มดเอ๊ก
05-31-2007, 02:03 PM
http://www.essencesonline.com/SA_WildGardenB.jpg
ตอนที่ 024
วิธีการสร้างความตั้งมั่นของจิต
วิธีการสร้างความตั้งมั่นของจิตที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในพระสูตรจำนวนมาก ได้แก่การทำอัปปนาสมาธิในระดับจตุตถฌาน แต่สำหรับผู้ที่ทำฌานไม่ได้ก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว ผู้เขียนขอเสนอวิธีการง่ายๆ อย่างหนึ่งคือ การหัดสังเกตความไม่ตั้งมั่นของจิต โดย
1. เบื้องต้นให้ทำใจให้สบายๆ แล้วมีสติระลึกรู้อยู่ในอารมณ์อันเดียวอันไม่ยั่วกิเลส เช่นการคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม คุณของพระสงฆ์ หรือคิดถึงคุณงามความดีเช่นทานหรือศีลอันไม่ด่างพร้อยของตน หรือจะใช้การบริกรรมภาวนาเช่นบริกรรมพุทโธ หรือจะตามรู้ลมหายใจ รู้อาการยืนเดินนั่งนอน รู้การคู้เหยียดมือ รู้การยกย่างเท้า รู้อาการพองยุบของท้อง ฯลฯ ก็ได้
2. จากนั้นให้คอยสังเกตจิตใจของตนเองเป็นระยะๆ จะพบว่าบางขณะจิตก็รู้อยู่ที่อารมณ์อันเดียวนั้น บางขณะจิตก็หนีไปจากอารมณ์ นั้น บางขณะจิตก็จมแช่เข้าไปในอารมณ์นั้น และบางขณะจิตก็แยกอยู่ต่างหากจากอารมณ์นั้น เป็นต้น ตัวอย่างเช่นเรากำหนดลมหายใจอยู่อย่างสบายๆ แล้วสังเกตรู้ทันจิตว่า บางคราวจิตก็สงบอยู่กับลมหายใจ บางคราวจิตก็หนีไปรู้อารมณ์อื่น บางคราวจิตก็เคลื่อนเข้าไปเพ่งจ้องจมแช่อยู่กับลมหายใจ บางคราวจิตก็สักว่ารู้ลมหายใจอยู่ห่างๆ หรืออย่างพวกเราบางคนเดินจงกรม ก็ให้เดินอย่างสบายๆ แล้วสังเกตรู้ทันจิตว่า บางคราวจิตก็สงบอยู่กับการเดิน บางคราวจิตก็หนีไปรู้อารมณ์ อื่น บางคราวจิตก็เคลื่อนเข้าไปเพ่งจ้องจมแช่อยู่กับเท้า บางคราวจิตก็สักว่ารู้ความเคลื่อนไหวของกายอยู่ห่างๆ
วิธีการเช่นนี้คล้ายๆ กับการตกปลา คือเราหาเหยื่อ (อารมณ์อันหนึ่ง) มาล่อปลา (จิต) แต่ต่างกับการตกปลาตรงที่การตกปลานั้นต้องการจับปลา ส่วนที่เราฝึกหัดกันนี้ต้องการเพียงแค่การรู้ทันจิตที่ส่งส่ายเคลื่อนไหวไปมาเท่านั้นเอง
3. เมื่อฝึกหัดจนสังเกตกิริยาอาการหรือพฤติกรรมของจิตได้แล้ว ก็ทิ้งอารมณ์กรรมฐานเดิมได้ แล้วหันมาใช้อารมณ์กรรมฐานชนิดที่ไม่ต้องตั้งใจกำหนด ได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์ทั้งปวงนั่นเอง แล้วแต่อารมณ์ใดจะปรากฏเข้ามาสู่ความรับรู้ของจิต เช่นเมื่อตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือใจเกิดความคิด เราก็จะสังเกตเห็นว่า บางคราวจิตก็รู้สึกตัวอยู่ บางคราวจิตก็หลงไปดู หรือหลงไปฟัง หรือหลงไปคิด เหมือนที่เคยหัดสังเกตในข้อ 2 นั่นเอง สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ เมื่อใดผู้ปฏิบัติมีสติรู้ทันความไม่ตั้งมั่นของจิต หรือรู้ทันกิริยาอาการของจิต เมื่อนั้นจิตจะเกิดความตั้งมั่นขึ้นมาเองชั่วขณะ โดยไม่ต้องพยายามสร้างความตั้งมั่นขึ้นมาเลย อย่างไรก็ตามเพื่อนนักปฏิบัติบางท่านสามารถข้ามมาหัดรู้ความไม่ตั้งมั่นของจิตตามที่อธิบายไว้ในข้อนี้ได้เลย โดยไม่ต้องเริ่มจากข้อ 1 และข้อ 2 ก็มี
สิ่งที่เป็นศัตรูสำคัญของการสร้างความตั้งมั่นของจิต หรือการสร้างสัมมาสมาธิ หรือการสร้างความรู้สึกตัว ได้แก่ (1) ความใจลอย/ความเผลอ/ความเหม่อ/ความขาดสติ เพราะเมื่อใดใจลอย เมื่อนั้นจิตใจย่อมไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงรู้เนื้อรู้ตัวหรือรู้กายรู้ใจไม่ได้ ความใจลอยนั้นมีหลายระดับ ถ้าใจลอยรุนแรงจะลืมตัวไปเลย แม้คิดอยู่ก็ไม่ทราบว่าคิดอะไร ความใจลอยในระดับที่รองลงมาก็คือการหลงคิดผู้นั้นจะรู้เรื่องที่คิด แต่ไม่รู้กายไม่รู้ใจ คือไปรู้สมมุติบัญญัติจึงไม่รู้รูปนาม/กายใจอันเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ และ (2) การเพ่งจ้องใส่รูปนาม/กายใจอันเกิดจากความอยากจะปฏิบัติธรรม
แท้จริงการสร้างความตั้งมั่นของจิต ด้วยการใช้สติตามรู้ความไม่ตั้งมั่นหรือกิริยาอาการต่างๆของจิตนั้น ต้องฝึกด้วยการตามสังเกต จิตใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะทำด้วยความอยากไม่ได้ เพราะถ้ามีความ อยากเจือปน แทนที่ผู้ปฏิบัติจะมีสติตามรู้เท่าทันจิตไปอย่างสบายๆ กลับจะเกิดการดักจ้องจิต อันเป็นการดักรู้ไม่ใช่ตามรู้ ซึ่งนอกจากจิตจะไม่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิแล้ว ยังจะเกิดการเพ่งจ้องกาย เพ่งจ้องใจ จนเกิดความแข็ง ความหนัก และความทื่อๆ ทางกายและทางใจอีกด้วย ซึ่งอาการเช่นนั้นไม่ใช่อาการของจิตที่มีสัมมาสมาธิ หรือมีความรู้สึกตัวที่แท้จริงเลย
สภาวะของจิตที่ตั้งมั่นอันเนื่องมาจากการมีสติรู้ทันความไม่ตั้งมั่นของจิตนั้น จะมีลักษณะเช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในเรื่องสัมมาสมาธินั่นเอง คือมีจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ถ้าพูดตามสำนวนครูอาจารย์พระป่าก็กล่าวได้ว่า จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือกล่าวได้ว่าจิตในขณะนั้นมีความสงบระงับ เบา อ่อนโยน ควรแก่การงาน คล่องแคล่ว และซื่อตรง นอกจากนี้จิตในขณะนั้นจะมีเวทนาได้เพียง 2 อย่างคือโสมนัสเวทนาและอุเบกขาเวทนา จิตชนิดที่กล่าวมานี้แหละเป็นจิตที่พร้อมสำหรับการเจริญปัญญาต่อไป
สรุปแล้วเมื่อใดรู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่นหรือหลงไปทางทวารทั้ง 6 เมื่อนั้น จิตก็จะตั้งมั่นชั่วขณะโดยไม่ต้องบังคับ และเมื่อใดจิตตั้งมั่น เมื่อนั้นจิตจะอยู่กับเนื้อกับตัว และรู้เนื้อรู้ตัว/รู้กายรู้ใจ/รู้รูปรู้นามได้ เราก็พร้อมแล้วที่จะทำวิปัสสนาหรือเจริญปัญญาสิกขาต่อไป โดยให้มีสติตามรู้รูปนามอยู่เนืองๆ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นมีความรู้สึกตัวต่อไป ก็จะเห็นว่า เราไม่มี มีแต่รูปกับนาม รูปไม่ใช่เรา นามก็ไม่ใช่เรา และไม่มีเราในที่อื่นภายนอกรูปนามด้วย ทั้งนี้ความเป็นเราเกิดจากการหลงคิดหรือหลงในสมมุติบัญญัตินั่นเอง เมื่อมีความรู้สึกตัวไม่หลงคิด ก็จะสามารถรู้รูปนามตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เราได้ในที่สุด
อนึ่งจิตที่ตั้งมั่นนั้นสามารถทรงตัวอยู่ได้เพียงชั่วขณะสั้นๆ คือพอมีสติรู้ทันจิตที่หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเมื่อใด จิตก็จะตั้งมั่นและรู้สึกตัวขึ้นมาเองอย่างอัตโนมัติในขณะนั้น แล้วอีก แวบเดียวต่อมาจิตก็หลงไปกับอารมณ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผู้ปฏิบัติไม่ต้องตกใจว่าเรารักษาจิตให้ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ เพราะความจริงแล้วจิตเป็น อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของผู้ใดทั้งสิ้น เพียงทำความรู้สึกตัวให้เกิดบ่อยๆ ด้วยการตามรู้จิตที่ไม่ตั้งมั่นเพราะหลงไปทางทวารทั้ง 6 เนืองๆ ต่อไปจิตก็จะตั้งมั่นหรือรู้สึกตัวได้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ และหลงหรือเผลอสั้นลงเรื่อยๆ
:SMLX_093: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000024557
ตอนที่ 024
วิธีการสร้างความตั้งมั่นของจิต
วิธีการสร้างความตั้งมั่นของจิตที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในพระสูตรจำนวนมาก ได้แก่การทำอัปปนาสมาธิในระดับจตุตถฌาน แต่สำหรับผู้ที่ทำฌานไม่ได้ก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว ผู้เขียนขอเสนอวิธีการง่ายๆ อย่างหนึ่งคือ การหัดสังเกตความไม่ตั้งมั่นของจิต โดย
1. เบื้องต้นให้ทำใจให้สบายๆ แล้วมีสติระลึกรู้อยู่ในอารมณ์อันเดียวอันไม่ยั่วกิเลส เช่นการคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม คุณของพระสงฆ์ หรือคิดถึงคุณงามความดีเช่นทานหรือศีลอันไม่ด่างพร้อยของตน หรือจะใช้การบริกรรมภาวนาเช่นบริกรรมพุทโธ หรือจะตามรู้ลมหายใจ รู้อาการยืนเดินนั่งนอน รู้การคู้เหยียดมือ รู้การยกย่างเท้า รู้อาการพองยุบของท้อง ฯลฯ ก็ได้
2. จากนั้นให้คอยสังเกตจิตใจของตนเองเป็นระยะๆ จะพบว่าบางขณะจิตก็รู้อยู่ที่อารมณ์อันเดียวนั้น บางขณะจิตก็หนีไปจากอารมณ์ นั้น บางขณะจิตก็จมแช่เข้าไปในอารมณ์นั้น และบางขณะจิตก็แยกอยู่ต่างหากจากอารมณ์นั้น เป็นต้น ตัวอย่างเช่นเรากำหนดลมหายใจอยู่อย่างสบายๆ แล้วสังเกตรู้ทันจิตว่า บางคราวจิตก็สงบอยู่กับลมหายใจ บางคราวจิตก็หนีไปรู้อารมณ์อื่น บางคราวจิตก็เคลื่อนเข้าไปเพ่งจ้องจมแช่อยู่กับลมหายใจ บางคราวจิตก็สักว่ารู้ลมหายใจอยู่ห่างๆ หรืออย่างพวกเราบางคนเดินจงกรม ก็ให้เดินอย่างสบายๆ แล้วสังเกตรู้ทันจิตว่า บางคราวจิตก็สงบอยู่กับการเดิน บางคราวจิตก็หนีไปรู้อารมณ์ อื่น บางคราวจิตก็เคลื่อนเข้าไปเพ่งจ้องจมแช่อยู่กับเท้า บางคราวจิตก็สักว่ารู้ความเคลื่อนไหวของกายอยู่ห่างๆ
วิธีการเช่นนี้คล้ายๆ กับการตกปลา คือเราหาเหยื่อ (อารมณ์อันหนึ่ง) มาล่อปลา (จิต) แต่ต่างกับการตกปลาตรงที่การตกปลานั้นต้องการจับปลา ส่วนที่เราฝึกหัดกันนี้ต้องการเพียงแค่การรู้ทันจิตที่ส่งส่ายเคลื่อนไหวไปมาเท่านั้นเอง
3. เมื่อฝึกหัดจนสังเกตกิริยาอาการหรือพฤติกรรมของจิตได้แล้ว ก็ทิ้งอารมณ์กรรมฐานเดิมได้ แล้วหันมาใช้อารมณ์กรรมฐานชนิดที่ไม่ต้องตั้งใจกำหนด ได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์ทั้งปวงนั่นเอง แล้วแต่อารมณ์ใดจะปรากฏเข้ามาสู่ความรับรู้ของจิต เช่นเมื่อตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือใจเกิดความคิด เราก็จะสังเกตเห็นว่า บางคราวจิตก็รู้สึกตัวอยู่ บางคราวจิตก็หลงไปดู หรือหลงไปฟัง หรือหลงไปคิด เหมือนที่เคยหัดสังเกตในข้อ 2 นั่นเอง สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ เมื่อใดผู้ปฏิบัติมีสติรู้ทันความไม่ตั้งมั่นของจิต หรือรู้ทันกิริยาอาการของจิต เมื่อนั้นจิตจะเกิดความตั้งมั่นขึ้นมาเองชั่วขณะ โดยไม่ต้องพยายามสร้างความตั้งมั่นขึ้นมาเลย อย่างไรก็ตามเพื่อนนักปฏิบัติบางท่านสามารถข้ามมาหัดรู้ความไม่ตั้งมั่นของจิตตามที่อธิบายไว้ในข้อนี้ได้เลย โดยไม่ต้องเริ่มจากข้อ 1 และข้อ 2 ก็มี
สิ่งที่เป็นศัตรูสำคัญของการสร้างความตั้งมั่นของจิต หรือการสร้างสัมมาสมาธิ หรือการสร้างความรู้สึกตัว ได้แก่ (1) ความใจลอย/ความเผลอ/ความเหม่อ/ความขาดสติ เพราะเมื่อใดใจลอย เมื่อนั้นจิตใจย่อมไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงรู้เนื้อรู้ตัวหรือรู้กายรู้ใจไม่ได้ ความใจลอยนั้นมีหลายระดับ ถ้าใจลอยรุนแรงจะลืมตัวไปเลย แม้คิดอยู่ก็ไม่ทราบว่าคิดอะไร ความใจลอยในระดับที่รองลงมาก็คือการหลงคิดผู้นั้นจะรู้เรื่องที่คิด แต่ไม่รู้กายไม่รู้ใจ คือไปรู้สมมุติบัญญัติจึงไม่รู้รูปนาม/กายใจอันเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ และ (2) การเพ่งจ้องใส่รูปนาม/กายใจอันเกิดจากความอยากจะปฏิบัติธรรม
แท้จริงการสร้างความตั้งมั่นของจิต ด้วยการใช้สติตามรู้ความไม่ตั้งมั่นหรือกิริยาอาการต่างๆของจิตนั้น ต้องฝึกด้วยการตามสังเกต จิตใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะทำด้วยความอยากไม่ได้ เพราะถ้ามีความ อยากเจือปน แทนที่ผู้ปฏิบัติจะมีสติตามรู้เท่าทันจิตไปอย่างสบายๆ กลับจะเกิดการดักจ้องจิต อันเป็นการดักรู้ไม่ใช่ตามรู้ ซึ่งนอกจากจิตจะไม่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิแล้ว ยังจะเกิดการเพ่งจ้องกาย เพ่งจ้องใจ จนเกิดความแข็ง ความหนัก และความทื่อๆ ทางกายและทางใจอีกด้วย ซึ่งอาการเช่นนั้นไม่ใช่อาการของจิตที่มีสัมมาสมาธิ หรือมีความรู้สึกตัวที่แท้จริงเลย
สภาวะของจิตที่ตั้งมั่นอันเนื่องมาจากการมีสติรู้ทันความไม่ตั้งมั่นของจิตนั้น จะมีลักษณะเช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในเรื่องสัมมาสมาธินั่นเอง คือมีจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ถ้าพูดตามสำนวนครูอาจารย์พระป่าก็กล่าวได้ว่า จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือกล่าวได้ว่าจิตในขณะนั้นมีความสงบระงับ เบา อ่อนโยน ควรแก่การงาน คล่องแคล่ว และซื่อตรง นอกจากนี้จิตในขณะนั้นจะมีเวทนาได้เพียง 2 อย่างคือโสมนัสเวทนาและอุเบกขาเวทนา จิตชนิดที่กล่าวมานี้แหละเป็นจิตที่พร้อมสำหรับการเจริญปัญญาต่อไป
สรุปแล้วเมื่อใดรู้ว่าจิตไม่ตั้งมั่นหรือหลงไปทางทวารทั้ง 6 เมื่อนั้น จิตก็จะตั้งมั่นชั่วขณะโดยไม่ต้องบังคับ และเมื่อใดจิตตั้งมั่น เมื่อนั้นจิตจะอยู่กับเนื้อกับตัว และรู้เนื้อรู้ตัว/รู้กายรู้ใจ/รู้รูปรู้นามได้ เราก็พร้อมแล้วที่จะทำวิปัสสนาหรือเจริญปัญญาสิกขาต่อไป โดยให้มีสติตามรู้รูปนามอยู่เนืองๆ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นมีความรู้สึกตัวต่อไป ก็จะเห็นว่า เราไม่มี มีแต่รูปกับนาม รูปไม่ใช่เรา นามก็ไม่ใช่เรา และไม่มีเราในที่อื่นภายนอกรูปนามด้วย ทั้งนี้ความเป็นเราเกิดจากการหลงคิดหรือหลงในสมมุติบัญญัตินั่นเอง เมื่อมีความรู้สึกตัวไม่หลงคิด ก็จะสามารถรู้รูปนามตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เราได้ในที่สุด
อนึ่งจิตที่ตั้งมั่นนั้นสามารถทรงตัวอยู่ได้เพียงชั่วขณะสั้นๆ คือพอมีสติรู้ทันจิตที่หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเมื่อใด จิตก็จะตั้งมั่นและรู้สึกตัวขึ้นมาเองอย่างอัตโนมัติในขณะนั้น แล้วอีก แวบเดียวต่อมาจิตก็หลงไปกับอารมณ์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผู้ปฏิบัติไม่ต้องตกใจว่าเรารักษาจิตให้ตั้งมั่นอยู่ไม่ได้ เพราะความจริงแล้วจิตเป็น อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของผู้ใดทั้งสิ้น เพียงทำความรู้สึกตัวให้เกิดบ่อยๆ ด้วยการตามรู้จิตที่ไม่ตั้งมั่นเพราะหลงไปทางทวารทั้ง 6 เนืองๆ ต่อไปจิตก็จะตั้งมั่นหรือรู้สึกตัวได้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ และหลงหรือเผลอสั้นลงเรื่อยๆ
:SMLX_093: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000024557