เทพขอทาน
05-31-2007, 01:37 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=778 align=center border=0><TBODY><TR vAlign=top bgColor=#ffffff><TD>ปุจฉา-วิสัชนา : "พุทธมหายาน พุทธเถรวาท" ในมุมมองของ...พระเถระซินติ้ง วัดโฝวกวงซัน
http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/23/images/01.jpg
"มหายาน แปลว่า ยานใหญ่ เป็นลัทธิของภิกษุฝ่ายเหนือของอินเดีย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้มหาชนเลื่อมใสเสียก่อน แล้วจึงสอนให้คนเรารู้จักระงับดับกิเลส ทั้งยังให้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มหายานโดยได้เข้าไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ใน ทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และ เวียดนาม"
นี่เป็นคำอธิบายของ พระเถระซินติ้ง เจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน และประธานมูลนิธิ แสงพุทธธรรมนานาชาติ ประเทศไต้หวัน ที่ท่าน ได้เดินทางไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนานิกาย มหายานอย่างต่อเนื่อง
ศาสนาพุทธยังแสดงให้เห็นถึงความเป็น พระบรมของศาสดาที่พระเมตตาคุณ ได้มาสั่งสอนชาวพุทธให้ได้ปฏิบัติพ้นจากอวิชาต่างๆ และให้พ้นจาก ความทุกข์ต่างๆ
ท่านถือเป็นพระบรมครู เป็นพระบรมแห่งศาสดา ที่ได้นำพาเราไป พบความสุข ที่แท้จริง ให้คนเราได้รู้จักละความชั่ว ขณะเดียวกัน ท่านได้เน้น ย้ำให้เห็นว่า พระสงฆ์ที่จะไปให้ถึงการบรรลุธรรมได้ ต้องมาจากการศึกษาพระธรรมอย่างถ่องแท้ เนื่องจากวัตถุมงคลเป็นเหมือนสะพานให้ชาวพุทธได้ข้ามไปให้ถึงแก่นพระธรรม
พระเถระซินติ้งได้อนุญาตให้สัมภาษณ์ แบบ คม ชัด ลึก ดังนี้
นิกายมหายานมีความแตกต่างจากเถรวาทอย่างไรครับ ?
-ความเป็นพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน อยู่ตรงนิกายเท่านั้น นิกายที่พระภิกษุชาววัชชีบุตรถือตามที่อาจารย์ของตนได้แก้ไข ขึ้นในภายหลัง พระสงฆ์คณะนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "มหาสังฆกะ" และในเวลาต่อมาเรียกตัวเองว่า "มหายาน" ซึ่งแปลว่า ยานใหญ่ โต สามารถบรรทุกสัตว์โลกไปสู่ความพ้นทุกข์ได้มาก เพราะการแก้ไขวัตรปฏิบัติให้อำนวยความสะดวกสบายยิ่งขึ้น จะช่วยสามารถนำสัตว์พ้นทุกข์ได้จำนวนมาก นิกายมหายานนี้แพร่หลายในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย เกาหลี เวียดนาม สิกขิม และภูฏาน
เมื่อครั้งที่บวชใหม่ๆ อาตมาถูกสอนให้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์แห่งนิกายมหายานอย่างสมบูรณ์ จึงได้ให้ไปกวาดลานวัดให้เกิดปัญญา กวาดทุกวัน แต่การกวาดลานวัดเป็นการเตือนสติตัวเองว่า ขณะที่กวาดลานวัดต้องกวาดชำระล้างมลทินในจิตใจ จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ การสรงน้ำพระก็เช่นกัน เพื่อให้เราระลึกนึกถึงพระธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
จริงๆ ถ้ามองความเป็นพุทธ ที่แตกต่างตรงนิกาย ทำงานด้านสงฆ์มีอุปสรรคอะไรหรือไม่ครับ ?
-อาตมาคิดว่า ชาวพุทธแม้จะต่างนิกายกัน แต่ก็ถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน ซึ่งก็ทำบุญร่วมกันได้ และร่วมมือในกิจการต่างๆ ได้ ผู้ใดนับถือพระพุทธเจ้า แม้จะนับถือสิ่งอื่นด้วย เช่น พระพรหม พระอินทร์ ไหว้เจ้า หรือภูตผีต่างๆ ก็ยังถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน มิได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์กันแต่ประการใด ดังนั้น การที่จะมีบ่อเกิดเพิ่มเติมแตกต่างกันไปบ้าง ตราบใดที่ยังยอมรับพระไตรปิฎกร่วมกันเป็นส่วนมาก ก็ไม่ถือว่าต้องแตกแยกกันใดๆ
หลักธรรมของมหายานเน้นในเรื่องอะไรครับ ?
-มีการเน้นหลัก ๓ อย่าง คือ หลักมหาปัญญา ในหลักการข้อนี้ มหายานได้ใช้หลักอนัตตา ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษในพุทธศาสนาออกไป มหายานนิยมเรียกคำว่า "ศูนย์ตา" แทนคำว่า "อนัตตา" ในส่วนปฏิบัติของบุคคล ถือว่าบุคคลจะพ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการเข้าถึง "ศูนย์ตา" หมายความว่า จะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งในหลักธรรม ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส
ส่วนหลักมหากรุณา ก็จะเป็นผู้มีจิตใจกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย อย่างปราศจากขอบเขต พร้อมทั้งสละตนเองเพื่อช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นให้พ้นทุกข์ ซึ่งได้แก่ การตั้งโพธิจิตมุ่งสู่พุทธภูมิ ในขณะที่ยังมิได้บรรลุ ต้องสร้างบารมีเพื่อช่วยสัตว์มีการเน้นในเรื่องการบำเพ็ญบารมี ๖ คือ ทานปารมิตา ศลีปารมิตา ขันติปารมิตา วิริยะปารมิตา ฌานปารมิตา ปรัชญาปารมิตา และหลักมหาอุปาย คือ พระโพธิสัตว์จะต้องประกอบด้วยกุศโลบายนานัปการ ในการช่วยเหลือปวงสัตว์ ต้องประกอบด้วยไหวพริบ ปฏิภาณในการเข้าถึงสัจธรรม
http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/23/images/02.jpg
การนำหลักพระธรรมนี้ไปสู่สันติภาพได้ไหมครับ ?
-พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งภราดรภาพที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้น เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนาไม่ได้ขัดแย้งกับธรรมชาติ อาตมา ได้เห็นถึงเหตุปัจจัย ความเคลื่อนไหว ความเป็นไปของธรรมชาติ อยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าเราเข้าใจในธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เราก็จะไม่เกิดการ ขัดข้อง หรืออุปสรรคต่างๆ ฉะนั้น พระพุทธศาสนา จึงเป็นศาสนา ที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ และความเป็นภราดรภาพ
ศาสนาพุทธยังแสดงให้เห็นถึงความเป็น พระบรมของศาสดาที่พระเมตตาคุณได้มาสั่งสอน ชาวพุทธให้ได้ปฏิบัต ิพ้นจากอวิชาต่างๆ และให้พ้นจากความทุกข์ต่างๆ ท่านถือเป็นพระบรมครู เป็นพระบรมแห่งศาสดาที่ได้นำพาเรา ไปพบสุขที่แท้จริง ให้คนเราได้รู้จักละความชั่ว หันมากระทำความดี ทำจิตใจ ให้มีความผ่องใส เป็นการย้ำเตือน ให้ระลึกนึกถึงพุทธคุณ ที่พระองค์ท่านมีต่อชาวพุทธ
นิกายมหายานให้ความศรัทธาต่อพระพุทธรูปอย่างไร ?
-ชาวพุทธในนิกายมหายานให้ความสำคัญต่อองค์พระพุทธรูปเป็นมหาบุรุษ ๓๒ ประการที่งดงาม เป็นความเป็นมหาบุรุษขององค์พระศาสดา ฉะนั้น หากคนเราสามารถทำหน้าตาให้ผ่องใส เมื่อชาวพุทธนิกายมหายานเห็นพระพุทธรูปก็ทำให้เกิดจิตเป็นกุศลบังเกิดขึ้นได้ เมื่อจิตใจมีความผ่องใส ก็เป็นเหมือนสภาวะที่สงบนิ่งในทางของพระธรรม ถือเป็นสภาวะที่ไร้ซึ่งแห่งความทุกข์
อาตมามองว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิและมีความสามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า หากได้ฝึกฝนชำระจิตใจจนบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยเมตตาบารมี พระโพธิสัตว์จึงมีมากมาย พระโพธิสัตว์ทุกองค์ย่อมเสริมงานของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระโพธิสัตว์จึงมีน้ำหนักเท่ากับพระไตรปิฎก เมื่อสำนึกเช่นนี้ ทำให้ฝ่ายมหายานมีคัมภีร์ในระดับเดียวกับพระไตรปิฎกให้ได้ศึกษาด้วย
วันสำคัญทางศาสนาที่มีการสรงน้ำคืออะไร ?
ในส่วนของการสรงน้ำพระพุทธรูปแบบมหายานนั้น อาตมาก็จะขออธิบายความหมายแบบย่อๆ ว่า การสรงน้ำพระพุทธรูปนั้น ตามบันทึกในพระไตรปิฎกของฝ่ายมหายานมีอยู่ว่า เหตุไฉนพระตถาคตจึงมีพระวรกายอันบริสุทธิ์ เหตุเพราะพระตถาคตมีจิตใจอันบริสุทธิ์ในการปฏิบัติสู่โพธิมรรค และมีจิตใจอันบริสุทธิ์ในการปฏิบัติสัมมาสมาธิ ตั้งจิตเมตตากรุณาด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ ก็ถึงพร้อมด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ พระตถาคตจึงมีพระวรกายอันบริสุทธิ์ ดังนั้น ความหมายที่สำคัญของการสรงน้ำพระพุทธรูป คือ การเตือนสติ ชาวพุทธทั้งหลายให้เจริญรอยตามพระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดา พระธรรมที่ดุจดังน้ำอมฤตนั้น ได้ชำระล้าง กาย วาจา ใจ ให้สดใส บริสุทธิ์งดงาม อานิสงส์ของการสรงน้ำพระนั้น จะส่งผลให้ไม่ห่างจากหนทางแห่งความดี จะนำมาซึ่งเหตุแห่งความสุขความเจริญนั่นเอง
มหายานมีการสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาบ้างหรือเปล่าครับ ?
-อาตมาคิดว่ามีการสร้างขึ้นมาน้อยมาก หรือเกือบจะไม่มีก็ว่าได้ เพราะมหานิกายจะเน้นในเรื่องของคำสอนเป็นหลัก แต่ที่มีการสร้างกัน ขึ้นมาก็เอาไว้แจกเป็นที่ระลึกให้กับชาวพุทธที่มาทำบุญที่วัดมากกว่า ซึ่งก็ไม่มีการสร้างวัตถุมงคลออกมาให้บูชามากมายแบบวัดในประเทศไทย การ ที่จะไปให้ถึงการบรรลุธรรมได้ต้องมาจากการศึกษาพระธรรม เพราะวัตถุมงคลเป็นเหมือนสะพานให้เราชาวพุทธได้ข้ามไปให้ถึงการแก่นของธรรม และอาตมาคิดว่าชาวพุทธทุกคนต้องหมั่นสร้างคุณงามความดี ทำบุญกันไว้มากๆ ก็แล้วกัน
http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/23/images/03.jpg
แสดงว่ายังมีบางส่วนของมหายานที่ยึดถือพระธรรมมากกว่าวัตถุมงคล ?
-ตรงนี้อาตมาอยากจะบอกว่ามันเป็นส่วนน้อยเท่านั้น เพราะ ชาวพุทธนิกายมหายาน ส่วนใหญ่จะศึกษา เกี่ยวกับหลักธรรม แบบเป็นจริงเป็นจัง ทำให้ไม่หลงเชื่อ เกี่ยวกับกุศโลบาย ที่มาในรูปของวัตถุมงคล เพราะลองสังเกตดูได้ว่า บางคนที่เข้าใจในหลักธรรม ขององค์สัมมา สัมพุทธเจ้า จะรู้ว่าวัตถุมงคลเป็น เพียงเครื่องเตือนสติ ให้สร้าง คุณงามความดี ละเว้นจากการกระทำความชั่ว ใครทำดีก็ย่อมได้ดีตามกรรมที่ทำ
มีอะไรฝากถึงชาวพุทธในประเทศไทยบ้างครับ ?
-อาตมาอยากจะฝากบอกชาวพุทธในประเทศไทยด้วยว่า การที่เรา มีพระพุทธศาสนา ที่มีผู้คนให้ความเคารพนับถือมากที่สุดในประเทศไทย หรือในโลกก็ว่าได้ โดยขอให้ถือ พระพุทธศาสนาไม่เป็นเพียงแค่ศาสนาที่ตนเองนับถือเท่านั้น ขอให้ทำความเข้าใจ อย่างถ่องแท้กับพระธรรมคำสอน ของพระบรมศาสดา เพราะว่าพระพุทธศาสนานั้น ที่สุดก็คือ ทำให้เราสามารถรู้จักพ้นจากความทุกข์ได้ อันนี้ถือเป็นสัจธรรมชีวิต ที่ทุกคนหนีไม่พ้น และสิ่งที่จะทำให้จิตใจคนเราเกิดเป็นความผ่องใส ได้ ก็ไม่ควรไปกล่าวว่า ร้ายใคร ให้จิตใจเป็นทุกข์ ดังนั้น การไม่เบียดเบียนผู้อื่นก็ถือเป็นการสร้างจิตใจให้แจ่มใสได้ พระพุทธองค์ได้สอนเอาไว้ว่า คนเราสามารถทำจิตใจให้บริสุทธิ์ได้จะเกิดเป็นบุญกุศลอย่างคณานัปการ อาตมาไม่สามารถอธิบายให้เกิดความเข้าใจได้ว่า บุญกุศลที่ว่านั้น จะมากมายขนาดไหน เอาเป็นว่า เมื่อเราเตือนตัวเองทุกครั้งในการทำจิตใจเราให้บริสุทธิ์ทุกวันๆ เมื่อถึงวันหนึ่งเราก็จะมีจิตใจที่สะอาดผ่องใสได้เช่นกัน
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 width="100%" bgColor=#000000 border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>
พุทธนิกายมหายาน
ในอินเดียมหายานมีปรัชญาแยกออกเป็น ๓ สาย และแบ่งออกตามทัศนะ ๓ นิกาย คือ นิกายศูนยวาท หรือมาธยมิกะ นิกายวิชญานวาท หรือโยคาจาร นิกายจิตอมตวาท และในยุคปลายๆ ยังมีอีกหนึ่งนิกาย คือ นิกายพุทธตันตรยาน หรือ มนตรยาน
ส่วนลัทธิสุขาวดี และพิธีโยคกรรมธารณีของลัทธิพุทธตันตระ (ยกเว้นปรัชญา) เข้ากันได้กับทุกสาย ทั้งนี้ สุดแล้วแต่ผู้นับถือจะฝักใฝ่ในปรัชญาสายใด ก็อธิบายเรื่องสุขาวดี หรือเรื่องเวทมนตร์อาคม ไปตามทัศนะของตนได้ เหตุที่เป็นดั่งนี้ ก็เนื่องด้วยลัทธิสุขาวดี หาได้ตั้งกฎเกณฑ์ทางปรัชญาไว้ไม่ นักปราชญ์บางท่านจัดนิกายสุขาวดีไว้ฝ่ายอัสติวาทิน ส่วนพิธีโยคกรรมแลธารณีมนตร์เล่า ก็เป็นเพียงการท่องบ่นและจัดลักษณะรูปพิธีต่างๆ เท่านั้น
ครั้นเมื่อมหายานแพร่เข้าสู่ประเทศจีน ญี่ปุ่น เหล่าคณาจารย์จีนและญี่ปุ่นได้ตั้งเป็นนิกาย สร้างทฤษฎีอธิบายพระพุทธมติ แต่ก็คงหนีไม่พ้นวงกรอบแห่งปรัชญาศูนยตวาทิน และ อัสติวาทิน ปรากฏว่านิกายที่คณาจารย์จีนและญี่ปุ่นคิดตั้งขึ้นใหม่นั้น ล้วนเป็นฝักฝ่ายภูตตถตา วาทิน ทั้งนั้น เมื่อพิเคราะห์ดูเห็นจะเป็นด้วยในประเทศจีน ก่อนหน้าที่พระพุทธศาสนาจะแพร่เข้าไป จีนได้มีปรัชญาลึกซึ้งของตนอยู่แล้ว เช่น ปรัชญาของขงจื้อ เหลาจื้อ และจังจื้อ เป็นต้น ปรัชญาของเหลาจื้อกับจังจื้อ ไม่มีอะไรผิดแผกต่างจากปรัชญาฮินดู ในคัมภีร์อุปนิษัท อันว่าด้วย ปรมาตมันเลยเหลาจื้อ จังจื้อ
ฉะนั้น ความคิดของประชาชนจึงชินต่อเรื่อง ธรรมชาติภาวะนี้ ส่วนญี่ปุ่นที่ได้รับอารยธรรมจากจีน จึงไม่มีข้อกังขาอันใดเลยว่า เหตุไฉนปรัชญาฝ่ายภูตตถตาวาทิน จึงเฟื่องฟูมากกว่าปรัชญาสายอื่น ทั้งในเมืองจีน และญี่ปุ่น ตรงกันข้ามกับทิเบต แม้จะรับลัทธิพุทธตันตระมนตรยานไปนับถือก็จริง แต่ทางความคิดด้านปรัชญาแล้ว ชาวทิเบตกลับนิยมปรัชญาฝ่ายศูนยตวาทินและโยคาจารมาก มีคณาจารย์แห่งทิเบตแต่งอรรถกถา และปกรณ์วิเศษประกาศมติของปรัชญาทั้ง ๒ สายนี้
นิกายมหายาน เมื่อยกนิกายศูนยตวาทินและโยคาจารแล้ว นิกายอื่นๆ ก็เป็นฝ่ายภูตตถตาวาทินทั้งสิ้น แม้นิกายสุขาวดีในจีนกับญี่ปุ่นก็ถูกอธิบายแพร่หลายโดยคณาจารย์ฝ่ายภูตตถตาวาทินส่วนมาก อนึ่ง นิกายที่เจริญขึ้นในญี่ปุ่น ก็หนีไม่พ้นจากนิกายที่ตั้งขึ้นโดยคณาจารย์จีน ดังนั้น จักกล่าวแต่มหายานและนิกายที่ปรากฏในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ของจีน ทิเบต เวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นลำดับไป
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 width="100%" bgColor=#000000 border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>
ชาติภูมิพระเถระซินติ้ง
พระเถระซินติ้ง อายุ ๖๐ ปี พรรษา ๓๖ เกิดเมื่อปีหมิงกั๋วที่ ๓๓ (ค.ศ.๑๙๔๔) สถานที่เกิด ณ เมืองอวิ๋นหลิน ประเทศไต้หวัน จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี วิทยาลัยพุทธศาสนาตงฟัง ๔ ปี ระดับปริญญาโท สาขาอินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยวัฒนธรรมจีน วันที่ ๑๒ กันยายน ปีหมิงกวั๋อที่ ๘๘ (ค.ศ.๑๙๙๙) ได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก Vidyodaya Pirvena College และเดือนมีนาคม ปีหมิงกวั๋อที่ ๙๑ (ค.ศ.๒๐๐๒) ได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยซีไหล ประเทศสหรัฐอเมริกา
อุปสมบทเมื่อปีหมิงกั๋วที่ ๕๗ (ค.ศ.๑๙๖๘) รับโพธิสัตว์ศีลเมื่อปีหมิงกั๋วที่ ๕๘ (ค.ศ.๑๙๖๙) ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน เมืองเกาสยง ประธานสภาสงฆ์วัดโฝวกวงซัน อธิการบดีสำนักสงฆ์ผู้อาวุโสวัดโฝกวงซัน ประธานหอสมาธิหลินจี้วัดโฝวกวงซัน ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมผู่เมิน ก่อนหน้านี้เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน สาขาไทเป เจ้าอาวาสวัดผู่เมิน ไทเป เจ้าอาวาสวัดซีไหล สหรัฐอเมริกา เจ้าอาวาสวัดหลงฮวา มาเลเซีย เลขานุการสภาสงฆ์วัดโฝวกวงซัน อธิการบดีฝ่ายบริหารส่วนกลางวัดโฝวกวงซัน อธิการบดีวิทยาลัยสงฆ์เป่ยไห่ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมผู่เมิน ผู้บริหารฝ่ายบุคคลวัดโฝวกวงซัน และเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสงฆ์ตงฟัง วัดโฝวกวงซัน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=150 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left><!-- << ย้อนหลัง (http://www.agalico.com/board/../../backissue/index.php) --></TD></TR></TBODY></TABLE><!-- CENTER ZONE -->
</TD><TD>http://www.komchadluek.net/imgs/space.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
:SMLX_120: http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/23/01.php
http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/23/images/01.jpg
"มหายาน แปลว่า ยานใหญ่ เป็นลัทธิของภิกษุฝ่ายเหนือของอินเดีย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้มหาชนเลื่อมใสเสียก่อน แล้วจึงสอนให้คนเรารู้จักระงับดับกิเลส ทั้งยังให้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มหายานโดยได้เข้าไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ใน ทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และ เวียดนาม"
นี่เป็นคำอธิบายของ พระเถระซินติ้ง เจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน และประธานมูลนิธิ แสงพุทธธรรมนานาชาติ ประเทศไต้หวัน ที่ท่าน ได้เดินทางไปเผยแผ่ พระพุทธศาสนานิกาย มหายานอย่างต่อเนื่อง
ศาสนาพุทธยังแสดงให้เห็นถึงความเป็น พระบรมของศาสดาที่พระเมตตาคุณ ได้มาสั่งสอนชาวพุทธให้ได้ปฏิบัติพ้นจากอวิชาต่างๆ และให้พ้นจาก ความทุกข์ต่างๆ
ท่านถือเป็นพระบรมครู เป็นพระบรมแห่งศาสดา ที่ได้นำพาเราไป พบความสุข ที่แท้จริง ให้คนเราได้รู้จักละความชั่ว ขณะเดียวกัน ท่านได้เน้น ย้ำให้เห็นว่า พระสงฆ์ที่จะไปให้ถึงการบรรลุธรรมได้ ต้องมาจากการศึกษาพระธรรมอย่างถ่องแท้ เนื่องจากวัตถุมงคลเป็นเหมือนสะพานให้ชาวพุทธได้ข้ามไปให้ถึงแก่นพระธรรม
พระเถระซินติ้งได้อนุญาตให้สัมภาษณ์ แบบ คม ชัด ลึก ดังนี้
นิกายมหายานมีความแตกต่างจากเถรวาทอย่างไรครับ ?
-ความเป็นพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน อยู่ตรงนิกายเท่านั้น นิกายที่พระภิกษุชาววัชชีบุตรถือตามที่อาจารย์ของตนได้แก้ไข ขึ้นในภายหลัง พระสงฆ์คณะนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "มหาสังฆกะ" และในเวลาต่อมาเรียกตัวเองว่า "มหายาน" ซึ่งแปลว่า ยานใหญ่ โต สามารถบรรทุกสัตว์โลกไปสู่ความพ้นทุกข์ได้มาก เพราะการแก้ไขวัตรปฏิบัติให้อำนวยความสะดวกสบายยิ่งขึ้น จะช่วยสามารถนำสัตว์พ้นทุกข์ได้จำนวนมาก นิกายมหายานนี้แพร่หลายในประเทศทิเบต จีน มองโกเลีย เกาหลี เวียดนาม สิกขิม และภูฏาน
เมื่อครั้งที่บวชใหม่ๆ อาตมาถูกสอนให้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์แห่งนิกายมหายานอย่างสมบูรณ์ จึงได้ให้ไปกวาดลานวัดให้เกิดปัญญา กวาดทุกวัน แต่การกวาดลานวัดเป็นการเตือนสติตัวเองว่า ขณะที่กวาดลานวัดต้องกวาดชำระล้างมลทินในจิตใจ จนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ การสรงน้ำพระก็เช่นกัน เพื่อให้เราระลึกนึกถึงพระธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
จริงๆ ถ้ามองความเป็นพุทธ ที่แตกต่างตรงนิกาย ทำงานด้านสงฆ์มีอุปสรรคอะไรหรือไม่ครับ ?
-อาตมาคิดว่า ชาวพุทธแม้จะต่างนิกายกัน แต่ก็ถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน ซึ่งก็ทำบุญร่วมกันได้ และร่วมมือในกิจการต่างๆ ได้ ผู้ใดนับถือพระพุทธเจ้า แม้จะนับถือสิ่งอื่นด้วย เช่น พระพรหม พระอินทร์ ไหว้เจ้า หรือภูตผีต่างๆ ก็ยังถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน มิได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์กันแต่ประการใด ดังนั้น การที่จะมีบ่อเกิดเพิ่มเติมแตกต่างกันไปบ้าง ตราบใดที่ยังยอมรับพระไตรปิฎกร่วมกันเป็นส่วนมาก ก็ไม่ถือว่าต้องแตกแยกกันใดๆ
หลักธรรมของมหายานเน้นในเรื่องอะไรครับ ?
-มีการเน้นหลัก ๓ อย่าง คือ หลักมหาปัญญา ในหลักการข้อนี้ มหายานได้ใช้หลักอนัตตา ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษในพุทธศาสนาออกไป มหายานนิยมเรียกคำว่า "ศูนย์ตา" แทนคำว่า "อนัตตา" ในส่วนปฏิบัติของบุคคล ถือว่าบุคคลจะพ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการเข้าถึง "ศูนย์ตา" หมายความว่า จะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งในหลักธรรม ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส
ส่วนหลักมหากรุณา ก็จะเป็นผู้มีจิตใจกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย อย่างปราศจากขอบเขต พร้อมทั้งสละตนเองเพื่อช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้นให้พ้นทุกข์ ซึ่งได้แก่ การตั้งโพธิจิตมุ่งสู่พุทธภูมิ ในขณะที่ยังมิได้บรรลุ ต้องสร้างบารมีเพื่อช่วยสัตว์มีการเน้นในเรื่องการบำเพ็ญบารมี ๖ คือ ทานปารมิตา ศลีปารมิตา ขันติปารมิตา วิริยะปารมิตา ฌานปารมิตา ปรัชญาปารมิตา และหลักมหาอุปาย คือ พระโพธิสัตว์จะต้องประกอบด้วยกุศโลบายนานัปการ ในการช่วยเหลือปวงสัตว์ ต้องประกอบด้วยไหวพริบ ปฏิภาณในการเข้าถึงสัจธรรม
http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/23/images/02.jpg
การนำหลักพระธรรมนี้ไปสู่สันติภาพได้ไหมครับ ?
-พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งภราดรภาพที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้น เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนาไม่ได้ขัดแย้งกับธรรมชาติ อาตมา ได้เห็นถึงเหตุปัจจัย ความเคลื่อนไหว ความเป็นไปของธรรมชาติ อยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าเราเข้าใจในธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เราก็จะไม่เกิดการ ขัดข้อง หรืออุปสรรคต่างๆ ฉะนั้น พระพุทธศาสนา จึงเป็นศาสนา ที่จะนำมาซึ่งสันติภาพ และความเป็นภราดรภาพ
ศาสนาพุทธยังแสดงให้เห็นถึงความเป็น พระบรมของศาสดาที่พระเมตตาคุณได้มาสั่งสอน ชาวพุทธให้ได้ปฏิบัต ิพ้นจากอวิชาต่างๆ และให้พ้นจากความทุกข์ต่างๆ ท่านถือเป็นพระบรมครู เป็นพระบรมแห่งศาสดาที่ได้นำพาเรา ไปพบสุขที่แท้จริง ให้คนเราได้รู้จักละความชั่ว หันมากระทำความดี ทำจิตใจ ให้มีความผ่องใส เป็นการย้ำเตือน ให้ระลึกนึกถึงพุทธคุณ ที่พระองค์ท่านมีต่อชาวพุทธ
นิกายมหายานให้ความศรัทธาต่อพระพุทธรูปอย่างไร ?
-ชาวพุทธในนิกายมหายานให้ความสำคัญต่อองค์พระพุทธรูปเป็นมหาบุรุษ ๓๒ ประการที่งดงาม เป็นความเป็นมหาบุรุษขององค์พระศาสดา ฉะนั้น หากคนเราสามารถทำหน้าตาให้ผ่องใส เมื่อชาวพุทธนิกายมหายานเห็นพระพุทธรูปก็ทำให้เกิดจิตเป็นกุศลบังเกิดขึ้นได้ เมื่อจิตใจมีความผ่องใส ก็เป็นเหมือนสภาวะที่สงบนิ่งในทางของพระธรรม ถือเป็นสภาวะที่ไร้ซึ่งแห่งความทุกข์
อาตมามองว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิและมีความสามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า หากได้ฝึกฝนชำระจิตใจจนบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยเมตตาบารมี พระโพธิสัตว์จึงมีมากมาย พระโพธิสัตว์ทุกองค์ย่อมเสริมงานของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระโพธิสัตว์จึงมีน้ำหนักเท่ากับพระไตรปิฎก เมื่อสำนึกเช่นนี้ ทำให้ฝ่ายมหายานมีคัมภีร์ในระดับเดียวกับพระไตรปิฎกให้ได้ศึกษาด้วย
วันสำคัญทางศาสนาที่มีการสรงน้ำคืออะไร ?
ในส่วนของการสรงน้ำพระพุทธรูปแบบมหายานนั้น อาตมาก็จะขออธิบายความหมายแบบย่อๆ ว่า การสรงน้ำพระพุทธรูปนั้น ตามบันทึกในพระไตรปิฎกของฝ่ายมหายานมีอยู่ว่า เหตุไฉนพระตถาคตจึงมีพระวรกายอันบริสุทธิ์ เหตุเพราะพระตถาคตมีจิตใจอันบริสุทธิ์ในการปฏิบัติสู่โพธิมรรค และมีจิตใจอันบริสุทธิ์ในการปฏิบัติสัมมาสมาธิ ตั้งจิตเมตตากรุณาด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ ก็ถึงพร้อมด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้ พระตถาคตจึงมีพระวรกายอันบริสุทธิ์ ดังนั้น ความหมายที่สำคัญของการสรงน้ำพระพุทธรูป คือ การเตือนสติ ชาวพุทธทั้งหลายให้เจริญรอยตามพระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดา พระธรรมที่ดุจดังน้ำอมฤตนั้น ได้ชำระล้าง กาย วาจา ใจ ให้สดใส บริสุทธิ์งดงาม อานิสงส์ของการสรงน้ำพระนั้น จะส่งผลให้ไม่ห่างจากหนทางแห่งความดี จะนำมาซึ่งเหตุแห่งความสุขความเจริญนั่นเอง
มหายานมีการสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาบ้างหรือเปล่าครับ ?
-อาตมาคิดว่ามีการสร้างขึ้นมาน้อยมาก หรือเกือบจะไม่มีก็ว่าได้ เพราะมหานิกายจะเน้นในเรื่องของคำสอนเป็นหลัก แต่ที่มีการสร้างกัน ขึ้นมาก็เอาไว้แจกเป็นที่ระลึกให้กับชาวพุทธที่มาทำบุญที่วัดมากกว่า ซึ่งก็ไม่มีการสร้างวัตถุมงคลออกมาให้บูชามากมายแบบวัดในประเทศไทย การ ที่จะไปให้ถึงการบรรลุธรรมได้ต้องมาจากการศึกษาพระธรรม เพราะวัตถุมงคลเป็นเหมือนสะพานให้เราชาวพุทธได้ข้ามไปให้ถึงการแก่นของธรรม และอาตมาคิดว่าชาวพุทธทุกคนต้องหมั่นสร้างคุณงามความดี ทำบุญกันไว้มากๆ ก็แล้วกัน
http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/23/images/03.jpg
แสดงว่ายังมีบางส่วนของมหายานที่ยึดถือพระธรรมมากกว่าวัตถุมงคล ?
-ตรงนี้อาตมาอยากจะบอกว่ามันเป็นส่วนน้อยเท่านั้น เพราะ ชาวพุทธนิกายมหายาน ส่วนใหญ่จะศึกษา เกี่ยวกับหลักธรรม แบบเป็นจริงเป็นจัง ทำให้ไม่หลงเชื่อ เกี่ยวกับกุศโลบาย ที่มาในรูปของวัตถุมงคล เพราะลองสังเกตดูได้ว่า บางคนที่เข้าใจในหลักธรรม ขององค์สัมมา สัมพุทธเจ้า จะรู้ว่าวัตถุมงคลเป็น เพียงเครื่องเตือนสติ ให้สร้าง คุณงามความดี ละเว้นจากการกระทำความชั่ว ใครทำดีก็ย่อมได้ดีตามกรรมที่ทำ
มีอะไรฝากถึงชาวพุทธในประเทศไทยบ้างครับ ?
-อาตมาอยากจะฝากบอกชาวพุทธในประเทศไทยด้วยว่า การที่เรา มีพระพุทธศาสนา ที่มีผู้คนให้ความเคารพนับถือมากที่สุดในประเทศไทย หรือในโลกก็ว่าได้ โดยขอให้ถือ พระพุทธศาสนาไม่เป็นเพียงแค่ศาสนาที่ตนเองนับถือเท่านั้น ขอให้ทำความเข้าใจ อย่างถ่องแท้กับพระธรรมคำสอน ของพระบรมศาสดา เพราะว่าพระพุทธศาสนานั้น ที่สุดก็คือ ทำให้เราสามารถรู้จักพ้นจากความทุกข์ได้ อันนี้ถือเป็นสัจธรรมชีวิต ที่ทุกคนหนีไม่พ้น และสิ่งที่จะทำให้จิตใจคนเราเกิดเป็นความผ่องใส ได้ ก็ไม่ควรไปกล่าวว่า ร้ายใคร ให้จิตใจเป็นทุกข์ ดังนั้น การไม่เบียดเบียนผู้อื่นก็ถือเป็นการสร้างจิตใจให้แจ่มใสได้ พระพุทธองค์ได้สอนเอาไว้ว่า คนเราสามารถทำจิตใจให้บริสุทธิ์ได้จะเกิดเป็นบุญกุศลอย่างคณานัปการ อาตมาไม่สามารถอธิบายให้เกิดความเข้าใจได้ว่า บุญกุศลที่ว่านั้น จะมากมายขนาดไหน เอาเป็นว่า เมื่อเราเตือนตัวเองทุกครั้งในการทำจิตใจเราให้บริสุทธิ์ทุกวันๆ เมื่อถึงวันหนึ่งเราก็จะมีจิตใจที่สะอาดผ่องใสได้เช่นกัน
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 width="100%" bgColor=#000000 border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>
พุทธนิกายมหายาน
ในอินเดียมหายานมีปรัชญาแยกออกเป็น ๓ สาย และแบ่งออกตามทัศนะ ๓ นิกาย คือ นิกายศูนยวาท หรือมาธยมิกะ นิกายวิชญานวาท หรือโยคาจาร นิกายจิตอมตวาท และในยุคปลายๆ ยังมีอีกหนึ่งนิกาย คือ นิกายพุทธตันตรยาน หรือ มนตรยาน
ส่วนลัทธิสุขาวดี และพิธีโยคกรรมธารณีของลัทธิพุทธตันตระ (ยกเว้นปรัชญา) เข้ากันได้กับทุกสาย ทั้งนี้ สุดแล้วแต่ผู้นับถือจะฝักใฝ่ในปรัชญาสายใด ก็อธิบายเรื่องสุขาวดี หรือเรื่องเวทมนตร์อาคม ไปตามทัศนะของตนได้ เหตุที่เป็นดั่งนี้ ก็เนื่องด้วยลัทธิสุขาวดี หาได้ตั้งกฎเกณฑ์ทางปรัชญาไว้ไม่ นักปราชญ์บางท่านจัดนิกายสุขาวดีไว้ฝ่ายอัสติวาทิน ส่วนพิธีโยคกรรมแลธารณีมนตร์เล่า ก็เป็นเพียงการท่องบ่นและจัดลักษณะรูปพิธีต่างๆ เท่านั้น
ครั้นเมื่อมหายานแพร่เข้าสู่ประเทศจีน ญี่ปุ่น เหล่าคณาจารย์จีนและญี่ปุ่นได้ตั้งเป็นนิกาย สร้างทฤษฎีอธิบายพระพุทธมติ แต่ก็คงหนีไม่พ้นวงกรอบแห่งปรัชญาศูนยตวาทิน และ อัสติวาทิน ปรากฏว่านิกายที่คณาจารย์จีนและญี่ปุ่นคิดตั้งขึ้นใหม่นั้น ล้วนเป็นฝักฝ่ายภูตตถตา วาทิน ทั้งนั้น เมื่อพิเคราะห์ดูเห็นจะเป็นด้วยในประเทศจีน ก่อนหน้าที่พระพุทธศาสนาจะแพร่เข้าไป จีนได้มีปรัชญาลึกซึ้งของตนอยู่แล้ว เช่น ปรัชญาของขงจื้อ เหลาจื้อ และจังจื้อ เป็นต้น ปรัชญาของเหลาจื้อกับจังจื้อ ไม่มีอะไรผิดแผกต่างจากปรัชญาฮินดู ในคัมภีร์อุปนิษัท อันว่าด้วย ปรมาตมันเลยเหลาจื้อ จังจื้อ
ฉะนั้น ความคิดของประชาชนจึงชินต่อเรื่อง ธรรมชาติภาวะนี้ ส่วนญี่ปุ่นที่ได้รับอารยธรรมจากจีน จึงไม่มีข้อกังขาอันใดเลยว่า เหตุไฉนปรัชญาฝ่ายภูตตถตาวาทิน จึงเฟื่องฟูมากกว่าปรัชญาสายอื่น ทั้งในเมืองจีน และญี่ปุ่น ตรงกันข้ามกับทิเบต แม้จะรับลัทธิพุทธตันตระมนตรยานไปนับถือก็จริง แต่ทางความคิดด้านปรัชญาแล้ว ชาวทิเบตกลับนิยมปรัชญาฝ่ายศูนยตวาทินและโยคาจารมาก มีคณาจารย์แห่งทิเบตแต่งอรรถกถา และปกรณ์วิเศษประกาศมติของปรัชญาทั้ง ๒ สายนี้
นิกายมหายาน เมื่อยกนิกายศูนยตวาทินและโยคาจารแล้ว นิกายอื่นๆ ก็เป็นฝ่ายภูตตถตาวาทินทั้งสิ้น แม้นิกายสุขาวดีในจีนกับญี่ปุ่นก็ถูกอธิบายแพร่หลายโดยคณาจารย์ฝ่ายภูตตถตาวาทินส่วนมาก อนึ่ง นิกายที่เจริญขึ้นในญี่ปุ่น ก็หนีไม่พ้นจากนิกายที่ตั้งขึ้นโดยคณาจารย์จีน ดังนั้น จักกล่าวแต่มหายานและนิกายที่ปรากฏในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ของจีน ทิเบต เวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นลำดับไป
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 width="100%" bgColor=#000000 border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>
ชาติภูมิพระเถระซินติ้ง
พระเถระซินติ้ง อายุ ๖๐ ปี พรรษา ๓๖ เกิดเมื่อปีหมิงกั๋วที่ ๓๓ (ค.ศ.๑๙๔๔) สถานที่เกิด ณ เมืองอวิ๋นหลิน ประเทศไต้หวัน จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี วิทยาลัยพุทธศาสนาตงฟัง ๔ ปี ระดับปริญญาโท สาขาอินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยวัฒนธรรมจีน วันที่ ๑๒ กันยายน ปีหมิงกวั๋อที่ ๘๘ (ค.ศ.๑๙๙๙) ได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก Vidyodaya Pirvena College และเดือนมีนาคม ปีหมิงกวั๋อที่ ๙๑ (ค.ศ.๒๐๐๒) ได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยซีไหล ประเทศสหรัฐอเมริกา
อุปสมบทเมื่อปีหมิงกั๋วที่ ๕๗ (ค.ศ.๑๙๖๘) รับโพธิสัตว์ศีลเมื่อปีหมิงกั๋วที่ ๕๘ (ค.ศ.๑๙๖๙) ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน เมืองเกาสยง ประธานสภาสงฆ์วัดโฝวกวงซัน อธิการบดีสำนักสงฆ์ผู้อาวุโสวัดโฝกวงซัน ประธานหอสมาธิหลินจี้วัดโฝวกวงซัน ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมผู่เมิน ก่อนหน้านี้เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดโฝวกวงซัน สาขาไทเป เจ้าอาวาสวัดผู่เมิน ไทเป เจ้าอาวาสวัดซีไหล สหรัฐอเมริกา เจ้าอาวาสวัดหลงฮวา มาเลเซีย เลขานุการสภาสงฆ์วัดโฝวกวงซัน อธิการบดีฝ่ายบริหารส่วนกลางวัดโฝวกวงซัน อธิการบดีวิทยาลัยสงฆ์เป่ยไห่ ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมผู่เมิน ผู้บริหารฝ่ายบุคคลวัดโฝวกวงซัน และเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสงฆ์ตงฟัง วัดโฝวกวงซัน
</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=150 align=left border=0><TBODY><TR><TD align=left><!-- << ย้อนหลัง (http://www.agalico.com/board/../../backissue/index.php) --></TD></TR></TBODY></TABLE><!-- CENTER ZONE -->
</TD><TD>http://www.komchadluek.net/imgs/space.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
:SMLX_120: http://www.komchadluek.net/column/pra/2005/06/23/01.php