มดเอ๊ก
05-31-2007, 02:01 PM
http://www.essencesonline.com/SA_WildGarlicB.jpg
ตอนที่ 023
ศีล : พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมนุษย์
ต่อจากนี้ไปจะเล่าถึงการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ดังนี้
1. ศีล : พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมนุษย์
ก่อนการเจริญสติ ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติตามรูปแบบ หรือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน สิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ก็คือการรักษาศีล เพราะศีลเป็นเครื่องกั้นไม่ให้ผู้ปฏิบัติตกไปสู่ความชั่วหยาบทางกายและวาจา และเป็นเครื่องนำความสงบร่มเย็นมาสู่จิตใจของผู้ปฏิบัติอันเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมในขั้นสูงต่อไป ผู้ปฏิบัติที่ไม่มีศีลแล้วข้ามขั้นไปเจริญสมาธิและปัญญาจะมีโอกาสพลาดมากเหลือเกิน (ผู้ไม่มีสัมมา สมาธิแล้วข้ามไปเจริญปัญญาก็มีโอกาสพลาดมากเช่นกัน ทั้งนี้ศีลสมาธิและปัญญาเปรียบเหมือนไม้ 3 ท่อนที่วางพิงกัน ดึงออกอันเดียว ก็ล้มทั้งหมด หรือถึงตั้งอยู่ได้ก็อยู่อย่างคลอนแคลนเต็มที) ตัวอย่างเช่นพระเทวทัตซึ่งฝึกสมาธิจนได้อัปปนาสมาธิและอภิญญาจิต แต่เพราะไม่มีศีลจึงใช้ความสามารถทางจิตไปในทางที่ชั่วและนำความหายนะมาสู่ตนเองในที่สุด ส่วนผู้เจริญปัญญาหากละเลยศีล ก็อาจหลงเตลิดไปเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือกระทำความผิดบาปได้โดยง่าย เช่นเคยได้ยินว่ามีบุคคลผู้หนึ่งตบหน้าผู้อื่นด้วย "จิตว่าง" คือเห็นว่าผู้อื่นไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา จะทำร้ายอย่างไรก็ได้ไม่เป็นบาป เพราะทำไปด้วยความไม่ถือมั่น นี่ถ้าผู้นี้มีศีลก็จะไม่ทำบาปเช่นนี้เลย
ผู้ปฏิบัติควรชำระจิตใจให้หมดจดจากเครื่องกังวล ด้วยการตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศลอย่างน้อย 5 ประการ หรือการสมาทานศีล 5 นั่นเอง ผู้เขียนจะไม่บรรยายเรื่องศีล 5 เพราะถือว่าศีล 5 เป็นมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ ซึ่งผู้สนใจการเจริญสติทุกคนมีหน้าที่จะต้องศึกษาและถือปฏิบัติด้วยตนเอง
2. สัมมาสมาธิ : เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับผู้เจริญสติเพื่อให้เกิดปัญญา
นอกจากการรักษาศีลอันเป็นเรื่องศีลสิกขาแล้ว ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องฝึกจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญวิปัสสนาอันเป็นเรื่องของจิตสิกขาด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าเพื่อนนักปฏิบัติจำนวนมากมักละเลยจิตสิกขาใน 2 ลักษณะ คือ (1) บางท่านมุ่งทำสมาธิเพื่อเอาความสงบแบบขาดสติลืมเนื้อลืมตัว จนจิตประกอบด้วยโมหะและโลภะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นผู้ที่ชอบเปิดเทปธรรมะคลอไปในระหว่างการนั่งสมาธิ แล้วปล่อยจิตให้เคลิบเคลิ้มไป การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ประโยชน์เลยทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ คือจะฟังเอาความก็ไม่ได้ความ และจะฟังเอาสติก็ไม่ได้สติ และ (2) บางท่านไม่สนใจเรื่องการสร้างสัมมาสมาธิเลย ตัวอย่างเช่นผู้ที่จู่ๆ ก็กระโดดเข้าไปจงใจกำหนดรู้รูปนามด้วยอำนาจของ ตัณหา โดยคิดว่าถ้ากำหนดรู้รูปนามได้แล้วจิตจะเกิดสัมมาสมาธิขึ้นเอง ผลที่ได้ก็คือการเพ่งกับเพ่ง เช่นเพ่งมือ เพ่งเท้า เพ่งท้อง เพ่งเวทนา เพ่งกิเลส และเพ่งจิต เป็นต้น
พวกเราควรตระหนักว่าจิตสิกขาเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ใช่สิ่งจำเป็นแล้ว พระพุทธเจ้าคงไม่ทรงสอนไว้ให้เสียเวลา เรื่องจิตสิกขาเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะต้องเรียนรู้ และลงมือพัฒนาจิตให้เกิดสัมมาสมาธิหรือธรรมเอกหรือความตั้งมั่นของจิตหรือความรู้สึกตัวขึ้นมา เพื่อว่าเมื่อเวลาที่สติระลึกรู้อารมณ์แล้ว จิตจะได้เป็นกลางและไม่หลงอารมณ์ จึงจะเกิดปัญญารู้ลักษณะของอารมณ์ได้ตรงตามความเป็นจริง หากจิตขาดสัมมาสมาธิคือไม่ตั้งมั่น ผู้นั้นจะไม่มีทางเจริญสติให้เกิดปัญญาได้เลย ทั้งนี้อาการของจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิจะตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ"
:SLP_120: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000020988
ตอนที่ 023
ศีล : พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมนุษย์
ต่อจากนี้ไปจะเล่าถึงการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ดังนี้
1. ศีล : พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมนุษย์
ก่อนการเจริญสติ ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติตามรูปแบบ หรือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน สิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ก็คือการรักษาศีล เพราะศีลเป็นเครื่องกั้นไม่ให้ผู้ปฏิบัติตกไปสู่ความชั่วหยาบทางกายและวาจา และเป็นเครื่องนำความสงบร่มเย็นมาสู่จิตใจของผู้ปฏิบัติอันเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมในขั้นสูงต่อไป ผู้ปฏิบัติที่ไม่มีศีลแล้วข้ามขั้นไปเจริญสมาธิและปัญญาจะมีโอกาสพลาดมากเหลือเกิน (ผู้ไม่มีสัมมา สมาธิแล้วข้ามไปเจริญปัญญาก็มีโอกาสพลาดมากเช่นกัน ทั้งนี้ศีลสมาธิและปัญญาเปรียบเหมือนไม้ 3 ท่อนที่วางพิงกัน ดึงออกอันเดียว ก็ล้มทั้งหมด หรือถึงตั้งอยู่ได้ก็อยู่อย่างคลอนแคลนเต็มที) ตัวอย่างเช่นพระเทวทัตซึ่งฝึกสมาธิจนได้อัปปนาสมาธิและอภิญญาจิต แต่เพราะไม่มีศีลจึงใช้ความสามารถทางจิตไปในทางที่ชั่วและนำความหายนะมาสู่ตนเองในที่สุด ส่วนผู้เจริญปัญญาหากละเลยศีล ก็อาจหลงเตลิดไปเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือกระทำความผิดบาปได้โดยง่าย เช่นเคยได้ยินว่ามีบุคคลผู้หนึ่งตบหน้าผู้อื่นด้วย "จิตว่าง" คือเห็นว่าผู้อื่นไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา จะทำร้ายอย่างไรก็ได้ไม่เป็นบาป เพราะทำไปด้วยความไม่ถือมั่น นี่ถ้าผู้นี้มีศีลก็จะไม่ทำบาปเช่นนี้เลย
ผู้ปฏิบัติควรชำระจิตใจให้หมดจดจากเครื่องกังวล ด้วยการตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศลอย่างน้อย 5 ประการ หรือการสมาทานศีล 5 นั่นเอง ผู้เขียนจะไม่บรรยายเรื่องศีล 5 เพราะถือว่าศีล 5 เป็นมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ ซึ่งผู้สนใจการเจริญสติทุกคนมีหน้าที่จะต้องศึกษาและถือปฏิบัติด้วยตนเอง
2. สัมมาสมาธิ : เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับผู้เจริญสติเพื่อให้เกิดปัญญา
นอกจากการรักษาศีลอันเป็นเรื่องศีลสิกขาแล้ว ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องฝึกจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญวิปัสสนาอันเป็นเรื่องของจิตสิกขาด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนเห็นว่าเพื่อนนักปฏิบัติจำนวนมากมักละเลยจิตสิกขาใน 2 ลักษณะ คือ (1) บางท่านมุ่งทำสมาธิเพื่อเอาความสงบแบบขาดสติลืมเนื้อลืมตัว จนจิตประกอบด้วยโมหะและโลภะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นผู้ที่ชอบเปิดเทปธรรมะคลอไปในระหว่างการนั่งสมาธิ แล้วปล่อยจิตให้เคลิบเคลิ้มไป การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ประโยชน์เลยทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติ คือจะฟังเอาความก็ไม่ได้ความ และจะฟังเอาสติก็ไม่ได้สติ และ (2) บางท่านไม่สนใจเรื่องการสร้างสัมมาสมาธิเลย ตัวอย่างเช่นผู้ที่จู่ๆ ก็กระโดดเข้าไปจงใจกำหนดรู้รูปนามด้วยอำนาจของ ตัณหา โดยคิดว่าถ้ากำหนดรู้รูปนามได้แล้วจิตจะเกิดสัมมาสมาธิขึ้นเอง ผลที่ได้ก็คือการเพ่งกับเพ่ง เช่นเพ่งมือ เพ่งเท้า เพ่งท้อง เพ่งเวทนา เพ่งกิเลส และเพ่งจิต เป็นต้น
พวกเราควรตระหนักว่าจิตสิกขาเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ใช่สิ่งจำเป็นแล้ว พระพุทธเจ้าคงไม่ทรงสอนไว้ให้เสียเวลา เรื่องจิตสิกขาเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะต้องเรียนรู้ และลงมือพัฒนาจิตให้เกิดสัมมาสมาธิหรือธรรมเอกหรือความตั้งมั่นของจิตหรือความรู้สึกตัวขึ้นมา เพื่อว่าเมื่อเวลาที่สติระลึกรู้อารมณ์แล้ว จิตจะได้เป็นกลางและไม่หลงอารมณ์ จึงจะเกิดปัญญารู้ลักษณะของอารมณ์ได้ตรงตามความเป็นจริง หากจิตขาดสัมมาสมาธิคือไม่ตั้งมั่น ผู้นั้นจะไม่มีทางเจริญสติให้เกิดปัญญาได้เลย ทั้งนี้อาการของจิตที่ตั้งมั่นมีสัมมาสมาธิจะตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ"
:SLP_120: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9470000020988