PDA

View Full Version : ปีติเริงร่าด้วยวิถีหมู่บ้านพลัม (Plum Village) กับท่าน ติช นัท ฮันห์(Thich Nath Hanh)


มดเอ๊ก
06-05-2007, 03:31 PM
คนจำนวนร่วมพันกับห้วงระยะ 5 วันตั้งแต่ตีห้าถึงสามทุ่มในศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ล้านนา ช่างเป็นเวลาที่ความสงบเบิกบานปกคลุมไปทั่วบริเวณที่ใช้ในการจัดงานภาวนาของหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์

หลากหลายชีวิตที่ไปรวมตัวกันทั้งคนไทยและต่างประเทศตั้งแต่เด็กที่ขวดนมยังคาปากไปจนถึงผู้เฒ่าที่ต้องให้คนช่วยประคองรวมทั้งนักบวชต่างเพศต่างนิกาย ต่างขับเคลื่อนไปตามแบบของตนด้วยอาการที่สำรวมแต่อิ่มเอิบ แม้หลวงปู่จะใช้เวลาในการสอนวันละไม่ถึงสองชั่วโมง แต่คราใดที่เสียงของท่านเปล่งออกมา พร้อมกับสายตาทอดนิ่งและรอยยิ้ม สามารถทำให้ความลังเลสงสัยปลาสนาการ ต้องพากันสงบใจเพื่อไตร่ตรองทำความเข้าใจกับสัจจะธรรมที่ท่านได้แสดง มันไม่ใช่คำหรูที่สอดรับเล่นกันด้วยเหตุผล หรือพิธีกรรมที่มีเจตนาเคลือบแฝง แต่ทุกรายละเอียดค่อยๆ เผยความจริงให้พิสูจน์ ด้วยปัญญาและเมตตาของครูเซ็นผู้สูงวัย (82 ปี) ในลีลาของผู้ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังและจิตใจที่ใสซื่อดั่งเด็กน้อยๆ ถ่ายทอดหัวใจแห่งศาสนาพุทธในแบบมหายานให้กับทุกผู้ทุกคน ห้วงขณะที่ท่านสื่อสารการทำสมาธิด้วยก้อนกรวดกับกลุ่มเด็กๆ บนเวที สายตาทุกคู่ของผู้โตกว่า ตั้งแต่หนุ่มสาวผู้พึ่งแทงยอด เชื่อมั่นและเป็นอิสระ ไปตลอดจนถึงบรรดาผู้เจนโลกเต็มล้นผ่านประสบการณ์ด้วยกาลเวลา ต่างพากันจ้องเขม็ง ติดตามการสอนด้วยใจที่สะท้านและครุ่นคิดด้วยอาการโยนิโสมนสิการ

เสียงกังวาลของระฆังที่ทำจากบาตรสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ เป็นข้อตกลงที่ให้ทุกคนกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออก ดังขึ้นเป็นระยะไม่ว่าขณะที่หลวงปู่กำลังสอนหรือขณะตักข้าวใส่ปากระหว่างพักรับประทานอาหาร การสวดมนต์ที่ใช้ตัวโน๊ตสูงต่ำมีเนื้อหา การเจริญสติ การทำสมาธิ และบูชาพระรัตนตรัย สามารถแผ่เข้าไปถึงส่วนลึกของหัวใจ ให้ความศรัทธาเอ่อล้นขึ้นมา อีกทั้งบรรดาเพลงที่ชวนให้หวนกลับไปอยู่กับลมหายใจก็ก่อให้เกิดความตระหนักรู้และมีสติอยู่กับปัจจุบันได้ง่ายอย่างน่าชื่นชมทีเดียว


คำสอนที่มุ่งลดความมีตัวตนด้วยแบบฝึกหัดสัมผัสพื้นดินที่ชวนให้ใคร่ครวญการมีอยู่ของตัวเราที่ประกอบกันจากสายธารที่เนื่องไหลจากบรรพบุรุษ ทั้งปัจจัยแวดล้อมของผืนแผ่นดินที่อาศัย และสิ่งดีๆ ที่รับจากบรรดาผู้ชี้นำทางใจ ที่ประชุมกันอยู่เป็นเรา ร่วมกันกับวิธีคิดในการฟื้นคืนความสมานฉันท์ด้วยการนำส่วนแปลกแยกที่ติดค้างคืนกลับสู่พื้นปฐพี ทำให้ความอหังการถูกสั่นคลอนมากทีเดียว นอกจากนี้คำสอนการเริ่มต้นใหม่กับผู้ที่เราโกรธ ก็เต็มไปด้วยความละเอียดพิสดารและเปี่ยมล้นด้วยความกรุณา และคำสอนการมีสติอยู่กับที่เราเรียกว่าศีลห้านั้น เป็นทั้งคำสอนและพิธีกรรมที่งดงามและอัจฉริยะยิ่ง ดังคำสวดสรรเสริญที่ว่า งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด


ส่วนที่เยี่ยมทีสุด อาจเกิดขึ้นในขณะที่ใครๆ คิดว่าได้เลยจุดสุดยอดไปแล้ว ท่านได้แสดงเซ็นโดยชูกลักไม้ขีดขึ้น แล้วอ้อล้อว่า “เปลวไฟดวงน้อยที่รัก เจ้ามาจากไหน?” “ที่รัก ฉันไม่ได้มาจากไหน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ฉันจึงปรากฏขึ้น ธรรมชาติของฉันที่แท้จริงไม่มีการมา” เปลวไฟตอบ ท่านดับไฟลงแล้วถามต่อไปว่า “เปลวไฟดวงน้อยที่รัก ทีนี้เจ้าหายไปไหนละ?” “ที่รัก ฉันไม่ได้หายไปไหน เมื่อเหตุปัจจัยไม่พร้อม ฉันก็ไปอยู่ที่อื่น ธรรมชาติที่แท้จริงของฉันไม่มีการไป” ท่านเสริมว่า ที่จริงแล้วไม่มีการเกิดดับ มีแต่ความต่อเนื่องของสิ่งต่างๆ สัจจะธรรมสูงสุดจึงเป็นการไปพ้นความคิดที่เป็นสองขั้ว แล้วท่านจบการแสดงด้วยการจุดเทียนขึ้นสองเล่ม พร้อมกับคำถาม “ที่รัก เปลวไฟของเจ้าเป็นไฟดวงเดียวกันหรือต่างกัน” “ที่รัก มันไม่เหมือนกันและไม่ต่างกัน” เทียนทั้งสองเล่มประชันกันตอบ ท่านอธิบายว่าพระสูตรนี้ทั้งเถรวาทและมหายานมีเหมือนกัน

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/874/1874/images/Thich-Nat-Hanh.jpg

ภาพจากคุณมหาเนชั่น ขออภัยที่หยิบมาโดยไม่ได้ขออนุญาตล่วงหน้า


http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/874/1874/images/thich-nat-hanh2.jpg

ภาพจากคุณมหาเนชั่น ขออภัยที่หยิบมาโดยไม่ได้ขออนุญาตล่วงหน้า

ศาสนาพุทธที่แท้ คือ วิธีคิด อารมณ์ความรู้สึก และการกระทำ ที่ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ไม่ว่า เถรวาท มหายาน หรือวัชระยาน แต่ไปถึงแก่นแท้ของความเป็นพุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานภาพหนึ่งที่ประทับใจจากการเข้าร่วมงานภาวนาที่เชียงใหม่(ทั้งที่เป็นเถรวาท มีพระอุปัชฌาย์เป็นเถรวาท และคงตายในเถรวาท) คือภาพของ นักบวชชาย นักบวชหญิง จาก ฝรั่งเศส,ธิเบต,ลาว,เขมร,ญวน และสยาม (เฉพาะสยามก็หลายนิกายจีวรหลายหลากสี) ร่วมกันศึกษาพระธรรม แลกเปลี่ยนความเข้าใจ และแลกบทบูชาพระรัตนตรัยด้วยภาษาสำเนียงที่แตกต่างกัน ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีความเสมอภาพ มีความเคารพในความเป็นมนุษย์ นับถือต่อกันในฐานะลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ตลอดจนถึงการให้ศักดิ์ศรีกับฆราวาสเป็นสังฆะร่วมกัน อันเห็นได้ว่าที่พูดกันว่าจะถึงกาลเสื่อมนั้น ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นเป็นแน่ ดังนั้น พวกเราที่เป็นเถรวาท ควรเปิดใจกว้าง ดูแลยุวชนของเราด้วยศาสนาพุทธที่มีชีวิต และเรียนรู้จากพวกอื่นๆ บ้าง


http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/874/1874/images/Thichnathanh/GangF4.jpg


:SMLX_053:http://www.oknation.net/blog/thinking-aloud/2007/05/28/entry-1