มดเอ๊ก
05-31-2007, 02:11 PM
http://www.essencesonline.com/SA_TulipMagB.jpg
ตอนที่ 028
การเจริญสติ
เมื่อมีปัญหาชีวิตที่รุนแรง
4.6 การเจริญสติเมื่อมีปัญหาชีวิตที่รุนแรง
บางสถานการณ์เราอาจต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตที่รุนแรงโดยไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน เช่นเจ็บป่วยรุนแรงและกะทันหันถึงขั้นพิการหรือใกล้ตาย ลูกติดยาเสพติด สามีหรือภรรยานอกใจ คนที่รักเสียชีวิตหรือพิการ ไฟไหม้บ้าน ธุรกิจการงานมีปัญหา ต้องคดีอาญาเช่น ขับรถชนคนตาย เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้คนทั่วไปจะเกิดความเครียด อย่างรุนแรงถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ และไม่สามารถใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิตได้อย่างเหมาะสม ส่วนนักปฏิบัติก็ย่อมมีความทุกข์ทางใจที่รุนแรงเช่นกัน แต่ก็ต้องใช้ธรรมะช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้ดีที่สุด สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือขจัดความทุกข์หรือความเครียดออกจากจิตใจเสียก่อน ให้เหลือแต่ตัวปัญหาจริงๆ แล้วจึงใช้สติปัญญาแก้ไขที่สาเหตุของปัญหาต่อไป หากพยายามแก้ปัญหาจนสุดความสามารถแล้วได้ผลแค่ไหน ก็ต้องยอมรับแค่นั้น
การขจัดความเครียดออกจากจิตใจ มีเครื่องมือหลายอย่างให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมเช่น (1) การเจริญวิปัสสนา ได้แก่การเจริญสติตามรู้ใจที่เป็นทุกข์ และรู้ทันความอยากที่จะให้หายทุกข์ จนจิตเป็นกลางต่อความทุกข์และสลัดตัวหลุดออกจากความทุกข์ (2) การยอมรับสถานการณ์ว่าเป็นผลของกรรมเก่า ได้แก่การตรึกตรองว่าสิ่งทั้งปวงที่ต้องมาประสบนั้นเป็นผลของกรรมเก่า ไม่ควรปฏิเสธ แต่ควรตั้งสติเผชิญสถานการณ์อย่างใจเย็น และทำกรรมใหม่ที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหานั้น (3) การทำสมถะคือมีสติน้อมไประลึกอยู่ในอารมณ์อันเดียว เช่นคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และระลึกถึงลมหายใจ ฯลฯ และ (4) การแก้ปัญหาอย่างโลกๆ เช่นปรึกษาหารือกับคนที่ไว้ใจได้ว่าจะไม่แนะนำในทางเสียหาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง แต่อย่าแก้ปัญหาอย่างผิดศีลธรรม เช่นการพึ่งพาสิ่งเสพย์ติดและการใช้ความรุนแรง ทั้งนี้เมื่อจิตใจสบายแล้วจึงค่อยคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาชีวิตต่อไป ที่สำคัญก็คืออย่าอยากให้ไม่มีปัญหา เพราะปัญหามันมีขึ้นมาแล้ว จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาและคิดวิธีการแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ขอย้ำคำว่า "เท่าที่จะกระทำได้"
4.7 การเจริญสติในภาพรวม
คนทั่วไปเมื่อดูก็คิดว่าเราดู ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่าจิตเป็นผู้ดไม่ใช่เราดู คนทั่วไปเมื่อฟังก็คิดว่าเราฟัง ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่าจิตเป็นผู้ฟังไม่ใช่เราฟัง คนทั่วไปเมื่อได้กลิ่นก็คิดว่าเราได้กลิ่น ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่ารูป (จมูก) เป็นผู้ได้กลิ่นไม่ใช่เราได้กลิ่น คนทั่วไปเมื่อ รู้รสก็คิดว่าเรารู้รส ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่ารูป (ลิ้น) เป็นผู้รับรสไม่ใช่เรารับรส คนทั่วไปเมื่อรู้กระทบความเย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหวก็คิดว่าเรากระทบ ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่ารูป (กาย) เป็นผู้กระทบไม่ใช่เรากระทบ คนทั่วไปเมื่อใจรู้สิ่งใดก็คิดว่าเรารู้ ส่วนนักปฏิบัติจะรู้ว่าใจรู้ไม่ใช่เรารู้
:SMLX_126: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000038111
ตอนที่ 028
การเจริญสติ
เมื่อมีปัญหาชีวิตที่รุนแรง
4.6 การเจริญสติเมื่อมีปัญหาชีวิตที่รุนแรง
บางสถานการณ์เราอาจต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตที่รุนแรงโดยไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน เช่นเจ็บป่วยรุนแรงและกะทันหันถึงขั้นพิการหรือใกล้ตาย ลูกติดยาเสพติด สามีหรือภรรยานอกใจ คนที่รักเสียชีวิตหรือพิการ ไฟไหม้บ้าน ธุรกิจการงานมีปัญหา ต้องคดีอาญาเช่น ขับรถชนคนตาย เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้คนทั่วไปจะเกิดความเครียด อย่างรุนแรงถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ และไม่สามารถใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิตได้อย่างเหมาะสม ส่วนนักปฏิบัติก็ย่อมมีความทุกข์ทางใจที่รุนแรงเช่นกัน แต่ก็ต้องใช้ธรรมะช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้ดีที่สุด สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือขจัดความทุกข์หรือความเครียดออกจากจิตใจเสียก่อน ให้เหลือแต่ตัวปัญหาจริงๆ แล้วจึงใช้สติปัญญาแก้ไขที่สาเหตุของปัญหาต่อไป หากพยายามแก้ปัญหาจนสุดความสามารถแล้วได้ผลแค่ไหน ก็ต้องยอมรับแค่นั้น
การขจัดความเครียดออกจากจิตใจ มีเครื่องมือหลายอย่างให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมเช่น (1) การเจริญวิปัสสนา ได้แก่การเจริญสติตามรู้ใจที่เป็นทุกข์ และรู้ทันความอยากที่จะให้หายทุกข์ จนจิตเป็นกลางต่อความทุกข์และสลัดตัวหลุดออกจากความทุกข์ (2) การยอมรับสถานการณ์ว่าเป็นผลของกรรมเก่า ได้แก่การตรึกตรองว่าสิ่งทั้งปวงที่ต้องมาประสบนั้นเป็นผลของกรรมเก่า ไม่ควรปฏิเสธ แต่ควรตั้งสติเผชิญสถานการณ์อย่างใจเย็น และทำกรรมใหม่ที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหานั้น (3) การทำสมถะคือมีสติน้อมไประลึกอยู่ในอารมณ์อันเดียว เช่นคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และระลึกถึงลมหายใจ ฯลฯ และ (4) การแก้ปัญหาอย่างโลกๆ เช่นปรึกษาหารือกับคนที่ไว้ใจได้ว่าจะไม่แนะนำในทางเสียหาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง แต่อย่าแก้ปัญหาอย่างผิดศีลธรรม เช่นการพึ่งพาสิ่งเสพย์ติดและการใช้ความรุนแรง ทั้งนี้เมื่อจิตใจสบายแล้วจึงค่อยคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาชีวิตต่อไป ที่สำคัญก็คืออย่าอยากให้ไม่มีปัญหา เพราะปัญหามันมีขึ้นมาแล้ว จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาและคิดวิธีการแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ขอย้ำคำว่า "เท่าที่จะกระทำได้"
4.7 การเจริญสติในภาพรวม
คนทั่วไปเมื่อดูก็คิดว่าเราดู ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่าจิตเป็นผู้ดไม่ใช่เราดู คนทั่วไปเมื่อฟังก็คิดว่าเราฟัง ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่าจิตเป็นผู้ฟังไม่ใช่เราฟัง คนทั่วไปเมื่อได้กลิ่นก็คิดว่าเราได้กลิ่น ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่ารูป (จมูก) เป็นผู้ได้กลิ่นไม่ใช่เราได้กลิ่น คนทั่วไปเมื่อ รู้รสก็คิดว่าเรารู้รส ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่ารูป (ลิ้น) เป็นผู้รับรสไม่ใช่เรารับรส คนทั่วไปเมื่อรู้กระทบความเย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหวก็คิดว่าเรากระทบ ส่วนนักปฏิบัติจะรู้สึกว่ารูป (กาย) เป็นผู้กระทบไม่ใช่เรากระทบ คนทั่วไปเมื่อใจรู้สิ่งใดก็คิดว่าเรารู้ ส่วนนักปฏิบัติจะรู้ว่าใจรู้ไม่ใช่เรารู้
:SMLX_126: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000038111