาหารร่วมกัน เหมือนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตร่วมกัน อีกฝ่ายหนึ่งก็จะรู้สึกว่าเขาก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน หลังจากนั้น เมื่อได้ฝึกให้ผ่อนคลายและสงบลงแล้ว เราจึงจะเริ่มแนะนำการปฏิบัติการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งการฟังอย่างลึกซึ้งนี้จะต้องมีการแนะนำ มีการสอน เราจะต้องฝึกให้คนเหล่านั้นให้ฟังอย่างลึกซึ้งให้ได้ การเจรจาเพื่อสันติภาพส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้เจรจาไม่รู้จักวิธีปฏิบัติที่จะผ่อนคลายความตึงเครียด ฝึกปฏิบัติที่จะใช้การฟังกันอย่างลึกซึ้ง ตอนที่เราจัดให้มีการเข้ามาพบกันระหว่างชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอล เราทำได้สำเร็จเพราะเราได้ให้โอกาสเขาใช้ชีวิตด้วยกันอย่างปกติ ทานข้าวด้วยกัน นั่งด้วยกัน ฟังเพลงด้วยกัน...หมู่บ้านพลัมเป็นชุมชนที่มีคนที่มีการปฏิบัติอยู่แล้ว มีความสงบนิ่งอยู่แล้ว ถ้าผู้คนรู้จักการที่จะผ่อนคลายและสงบนิ่งแล้ว ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาสันติภาพไม่ประสบความสำเร็จพราะว่าไม่มีมิติทางจิตวิญญาณในการเจรจานั้น เช่นตัวผู้นำทางจิตวิญญาณไม่ชี้แนะแนวทางให้
คำตอบนี้กลับมาที่ตัวเราทุกคน สังคมต้องการผู้นำ และผู้นำที่นำจิตวิญญาณของผู้คนไปสู่ความสงบสุขนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง มาช่วยกันสร้างความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา เพื่อจะได้นำพาสังคมให้รอดจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากความหวาดระแวงในกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความสงบเย็นเป็นสุขพ้นทุกข์ เพราะผู้คนในสังคมมีสติปัญญานำทางชีวิตได้ มาร่วมกันพัฒนาสติปัญญาของเราแต่ละคนเพื่อทำดี กู้สังคม เพราะถ้ากู้ธรรมะกลับมาในใจของเราได้ ก็กู้สังคมได้ โปรดส่งเรื่องราวความดีของคุณมาที่ ตู้ป.ณ. ๑ จรเข้บัว กรุงเทพฯ ๑๐๒๓๐ หรือ สถานีแห่งความดี WWW.Dstation.org (http://www.dstation.org/) ความดีของคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจให้คนทั้งแผ่นดิน
โครงการทำดี กู้แผ่นดิน กู้ธรรมะได้ กู้สังคมได้ ถวาย ๘๐ พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ธรรมสวัสดี
ที่มา http://www.sdsweb.org (http://www.sdsweb.org)