PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๔๐ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๐


Paang
06-05-2007, 06:58 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name40.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page1.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ช่วงแรกของเล่ม "อดีตที่ผ่านพ้น กรรมฐาน" (http://www.grathonbook.net/book/past/past13.html) สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ




เดือนสิงหาคม ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ



ถาม.....

ตอบ: สมัยก่อนให้สังเกตว่าบรรดาพวกขุนศึก แม่ทัพ นายกองต่าง ๆ วาระสุดท้ายจะเข้าวัดบวชกันหมด อยู่ในลักษณะบวชล้างบาป ถวายดาบเป็นราวเทียนพุทธบูชา เลิกกันที แต่วิชาความรู้ยังอยู่ ในเมื่อวิชาความรู้ยังอยู่พวกลูกหลานชาวบ้านถึงเวลาเข้าวัดบวชบ้างหรือไปฝากตัวเป็นศิษย์ วัดบ้างก็ศึกษาวิชาการทางในวัด มาระยะหลัง ๆ นี่เขารังเกียจวัด โรงเรียน ดัง ๆ ที่ชื่อวัด ตอนนี้มันถอดคำว่า “วัด” ออกจากโรงเรียนหมด คุณธรรมและจริยธรรมมันเริ่มตกต่ำตั้งแต่เขาแยกโรงเรียนออกจากวัด อาตมาเองอายุไม่มากนะ แค่ ๔๐ กว่า ๆ ยังไม่ ๕๐ ยังเรียนทันอยู่ตอนช่วงที่เขาปิดวันโกนวันพระ พอขึ้น ป.๓ เขาเปลี่ยนมาปิดเสาร์อาทิตย์ ไม่รู้หรอกว่าเสาร์อาทิตย์หน้าตาเป็นยังไง เพราะรู้แต่ว่าวันโกนวันพระมันขึ้นกี่ค่ำแรมกี่ค่ำ พอถึงเวลาวันโกนครึ่งวันเช้าครูจะพาไปวัด จากโรงเรียนไปวัด ถ้าโรงเรียนไม่ได้อยู่ในวัด ก็อยู่ห่างวัดไม่ไกล พาไปวัดไปทำความสะอาดวัด ดายหญ้าขัดส้วม ถูศาลา ประเคนอาหารพระ พระฉันเสร็จก็ฟาดกันพุงปลิ้นอยู่นั่น ล้างถ้วยล้างชามครอบเสร็จกลับบ้านได้ ส่วนวันพระหยุดให้เต็มวัน ใหม่ ๆ เปลี่ยนเป็นเสาร์อาทิตย์ ไม่รู้เสาร์อาทิตย์หรอก ถาม พี่มุกดา จนแกรำคาญ ไม่รู้จักดูเองมั่งรึไง ก็มันดูไม่รู้เรื่อง แล้วพี่เขาก็สอนให้ บอกไอ้กระดาษแดง ๆ นี่วันอาทิตย์ เราต้องคอยไปเปิดดูเมื่อไหร่มันจะถึงแผ่นแดง ๆ สมัยก่อนปฏิทินมันจะเป็นปึกเล็ก ๆ เปิดไปเรื่อย พอวันอาทิตย์มันจะเป็นแผ่นสีแดง นั่นแหละกว่าจะรู้ว่าวันอาทิตย์หน้าตาเป็นยังไงก็เกือบตาย ก็ยังมานึกอยู่ว่ามันไม่น่าเลิก

อย่างพวกที่ทองผาภูมิ พวกมอญ พม่า กระเหรี่ยง เขาจะหยุดงานวันโกนวันพระ วันโกนนะเขาจะหยุดงานไปเตรียมข้าวเตรียมขนม บ้านไหนมีทุนเยอะหน่อยทำขนมจีน เพื่อนฝูงก็แห่กันมาช่วยกันตำแป้งขนมจีน เดี๋ยวพรุ่งนี้ได้กิน ถวายพระเสร็จได้กินแน่ เตรียมขนมเตรียมข้าว พอวันพระจะได้ไปวัด ยังหยุดอย่างอย่างนั้นเป็นปกติอยู่ บ้านเรานี่เล่นตามฝรั่งหยุดเสาร์อาทิตย์ ไปอ่านเขาเขียนเกี่ยวกับเรื่องโบราณนี่แหละ เสร็จแล้วเขานัดหมายกันว่าวันอาทิตย์อย่างนี้ วันพฤหัสอย่างนี้ บอกนี่มันไม่รู้จริง สมัยก่อนเขานัดกันเป็นขึ้นเป็นแรม ไอ้นี่ดันมานัดวันอาทิตย์ วันพฤหัส ทันสมัยเกินไป ไม่ต้องมากหรอกต้นรัชกาลที่ ๙ นี่ก็สุดโบราณแล้ว

ถาม : แล้วสำนักเส้าหลินในปัจจุบันนี้ ?
ตอบ : มันก็ได้ไม่ถึง ๑ ใน ๑๐๐ ของสมัยก่อนแล้ว มีอยู่รายหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่นพระด้วย พระญี่ปุ่นนั่นโคตรอัจฉริยะเลย คงจะประเภทอดีตชาติเคยทำมา เขาไปเที่ยวเมืองจีนไปวัดเส้าหลิน ไปเห็นภาพวาดการต่อสู้ที่ติดผนังอยู่เขาทำได้ทุกท่าเลย แค่เห็นนะเลียนแบบได้หมด ให้คนอื่นลองลงไม้ลงมือกับเขา แล้วเขาก็ใช้กระบวนท่าที่ผนังอยู่นั่นน่ะ เขาใช้ได้หมด แค่เห็น เล่นเอารัฐบาลจีนกลุ้มใจเป็นอันมาก น่าจะเป็นคนจีนศึกษาได้ กลายเป็นญี่ปุ่นศึกษาได้ก่อน ก่อนหน้าเขาคิดว่าเป็นภาพที่วาดติดผนังไว้สวย ๆ ไม่นึกว่ามันจะเป็นวิชา การต่อสู้ที่ใช้ได้ผลจริง ๆ ต้องรอพวกประเภทนี้เกิดใหม่ แล้วพวกนี้เกิดใหม่เมื่อไหร่ก็เป็นอันว่าเขาจะสามารถศึกษาวิชาเดิมเขาได้

ถาม : คนรุ่นใหม่จะไม่มีสิทธิ์...?
ตอบ : จริง ๆ แล้วรุ่นนี้ รุ่นปัจจุบันนี้น่าจะได้เพราะว่าเป็นรุ่นของอภิญญาโดยเฉพาะ พวกอภิญญานี่ โน่นมันขั้นต้น ๆ เท่านั้นเอง ที่เขาว่าอะไรล่ะ “ตั๊กม้อโจ้วซือ” หันหน้าเขาหาผนังถ้ำ นั่งสมาธิอยู่ ๙ ปี คนจีนเขาใช้คำว่าลมปราณที่แผ่ออกจากร่างกายมาทำให้ผนังศิลากลายเป็นรูปของท่าน ถ้าเป็นอย่างเราเขาเรียกว่า “พระฉาย” ที่สระบุรี ที่เงาพระพุทธเจ้าทาบติดผนังหิน ลักษณะนั้น

ถาม : ไม่ลุกไปกินข้าว ?
ตอบ : ไม่ไปไหนเลย ๙ ปีเต็ม ๆ เรื่องเล็ก จะอยู่ระดับนั้นจะอยู่กี่ร้อยปีก็อยู่ได้ เพราะว่าอยู่ด้วยธรรมปิติอยู่แล้ว แบบเดียวกับ หลวงพ่อขี้ค้างคาว ที่หลวงพ่อท่านเคยเล่าให้ฟัง อยู่ในถ้ำจนขี้ค้างคาวสูงถึงเอว อยู่มากี่ปี ค้างคาวมันขี้ไปเรื่อย ขี้ค้างคาวท่วมเอวแล้ว หลวงพ่อบอกไม่เห็นท่านจะผอมเลยเหลืองอ้วนสวยเชียว ท่านคลานเข้าไปถึง หลวงพ่อ...หลวงพ่อ ก็เออ ๆ ๆ ก็หลับของท่านอยู่อย่างนั้น นั่งหลับ จริง ๆ ก็คือเข้าสมาธิอยู่ ท่านทั้งหลายเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วคือไม่มีงาน รอวันตายอย่างเดียวก็นั่งของท่านอย่างนั้น

ถาม : ท่านถึงที่สุดหรือยัง ?
ตอบ : ถึงที่สุดหรือยัง ? อันนี้ต้องถามท่าน อาตมาไม่มีสิทธิ์พยากรณ์เรื่องนี้จะไม่เผลอเด็ดขาด หลวงพ่อสั่งไว้กลัวโดนเหยียบ ท่านบอกว่าการพยากรณ์มรรคผลเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ถาม : คนเขียนเรื่องกำลังภายในพวกนี้...(ไม่ชัด)...?

ตอบ : มันต้องรู้ ถ้าไม่รู้มันเขียนไม่ได้ เพราะว่าระยะหลัง ๆ นี่ใช้กำลังใจมากกว่ากำลังกายอยู่แล้ว ถึงได้บอก “ดาบสวรรค์ดวลกับผู้วิเศษกำจาย” นี่ แหม...มันสุดยอดอลังการเลย สมาธิชัด ๆ เลย วัดมันใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน เดินไม่ถึงประตูวัด ข้างในยินดีต้อนรับแล้ว รู้ขนาดนั่นน่ะ มันรู้ด้วยอะไร..ถึงเวลากำลังฌานมันคุ้มได้ ถ้าเป็นกำลังภายในก็อยู่ระดับ “เทวราชคงกะพัน” ความจริงไอ้นั่นห่วยแตกนะ เทวราชคงกะพันน่ะ เพราะว่าถ้าหากว่านับอย่างในเรื่องอาวุธอย่างปืน ถ้ายิงไม่ออกถึงจะถือว่าสุดยอด รองลงมาก็ยิงออกไม่ถูก ถ้ายิงถูกไม่เข้านี่มันประเภทอยู่ระดับสาม เพราะถ้านับจริง ๆ พวกหนังเหนียวนี่ห่วย

ถาม : พวกคัมภีร์ พิมพ์เอง...?
ตอบ : เคยอ่านมังกรหยกมั้ยล่ะ ? เตียบ่อกี๋ฝึกจากคัมภีร์อะไรล่ะ ? ก็คัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแหละ เขาเรียกอะไรล่ะ “คัมภีร์จากลังกา” มันก็ตำราวิสุทธิมรรคของพุทธโฆษาจารย์ทั้งนั้น
ถาม : แล้วทำไมกลายเป็นการโคจรพลัง ลมปราณอยู่ไหน ?
ตอบ : เราจับติดมั้ยล่ะ ? ถ้าหากว่าเราทำจนกระทั่งคล่องตัวจริง ๆ มันทำได้ ก็ลักษณะใช้มโนมยิทธินั่นแหละ เป็นการบังคับกำลังข้างในให้เคลื่อนไหวไปตามจุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย กำลังข้างในของเรา มันจนต้องเรียกว่าเป็นกำลังจากอวัยวะ ถ้าหากว่าธรรมดาเรายึดตัวตรง ๆ แล้วหายใจเข้า มันจะมีกำลังส่วนหนึ่งวิ่งสวนขึ้นมาอยู่ตรงคอ จะรู้ตัวทันทีเลย เพียงแต่เราไม่เคยจับสังเกตเท่านั้น เขาจะบังคับกำลังส่วนนี้ให้มันไปสู่ร่างกายในจุดต่าง ๆ ได้

สมัยก่อนเคยหัดอยู่ เสร็จแล้วมาฝึกกรรมฐานใหม่ ๆ นี่ ประสาทจะกิน เราเคยชินในการที่ไล่ให้มันวิ่งทั้งตัวแล้วนี่ มันต้องหยุดแค่จุดศูนย์อย่างนี้ ไปต่อไม่ได้ ก็ต้องประเภท หนึ่ง สอง สาม สาม สอง หนึ่ง จมูก อก ท้อง ท้อง อก จมูก จะมีปัญหามาก มีปัญหาตรงจุดที่ว่า เราได้บังคับกำลังให้มันวิ่งไปทั่วตัวแล้ว แล้วต้องมาหยุดมัน ปล้ำอยู่เป็นปี กว่ามันจะยอมหยุด ถ้าไม่ดื้อขนาดนั้นก็คงทำไมได้ เพราะจะไปชินกับวิธีเดิมของตัวเอง แล้วพอมาฝึกมโนมยิทธิก็เข้าใจเลยว่าคือมโนนั่นเอง เพียงแต่ว่าแทนที่จะออกไปเที่ยวข้างนอก มันไปเที่ยวอยู่ข้างใน

ถาม : กำลังภายในที่เขาว่าคือ กำลังในอวัยวะ ?
ตอบ : มันกำลังในอวัยวะ นั่นน่ะพวกอะเดรนาลีน ลักษณะนั้นแหละ พวกกำลังภายในนี่เขาสามารถควบคุมให้มันออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ว่าของคนทั่ว ๆ ไป มันต้องตกใจ ก็แค่นั้นเอง

ถาม : พวกรัสเซียเขามีพลังจิต สะกดจิต ?
ตอบ : นั่นมันแค่ขั้นต้น ๆ แค่นั้นเอง พวกนี้ถ้าไม่มีพื้นฐานสมาธิของเดิม ๆ มา เขาก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว ในเมื่อพื้นฐานเดิมเขาอยู่เยอะ เมื่อมาฝึกทางด้านนี้มันจะได้ง่ายกว่าเขา

ถาม : ..................................
ตอบ : แต่อย่าลืมว่าคนที่มีฉันทะจะทำในปัจจุบัน อดีตต้องเคยทำมาแล้ว ถึงจะเป็นปัจจัยส่งผลให้ในปัจจุบันนี้สืบเนื่องต่อไปข้างหน้า

ถาม : เขาไม่ได้เข้าวัดฝึกสมาธิ... ?
ตอบ : ก็ใครว่าเขาไม่ได้ฝึก เพียงแต่เขาฝึก มาก่อน ไม่ได้ฝึกแบบเรามันสารพัดวิธี แบบหลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม ยังอยู่รึเปล่าไม่รู้ ? ยังอยู่ใช่มั้ย ? หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิมท่านใช้คำภาวนาที่แปลกมากเลย พ่อพาไปวัดแล้วพ่อไปคุยกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส ทิ้งท่านอยู่ที่ศาลาเด็กเล็ก ๆ นี่อยู่ที่ศาลามืด ๆ คนเดียวก็กลัว หลับหูหลับตานั่งกอดเข่า กลัวแล้วไม่เอาอีกแล้ว คือยังไง ๆ เจอก็ไม่เอาแล้ว ปรากฏว่าคำว่า “กลัวแล้วไม่เอาอีกแล้ว” ของท่านนั่นแหละ กลายเป็นสมาธิหลุดออกจากตัวไป กลายเป็นออกด้วยมโนฯ เต็มกำลังเลย คำภาวนาอย่างนี้มีใครใช้บ้าง กลัวแล้วไม่เอาอีกแล้ว ท่านบอกว่ามันเห็นว่าวัดมันสว่าง มันไม่มืดเลย ความกลัวก็เลยลดลง พอจิตหลุดออกจากร่างกายเห็นอะไรจะสว่างเหมือนกับกลางวัน

ถาม : พวกกรรมฐานเขาทำถึงระดับไหน ?
ตอบ : ระดับไหน ? มันน่าจะอยู่ระดับฌาน ๔ นะ

ถาม : แค่ฌาน ๔ แค่นั้นเอง ?
ตอบ : ก็คุณจะเอาอะไรมากกว่านั้นเล่า สมาบัติ ๘ มันก็กำลังของฌาน ๔ เพียงแต่มันเปลี่ยนวิธีการ ใช้แค่นั้นเอง

ถาม : ........................................
ตอบ : ต้องดาบสวรรค์ นอกจากดาบแล้วไม่มีอย่างอื่น แสดงว่ากำลังใจของเขามุ่งอยู่จุดเดียว คนที่สามารถตัดความรู้สึกรอบข้างออกหมด มุ่งจดจ่ออยู่จุดใดจุดหนึ่งนี่ถ้าไม่ได้ฌานทำไม่ได้ อันนั้นก็เหมือนกัน อันนี้รู้สึกว่ามันเป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่า คือยังอยู่ในระดับที่เราจับได้ต้องได้

ถ้าอย่างพวกวาตะเมฆานี่มันเวอร์เกินไป จินตนาการมันดีจริง แต่มันเวอร์อยู่ในลักษณะที่เรารู้ว่าทำไม่ได้ ประเภทยิงธนูไปถล่มเขาจนราบอย่างกับระเบิดนิวเคลียร์ทำได้มั้ยล่ะ ? ทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่ว่าอย่างมังกรคู่สู้สิบทิศนี่ มันทำได้ แล้วค่อย ๆ พัฒนาการทีละระดับทีละระดับ เพราะจุดที่สำคัญที่สุดที่ควรจะศึกษาก็คือว่าเขาใช้คำว่า “ต่อสู้เพื่อหล่อเลี้ยงการต่อสู้” คือจะกระตุ้นตัวเองให้เข้าไปอยู่ในจุดอับ ในลักษณะที่ว่ามีศัตรูอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตัวเองต้องพัฒนาการเพื่อให้ก้าวหน้า ไม่งั้นสู้เขาไม่ได้ แพ้เขาหรือตายลักษณะของการปฏิบัติก็เหมือนกัน ของเราทุกวันนี้มันอยู่ในจุดอับ คือจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ชีวิตมีอยู่แค่ลมหายใจเข้าออก ถ้าเราไม่ดิ้นรนให้ปัจจุบันให้ดีที่สุด อาจจะไม่มีโอกาสทำอีกแล้ว ถ้าเราสามารถยัดตัวเองเข้าไปตรงจุดนั้นได้เราก็จะก้าวหน้าแบบเขา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เราเหมือนกับอยู่บนเรือนที่ไหม้ไฟ ไฟกำลังไหม้บ้านอยู่ แล้วเราอยู่ข้างบนนั้นมีแต่จะรีบหนีมันไปเสียให้พ้น แต่ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่อยู่สุขอยู่สบายกับมันดีจังเลย

ถาม : มันนึกยาก นอนสบาย... ?
ตอบ : นึกยากใช่ ลองจุดไฟเผาบ้านแล้วก็นอนรอ เดี๋ยวก็รู้เองว่าต้องหนีแบบไหน

ถาม : พอมีเรื่องทุกข์ร้อนก็จะนึกออก ?
ตอบ : ถึงได้บอกว่าฉันทะมันมีไม่พอ ฉันทะมันไม่พอ วิริยะก็เลยไม่พยายาม

ถาม : ..........................................
ตอบ : อ๋อ อันนี้ของอาจารย์ฐะปะนีย์ นาครทรรพ เคยได้ยินชื่อท่านมั้ย ? ท่านบอกว่าเรียนเก่งเรียนอย่างไร จดสิ ไม่จดก็เรื่องของเขาเนอะ บอกทีเดียวอยู่แล้ว เรียนด้วยใจหิววิชา เมื่อวานคนเขาสงสัยว่าอาตมาทำคะแนนเต็มร้อยได้ยังไง ก็เลยบอกเขา อยากรู้ดูตำรา มันไม่อ่านหรอกครู สอนเสร็จโยนกองแล้วไปเที่ยว ยิ่งค้นคว้ายิ่งพาเพลิน ยิ่งเรียนยิ่งสนุก ส่วนใหญ่ไม่อยากเรียนก็นี่ ฉันทะไม่พอหมดความสนุก ผลักความทุกข์ พ้นทางเดิน ถ้ามันสนุกอยู่กับการเรียนก็ลืมเรื่องอื่นหมด ไม่หิว ไม่อิ่มเกิน จำไว้หิวไปก็ฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิ อิ่มเกินไปก็หลับ ไม่ห่างเหินไม่โหมเอย ไปเรื่อย ๆ สม่ำเสมอ ไม่ใช่ไปโหมเอาก่อนสอบไม่กี่วัน เดี๋ยวก็เครื่องพัง เจ้าพวกนี้อ่านอะไรแล้วไม่ค่อยจำ ของเราก็ไม่ได้ตั้งใจจำ บังเอิญอ่านแล้วมันอยู่ในหัวมันไม่ไปไหน ความตั้งใจมันไม่พอ เด็กรุ่นใหม่น่าสงสารมากเพราะสมาธิมันไม่ทรงตัว เขาใช้คำว่า สมาธิสั้น เมื่อสมาธิสั้นอย่าไปหวังเลยว่าความจำมันจะดี

ถาม : บนไว้แต่มีความจำเป็นไปไม่ได้ ขอผ่อนผันได้ไหม ?
ตอบ : เรื่องของการบนพระบนเทวดา ต้องตรงไปตรงมา ถึงเวลานี่จะมีความจำเป็นยังไงก็อย่าไปทิ้งมันนาน

ถาม : คืออยากจะถาม เห็นท่าเดินแล้ว ?
ตอบ : เห็นท่าเดินแล้วไปไม่รอดแน่ พอมาเลเรียมันขึ้นสมองแล้วมันจะเบลอ ถ้าเราไม่ตั้งสติดี ๆ นี่เดี๋ยวร่วง ก็เลยต้องเดินท่าที่เห็นนั่น เป็นอะไรที่สนุกมากเลย คือเราเห็นชัด ๆ เลยว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ในเมื่อมันไม่ใช่ของเรา ก็คือเราต้องบังคับมัน ไม่ใช่มันบังคับเรา จำเอาไว้เลยนะ สร้างกำลังใจตัวนี้ให้ได้ ในเมื่อมันไม่ใช่ของเรา ก็ต้องเราบังคับมัน อย่าให้มันบังคับเรา อยากเป็นอะไรก็เป็น พอถึงเวลาทำงานทำไปก่อน ตายเมื่อไหร่ก็เลิก

ถาม : จะตั้งอารมณ์ต่อสู้กับความเจ็บปวด ?
ตอบ : ตัวนั้นใช้อานาปาณาสติอย่างเดียว ถ้ากำลังใจทรงตัวปุ๊บ จิตกับประสาทมันเริ่มแยกจากกัน มันไม่ค่อยรู้สึก ไม่ใช่ไม่เจ็บไม่ปวด เจ็บปวดตามปกติ แต่เราไม่ได้ไปสนใจมัน ก็เลยไม่ได้นึกถึง มีบางคนถามตอนนี้เป็นยังไงมั่ง ? บอกมึงอย่าถามได้มั้ย ? ถามทีไรกูต้องนึกทุกที นึกถึงมันเมื่อไหร่ก็..โอ๊ยแย่แล้ว...!

ถาม : .......................................
ตอบ : พยายามแล้วได้แค่นี้ วิธีการรักษาที่ดีที่สุดก็คืออย่ามาที่นี่ มันก็จะได้พัก ตั้งแต่ศึกษาวิชาการตามสายหลวงพ่อมา ถ้าคนอื่นเขาจะว่าเราปลุกเสกของ แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะว่ามันเป็นการขอบารมีพระท่าน เราเองมีหน้าที่ทำอย่างที่ท่านสั่ง ท่านจะสั่งว่าตั้งกำลังใจแบบไหน ขนาดไหน ใช้คาถาบทไหน หรือภาวนาอย่างไรเราก็ทำตามไป ที่เหลือท่านจะสงเคราะห์ให้เอง

มีอยู่งวดหนึ่ง ตอนนั้นหลวงพ่อท่านได้รับคำสั่งจากพระ ให้ทำยันต์ ทำน้ำมนต์รักษาโรคได้ทุกโรค หลวงพ่อท่านก็บอกว่าคนเขาจะเชื่อหรือครับ ผมเองก็ป่วยจะตายแหล่ไม่ตายแหล่อยู่ พระท่านบอกว่ ถ้าหากว่าคนที่กรรมเบาเขาจะเชื่อ เขาเชื่อก็จะเกิดประโยชน์กับเขาเอง หลวงพ่อท่านก็ให้แบบยันต์มา เราก็มานั่งเขียน เขียนเสร็จเรียบร้อยก็บอกหลวงพ่อ ว่าเสร็จแล้วครับ หลวงพ่อจะเสกให้เมื่อไหร่ หลวงพ่อบอก วิธีก็รู้อยู่แล้วไปเสกเอง โห...เจ้าประคุณเอ๋ย อิติปิโสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ ๑๐๘ จบ นะมะพะธะ อีก ๑๐๘ สองชั่วโมงครึ่ง ถอนกำลังใจไปนี่หมดแรงเลย หลวงพ่อท่านบอกว่าตำรานี้บังคับ บังคับว่าคนทำต้องเสกเอง ของเราไม่มั่นใจ พอหลวงพ่อท่านทำพิธีพุทธาภิเษาก็แอบเอาไปซุก ท่านเห็นเข้าท่านก็หัวเราพ ท่านบอกว่า ก่อนหน้านี้สมัยหลวงปู่ปานอยู่ ข้าก็ไม่เคยมั่นใจเหมือนกัน แต่พอสิ้นครูบาอาจารย์แล้ว คนเขาเห็นว่าแกเป็นลูกศิษย์ไม่มั่นใจก็ไม่ได้แล้ว เท่ากับว่าถึงเวลาโดนมัดมือชก ยังไงก็ต้องทำไป

เคยกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า ระหว่างหลวงพ่อกับหลวงปู่ใครดังกว่ากัน นี่พูดถึงว่าการที่มีคนเคารพนับถือ ชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ หลวงพ่อบอกว่าหลวงปู่ดังกว่าเยอะ สมัยหลวงปู่คนมาประมาณเท่าไหร่ หลวงพ่อบอกไม่หนี ๗-๘ หมื่น สมัยหลวงพ่อคนมันมาต้อง ๒-๓ แสนนะ ก็บอกไม่หนี ๗-๘ หมื่น เพราะว่าเรือมันจอดเต็มหน้าวัดชนิดที่คนเดินข้ามฝั่งได้เลย ไม่ต้องลงน้ำ หุงข้าว ๘ กะทะต่อเนื่องเลี้ยงเขาทั้งวันไม่พอ หุงตลอดไม่มีการหยุด หลวงพ่อท่านบอก แกคิดดูซิสมัยนี้วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ มันทำให้เราคล่องตัวเท่าไหร่ แล้วสมัยนู้นมีเหรอ เขาบอกกันปากต่อปากแค่นั้น แล้วเขามันกันขนาดนั้น ก็ลองให้หลวงปู่มาอยู่สมัยข้าดูสิ คนไม่มาเป็นล้านรึ มานึกดูก็จริงอย่างท่านว่า ถึงได้ยอมรับ อ้อ...หลวงปู่ท่านดังกว่าจริง ๆ แล้วจนทุกวันนี้พระที่หลวงปู่ท่านทำก็ยังเป็นอมตะอยู่ เป็นที่แสวงหากันในวงการอย่างยิ่งเลย

ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ กว่าจะมานั่งให้เขาไหว้ได้ ทำบุญได้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะเหลือเกิน สมัยที่บวชใหม่ ๆ พอถึงพรรษาที่ ๓ เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่านักบวชที่เขาบวชกันอยู่ทุกวันนี้ ใครก็ตามที่อยู่นาน ๆ จะดีจะชั่วยังไงนี่เรากราบตีนได้ทุกองค์เลย ทำไมเขาทนได้ขนาดนั้น นี่ความรู้สึกเฉพาะตัวเลยนะ ของเรานี่ทำกรรมฐานพื้นฐานมันแน่นปั๊กมาตั้งแต่ฆราวาส มันจะไปแหล่ไม่ไปแหล่ แล้วพวกเฮงซวยห่วยแตกไม่เอาอะไรเลย ทนอยู่ได้ยังไงก็ไม่รู้ ถึงได้บอก แหม..นับถือความอดทนของเขาเลย

ในเมื่อนับถือความอดทนของเขา ก็เลยอยู่ในลักษณะที่ว่านั่นแหละ ถ้าหากว่าอยู่นาน ๆ นี่จะดีจะชั่วยอมกราบหมด โห...เขาอึดจริง ๆ อยู่มาได้ยังไง แต่ว่าพอมาศึกษาวิชาการตามแบบหลวงพ่อมันดีอยู่อย่างหนึ่ง ดีตรงจุดที่ว่า เราพอจะรู้บ้างว่าพระองค์ไหนท่านดียังไง บางองค์นี่คนอื่นไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้เลยว่าท่านเป็นพระดี อย่างของหลวงพ่อท่าน ท่านบอกว่าสมัยอยู่วัดบางนมโค วันหนึ่งตั้งใจจะไปกราบพระที่จุฬามณี พอพุ่งจิตออกไป มันไม่ไปจุฬามณี มันไปล่วงปั๊กอยู่ที่วัดสระเกศโน่น อยุธยาไปลงวัดสระเกศไปหล่นหน้ากุฏิใครก็ไม่รู้ มีแต่หมาขี้เรื้อนเต็มไปหมดเลย ประเภทนั่งเกาขี้กลากประทับใจมากเลย แล้วพระท่านก็บอกว่าเจ้าของกุฏิเป็นพระที่หมดโกรธแล้ว ทรงความดีได้ขนาดนั้นแล้ว หลวงพ่อท่านก็แปลกใจ กลับ ท่านบอกว่าสมัยนู้นข้าจะมีเงินติดกระเป๋า ๒๐๐ ประจำ เผื่อไว้ใช้ฉุกเฉิน โดยเฉพาะรักษาตัวเอง คว้าย่ามได้ก็โดดลงเรือเลย ตอนนั้นเรือเขียวเรือแดงมันวิ่งอยู่ระหว่างท่าเตียน อยุธยา บ้านแพน ข้าโดดลงเรือเลย ไปวัดสระเกศ คือข้องใจมากว่าท่านเป็นใคร ขอไปดูด้วยตาจริง ๆ ซะที พอไปถึงก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ คือมีแต่หมาขี้เรื้อนเต็มกุฏิ แล้วเจ้าของกุฏิก็ตะโกนบอกว่า มาสิ ตั้งแต่เมื่อคืนก็มาแล้ว ทำไมไม่เข้ามาเล่า เอากะท่านสิ !


</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
06-05-2007, 07:04 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name40.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page2.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม : .........................................
ตอบ : นั่นล่ะ ท่านพระครูพิทักษ์สุวรรณบรรพต คณะ ๑ วัดสระเกศ มาตอนหลังรู้สึกท่านขึ้นเป็นได้ถึงเจ้าคุณธรรม สุดยอดเลย วัดสระเกศวัดหนึ่ง วัดเทพศิรินทร์วัดหนึ่ง ต้องบอกว่าซ่อนเสือซ่อนมังกร คนดีอยู่มาก จนเรานึกไม่ถึง อย่างของวัดเทพศิรินทร์นี่ตั้งแต่ตั้งวัดมาสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงปัจจุบัน มีพระอริยเจ้าต่อเนื่องกันมาไม่ขาดสายเลย แต่ต้องงมให้เจอว่าองค์ไหน ที่ดีก็แสนดี ที่เละไม่เอาไหนเลยก็เยอะ เพราะฉะนั้นต้องคลำให้เจอ

อย่างของวัดสระเกศปัจจุบันนี้ก็รู้ ๆ อยู่สุดยอดเลย คนไม่รู้ก็พยายามดิสเครดิตท่าน อยู่ในลักษณะกล่าวโจมตีบ้างอะไรบ้าง แต่ถ้าเราดูวัตรปฏิบัติของหลวงพ่อสมเด็จวัดสระเกศแล้วจะรู้ เหน็ดเหนื่อยจากข้างนอกมาขนาดไหนก็ตาม คนอายุ ๗๐ กว่าแล้วนะท่านไม่เคยทิ้งพูดง่าย ๆ ก็คือว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการสวดมนต์ ทำวัตร บิณฑบาต กรรมฐาน ท่านไม่ทิ้ง กลับมา ๓ ทุ่มทุกคืน จะต้องลงมาสวดมนต์ทำวัตรร่วมกับพระ พระลูกวัดก่อน แล้วเสร็จแล้วก็รับสังฆทานที่โยมรอกันเป็นแถวยาวเหยียดเลย เมื่อจบจากตรงนั้นเสร็จยังต้องเดินไปเยี่ยมลูกวัดทีละคณะ ทีละคณะ ไปดูเสร็จ ไอ้เราแค่ ๔๐ กว่ายังไม่ทันจะ ๕๐ เลย เราก็หมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว ของท่าน ๗๐ กว่าแล้วยังทำได้ขนาดนี้ ลองดู ตายให้มันตายไป สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่ใช่มายา เป็นสิ่งที่ท่านทำออกมาจากใจจริง ๆ ถ้าหากว่าเป็นมายา ไม่ได้ทำออกมาด้วยความตั้งใจจริง ไม่ได้ทำออกจากน้ำใสใจจริง นี่จะทำไม่ทนทำไม่นาน แต่ของท่านปีแล้วปีเล่าก็อยู่อย่างนั้น

สมัยก่อนท่านยังไม่เป็นสมเด็จ เป็นเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ ไปวัดท่าซุงประจำ หลวงพ่อจะนิมนต์ทุกงาน เสร็จแล้วของพวกเราถ้าพระผู้ใหญ่ไป ก็จะจัดพวกชุดจะเป็นพวกชามฝา ฝาปิด ชุดแก้ว ๆ อย่างนั้น มันดูดีแล้วก็สวย จัดอาหารเพื่อไปถวายท่านจนถึงที่พัก ปรากฏว่าขึ้นไปถึงหายจ้อยไปแล้วไม่รู้อยู่ที่ไหน ไปตามเจออีกที โน่น...นั่งฉันก๋วยเตี๋ยวในสวนไผ่กับพวกเรานั่นแหละ ไปปนอยู่กลางกลุ่มนั่นเลย คือพระท่านท่านดีจริงท่านจะไม่ถือตัว ดูตรงนี้ น่ากลัวมาก ปัจจุบันนี้อาตมาเจออยู่ ๒-๓ องค์ อยู่ในลักษณะนี้ ใหญ่แค่ไหนก็ตามไม่เคยถือเนื้อถือตัวอะไรเลย

สมัยก่อนจะบวชก็หลวงพ่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชผาติการาม หลวงพ่อสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา แต่ละองค์ใหญ่เป้งคับบ้าน คับเมืองเลย เข้าไปเหอะ เมื่อไหร่ก็ได้ เข้าไปท่านก็คือหลวงปู่ หลวงตาของเรา ไม่เคยประเภทที่เรียกว่าจะออกปากขับไล่หรือว่าอะไร มีการสงเคราะห์เสมอหน้ากันหมด เราทำบุญ ๒๐ บาท พวกสังฆการีที่ทางด้าน กระทรวงเขาส่งไปประจำอยู่ช่วย ๆ งานพระผู้ใหญ่ก็วิ่งเอาพานทองมารับบอก แหม..ให้ตายเถอะวะ ทำอย่างนี้เราเองก็แทบจะไม่กล้าถวาย แต่ว่าจริง ๆ ท่านไม่มีปัญหาอะไร จะมากจะน้อยยังไงก็ได้ บางทีเวลามีกิจนิมนต์ งานหลวงงานราษฎร์พระผู้ใหญ่ท่านไปก็ต้องไปนั่งเรียงแถวอยู่ เราเข้าไปกราบท่านก็ชวนคุยไปเรื่อย ซักพักหนึ่งก็เจ้าหน้าที่นี่แหละ ก็จะมาดึงออก ท่านบอกไม่ต้องไปหรอก มันเห็นพวกข้าไม่มีปากว่ะ จะให้ท่านนั่งเงียบอยู่อย่างเดียว มันเป็นไปได้มั้ยล่ะ ?

มีพุทธาภิเษกที่วัดท่าซุงครั้งหนึ่ง ปกติเวลาพระท่านสงเคราะห์ มันจะเหมือนกับเป็นม่านแก้วบาง ๆ ลงมาอย่างกับฝนตกอย่างนั้น คราวนี้มันจะมีอยู่ครั้งหนึ่งที่วัดท่าซุง พอหลับตาลงปั๊บมันรู้สึกเหมือนจะหงายหลัง เพราะว่ากระแสมาแรงมากเป็นพายุเลย เราก็แปลกใจมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมวันนี้ผิดปกติขนาดนี้ ตอนนั้นหลวงพ่อพุทธาภิเษกสมเด็จหางหมาก เราก็แปลกใจว่าทำไมถึงขนาดนั้น ปรากฏว่าพอมาอีกสักครู่หนึ่งก็สว่างขึ้น ๆ ๆ สว่างจนบอกไม่ถูกนะว่าสว่างกันขนาดไหน แล้วอยู่ ๆ ไฟฟ้าก็ดับปึ๊บไปพร้อม ๆ กัน เล่นเอาพวกเจ้าหน้าที่ดูแลเครื่องไฟวิ่งกันตับแลบเลย ปกติงานอย่างงี้มันไม่เคยเสีย อยู่ดี ๆ ก็ดับพร้อม ๆ กัน ปรากฏว่าไม่ทราบเหมือนกั้นว่าเบรกเกอร์ตีกลับอีท่าไหน อยู่ ๆ มันดีดมาเฉยเลย เหมือนอย่างกับว่ามีไฟช็อต กำลังไฟเกินแล้วมันก็ดับอย่างนั้น ก็แค่ยกกลับขึ้นไปมันก็ติดตามเดิม พอพุทธาภิเษกเสร็จหลวงพ่อท่านก็บอกกว่าวันนี้พระท่านทำสมเด็จหางหมากรุ่นนี้ให้เป็นพิเศษ ท่านบอกว่าทำเพื่อกันพวกรังสีนิวเคลียร์ ท่านบอกว่าภายในรัศมี ๔ เมตรนิวเคลียร์เข้าไม่ได้ ใครมีพระรุ่นนั้นสบายเลย เราก็ไม่นึก เพราะว่ากระแสไม่เคยมาแรงขนาดนั้น ท่านบอกว่ามันจำเป็นนะท่านทำให้

เรื่องของพระหรือเทวดาพุทธาภิเษกแต่ละครั้ง ถ้าท่านเคยสงเคราะห์เท่าไหร่ครั้งต่อไปจะไม่ต่ำกว่านั้น มีแต่ว่าถ้าท่านเพิ่มอะไรให้เป็นพิเศษท่านก็จะบอกให้ อย่างเมื่อครู่นี้ก็เหมือนกัน พอตั้งใจเชิญท่านปุ๊บก็มากัน แล้วก็รัศมีที่ครอบลงมามันเป็นสีม่วงน้ำเงิน ม่วงน้ำเงินอ่อนสวยมากเลย ท่านบอกว่าเน้นหนักไปทางป้องกัน เพราะว่าโดยเฉพาะวัตถุมงคลรุ่นนี้รับรองได้ว่าไปทั่วประเทศไทย เจตนาของคุณเป็นยังไงไม่รู้ แต่ท่านรับรองว่าไปทั่ว เสร็จแล้วก็มีของพระยามยมราชท่านบอกว่าของท่าน ถ้าหากว่าใครโดนผีเข้าเจ้าสิงหรือเจ็บไข้ได้ป่วยยังไงก็ตาม ให้นึกขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหม เทวดาทั้งหมด โดยมีพระยายมราชเป็นที่สุด ตั้งใจเอาวัตถุมงคลแช่น้ำทำน้ำมนต์ให้คนป่วยกินหรือพรมให้ก็ได้ ให้ว่านะโมพุทธายะ

ถาม : ........................................
ตอบ : ดี ท่านบอกว่าคนทำมีเจตนาดี ท่านก็เต็มใจสงเคราะห์อยู่แล้ว ถ้าหากว่าทำเพื่อประโยชน์ตัวเองบางทีเชิญไม่มาหรอก เอายันต์เกราะเพชรรุ่นี้คนเขียนมันห่วย เราเขียนแบบไปให้ดี ๆ นะ มันบอกใหญ่ไป มันไปเขียนเอง มันขีดเส้นขาดไปเส้นนึง ถ้าพระท่านไม่บอกอาตมาก็ไม่ได้สังเกตเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอกถ้าท่านเสกให้

ถาม : แล้วท้าวมหาราช กับพระสยามฯ ล่ะครับ ?
ตอบ : อันนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ก็บอกแล้วว่าท่านสงเคราะห์ให้เป็นส่วนรวม ท่านบอกว่าจะหนักไปทางป้องกัน เรื่องของพระสยามเทวาธิราช ท่านต้องดูแลทั่วประเทศจริง ๆ พระสยามเทวาธิราชขอให้ทุกคนรู้ไว้ ไม่ได้มีองค์เดียว มีเป็นพันเลย ทุกคนทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ก็คือดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศนี้ ส่วนใหญ่ท่านก็คือบูรพมหากษัตริย์ แล้วก็เชื้อพระวงศ์ที่สร้างคุณความดีให้กับประเทศชาติเอาไว้ เมื่อถึงเวลาตายแล้วก็ยังต้องไปทำหน้าที่นี้ต่อ เป็นพรหมบ้างเป็นเทวดาบ้าง

เพราะงั้นถ้าหากว่าบอกว่าพระสยามเทวาธิราชองค์ไหน อาตมาชี้ไม่ถูกเหมือนกัน...เยอะ กระทั่งอย่างเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ก็รับทำหน้าที่นี้ด้วย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ท่านเป็นท้าวมหาราชด้วย

ถาม : .............................................
ตอบ : ถ้าหากว่ามันไปถึงระดับนั้นแล้วจะเป็นจิตคุมกาย ไม่ใช่กายคุมจิต ถือว่าเขาจะสามารถควบคุมร่างกายได้ อย่างเช่นเจ็บไข้ได้ป่วยไปไม่ไหว ก็บอกมัน ตอนนี้เลิกมารยาชั่วคราว แล้วไปทำงานก่อน พอทำงานเสร็จแล้วค่อยนอนแผ่หราใหม่ ถ้าหากว่าถึงระดับนั้นแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ความรับรู้ของจิตที่ชัดเจน ก็จะกลายเป็นว่าร่างกายก็พลอยรับรู้ไปด้วย แต่ขณะเดียวกันว่าถ้าหากว่าอยู่ในลักษณะที่ว่า จิตกับกายแยกออกไปคนละส่วนกัน จิตจะดำเนินหน้าที่ไปตามวิถีของมัน กายก็เป็นเรื่องของกายไป ถ้าอย่างนั้นกายจะไม่รับรู้ อย่างเช่นว่า ถ้าหากว่ากำลังจิตเข้าถึงฌาน ๔ เต็มระดับ จิตกับกายแยกออกเป็นคนละส่วนกัน ฟ้าผ่าข้างหูไม่ได้ยิน เพราะว่ามันไม่เนื่องกับประสาทร่างกาย

ถาม : ตัวฌานสมถะใช่ไหม ?
ตอบ : การพิจารณารู้แจ้งเห็นจริงตามปัญญาและสามารถตัดได้เป็นกำลังของฌานอยู่แล้ว การพิจารณาวิปัสนาญาน พิจารณาไปเรื่อย ๆ ๆ มันจะดิ่งลึกไปเรื่อย จะเป็นฌานโดยอัตโนมัติ แต่ว่า ตัวสมถะคือการทำใจให้สงบ จะเป็นกำลังของฌานล้วน ๆ ถ้าเราไม่ถอยจิตออกมา เพื่อคิดพิจารณา ถึงเวลามันไปตันของมันเสร็จ มันถอยอกมาเอง จะพาฟุ้งซ่านไปเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้นถามว่าเป็นเรื่องข121องฌานใช่ไหม ? ไม่ว่าจะวิปัสนาหรือว่าสมถะก็ตามมันเป็นเรื่องของฌานด้วยกัน แต่วิปัสนาเป็นวงฃฌานที่แฝงอยู่ ถ้าหากว่าไม่ใช่คนที่ตั้งใจไปไล่จับจริง ๆ บางทีจับอาการของมันไม่ออก แต่ว่ากำลังของปัญญาทุกระดับ ต้องมีกำลังของฌานช่วยเหลืออยู่

อย่างปัญญาของพระโสดาบันก็ต้องมีปฐมฌานเป็นอย่างน้อย ถ้ากำลังของพระอนาคามีก็ต้องฌาน ๔ ขึ้นไป ไม่งั้นเอาไม่อยู่ เพราะว่าราคะ โทสะ เป็นเรื่องละเอียดและก็ลึกซึ้ง ถ้าไม่ได้กำลังของฌาน ๔ ที่เข้มแข็งและก็ลึกซึ้งในระดับเดียวกันมา ก็กดมันไม่อยู่เอามันไม่อยู่

ถาม : .............................................
ตอบ : เป็นกำลังของปฐมฌาน อย่างน้อยต้องเป็นปฐมฌาน นิวรณ์ ๕ ถึงไม่มีนิวรณ์ กิเลสหยาบที่กั้นใจของเราไม่ให้เข้าถึงความดี จะมีกามฉันทะ ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัส ระหว่างเพศ มีพยาบาท ความโกรธเกลียด อาฆาตแค้นคนอื่นเขา มีถีนะ มิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ชวนขึ้เกียจ มีอุทธัจจะ อารมณ์ฟุ้งซ่านไม่ตั้งมั่น มีวิจิกิจฉา ลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ หรือลังเลสงสัยในครูบาอาจารย์ ถ้า ๕ ตัวนี้มีอยู่ใจเข้าไม่ถึงความดี ถ้าหากว่าเริ่มทรงปฐมฌานขึ้นไป ๕ ตัวนี้จะโดนไล่หายไปชั่วคราว จิตจะสงบและมีความสุข

ถาม : แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะว่า เราเหมาะกับกรรมฐานกองไหน ?
ตอบ : คือถ้าหากว่าในปัจจุบันนี้เรามีความถนัดและชำนาญกองไหน ให้ทำกองนั้น ตอกย้ำมันบ่อย ๆ ยิ่งย้ำบ่อย ๆ ความชำนาญยิ่งเกิด จนกระทั่งมันกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเราไป ถ้ายังไม่ได้ถึงระดับนั้นก็ซ้ำมันไปเรื่อย

ถาม : ดูได้จากอุบายหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : อุบายวิธีที่เราจะเอาขึ้นมาสู้กับพวกรัก โลภ โกรธ หลง ให้มันเข้ามา มีความคล่องตัวมั้ย ? มีความทันเหตุการณ์มั้ย ? ไม่ใช่ปล่อยให้กิเลสดึงเรา ไปหลายกิโลแล้วกว่าจะรู้ตัว

ถาม : ถ้ารู้ทีหลังแล้วแก้คืนได้ไหมคะ ?
ตอบ : อันนั้นก็ขาดทุนไปเยอะแล้ว ก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้เลย
อ๋อ...เป็นไงจะท่องมั้ย ? นามศัพท์มีอยู่ ๓ คือนามนาม ๑ คุณนาม ๑ สรรพนาม ๑ (หัวเราะ) เขาต้องท่องทุกตัวอักษรจริง ๆ นามที่เป็นชื่อไปได้แก่คน สัตว์ สิ่งของ เรียกว่า นามนาม แบ่งออกเป็น ๒ คือ สาธารณะนาม ๑ อสาธารณะนาม ๑
ถาม : ต้องท่องจำด้วยหรือ ?
ตอบ : ต้องท่องจำอย่างนี้ ทุกตัวอักษรเลยล่ะ

ถาม : เวลาสอบ... ?
ตอบ : ถึงเวลาเขียนตอบ ถ้าหากว่าขาดเขาตัด เกินเขาตัด เรื่องของบาลี คุณไม่ต้องเอาความเข้าใจหรอก “ทาระ” แปลว่าภรรยา เขากำหนดเป็นเพศชาย เป็นไง ถ้าคุณเอาความเข้าใจปกติของคุณก็เพี้ยน บ้าอีกต่างหาก เพราะว่าเขาจะมีกำหนดแยกเพศ เขาเรียกว่า “ลิงค์” คือเป็นโดยกำเนิด เป็นโดยสมมติ

ฉะนั้นถ้าหากว่าโดยสมติของ “ทาระ” ก็คือว่าเป็นภรรยา แต่ว่าพอเข้าปฐมาวิภัตติเป็น “ทาโร” กลายเป็นเพศชายไป ก็เลยต้องกลายเป็นเพศโดยสมมติขึ้นมา บ้ามั้ยล่ะ ? เพราะฉะนั้นคุณจะไปเอาความเข้าใจไม่ได้หรอก จำอย่างเดียว จำล้วน ๆ เหมือนอย่างกับท่องสูตรเลยล่ะ

ถาม : ประโยคที่พูดมาเมื่อตะกี้สามารถมาเรียบเรียงใหม่ ให้เป็นคำเท่าเดิม ไม่ขาดไม่เกินไม่ได้หรือ ?

ตอบ : ไม่ เขาไม่เอา ของบาลี ของนักธรรม ของพระ มี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งก็คือว่าตามความเข้าใจ อีกอย่างหนึ่งคือตามแบบ ถ้าหากว่าเป็นบาลี ไวยากรณ์เขาบังคับให้ตอบตามแบบ

ถาม : เข้าใจไม่เข้าใจ ก็ไม่สนใจ ?
ตอบ : ไม่สนใจ เขียนขาดตัด เขียนเกินตัด เขียนผิดตัด ลักษณะสอบกฎหมายนั่นแหละ คือต้องว่ากันตามทุกตัวอักษร

ถาม : การสอบที่ให้มาเป็นประโยคอย่างนี้ ผิดข้อหนึ่งก็ผิดหมดทั้งข้อเลยหรือ ?
ตอบ : ไม่ถึงกับผิดหมดทั้งข้อ แต่ก็หักไปเรื่อย ถ้าสมมติว่าเขากำหนดไว้ที่ ๑๐ ที่อย่างนี้ ถ้าผิด ๑๐ ที่ก็เดี้ยงแล้ว

ถาม : ข้อหนึ่งใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ใช่ข้อหนึ่ง

ถาม : ทั้งหมด ?
ตอบ : วิชาหนึ่ง ถ้าเขาตัดแค่ ๑๐ เราไป ๑๐ ก็เรียบร้อยแล้วจ้ะ ปีหน้าต้องไปนั่งหน้าแป้นใหม่อีกรอบ
ถาม : รู้สึกว่าเรียนเปรียญ เอ..ก็แย่เนอะ ?
ตอบ : มีจำนวนมากที่เราจะไม่เข้าใจ เพราะว่าจะเป็นภาษาเฉพาะของมัน ก็ขนาดมหาปรีชาเขาสอน สอนไปสอนมา อาตมาเป็นลูกศิษย์แท้ ๆ ต้องไปอธิบายแทน

ถาม : มีพรสวรรค์ในเรื่องการทำเรื่องอะไรให้มันเป็นเรื่องง่ายไปหมด ?
ตอบ : ไปถึงเราก็ลากภาพรวมให้เขา เขียนเป็นแผนผังโยงไปโยงมาให้ ให้เขาเสร็จ แล้วถามพระว่าทีนี้ง่ายขึ้นไหม ทุกคนก็บอกว่าง่ายขึ้น แต่ถ้าอ่านร่ายไปตามนั้นนี่ตายเลย มันจะนึกภาพรวมมันไม่ออก

ถาม: แล้วที่เขียนกระดานนี่ ลบทิ้งแล้วใช่ไหม ?
ตอบ: เขียนใหม่เมื่อไหร่ก็ได้จ้ะ เพราะว่าอันนี้เป็นความเข้าใจ

ถาม: สนใจว่าอยากเข้าใจ
ตอบ: ถ้าหากว่าเอาแค่เข้าใจน่ะได้ แต่ถ้าจะเอาให้เเม่นยำชนิดแปลได้นี่ไม่ได้ จะต้องท่อง

ถาม: แสดงว่าที่เขาแปลบาลีกันเขาต้องท่องกันมา ?
ตอบ: ก็นั่นแหละ ยังดีนะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ไม่ต้องท่องทั้งหมด

ถาม: ต้องแม่นด้วย ?
ตอบ: คือมันจะมีอะไรล่ะ คล้าย ๆ กับว่าแต่ละลำดับ แต่ละขั้นตอนของมันแต่ละเสียงสระของมันอย่างนี้ อย่างอุตุเป็น “นปุงกสลิงค์” คือไม่ใช่เพศชายไม่ใช่เพศหญิง เพราะ อุตุ แปลว่าอากาศ แล้วเขาก็กำหนดว่า “นปุงสกลิงค์” คือไม่ใช่เพศชายไม่ใช่เพศหญิง จะลงด้วยเสียง อะ อิ อุ แต่พอ ยาคุ แปลว่าข้าว ดันเป็น “อิตถีลิงค์” เพศหญิง เราก็เลยโอเค เออ... อย่างน้อยพระแม่โพสพก็เป็นเพศหญิงล่ะวะ บ้าก็บ้าวะ คือคุณจะเอาความรู้ตามตำรามันไม่ได้ เพราะว่าของ “อิตถีลิงค์” คือเพศหญิง ก็จะมี อา อิ อี อุ อู อย่างนี้ พอลง ยาคุ เสร็จมันแทนที่มันจะกลายเป็นไม่ใช่เพศชายไม่ใช่เพศหญิง มันก็กลายเป็นเพศหญิงไป เพราะว่ามีตัวสระอุซ้ำกันไง บ้าดีมั้ย ?

ลักษณะเดียวกับภาษาไวยากรณ์เหมือนกันน่ะ แบบเดียวกับจะพูดภาษาอังกฤษไปพูดตามไวยากรณ์ก็เพี้ยน แต่พูดโดยธรรมชาติมันไป ของมันลื่น ๆ เลย เมื่อคืนไง ? เมื่อคืน อาจารย์สมพงษ์ เขาถาม อาจารย์เตชะ โทรศัพท์รุ่นไหน ? เขาก็บอกว่า เอจ ตี วัน ซีโร แล้วพวกนั้นก็นั่งเซ่อไป บอกว่า เฮ้ย ๘๓๑๐ โนเกียด้วย คือเขาไม่เคยชินกับสำเนียงพม่า พอเขาไม่เคยชินกับสำเนียงพม่าก็เดี้ยงไปเลย ของเรามันไปลุยกันมาหลายปีก็พอที่จะแยกออก คือพม่าออกเสียง T เป็น ต หมดมุกสถานการณ์ ไม่มี ท ไม่มี ธ ไม่มี ต อย่างของเรา ตัว C มันเป็น ก อย่างเดียว ไม่มีเสียง ค ไม่มีเสียง ซ ไม่มีเสียง ก อย่างของเรา P ก็คือ ป ล้วน ๆ ตัว R เป็นเสียง ย RAW มันอ่าน ยอ KY ออกเสียง จอ ก็เราไปไหม่ ๆ นี่ เราอ่านแล้วครูบาน้อยเขาหัวเราะ จนในที่สุดก็เลยบอกเอาอย่างงี้ คุณอ่านออกเสียงมาผมจะได้จำ นั่นแหละบ้ามั้ยล่ะ ? ตัว T พม่า ถ้าหากว่าตัว T พม่านี่นะมันใช้แทนเสียง ส อย่างมันเขียนว่า TIRI อ่าน สิริ

ถาม: แล้วทำไมมันไม่ใช้ตัว Sล่ะ ?
ตอบ: ก็มันไม่ใช้ เพราะว่าเสียง จ ออกเป็นเสียง ซ เออ... บ้ากันไปข้าง อย่าพยายามไปเอาอะไรกับมันเลยบอกแล้ว เรียนบาลีนี้ก็พอ ๆ กันนั่นแหละอย่าไปเอาความเคยชินของเรา ต้องประเภทโละของเก่าทิ้งให้หมด ทำตัวเป็นถ้วยเปล่า ๆ แล้วก็ให้ครูเขาเติมน้ำลงไป ถ้าทำเป็นประเภทน้ำเต็มถ้วยใส่ไปเมื่อไหร่มันก็เจ๊ง อาจารย์ใหญ่ยานิกะ เดียวนี้แกพูดประเภทคล่องปร๋อเลย

ถาม: ใครนะคะ ?
ตอบ: อาจารย์ใหญ่ยานิกะ วัดสะกาย ที่เมือง มุด่ง เจอกันนี่แกพยายามตีสนิทกับเรา คือจะชวนให้เราไปสร้างวัดให้แกบ้าง ภาษาพม่าเราก็ไม่เก่งมอญเราก็ไม่เก่ง อังกฤษเราก็ไล่ท่านไม่ทัน เพราะอังกฤษสำเนียงพม่านี่ท่านพูดอย่างชนิดน้ำไหลไฟดับ เราเองแปลไปได้ประโยคหนึ่ง แกไปสามประโยค เราจะไล่ไม่ทัน ไป ๆ มา ๆ ประเภทตกลงกันได้ตรงภาษาบาลี คนพูดบาลีเป็นธรรมชาตินี่หายากจริง ๆ คือของเขาประเภทผูกประโยคเป็นภาษาปัจจุบันของเราได้นั่นแหละ ของเราเองมันก็แปลก เตลิดข้ามขั้นอีท่าไหนไม่รู้มันแปลได้ แต่หลักไวยากรณ์ไม่ได้ แกก็เลยว่ากันน้ำไหลไฟดับไปเรื่อย รู้สึกว่าบาลีจะง่ายสำหรับเรา เขาก็เลยเล่นบาลีมาตลอด

ถาม: สุดท้ายไปสร้างวัดให้ไหมคะ ?
ตอบ: เปล่า เขาขอห้าสิบแสน บอกยังไม่ให้

เรื่องหนังสือพระจะต้องแปลไทยเป็นไทยอีกทีหนึ่ง ก็ลองดูที่เขาเขียนหน้าแรก ๆ ที่ว่านามที่เป็นชื่อของ สัตว์ที่อื่นได้ ก็ต้องฟังแล้วบ้ามั้ยล่ะ ? คือมันต้องนามที่เป็นชื่อของ คนอื่น สัตว์อื่น ที่อื่นได้ อย่างนี้ แล้วเขาเขียนเอาไว้แค่นี้เองแล้วเราไปอ่านตามเขาก็เพี้ยนไปเลย เช่น มนุสโส (มนุษย์) ดิรัจฉาโน (สัตว์เดรัจฉาน) นครัง (เมือง) ชื่อสาธารณะนาม คือเป็นชื่อที่เรียกว่า สาธารณนาม แต่มันจะแค่นั้น นามไม่เป็นที่ทั่วไป เช่น ฑีฆาวุ (กุมารชื่อฑีฆาวุ) เอราวโณ (ช้างชื่อเอราวัณ สาวัตถี (เมืองชื่อสาวัตถี) เป็นต้น ชื่ออสาธารณนาม ไม่ต้องอ่านหรอก ท่องได้ทุกคำจริง ๆ บอกให้ตายดิ้นเถอะ มันเองท่องทุกคำจริง ๆ นะ ท่องกันหัวจะระเบิดอยู่เนี่ย คือมันจะไป sense ทีหลังไง เพราะมันมีแปลโดยพยัญชนะ แปลโดยพยัญชนะนี่ว่าตามตัวอักษร พยัคโฆ อันว่าเสือ โภชนัง อาหารคือข้าว ภุญชติ กินแล้วก็เสือกินข้าว นี่แปลตามพยัญชนะ บ้ามั้ยล่ะ ? เสือบ้านเองจะกินข้าว ก็ต้องมาแปลโดยอรรถโดยสำนวน แล้วก็มาแยกศัพท์ พยัคโฆอันว่าเสือโภคือผู้เจริญ ชนัง คือคน ภุญชติคือกิน เสือกินคน ถ้าหากว่าดูตามศัพท์ก็บ้ากับมันไปเลย แต่คราวนี้พอมาแยกศัพท์ก็ได้ใจความ พยัคโฆ โภชนังภุญชติ </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
06-05-2007, 07:05 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name40.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page3.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม : ถ้าเรียนภาษานี่ มันก็ใช้อย่างเช่นมีนิทานบาลี ?

ตอบ: นิทานบาลีนี่แหละเพี้ยนเลย เพราะว่าของเขาจะเป็นคำสั้น ๆ แต่ใจความแฝงมันเยอะ อย่างในปัญญาวาปุริโสใช่มั้ย ? ปัญญาวา มีปัญญา ปุริโส คือบุรุษ ว่าตามภาษาของเราว่าบุรุษมีปัญญา ปุริโสเป็น นามนาม ปัญญาวา เป็น คุณนาม คุณนามคืออาการแสดงซึ่งลักษณะของนามนามว่าเป็นอย่างไร ดี ชั่ว สูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วน ผอม อะไรอย่างนั้น ก็จะแยกออกมาของเราเองไม่นึกว่าจะไปไกล พอไม่นึกว่าจะไปไกลก็เลยว่าผิดไปคำหนึ่งเพราะว่าคำฉัน จริง ๆ มันเป็น สรรพนาม แต่ของเราเอาเป็น สาธารณนาม สาธารณะนามคือฉัน ฉันคนไหนล่ะ ? มันต้องเป็นสรรพนามใช้แทนนาม เอาไว้เดี๋ยวมันจะมีกองทัพวัดท่าขนุน พอถึงเวลาแล้วจะมีคล้าย ๆ กับว่าหนังสือยืนยันว่าคุณมีความรู้ แล้วคราวนี้ตำแหน่งจะไหลมาเทมา มันไม่เชื่อความสามารถ เชื่อหนังสือฉบับเดียว เขาจะเอากระดาษแผ่นเดียว ที่ วิทยากร เชียงกรู เขาเขียนกลอนของเขา “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย หวังจักเก็บได้อะไรมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว” นี่ตัวปฎิวัติเลยนะ ด่าการศึกษาตั้งแต่สมัยโน้น สมัย ๖ ตุลา ๑๔ ตุลา อะไรพวกนั้น

ถาม: ..............................
ตอบ: บางทีครูบาอาจารย์ไม่สามารถที่จะย่อยสลายความรู้ของตัวเองเพื่อป้อนให้กับศิษย์ได้ ครูเก่ง แต่เก่งแบบที่ต้องระดับครูถึงจะรู้ พูดแบบที่ต้องอยู่ระดับเดียวกันถึงรู้ เด็กก็เดี้ยงหมด

ถาม: .............................
ตอบ: ด๊อกเตอร์โกมล เวลาไปบรรยายด้วยกัน ด๊อกเตอร์โกมล แพรกทอง ก็บรรยายไปเรื่อย ๆ แต่บรรยายแบบด๊อกเตอร์รู้ อยู่กลางดงกระเหรี่ยงไปอุปโภคปริโภคอะไรอย่างนี้ พวกนั้นรู้แต่ออหมี่ ออที ต้องไปแปลของยากให้เป็นง่ายทุกทีแหละ ประสาทจะกิน

ถาม: ...............................
ตอบ: จริง ๆ ต้องวัดจากคุณภาพของนักศึกษามากกว่า แต่ว่าขณะเดียวกันเขาต้องใช้คำว่าอะไรล่ะ ? ไอคิวของคนที่เขาว่าแบ่งออกเป็น ๗ ประเภทด้วยกัน จะมีไอคิวด้านการศึกษา ไอคิวด้านคำนวณ ไอคิวด้านดนตรี ด้านศิลปะ ด้านการทำความเข้าใจตนเอง การทำความเข้าใจคนอื่นเสร็จแล้วพอถึงเวลาคนมันเก่งอย่างเดียวล่ะ เก่งอย่างเดียวคำนวณได้เต็มแต่ระดับไอคิวเท่าคนปัญญาอ่อน คำนวณเร็วกว่าเครื่องคิดเลขอีก ถ้าหากว่าไปเจออย่างนั้นเข้าแล้วเราก็ไปวัดคุณภาพนักเรียนก็แย่เหมือนกันอย่างพวกเด็ก ๆ ที่เพิ่งได้เหรียญทองเคมีเหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิคอะไรมา เขาบอกเขาเรียนอ่อนจะตายไป คนเก่งเคมีบอกชีวะเกือบตก เขาชอบของเขาอย่างนั้นเขาก็ทำได้ดี

ถาม: ถ้าไม่จบปริญญาเอก เขาก็จะไม่สอนในคอร์สปกติ ?
ตอบ: เอาเหอะ มันสำคัญตรงถ่ายทอดได้ ก็แบบเดียวกับ คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ตอนที่ไปเรียนที่ คอร์แนล ไง ประเภทโดนโปรเฟสเซอร์กระแทกแล้วกระทุ้งอีก นวดซะจนน่วมเลยนั่นนะ พอจบการศึกษาเสร็จเขาบอกว่าตอนนี้คุณไม่ต้องเรียกผมว่าโปรเฟสเซอร์ แต่คุณเรียกเรียกผมว่าจอห์น เราเป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นหน้าที่ ผมมีหน้าที่อัดคุณจนกว่าคุณจะมีความรู้ จริง ๆ แต่ตอนนี้คุณมีความรู้จริงแล้ว เราเป็นเพื่อนกัน

มันก็ลำบาก ตอนที่สอนเขาอยู่ก็บอกพวกนี้ นักศึกษาบาลีนักธรรมบอกว่าอันดับแรกต้องจับให้ได้ก่อนว่าข้อใหญ่ใจความคืออะไร ? แล้วหัวข้อหลักคืออะไร ? หัวข้อย่อยคืออะไร ? แล้วทีนี้ก็ฟังคำอธิบายอย่างเดียวจนคุณมั่นใจว่าคุณอธิบายได้ก็แปลว่าคุณเข้าใจแน่นอน เสร็จแล้วก็เขียนภาพรวมให้เขาดู พอเขาเห็นภาพรวมปุ๊บเขาจะเข้าใจเลยว่าอ๋อที่แท้หลักมันมีแค่นี้เอง พอมาถึงประเภทที่วิภัตติแยกแยะ ก็ไล่ตั้งแต่ ๑,๒,๓,๔,๕,๖,๗,....ยังมี อาลปนะ ที่ยังไม่เหมือนเขาอีกอะไรอย่างนี้ ตายชักกันพอดี แต่ว่าของบาลีมันแย่ตรงที่ต้องอาศัยความจำซะเกือบ ๑๐๐% แต่รับรองได้ว่าถ้าผ่านไปถึงเปรียญ ๙ ด้วยฝีมือจริง ๆ เรียนอะไรไม่มียากเพราะที่โหดที่สุดก็คือนี่แหละ

ถาม: ท่องจำนะ ?
ตอบ: โดยเฉพาะจำสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยเลย บางอย่างมันค้านนะนั่น ในนั้นเขาเรียกว่า การันต์ พออ่านแล้วเข้าใจไอ้คำว่าการันต์ มันคืออะไรล่ะ ?

ถาม: ตัวการันต์ ?
ตอบ: ใช่ ถ้าคุณใช้ความรู้สึกอันนี้ก็เดี้ยงไปเลย การันต์ของเขาแปลว่าสระที่อยู่ที่สุดของคำ อย่างเช่น อุตุ สระที่อยู่ที่สุดของคำก็คือเสียงสระอุ พอเรากำหนดสระที่อยู่ที่สุดของคำได้เราก็จะเริ่มว่ามันอยู่ในเพศไหนหรือไม่ก็มันอยู่ในระดับของการแยกวิภัตติไหน จะเป็นปฐมา ทุติยา ตติยา จตุตถี ปัญจมี ฉัฏฐี สัตตมี อย่างนี้ นั่นแหละ แล้วมันถึงจะค่อย ๆ แยกอีกทีหนึ่ง พอแยกออกแล้วเราก็จะได้แปลอีกทีหนึ่งว่ามันเป็นยังไง อย่างเช่นประเภทว่า ปุริสะ คน ๆ เดียวอย่างนี้ พอไปเป็นปุริโสเป็นคนหลายคนเราจะแปลว่ายังไง ไหวมั้ยล่ะ ? มันเท่ากับท่องภาษาไทยทั้งหมดในโลกนี้ที่มีอยู่

ถาม: สรุปว่ามันต้องท่องไม่ใช่หรือคะ ?
ตอบ: ท่อง ท่องให้ได้ก็แล้วกัน ยืนยัน ไวยากรณ์ของประโยค ๑ ๒ มี ๔ เล่ม เพียง ๔ เล่มเท่านี้ ต้องท่องให้ได้ทุกเล่ม หน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายมีกี่ตัวอักษร แล้วตอนนี้มหาปรีชาเขาบอก “อาจารย์ครับ ขอทุนหน่อยครับ” ถามว่าทำไม ใครท่องได้เล่มหนึ่ง ถวายพันหนึ่ง บอกโอเค ตกลงแต่ถ้าผมท่องได้ก่อน มันทั้งหมดต้องให้ผมคนละพันนะ ใครมันจะเอา.....ก็ตกลงเราจ่ายฝ่ายเดียว

สำหรับเยาวชนรุ่นเยาว์ ต้องบอกให้เขาเป็นผู้มีสติ อย่าหลงไปตามแรงโฆษณาที่ทำให้เราเกิดความต้องการเทียมขึ้นความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์มีแค่ ๔ อย่าง คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคเท่านั้น ปัจจัยอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เกินความจำเป็น เป็นการโฆษณาเพื่อการค้าโดยใช้การกระตุ้นบ่อย ๆ ด้วย สินค้าที่สีสันสดใสบ้างฟรีเซนเตอร์ที่หล่อ ๆ สวย ๆ บ้าง ทำให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นหลงผิดแล้วก็ไปใช้ตาม โดยที่ไม่ได้นึกดูก่อนว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจำเป็นสำหรับตนหรือไม่

อย่างเช่นว่าวัยรุ่นสมัยนี้ก็ใช้พวกเครื่องประทินผิว บำรุงผิว เครื่องสำอางอะไรต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น เด็กวัยรุ่นสภาพร่างกายกำลังเจริญเติบโต มันจะสวยงามเป็นปกติตามธรรมชาติอยู่แล้ว ใช้ไปก็เท่ากับสูญเปล่าเพราะร่างกายเขาสามารถที่จะสร้างสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นได้เป็นปกติอยู่ ไม่ใช่คนอายุมากขึ้น คนอายุมากขึ้นน้ำเลี้ยงร่างกายบกพร่องบ้างอะไรบ้างจำเป็นที่จะต้องอาศัยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เสริมเข้าไป แล้วอีกอย่างหนึ่งการโฆษณาที่ปราศจากจรรยาบรรณมักจะบอกแต่เฉพาะด้านที่ดี ๆ แต่ว่าไม่ได้บอกด้านที่เสีย โดยมุ่งเน้นการค้าเป็นหลัก ทำให้คนขาดสติไหลตามกระแสไป ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็จะทำให้เกิดรายจ่ายอย่างมหาศาล โดยที่ตนเองยังไม่สามารถที่จะหารายได้มาได้ด้วยตัวเอง ก็เดือดร้อนถึงพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถสนองความต้องการได้ ก็อาจจะมีการ....ประเภทที่เรียกว่าไปหาเงินในทางที่ผิด ๆ ดังที่รู้ ๆ กันอยู่ ขณะเดียวกันกระแสโลกที่มาแรงทำให้ไม่รู้จักยั้งคิด ขนเอาเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นแก่ตัวเองเลยเข้ามาไว้เต็มบ้านเต็มช่อง

โดยเฉพาะระบบเงินผ่อน ระบบเงินผ่อนจูงใจให้คนต้องการของสิ่งใดก็สามารถหามาได้ โดยที่ใช้เงินดาวน์เพียงเล็กน้อยแต่ขณะเดียวกันต้องกลายเป็นหนี้ระยะยาว ถ้าไม่มีปัญญาส่งต้นส่งดอกก็โดนเขายึดข้าวของไป เมื่อขาดสติยั้งคิดคล้อยตามกระแสโลกไป เหมือนกับคนที่ตกลงไปในกระแสน้ำที่ไหลพัดอย่างรุนแรง ช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากกระแสได้ยาก รังแต่จะจ่อมจม แล้วก็พาให้ตัวเองตายไป ระบบเงินผ่อนอย่างหนึ่ง ระบบบัตรเครดิตอย่างหนึ่ง เป็นการเอาเงินในอนาคตของเรามาใช้ ทำให้เราต้องมีพันธะ ผูกพันกลายเป็นทาสเขาตลอดไป จนกว่าจะหลุดพ้นไปได้ จนกว่าที่จะเลิกนิสัยอันนั้นได้ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วเลิกไม่ได้ อีกประการหนึ่งการดำเนินชีวิตเมื่อมันเร่งรัดขึ้นมาถึงระดับนี้ ถึงเวลาก็กลายเป็นคนใจร้อนใจเร็วไม่มีความอดทน ลงทุนแต่ละทีก็หวังที่จะร่ำรวยในทีเดียวก็ต้องลงทุนสูง เมื่อต้องลงทุนสูง ปัจจัยไม่เพียงพอก็มีการกู้ยืมมา เริ่มแรกก็เป็นหนี้แล้ว ถ้าหากว่าการดำเนินการผิดพลาดก็รังแต่ผูกมัดตัวเองให้จมอยู่กับหนี้ที่มากขึ้นไปทุกที ไม่สามารถที่จะแก้ตัวหรือว่าหลุดพ้นเป็นไทแก่ตัวเองได้ ระบบบัตรเครดิตนำเงินของเราเองมาให้เรากู้โดยใช้เพียงความสะดวกที่เราจะพึงรับเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน แม้ว่าปัจจุบันนี้จะอ้างว่าบัตรเครดิตดอกเบี้ย 0 % แต่ว่าในสัญญาที่เราเซ็นต์เอาไว้มักจะมีข้อความว่าสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงอัตตราดอกเบี้ย โดยที่ให้เป็นสิทธิ์เฉพาะของทางธนาคารเท่านั้น ถ้าหากว่าเราเพลิดเพลินไปซักระยะหนึ่ง เขามีการคิดดอกเบี้ยขึ้นมาเราก็ต้องลำบากเดือดร้อนอีก สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่อยู่รอบตัวของเรา สิ่งยั่วยุต่าง ๆ ที่มาทางตา หู จมูก ลิ้น อะไรก็ตาม มีแต่จะดึงเราให้จมไปกับมันทุกทีทุกทีถ้าหากว่าไม่มีสติ จึงอยากจะให้เยาวชนของเรารู้จักคิด รู้จักตรองเห็นว่าอะไรสมควรไม่สมควร โดยควรจะยึดพระราชดำรัสของในหลวงเป็นหลักว่าเราจะซื้อก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น การอยู่ให้อยู่ระดับเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งใดก็ตามที่ตอนนี้ยังไม่จำเป็นก็ไม่ต้องหามา สิ่งใดก็ตามที่สามารถทดแทนได้ด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่หามาโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองมากนักก็ใช้สิ่งที่เรียกว่าง่าย ๆ ว่าถูกลงให้เป็นบ้าง เพื่อที่จะได้มีปัจจัยเหลืออยู่นำไปทำสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้

เพราะฉะนั้นการอยู่ในโลกยุคปัจจุบันของวัยรุ่นจำเป็นที่สุดก็คือการอยู่กับมันอย่างมีสติ รู้ยั้ง รู้คิด มองให้เห็นความเป็นจริงว่า ขณะนี้ทุก ๆ คนกำลังตกเป็นเหยื่อของบุคคลที่มีอำนาจไม่ว่าจะในการผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคก็ดี จะอยู่ในลักษณะที่เรียกว่ายึดกุมสภาพของเศรษฐกิจก็ดี การเงินก็ดี ถ้าเรายังหลงอยู่ในวังวนแห่งนี้ก็ไม่สามารถถอนตัวออกมาได้ มีแต่จะจมลงไปทุกวัน ๆ ดังนั้นการมีสติ มีปัญญาให้สมกับเป็นวัยรุ่นสมัยใหม่ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่สมควรที่วัยรุ่นทั้งหมดควรที่จะคิดให้เป็น ทำให้เป็น พูดให้เป็น คือคิดให้ดี ทำให้ดี พูดให้ดี อยู่อย่างคนมีสติ อยู่อย่างคนมีปัญญา จึงจะสมควรกับที่จะเป็นเด็กยุคอินเตอร์เนตดอทคอม

ถาม: ทนายจำเป็นต้องว่าความให้กับคนผิด ?
ตอบ: ยังไง ถ้าว่าตรงไปตรงมาตามวิชาชีพทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาผิด มันก็เท่ากับเราเข้าข้างคนผิดด้วยใช่มั้ย ?

ถาม: แต่ถ้าเกิดเราไม่รู้ล่ะครับ แต่ว่าสมมติจำเลย...?
ตอบ: คุณอย่าไปสนใจตรงจุดนั้นสิ ถ้าหากว่าต้องการจะตัดปัญหาไปจริง ๆ ให้ว่าไปตามหลักฐานที่มีอยู่ ถ้าหากว่าเราว่าไปตามหลักฐานที่มีอยู่นี่เราไม่ต้องไปรับรู้ รู้อยู่อย่างเดียวว่าถ้าเขาเป็นลูกความของเรา เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อันนี้ก็จบ เฮ้อ ! แต่หนักใจ

ถาม: แล้วศาลล่ะครับ เรื่องการตัดสินประหารชีวิตบาปไหม ?
ตอบ: ถ้าหากว่าทำหน้าที่โดยการโกรธแค้นกันเป็นส่วนตัว กลั่นแกล้งเขา นั่น ๑๐๐% เต็ม แต่ถ้าหากว่าทำตามหน้าที่เพื่อความสงบความเรียบร้อยของส่วนรวม ถือว่าทำเพื่อส่วนรวม เจตนาที่จะฆ่าเขาโดยตรงมันไม่มี โทษมันก็น้อยลงไปแต่ไม่มีโทษเลยนั้นเป็นไปไม่ได้

ถาม: แต่คือมันมีบ้าง ?
ตอบ: มีอยู่แต่มันน้อยลง ก็ถึงได้บอกว่าหนักใจไง มีนิทานเรื่องหนึ่งเขาบอกว่านรกมันขยายกิจการจนไปรุกพื้นที่ของสวรรค์ จอมเทพก็เลยลงไปต่อว่าซาตานว่าทำอย่างนี้ได้ยังไง ถ้าหากว่ายังไม่หยุดการขยายขอบเขตขึ้นมาจนลุกล้ำเขตสวรรค์อีกล่ะก็จะฟ้องร้องล่ะนะ ซาตานก็บอกว่าคุณแน่ใจแล้วหรือ ทนายฝีมือดี ๆ อยู่กับผมหมดเลยนะ ตกลงว่าทนายไม่ได้ขึ้นข้างบนซักคนหนึ่งอยู่กับซาตานหมด ทนายมือดี ๆ อยู่กับเขาหมด อันนี้เป็นนิทาน

ถาม: อย่างนี้ก็คิดยาก ?
ตอบ: ถึงได้บอกว่าเอาไปตามหลักฐานสิ อย่าไปสร้างหลักฐานเท็จแล้วกันตรงไปตรงมาตามวิชาชีพของเรา ถ้าหากว่าเป็นอัยการเป็นศาล มีหน้าที่ส่งฟ้อง มีหน้าที่ตัดสิน อะไรก็ตามก็ว่าให้ตรงไปตรงมา ตงฉินให้มันเลื่องลือซะที

ถาม: ก็ถือว่าศีลไม่บริสุทธิ์
ตอบ: เราไม่ได้ทำตลอด ๒๔ ชั่วโมง เวลาของการทรงความดีของเราก็มีอยู่ ก็ตีซะว่าตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนไปถึงที่ทำงานเรารักษาศีลของเราทุกข้อ กลับจากที่ทำงานมาถึงบ้านเรารักษาศีลของเราทุกข้อ ในระหว่างที่ทำงานก็ว่ามันไปตามนั้น อย่าให้มันขาดทุนตลอด ๒๔ ชั่วโมงก็แล้วกัน ให้มีส่วนของความดีเอาไว้

ถาม: ต้องสอบ ๒ วิชา บริหาร เศรษฐศาตร์ อะไรก็ไม่รู้เรื่อง ?
ตอบ: มองภาพรวมไม่ออก จับใจความหลักไม่ได้ ยากที่จะเรียนรู้ ต้องมองภาพรวมให้ออก การเรียนเรื่องอะไร เรื่องนั้นแบ่งออกเป็นหัวข้อหลักอย่างไรบ้าง หัวข้อย่อยยังไงบ้าง ถ้าจับตรงจุดนี้ได้เสร็จแล้วก็พยายามฟังเนื้อหาให้เข้าใจ จนกระทั่งคิดว่าเราดูแค่หัวข้อย่อยเราก็สามารถอธิบายเนื้อหาได้แค่นั้นแหละจบ ส่วนใหญ่จับจุดกันไม่ค่อยถูก ไปควานหาอะไรก็ไม่รู้ อันโน้นก็สำคัญ อันนี้ก็สำคัญ

ถาม: .................................
ตอบ: นั่นยิ่งเหลวไหลใหญ่เลย ถ้าหากว่าอ่านทำความเข้าใจทั้งหมดก็ไม่ต้องไปเสียเวลาไปเดา แต่อย่างว่านั่นแหละ พวกเราพอมาอยู่ช่วงอายุอย่างนี้ สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการเรียนมันมีเยอะโดยเฉพาะกิจกรรมบางทีก็ทำกันซะจนเหมือนตา ชาติชาย อาจารย์เขาออกข้อสอบประชดว่าอาจารย์ผู้สอนวิชานี้ชื่ออะไร มันยังตอบไม่ได้เลย ถึงขนาดนั้นจริง ๆ แต่ว่าครั้งสุดท้ายเขาสอบได้ที่ ๑ ของคณะ มีเวลา ๒๕ วันก่อนสอบ มันอ่านหนังสือจนหัวแทบระเบิด หนังสือกองเรียงเป็นตั้งเลย ตั้งหน้าตั้งตาอ่าน อ่าน ๆ ๆ มีเวลากินข้าวแค่ ๑๐ กว่านาที แล้วก็อ่านต่อ รอบแรกไม่รู้เรื่องอ่านรอบที่ ๒ รอบ ๒ อ่านไม่รู้เรื่องอ่านรอบที่ ๓ รอบ ๓ อ่านรู้เรื่อง อ่านรอบที่ ๔ อ่านของมันไปเรื่อย เขาทำได้จริง ๆ ๒๕ วัน สอบได้ที่ ๑ ของคณะ คนเรียนมาทั้งปีสู้คนเรียน ๒๕ วันไม่ได้ ก็มันเหลืออยู่แค่นั้นน่ะ มันไม่บ้าก็ไม่ได้แล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านอย่างเดียว

เมื่อวานเรียนกันสนุกมาก คือพวกเราหลายคนพอปฎิบัติไปถึงระดับหนึ่งแล้วลืมพื้นฐาน พื้นฐานลืมไม่ได้ พื้นฐานมันต้องแน่น เมื่อวานก็เลยมีการย้อนทวนกันเพราะว่าสงสารเด็กเหมือนกัน เขาเรียนปริญญาโทเพิ่งจะจบมาใหม่ ๆ ช่วงที่ทำปริญญาโททำวิทยานิพนธ์จะประสาทกินกันไปตาม ๆ กัน ทุ่มเทกำลังใจไปทางด้านนั้นมาก เรื่องของการปฏิบัติก็เลยย่อหย่อนไป แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าหากว่ารักษาอารมณ์ปฏิบัติเป็น ขณะที่เราทุ่มเทอยู่กับงานสภาพจิตจะเป็นสมาธิอยู่แล้ว ได้เปรียบเขาอยู่แล้ว แต่คราวนี้เนื่องจากว่ารักษาอารมณ์ยังไม่เป็น ถึงเวลากำลังมันก็ค่อย ๆ คลายตัวลง รัก โลภ โกรธ หลง ก็เข้ามาแทน


เมื่อวานก็ได้โอกาส เขาจบกันแล้ว ในเมื่อจบปริญญาโทกันแล้วก็ถือว่าว่างจากภาระ ว่างจากภาระก็เลยมารื้อฟื้นเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ก็ยอมรับกันนะเออทิ้งมานานจริง ๆ พวกภาระต่าง ๆ ลักษณะนี้แหละว่าเราพยายามให้มันชินกับคำว่าจบ สังเกตมั้ย ทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จรู้สึกโล่งใจจังเลย สบายใจอีกต่างหาก ทำใจของเราให้ได้ลักษณะนั้นคือให้มันโล่ง เบา สบาย ปล่อยวางได้ในลักษณะนั้น พยายามดึงเอาความคุ้นชินตรงจุดนั้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน ทำสักแต่ว่าทำ ทำทีละอย่าง ทำทีละชิ้น ทำทีละขั้นตอน พอเสร็จแล้วก็ถือว่าจบภารกิจไป อันนี้คือเป็นภารกิจ แต่ถ้าหากว่าเป็นกิจทางพุทธศาสนา คุณจะจบกิจต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้นพวกเราทำตัวให้คุ้นชิน โดยการจบภารกิจบ่อย ๆ เดี๋ยวภาระทางใจก็จะพลอยจบไปด้วย เพราะว่ามันเริ่มตัดอารมณ์เป็น พอตัดอารมณ์เป็น ปล่อยวางเป็น งานก็ทำแต่เฉพาะหน้าที่เมื่อทำเฉพาะหน้า จบแล้วแล้วกัน นี่คือการมีตัวอุเบกขาในการปฏิบัติ ตัวอุเบกขาจะแทรกอยู่ในการปฏิบัติทุกขั้นตอน ถ้าหากไม่มีเอกัคตาและอุเบกขา การปฏิบัติในทาน ศีล ภาวนาของเราจะไม่ก้าวหน้า ให้ทานก็ให้ลักษณะนี้ให้แล้วก็ยังมากำชับอีกว่าต้องใช้นะ ห้ามให้คนอื่นนะ ใช่มั้ย ? นี่ทานที่ปราศจากอุเบกขา อุเบกขาคือให้แล้วให้เลย เราได้ให้แล้วคือว่าจบสิ้นเรื่องของเราลงแล้ว ส่วนเขาจะเอาไปทำอะไรอีกเรื่องหนึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกันนี่คืออุเบกขา



http://www.grathonbook.net/book/images/end.jpg
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>