ศิษย์ไม่รักดี
05-30-2007, 02:37 PM
http://dhamma.net/give/lastpage/pic/girl_med2.jpg
ธรรมเทศนา <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ระหว่างวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘<o:p></o:p>
ณ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติปฏินิสสัคโค จ.ภูเก็ต<o:p></o:p>
ธรรมบรรยายในวันที่ ๕ ของการปฏิบัติ <o:p></o:p>
วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๘<o:p></o:p>
โดย...ท่านอาจารย์ พระณรงค์ กนฺตสีโล<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ขอโอกาสพระโยคาวจร และขอเจริญพร ไปยังโยคีผู้ประพฤติปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผู้แสวงหาสัจจธรรมตามความเป็นจริงทุกท่าน และขออนุโมทนา ในความพากเพียรในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ของบรรดาพระโยคาวจรทั้งหลาย ตั้งแต่วันเปิดโครงการ มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ท่านทั้งหลายนั้นมีความพากเพียรเอาใจใส่ต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามที่คณะวิปัสสนาจารย์ทั้งหลายได้แนะนำให้ความรู้ในหลักการของการปฏิบัติ เป็นที่น่ายินดีในบรรดาเราเหล่าผู้ปฏิบัติ ที่ได้ประพฤติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะบรรดาภิกษุที่ได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในครั้งนี้ และคณะอุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนสามเณรซึ่งเป็นหน่อของพระพุทธศาสนาด้วย จะเห็นว่าพระพุทธศาสนานั้นยังมีความเจริญรุ่งเรืองในหมู่ชนที่เป็นบัณฑิต เพราะฉะนั้นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนานั้น จะไม่เจริญในหมู่ชนที่เป็นคนพาล คำว่าคนพาลก็หมายถึงคนที่ไม่รู้สัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่มีการสดับตรับฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ห่างไกลพระสัทธรรม ถึงแม้จะอยู่ใกล้พระพุทธศาสนา แต่ก็เหมือนอยู่ไกล แต่หมู่ผู้ที่เป็นบัณฑิต เป็นผู้อยู่ใกล้พระพุทธศาสนา และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะฉะนั้นธรรมของคนพาลและบัณฑิตจึงห่างไกลกัน ท่านอุปมาเหมือนกับ ฝั่งนี้ของมหาสมุทร ซึ่งห่างไกลกับฝั่งโน้นของมหาสมุทร หรือห่างไกลเหมือนฟ้ากับดิน ซึ่งเปรียบเทียบกันได้ยาก บรรดามหาสมุทรฝั่งโน้น กับฝั่งนี้ซึ่งนับว่าไกล แต่คนที่เป็นคนพาลนั้นก็ไกลพระสัทธรรม เปรียบเทียบไม่ได้ ถึงแม้พระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้นโดยการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คนพาลนั้นกลับมองไม่เป็น ไม่รู้จักคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือใคร พระสัทธรรมจะยังประโยชน์แก่ตนนั้นอย่างไร เพราะฉะนั้น การอุบัติของพระพุทธเจ้านั้น ท่านอุปมาเหมือนกับการเกิด หรือการขึ้นของพระอาทิตย์ที่ส่องสว่างไปได้ทั่วจักรวาล บรรดาพระอาทิตย์ที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมเป็นประโยชน์แก่สัตว์ที่มีนัยน์ตา มีตาดีฉันใด พระธรรมของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในโลกนี้ ก็ย่อมมีประโยชน์แก่บรรดาผู้ที่มีปัญญา คือบัณฑิตเท่านั้น แสงพระอาทิตย์นั้นย่อมไม่มีประโยชน์แก่ผู้ไม่มีดวงตา หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีตาบอดเสีย ก็ย่อมมองไม่เห็น แม้จะมีแสงสว่างปรากฏมากเท่าไร ก็มองไม่เห็น อุปมาคนพาลเหมือนคนตาบอด บัดนี้พระธรรมได้ส่องสว่างปรากฏขึ้นแล้ว แต่คนทั้งหลายก็ไม่เข้าใกล้ ไม่มีศรัทธา ไม่สดับตรับฟัง และไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม บุคคลนั้นก็ย่อมไม่ได้ประโยชน์ แต่ในทางกลับกัน บุคคลที่เป็นบัณฑิต ย่อมมองเห็น ว่าแสงของพระธรรมนั้นมีประโยชน์ สามารถนำชีวิตตนไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ จึงได้มีศรัทธาปสาทะมีความเชื่อ ความเลื่อมใส และน้อมนำตัวของตัวเองนั้น มาประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระศาสดา ก็คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และบรรดาท่านทั้งหลายนั้นก็ย่อมได้รับประโยชน์แห่งพระธรรม คือได้รับแสงสว่างนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ จะเห็นว่าในบรรดาท่านทั้งหลายที่ได้เคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เริ่มที่จะดำเนินชีวิตไปได้ถูกตามครรลองคลองธรรมด้วยสัมมาทิฏฐิ มองเห็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้ และในโลกหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นการกระทำประโยชน์ยิ่ง เรียกว่าปรมัตถประโยชน์ในประโยชน์ทั้งหลาย ประโยชน์ในโลกนี้ก็เป็นไปโดยความสะดวก เป็นไปโดยความสุข เป็นไปโดยไม่มีเวรมีภัย เป็นไปโดยไม่มีทุกข์ แม้ประโยชน์หน้า ถ้าเราละชีวิตในโลกนี้แล้ว หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาสอนว่า เราจะต้องไปเกิดในสัมปรายภพ การไปของบุคคลที่ไม่มีบุญกุศล ก็ต้องได้รับความทุกข์ในสัมปรายภพนั้น แต่ถ้าเรามีความกลัวภัยในสัมปรายภพภาคหน้า แล้วก็รีบสั่งสมบุญกุศล เพราะว่าบุญกุศลนั้นเป็นเสบียงธรรม ที่จะนำเราไปสู่ความสุขในภพต่อไป เรามาจากภพก่อน ชาติก่อน มาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ก็ด้วยอาศัยบุญกุศล การมีอัตตภาพที่สมบูรณ์ การมีชีวิตที่เป็นสุข การอยู่ในประเทศที่เป็นมัชฌิมประเทศ มีความสงบสุข ร่มเย็น ก็ด้วยอาศัยบุญกุศลที่เราได้สั่งสมมา แต่ถ้าเราไม่สั่งสมบุญกุศลต่อ เราไปในชาติหน้าเราไม่มีเสบียงบุญกุศลไป เราก็จะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน แต่ถ้าเราสะสมตั้งแต่วันนี้ โดยที่เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา อย่างที่ได้กล่าวมา ไม่เพิกเฉย ไม่ทอดธุระ ไม่ปล่อยวางให้วันเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ รีบขวนขวายในบุญกุศล มีการให้ทาน การรักษาศีลเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการภาวนา ได้แก่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ได้ชื่อว่าท่านทั้งหลายเตรียมเสบียง คือบุญกุศลนั้นให้เกิดขึ้นในชาตินี้ ได้ติดตามไปในชาติหน้า แล้วโดยเฉพาะวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นประโยชน์ที่จะตัดสังสารวัฏฏ์ คือการเวียนว่ายตายเกิดไปในภพภูมิต่าง ๆ ในชาติต่อ ๆ ไป การเกิดของบุคคลก็อาศัยเหตุ คือกิเลสที่มีอยู่ในจิตใจ กิเลสนั้นเป็นสาเหตุให้เรานั้นมีความทุกข์ เป็นสาเหตุให้เรานั้นทำความชั่วต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในการที่เรามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ ก็ได้ชื่อว่าเราทั้งหลายนั้นมากำจัดกิเลส เมื่อกิเลสของเราถูกประหาร ถูกกำจัดลง การที่จะไปเกิดในภพต่อไปนั้นก็ไม่มี ฉะนั้นพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้ทำลายกิเลสแล้ว จึงได้กล่าวว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์สำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำนั้นไม่มีอีกแล้ว การเกิดนั้นเป็นชาติสุดท้าย นั่นก็แปลว่าพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้นเป็นผู้รื้อเรือน คือกิเลส เป็นผู้ทำลายกิเลสให้หมดจากใจของตนเองแล้ว บรรดาเราทั้งหลายผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ถึงพระธรรมและพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ก็ได้ปฏิบัติตามคำของพระอริยเจ้า โดยเฉพาะศีลก็เป็นศีลของพระอริยเจ้า แม้การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นพระอริยเจ้าทั้งหลายก็ปฏิบัติแล้ว การเป็นปุถุชน ถือผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลส การปฏิบัติตามศีลของพระอริยบุคคล คือพระอริยเจ้า เป็นการถึงซึ่งธรรมอันประเสริฐ เพราะฉะนั้นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา จึงสอนให้บรรดาพุทธบริษัทนั้นพึงเจริญกุศล โดยเฉพาะการปฏิบัตินั้นเป็นกุศลอย่างยิ่ง เป็นมหากุศล เป็นกุศลที่เป็นไปโดยโลกุตตระ กุศลเพื่อความหลุดพ้น กุศลที่เราทำโดยการให้ทานนั้นก็เป็นโลกียะ เป็นความสุขในชาตินี้อย่างเดียว ถ้าเราให้ทานอย่างเดียว เราก็ได้แต่โภคทรัพย์ ถ้าเรารักษาศีลอย่างเดียว เราก็อาจได้อัตภาพที่สมบูรณ์ แต่ไม่ได้ปัญญา ถ้าเรามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ชื่อว่าเรามาเจริญปัญญา ทุกวันพระอาจารย์ต้องมาแสดงธรรมแก่โยคี ก็ชื่อว่าเรากำลังสะสมปัญญาที่ชื่อว่า สุตตมยปัญญา และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ชื่อว่าเรากำลังเจริญปัญญาที่ชื่อว่าภาวนาปัญญา ในปัญญาทั้งสองอย่างนี้ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน พระอาจารย์จะเน้นการบรรยายธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อโยคีตั้งใจฟัง ก็สามารถนำเอาความรู้ความเข้าใจนี้ไปปฏิบัติ ถ้าโยคีไม่ตั้งใจฟัง หรือฟังไม่ดี โยคีนั้นก็จะไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นอย่างไร ประโยชน์นั้นเป็นอย่างไร จุดหมายของการปฏิบัตินั้นเพื่ออะไร เทคนิควิธีการปฏิบัตินั้น เราจะต้องเข้าไปกำหนดรู้ในอิริยาบถต่าง ๆ นั้นอย่างไร ที่ผ่านมามีโยคีหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมนั้นต้องกำหนดอย่างไร พระอาจารย์ได้ตรวจสอบจากการสอบอารมณ์ที่ผ่านมาก็ได้เข้าใจว่ามีโยคีบางท่านที่ไม่เข้าใจ เพราะว่านั่งกำหนดขณะฟังธรรม ซึ่งประเด็นนี้พระอาจารย์จะให้งดการกำหนด ตอนนี้เราเป็นการเจริญสุตตมยปัญญาคือตั้งใจฟังให้ดี ตั้งใจฟังว่าพระอาจารย์<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" /><st1:PersonName w:st="on" ProductID="พูดอะไร เน้นอะไร">พูดอะไร เน้นอะไร</st1:PersonName> ถ้าเราไปกำหนดได้ยินหนอ ก็จะไม่ได้ยินที่พระอาจารย์<st1:PersonName w:st="on" ProductID="พูดตลอด ฟังไม่ปะติดปะต่อ">พูดตลอด ฟังไม่ปะติดปะต่อ</st1:PersonName> เมื่อฟังไม่เข้าใจแล้วก็เป็นโทษ คือพระอาจารย์แก้ให้ก็กลับไปทำไม่ถูก หรือไม่นำไปใช้ ผลที่จะทำให้ก้าวหน้า หรือการปฏิบัติที่ถูกก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นก็ให้โยคีนั้นพึงตั้งใจฟัง อย่าได้กำหนดได้ยินหนอ ได้ยินหนอ ให้กำหนดแต่เวลาปฏิบัติ ตอนนี้เป็นเวลาฟัง การฟังก็ได้กุศล อย่างที่พระอาจารย์ได้กล่าวในวันก่อน ๆ ย่อมได้อานิสงส์ อานิสงส์อีกอย่างที่พระอาจารย์จะกล่าวก็คือว่า ถ้าเราฟังบ่อย ๆ ละจากโลกนี้ไป ถ้าเราตาย สิ้นชีวิต ไปเกิดด้วยบุญกุศลที่เราได้ฟังธรรมนี้ จะทำให้เราไปเกิดเป็นเทวดา สติของเราระลึกได้ ถ้ามีเทพยดามาพูดธรรมะให้เราฟัง เราระลึกได้ มีสติสัมปชัญญะ เราก็จะเกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุได้ในขณะนั้น ถ้าไม่มีเทวดามาพูดธรรมะให้เราฟัง ภิกษุในพระพุทธศาสนาที่มีฤทธิ์ สำแดงฤทธิ์ได้ ขึ้นไปบนสวรรค์ ไปแสดงธรรมแก่เทวดาเหล่านั้น ถ้าเราได้เจริญอบรมปัญญาในขณะฟัง จะเป็นฟังธรรม หรือฟังพระสวดมนต์ สาธยายในพิธีต่าง ๆ สั่งสมอย่างนี้บ่อย ๆ บุญกุศลก็ส่งให้เรานั้นได้บรรลุธรรมในขณะนั้น จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติ ตรัสรู้ขึ้นแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมจักร บรรดาปัญจวัคคีย์ทั้งห้า โกญฑัญญะได้บรรลุธรรมเป็นคนแรก แต่ว่ามีเทพยดาที่ได้บรรลุธรรมในขณะนั้น ท่านกล่าวว่า 18 โกฏิ เทวดาเหล่านั้นได้สั่งสมปัญญาบารมี สั่งสมอินทรีย์ ถึงจะไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่ว่าทันพระพุทธเจ้า ก็สามารถมีดวงตาเห็นธรรมได้ นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ให้พวกเราได้เห็นว่า ถ้าเราได้สั่งสมปัญญาบ่อย ๆ ในพระพุทธศาสนา ปัญญาก็จะเกิดแก่เรา ละจากโลกนี้ไป ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมตามที่พระพุทธเจ้า หรือว่าภิกษุรูปใดรูปหนึ่งขึ้นไปแสดงธรรม จะเห็นได้ว่าพระสารีบุตรก็ขึ้นไปแสดงธรรม ก็จะเป็นประโยชน์อันนี้ก็เป็นอานิสงส์ของการฟังธรรม การฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา หมั่นฟังด้วยโยนิโสมนสิการ พิจารณาใคร่ครวญ ใช้ปัญญาของเรา สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ พระอาจารย์เน้น ก็นำไปใช้
จากการบรรยายธรรมก็ตาม สอบอารมณ์ก็ตาม พระอาจารย์จะให้ความสำคัญที่โยคีจะต้องไปใช้ ว่าจะต้องกลับไปประพฤติอย่างไร อาจจะไม่เพิ่มบทเรียน แต่เพิ่มการกำหนด ต้องไปใส่ใจอย่างไร ต้องไปดูพองยุบอย่างไร ต้องไปดูอาการเคลื่อนไหวของเท้าอย่างไร ต้องไปดูอาการเคลื่อนไหวของพองยุบอย่างไร อิริยาบถย่อย เราทำได้มากน้อยแค่ไหน เราต้องให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แม้แต่ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราปล่อยให้เวลานั้นล่วงผ่านไป เวลานั้นผ่านไปจริง แต่ว่าเรานั้นมิได้กำหนดอย่างจริง ๆ เราก็จะได้ผลไม่ตรงกับที่เราได้คาดหวังไว้ แต่ถ้าเราตั้งใจกำหนดจริง แม้เวลาผ่านไปก็จริง จิตของเราก็เข้าไปสู่อารมณ์กรรมฐานด้วยความเห็นจริง เห็นสภาวธรรมด้วยความเป็นจริง ก็ชื่อว่าเราได้ไปสู่จุดหมายของการปฏิบัติ ในระดับหนึ่ง ๆ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนานี้ พระอาจารย์จะต้องให้ความสำคัญในการสอน ส่วนโยคีนั้น ทำความเข้าใจต่อการฟังแค่ไหน การเดินจงกรม พระอาจารย์จะบอกให้เดินกำหนดช้า ๆ ถ่ายน้ำหนักไปที่เท้าข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็ค่อย ๆ เคลื่อนไป ย่างไป พระอาจารย์ได้ขึ้นมาดูโยคีเป็นประจำ ก็จะเห็นว่ามีโยคีบางคนไม่ได้ย่างเท้าไปช้า ๆ แต่ว่ากลับเดินไปเร็ว ก้าวเท้าไปอย่างรวดเร็ว อย่างนี้จะทำให้การปฏิบัติของเรานั้นไม่เป็นสติ การใส่ใจน้อยนั้น ท่านกล่าวว่าไม่เป็นสติ การใส่ใจมากเป็นสติมาก การไม่ใส่ใจเลยไม่เป็นสติ การไม่ใส่ใจเป็นการรู้แต่ไม่เป็นการรู้ด้วยวิชชาปัญญา ตัดกิเลสไม่ได้ ตัดสักกายทิฏฐิไม่ได้ แต่การใส่ใจเข้าไปรู้อย่างใกล้ชิด เป็นการให้เกิดสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้เป็นไปเพื่อกำจัดกิเลส คือสักกายทิฏฐิ ได้แก่ความสำคัญว่าเป็นอัตตาตัวตน เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นหลาย ๆ ท่านอาจจะกล่าวว่า การที่เราได้กำหนดในขนาดนี้ ก็รู้สึกว่าเพียงพอต่อความรู้ อย่างที่อาตมาได้กล่าวว่า ยังไม่ใช่เป็นการรู้ที่เป็นปัญญาอันสูงสุด เพราะปัญญาอันสูงสุดนั้นจะต้องเข้าไปดูอย่างแนบแน่น อย่างใกล้ชิด คือการเข้าไปใส่ใจ สิ่งที่เราจะเข้าไปรู้อย่างใกล้ชิดได้ พระอาจารย์ก็จะเน้นว่า โยคีต้องมีการกำหนด คือการบริกรรม ถ้าเราไม่บริกรรม จิตของเราก็ไม่ไปสู่อารมณ์กรรมฐานอย่างแนบแน่น อย่างใกล้ชิดได้ มีโยคีหลายท่านที่กำหนดยังไม่ละเอียด กำหนดใส่คำบริกรรมน้อยเกินไป อย่างเช่นว่า เหยียดหนอ เหยียดหนอ เหยียดหนอ บางท่านก็กำหนดเพียงแค่สองสามคำเท่านั้น ซึ่งเป็นการกำหนดที่น้อยมาก พระอาจารย์จะเน้นให้กำหนดให้ถี่ขึ้นไป การที่เราจะก้มลงกราบ เราก็ต้องบริกรรมให้ถี่ ๆ ก้มหนอ ก้มหนอ ก้มหนอ ให้ถี่ ๆ มาก ๆ ถ้าเราตั้งใจที่จะกำหนดถี่ ๆ เราสามารถทำได้ จากแรก ๆ เรากำหนดเพียงแค่หนึ่งนาที สองนาที แต่ถ้าเราตั้งใจที่จะกำหนดถี่ ๆ เราสามารถพัฒนาไปสู่การกราบที่ห้านาที สิบนาที หรือบางท่านก็กราบได้เป็นเวลานานถึงยี่สิบนาทีได้ บางท่านก็อาจจะกราบได้นานเป็นชั่วโมง นั่นก็คือโยคีเก่า นั่นก็ด้วยอาศัยการที่เราพยายามที่จะกำหนดทีละเล็ก ทีละน้อย พยายามที่ใส่ใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่กำหนด หลาย ๆ ท่านอาจจะบอกว่าขี้เกียจกำหนด นั่นยิ่งเป็นโทษใหญ่ มีใครบ้างที่สำเร็จด้วยความเกียจคร้าน ไม่มี แต่ว่าจะบรรลุจุดหมายได้ด้วยความพากเพียร คือวิริยะ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านว่าเป็นความเพียรของผู้ที่เพียรโดยยาก คือไม่ใช่ความเพียรธรรมดา คนทั้งหลายนั้นเพียรธรรมดา ก็ได้สิ่งที่ตนเองปรารถนาเท่านั้น แต่ว่าความเพียรในพระศาสนานี้ เป็นความเพียรอันยิ่ง เป็นความเพียรเพื่อเผากิเลส บุคคลเมื่อเพียรเผากิเลส เขาก็ย่อมได้รับความสุขที่แท้จริง เรียกว่าบรมสุข คือ ความสุขที่เกิดจากการขจัดความทุกข์ การขจัดกิเลสที่เป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ เขาก็ได้รับบรมสุข ก็คือพระนิพพาน เพราะฉะนั้นถ้าเราเพียรธรรมดา เราก็ไม่ไปสู่จุดหมาย จะทำอย่างไรให้ไปสู่ความเพียรที่สูงสุด ก็ด้วยอาศัยการกำหนดทีละขณะ การเอาใจใส่แต่ละที่ ถ้าเรามองข้าม ว่าตรงนั้นไม่มีความสำคัญ ตรงนี้ก็ไม่ต้องกำหนด เราก็จะไม่ได้การพัฒนาซึ่งสติ สมาธิ และปัญญา แต่ถ้าเราให้ความสำคัญ บุคคลที่รู้ว่า ถ้าเราสะสมของที่มีอยู่น้อย ก็กลายเป็นของที่มากได้ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็ถึงกำหนดทีละเล็ก ทีละน้อย เราก็จะได้มาซึ่งสติที่มีกำลัง สมาธิที่ดิ่งลึก สามารถพัฒนาปัญญาทางธรรม เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง ในทางกลับกัน ถ้าเรามองไม่เห็นว่าแต่ละขณะเป็นเหตุของสติ เป็นเหตุของสมาธิ แล้วเราก็ข้ามเสีย โดยส่วนใหญ่ที่อาตมาสอบอารมณ์ โยคีหลายท่านทำได้ดี แล้วก็จะว่าทุกท่านก็ว่าได้ ทำได้ดีตอนอยู่ในศาลาปฏิบัติ ไม่ขาดตกบกพร่องเลย แต่ว่าพอจะออกจากศาลานี่เริ่มบกพร่องในการกำหนดแล้ว จะเดินไปเปิดประตูก็ไม่กำหนด เดินลงบันไดก็ไม่กำหนด หรือกำหนดก็ใส่ใจน้อยเกินไป ยิ่งทานข้าว หลายท่านก็ยังกำหนดได้ไม่ดีพอ พระอาจารย์พยายามให้ความสำคัญในการปฏิบัติ ว่าเราควรจะเป็นโยคีให้สมบูรณ์ เราไม่ใช่แต่ว่าปฏิญาณว่าเป็นโยคีเท่านั้น แต่ว่าเราจะเป็นด้วยการกระทำ เหมือนกับการเป็นภิกษุ การเป็นภิกษุก็ไม่ใช่ว่าบวชโดยโกนผมแล้วก็ห่มผ้ากาสวพัสตร์ ก็ไม่เรียกว่าเป็นภิกษุโดยแท้ เรียกว่าเป็นสมมติสงฆ์ หรือว่าสงฆ์โดยสมมติ ถ้าจะเป็นภิกษุโดยแท้ก็ต้องปฏิบัติ เป็นไปเพื่อละโลภะ โทสะ โมหะ นี้ก็ชื่อว่าเป็นภิกษุ ปฏิญาณว่าเป็นภิกษุ แล้วก็เป็นภิกษุจริง ๆ เหมือนกับเป็นโยคี ถ้าเราสมาทานวันแรก เราก็เพียงแต่เป็นโยคีโดยสมาทาน ถ้าเราจะเป็นโยคีโดยสมบูรณ์ก็คือการกระทำของเรา เราเพียรเผากิเลสจริง ๆ ไม่ท้อแท้ต่อความเหน็ดเหนื่อย ไม่ท้อแท้ต่อความเจ็บปวด ไม่ท้อแท้ต่อความหิวกระหาย ไม่ท้อแท้ต่อความอึดอัด ฟุ้งซ่านของจิต เป็นที่น่าชื่นชม ว่าโยคีหลายท่าน เป็นผู้ที่ใหม่ แต่ว่าสามารถที่จะอดทน ปฏิบัติมาได้จนถึงทุกวันนี้ คือพ้นวิกฤติที่จะกลับไป หลายท่านก็บอกว่า อาจารย์ โยมไม่ไหวแล้ว อยากจะกลับแล้ว นั่นก็ชื่อว่าโยคีรู้จักที่จะอดทน เชื่อฟังพระอาจารย์ กำหนดจิต คิดหนอ คิดหนอ หรือว่าอดทนต่อจิตที่อึดอัด เรามาปฏิบัตินี้เราจะต้องอึดอัดต่อการที่จะต้องทำช้า อึดอัดต่อจิตที่เคยทำอะไรสะดวกสบาย ทำอะไรก็รู้สึกว่าจะต้องกำหนด ช้าไปหมด เราก็เลยไม่ชอบใจ ไม่ยินดีต่อการทำ แต่มาถึงวันนี้ หลาย ๆ ท่านก็เริ่มที่จะช้าได้ สามารถที่จะกำหนดได้อย่างละเอียดขึ้น นั่นก็ชื่อว่าเราสามารถที่จะอดทน นั่นก็คือคุณสมบัติที่สำคัญของโยคีอีกประการหนึ่ง ก็คือการมีขันติ ขันตินี่ท่านกล่าวว่าเป็นตบะของนักพรตผู้เพ่งเพียรเผากิเลส ถ้าพระโยคาวจรขาดขันติ ก็นำไปสู่จุดหมายไม่ได้ บรรดาท่านทั้งหลายที่มาจนถึงวันนี้ ก็นับว่ามีขันติธรรมเรียกว่าขันติบารมี กำลังสั่งสมบารมี คือความอดทนอย่างยิ่ง ซึ่งชนทั้งหลายไม่อาจอดทน และทนได้ยาก เป็นการกระทำอันยิ่ง เป็นการกระทำอันประเสริฐที่คนทั้งหลายกระทำได้ยาก เมื่อเรากระทำได้อย่างนี้ ก็เป็นการกระทำที่ประเสริฐเช่นกัน ซึ่งชนทั้งหลายก็ได้ได้ยากเช่นกัน เพราะฉะนั้นบรรดาสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เราต้องลงทุน ลงแรง คือมีวิริยะ ความพากเพียรทางกาย และความพากเพียรทางจิต ต้องลุกขึ้นเดินจงกรม จากการที่เราไม่เคยตื่นแต่เช้า ตีสาม แต่ว่าพอเรามาเป็นโยคี เราต้องรีบตื่นขึ้น ตื่นขึ้นแล้วก็ต้องรีบที่จะลุกจากที่นอน ไม่อย่างนั้นกิเลสก็จะชักนำเรา กิเลสก็จะเผาผลาญ โลภะ โทสะ โมหะ ก็เผาเรา เป็นเหตุให้เกิดภพชาติต่อไปด้วย การไปเกิดภพใหม่ ชาติใหม่ ก็เป็นชาติ ชรา มรณะ ก็เผาเราอีก โศกะ คือความโศก ปริเทวะความร่ำไร ทุกข์ โทมนัส ทุกข์คือความไม่สบายกาย โทมนัสก็คือความไม่สบายใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ ก็เกิดขึ้นกับเราทุก ๆ ภพ ทุก ๆ ชาติ การเกิดภพใหม่ ชาติใหม่ ก็คือการได้ขันธ์ห้ามาใหม่ ขันธ์ห้าที่เรามีอยู่ก็ทุกข์แสนสาหัสถึงเพียงนี้ ถ้าไปมีใหม่ ก็ทุกข์ใหม่อีก การปฏิบัติวิปัสสนาคือการมากำจัด ทำลายขันธ์ห้าไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก เป็นการทำลายกิเลส สาเหตุใหญ่นั่นเอง เพราะฉะนั้นการที่เรามาอดทนอยู่นี้ การอดทนต่อการนอนสบาย ที่บ้าน สบายต่อการนอน ต่อการทำอาหาร ทำอะไรก็อิสระ แต่มาอยู่ที่นี่ไม่อิสระ เราอิสระแต่เราไม่อิสระในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ในทางโลก แต่ที่นี่ไม่อิสระ แต่เรากำลังจะอิสระ เป็นอิสระที่ยิ่งใหญ่ นั่นก็หมายความว่าในทางโลกนั้น เราอิสระด้วยการจะไปไหนมาไหนอย่างสะดวก แต่เราไม่อิสระด้วยการถูกกิเลสครอบงำ กิเลสนั้นเป็นนายเรา สั่งให้จิตทำอย่างโน้นอย่างนี้ จิตก็สั่งให้กายไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ คือเราไม่ได้อิสระ แต่ในทางที่เรามาปฏิบัตินี้ ถึงเราจะไม่อิสระโดยบริเวณ แต่เราก็เริ่มที่จะอิสระโดยกิเลส จิตใจของเราเริ่มที่จะปลอดโปร่ง จากโลภะ โทสะ โมหะ แม้กระทั่งมานะ ทิฐิ เมื่อก่อนนั้นมีความเห็นผิด เดี๋ยวนี้ก็มีความเห็นถูกมากขึ้น มานะ ความถือตัวก็ลดน้อยลงไป อหิริกะ อโนตตัปปะ เมื่อก่อนเรานั้นไม่เกรงกลัวต่อบาป ตอนนี้ก็เริ่มที่จะเกรงกลัว อุททัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านต่าง ๆ อวิชชา นี้เป็นกิเลส ที่มีอยู่ในจิตใจของเรา ถ้าเรามาปฏิบัติ กิเลสก็เริ่มที่จะเจือจาง แม้กามฉันทะนิวรณ์ ความยินดีในกามสุขต่าง ๆ เราก็เล็งเห็นว่า ความสุขตรงนั้นหาสาระไม่ได้ สุขที่ประกอบด้วยทุกข์มาก ความสุขที่เจือด้วยความทุกข์เราก็แสวงหาสุขที่แท้จริง คือสุขภายใน สุขภายนอกไม่ได้เป็นสุขที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่ใช่สุขที่แท้จริง แต่ว่าสุขภายใน คือการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นสุขที่เที่ยงแท้ ถาวร และแท้จริง บรรดาอัครสาวก หรือผู้ที่เป็นบัณฑิตทั้งหลาย พึงแสวงหาความสุขที่แท้จริง เราจะเห็นว่าพระโมคคัลลาน์-สารีบุตร ก่อนออกบวชก็มีความสุขที่เป็นโลกียะสมบูรณ์ มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ว่าสองคนนี้เกิดความเบื่อหน่ายในความสุขนั้น ก็ตกลงกันว่าเราจะแสวงหาความสุขที่แท้จริง ก็ไปแสวงหาตามลัทธิ คณาจารย์ต่าง ๆ ที่ขณะนั้นอุบัติขึ้น และก็สอนเรื่องได้รับความสุข แต่ก็ไม่มีสิ่งที่เป็นแก่นสาร คือพระโกลิตตะ อุปัตติสะ สองคนนี้ไปแล้วก็ไม่ได้รับประโยชน์จากคำสอนของผู้เป็นเจ้าของลัทธิ ก็ไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งพระสารีบุตรก็ไปเจอพระอัสสชิ และเห็นว่าสมณะรูปนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน น่าจะมีการปฏิบัติที่ให้ความสุข การที่ได้ฟังธรรมจากสมณะรูปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยเข้าไปกราบและขอฟังธรรมจากพระอัสสชิ ท่านก็ได้แสดงธรรมให้ฟังว่า ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ มีเหตุเป็นแดนเกิด ถ้าจะดับก็ดับที่เหตุแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณเจ้ากล่าวอย่างนี้ พระสารีบุตรที่ได้สั่งสมปัญญาบารมีมาตลอดช้านาน เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้แจ่มแจ้งทันทีว่าสิ่งทั้งหลายนั้นมีเหตุเป็นแดนเกิด เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับสิ่งนี้ก็ดับ ก็เกิดดวงตาเห็นธรรม และถามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ที่ไหน ตอนนี้นั้นมีเพื่อนที่ทำสัญญากับเขาไว้ ว่าถ้าใครรู้ธรรมก่อนจะต้องไปบอก ก็เลยกลับไปบอกพระโมคคัลลาน์ซึ่งตอนนั้นเป็นอุปปติสสะ โกลิตตะ เมื่อโกลิตตะเห็นเพื่อนมีสีหน้าผ่องใส ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็รู้สึกยินดีว่าเพื่อนเราคงจะรู้ธรรมอะไรมาบ้างแล้ว พระสารีบุตรก็เข้ามาบอกว่า บัดนี้เราได้รู้ธรรมแล้ว ก็แสดงธรรมนั้นแก่พระโมคคัลลาน์ฟัง ซึ่งพอได้ฟังก็รู้ทันทีอีกเช่นกัน ก็ชักชวนกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ชื่อว่าสองคนนี้มองเห็นว่าความสุขที่แท้จริงในโลกนั้นไม่น่าจะมี ก็ออกแสวงหาความสุขที่แท้จริง และได้ค้นพบความสุขที่แท้จริงนั้น เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายก็เป็นผู้พิจารณาถึงความสุขที่เรามีอยู่ และที่เราจะได้รับจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อัครสาวกทั้งสองก็นึกถึงครูบาอาจารย์ของตนเอง ว่าเรานั้นได้รู้ธรรมแล้ว ครูบาอาจารย์ของเราน่าจะรู้บ้าง ก็กลับไปชวนพระอาจารย์ให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ว่าบัดนี้พระพุทธเจ้านั้นได้อุบัติขึ้นแล้ว พระธรรมเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกจริง ๆ แต่ว่าอาจารย์คือสัญชัยนั้นกลับไม่ไป กล่าวว่า บุคคลในโลกนี้ ผู้มีปัญญากับคนโง่ อย่างไหนมากกว่ากัน พระสารีบุตรก็บอกว่าคนโง่นั้นมาก คนฉลาดนั้นน้อย ถ้าอย่างนั้น ใครฉลาดก็ไปหาพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน คนโง่ก็มาหาเรา แม้กระทั่งคนไปบอกแล้วก็ไม่ยอมละทิษฐิ ไม่ยอมปล่อยความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่น ได้แต่บอกว่า ใครฉลาดก็ไปหาพระพุทธเจ้า ใครโง่ก็มาหาเรา ก็ไปกันหมด สัญชัยผู้เป็นอาจารย์ก็ไปก็ไปกันหมด สัญชัยก็เสียใจ ลูกศิษย์ที่เห็นอาจารย์เสียใจ ก็กลับมาครึ่งหนึ่ง ไปกับพระสารีบุตรอีกครึ่งหนึ่ง คนไม่มีปัญญา แม้เกิดทันสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ แต่ว่าคนทั้งหลายที่ไม่ได้เจริญอบรมปัญญาก็ไม่ได้ไปฟังธรรม แต่คนที่เจริญอบรมปัญญามา ก็เข้าไปฟังธรรมทันที อย่างอนาถปิณฑิกเศรษฐี ก็แสวงหาพระพุทธเจ้า พอได้ยินว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ก็ตกใจว่าพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นแล้ว เกิดปีติ ขนลุก ซาบซ่าน แค่ได้ยินได้ฟังคำว่า สัมมาสัมพุทโธเท่านั้น เพราะฉะนั้นบุคคลที่ไม่สั่งสม ถึงจะได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้า ก็นิ่งเฉยเสีย ไม่สนใจว่าพระพุทธเจ้าคือใคร และก็ไม่มาสดับตรับฟัง และก็ไม่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพราะฉะนั้นการที่เราได้สั่งสมตรงนี้มา ก็นับได้ว่าเรานั้นเป็นผู้โชคดี เป็นผู้มีลาภ การเป็นพระพุทธเจ้านับว่าเป็นภาวะอันเยี่ยม เรียกว่า ทัศนานุตริยะ การเห็นอันเยี่ยม และการปฏิบัติก็ชื่อว่าเห็นพระธรรม ก็เป็นการเห็นอันเยี่ยม การเห็นอย่างอื่นไม่ได้เป็นไปเพื่อความละ เพื่อความปล่อยวาง เพื่อความคลาย กลับเป็นไปเพื่อความยึดติด แต่การเห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระธรรมนั้น เป็นการเห็นอันเยี่ยม การเห็นอันประเสริฐ เรียกว่าทัศนานุตริยะที่บุคคลพึงได้ แม้เราจะไม่เห็นพระพุทธเจ้า โดยพระวรกายที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ แต่ถ้าเราปฏิบัติธรรม เราก็ชื่อว่าได้เห็นพระพุทธเจ้า ดังที่พระองค์ได้กล่าวว่า บุคคลเห็นธรรม ย่อมเห็นตถาคต นั่นก็หมายความว่า ถ้าเราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไป เราเห็นพระธรรม ก็ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้มีตัวแทน เมื่อพระองค์จะปรินิพพาน ก็ได้ตรัสสั่งพระอานนท์ไว้ ว่าตัวแทนของพระองค์ก็คือ พระวินัย กับพระธรรม พระองค์ไม่ได้แต่งตั้งใครมาเป็นตัวแทน เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมจะเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ ถ้าบุคคลใดปฏิบัติตามพระธรรม พระวินัย บุคคลนั้นได้ชื่อว่าบูชาพระพุทธเจ้าโดยแท้ และบุคคลใดที่เห็นธรรม บุคคลนั้นชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้าโดยแท้ ฉะนั้นที่พวกเรามาปฏิบัติกันอยู่นั้น เราก็จะได้เห็นพระพุทธเจ้า บุคคลใดเมื่อได้เห็นพระพุทธเจ้า ก็จะจับจีวร สังฆาฏิ ติดตามพระพุทธองค์ไป แต่บุคคลนั้นยังประกอบไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ยังเต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังหนาแน่นอยู่ด้วยกิเลส บุคคลนั้นพระพุทธเจ้ากล่าวว่าเป็นผู้อยู่ไกลเรา แต่ถ้าบุคคลใด แม้จะอยู่ไกลพระพุทธเจ้าร้อยโยชน์ โยชน์หนึ่งก็ 16 กิโล ลองคำนวณดูว่าเท่าไหร่ แต่บุคคลนั้นเป็นผู้เจริญ ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา บุคคลนั้นก็ละโลภะ โทสะ โมหะ มานะทิฐิ บุคคลนั้นชื่อว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า ฉะนั้นเรามาปฏิบัติวิปัสสนา ชื่อว่าได้อยู่ใกล้ ใครที่ละโลภะ โทสะ โมหะ ก็ชื่อว่าดำเนินไปอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นเห็นธรรม แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า แต่เราเห็นธรรม พระพุทธปฏิมากร ก็เป็นที่ให้เรากราบไว้ เป็นอุจเฉททิกะเจดีย์ ตัวแทนของพระพุทธเจ้า ที่เราได้กราบไว้บูชา การที่เราปฏิบัตินี้ก็เป็นการบูชา ในวันสมาทานพระกรรมฐาน เราจะกล่าวว่า อิมายะ ธัมมานุธัมมะ ปฏิปฏิยา ธัมมัง ปูเชมิ ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัย ด้วยการประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรมนี้ ถ้าจะแยก ธัมมานุธัมมะ ปฏิปฏิยา พุทธัง ปูเชมิ บูชาพระพุทธเจ้า ธัมมัง ปูเชมิ บูชาพระธรรม สังฆัง ปูเชมิ ก็หมายถึง การบูชาพระสงฆ์ และการบูชาทั้งหลาย พระพุทธเจ้าแสดงไว้ การบูชาด้วยดอกไม้ ก็คืออามิสสบูชา และการปฏิบัติบูชาก็คือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงแสดง ก็ชื่อว่าเป็นการบูชาอันยิ่ง ในการบูชาทั้งหลาย ปฏิบัติบูชาถือว่าเป็นการบูชาอันเลิศ เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายนั้นอย่าได้ทำเรื่อยไป ควรใส่ใจกำหนดรู้ให้มาก การเดินจงกรมโยคีหลายท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ ว่าพระอาจารย์ให้ไปดูที่ไหน รู้ที่เท้า แต่ว่าไม่ต้องรู้ว่าเป็นเท้า ส่วนใหญ่เราจะรู้ทั้งขา ความเด่นชัดจะรู้ทั้งขา จุดหมายนั้นไม่ใช่ดูที่ขา แต่ให้ส่งจิตไปที่เท้า ค่อย ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ ตั้งแต่ส้นจนปลายเท้า การเดินนั้นไม่ให้เดินเร็ว เพราะว่าถ้าเราเดินเร็วเราจะไม่เห็นอะไร สภาวะที่เป็นปรมัตถ์ ก็คือการหนักการเบา เราต้องเข้าไปรับรู้ เข้าไปสังเกต แต่ไม่ใช่เข้าไปหา ฟังจากพระอาจารย์แล้วก็ไปหา เราก็จะเกิดความเครียด ความเครียดก็จะทำให้โยคีมึน มีอาการมึนศีรษะ อาเจียน ชื่อว่าเราไปหา หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราวางใจไม่ถูก เราต้องวางใจเข้าไปกำหนดรู้ สภาวะที่ชัดเจน เราต้องทำช้า ๆ ประการแรกเราต้องทำช้า ๆ ถ้าเราทำช้าแล้วเราส่งจิตไปที่เท้าได้แม่นยำ หรือว่าเราส่งจิตไปที่เท้านั้นเพียงพอแค่ไหน วิริยะทางจิตที่ส่งไปในอาการ ถ้าน้อยเกินไปก็จะไม่รู้ชัด ถ้ามากเกินไป เน้นเกินไป มุ่งเกินไป ก็จะรู้สึกว่ามึน ตึง และเครียด ถึงวันนี้อาตมาคิดว่า โยคีหลาย ๆ ท่านน่าจะปรับตัวเองได้ รู้ว่าวิริยะที่เราส่งไปนั้น ควรจะเพิ่มขึ้น หรือลดลง พอประมาณ ไม่มากเกินไป ไม่น้อย เกินไป ถ้าน้อย ไม่รู้ชัด ถ้ามากก็เคร่งตึง ซึ่งหลายคนที่เกิดอาการเคร่งตึง อาตมาเชื่อว่า เกิดจากการเข้าไปหา หาพองยุบ ว่าทำไมไม่มี มีแล้วกลับไม่มีก็ทำไมรู้สึกว่าไม่ชัดเจน พระอาจารย์พยายามอธิบายว่า ถ้าพองยุบไม่ชัด ก็ให้ไปดูนั่งหนอ ถูกหนอ บางทีก็ให้ทำตรงนั้น ซึ่งนั่งหนอ ถูกหนอก็เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เกิดสติสัมปชัญญะได้ มีโยคีบางท่านไม่กำหนด ไปนั่งดูเฉย ๆ ก็เกิดอาการโงกง่วง หลับได้ หรือหลายท่านก็ไปดูอาการเฉยนั้น เฉยหนอ เฉยหนอ ก็เป็นโมหะ การกำหนดเฉย ๆ นั้น เบื้องต้นท่านยังไม่ให้กำหนด เพราะยังไม่เป็นการเฉยแท้ แม้กระทั่งสุขเวทนาที่เราคิดว่าเราสุข ก็ไม่ใช่สุขที่แท้จริง เพราะฉะนั้นพระอาจารย์จะไม่ให้กำหนดอาการสุข แต่ให้กำหนดทุกขเวทนาที่กำหนด อทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์ อันนี้จะแยกยาก ถ้าเรามีสติ สมาธิ ที่พอประมาณ เราจะแยกแยะได้ชัดเจน ตรงนั้นให้เรากำหนด เฉยหนอ เฉยหนอ หรือว่าสุขหนอ สุขหนอ แต่ตอนใหม่ ๆ พระอาจารย์จะให้กำหนดนั่งหนอ ถูกหนอ สลับกับพองหนอ ยุบหนอ พองหนอ ยุบหนอนี้ ไม่ใช่อารมณ์หลัก ที่เราจะต้องกำหนด หลายท่านมีความท้อแท้ว่า ถ้าเรากำหนดพองยุบไม่ได้ เราก็ปฏิบัติสติปัฏฐานไม่ได้ นี้ก็ไม่ใช่ ถ้าเรากำหนดพองยุบไม่ได้ และกายของเรานั้นอาจมีความแตกต่างกัน สภาวะก็แตกต่างกัน คนที่ธาตุลมชัด พองยุบก็จะแรง แล้วบอกจับง่าย ถ้าคนที่พองยุบชัด ชัดมาก ๆ พระอาจารย์จะให้กำหนดเบา ๆ ถ้าเราไปกำหนดพองหนอ ยุบหนอ พองยุบชัดก็จะรู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่าตัวเรานั้นโยกโคลงไปกับอาการพองยุบ เพราะฉะนั้นให้กำหนดรู้หนอ รู้หนอ เบา ๆ หรือว่าอาการพองยุบมีอาการสั้นยาว ก็ให้กำหนดตามความเป็นจริงไป ไม่ควรที่จะให้พองยุบเกิดขึ้น โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง บางท่านอาจจะสูดลมหายใจเข้าแรง ให้พองยุบเกิด นี้ก็จะเหนื่อย และเกิดอาการแน่นหน้าอก ต้องย้อนที่ครูบาอาจารย์พูดไว้เมื่อวันก่อน ๆ เพราะโยคีฟังแล้วไม่เข้าใจ ไปทำแล้วมีผลตรงนี้ เกิดอาการแน่น อาการตึง อาการมึนเป็นต้น พระอาจารย์ก็พยายามบอกให้โยคีเข้าใจถึงการกำหนดในเบื้องต้นว่า ให้เรารู้อาการนั่งของกายให้ตรง ต้องจัดรูปนั่งของเราในขณะที่เรานั่งหลับตาอยู่นั้น ให้ตรงจริง ๆ แล้วเราก็ส่งจิตของเราไปรู้อาการเคลื่อนไหวที่หน้าท้อง อาการเป็นจริงพองหนอ ยุบหนอเรื่อยไป ไม่ใช่เป็นการท่องนะ มีบางท่านที่ท่อง ถามว่ารู้สภาพที่เคลื่อนไหม ไม่มี แล้วกำหนดอะไร พองหนอ ยุบหนอ ก็ไม่ถูก เพราะว่าไปนั่งท่องเอา ไม่ใช่รู้สภาพที่แท้จริง พองเป็นอย่างไร กำหนดรู้อย่างนั้น ไม่ต้องบริกรรมต่อไปว่า พองหนอ รู้หนอ ยุบหนอ รู้หนอ ในขณะที่เรารู้นั้น เรารู้ด้วยจิตที่เข้าไปรู้แล้ว ไม่ต้องบริกรรมกำชับไปอีกว่า รู้หนอ ถ้าเรารู้ผิวเผิน เราจะจับอาการไม่ได้ ใหม่ ๆ พองยุบนั้นจะหยาบ แต่พอเราทำไป พองยุบนั้นจะละเอียด เราจะเห็นว่าพองยุบมีความละเอียดเพิ่มขึ้น สามารถที่จะจับได้ง่าย เราเริ่มที่จะเห็น ต้น กลาง ปลาย ของอาการพองและยุบ ใหม่ ๆ นั้นก็อาจจะเห็นแต่อาการสิ้นสุดของอาการพองและยุบ ก็ให้เรากำหนดเรื่อยไป ด้วยอาศัยที่เรานั้นพยายามกำหนดอิริยาบถย่อยให้สม่ำเสมอ สติเรานั้นก็จะพัฒนาขึ้น เมื่อสติเราพัฒนาขึ้นแล้ว จิตที่จะเข้าไปรู้อาการพองยุบก็จะชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้นเหตุของสติ ก็คือวิริยะในการกำหนด ก็จะทำให้เรามีการพัฒนาเห็นสภาพธรรมต่าง ๆ ได้ชัดเจน เริ่มที่จะกำหนดได้ง่าย กำหนดได้เบาสบาย กำหนดได้อย่างลงตัว ไปได้อย่างเรื่อย ๆ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะความเมื่อยล้าต่าง ๆ ก็จะเป็นแต่วันแรก ๆ เราได้ผ่านตรงนั้นมาแล้วก็พยายามกำหนดให้ถี่ ๆ ใส่ใจให้เป็น วางใจให้เป็น อีกประเด็นหนึ่งก็คือการตามรู้ความคิด ซึ่งความคิดนี้ ถ้าเรามีสติ สติมีกำลัง จะเห็นความคิดได้ไวขึ้น ในวันแรก ๆ เรายังไม่เห็นความคิด คิดไปนานแล้วค่อยตามกำหนด แต่พอในปัจจุบัน ณ วันนี้เราจะเริ่มเห็นความคิดได้ไวขึ้น เมื่อเราเข้าไปกำหนด ไม่กี่คำความคิดก็หาย นับว่าเรามีความพัฒนาของสติได้ดีขึ้น สามารถที่จะรู้ความคิดได้ไว ถึงแม้ว่าจะตามหลัง แต่ก็ไม่มาก แต่ถ้าเราสติไม่ค่อยพัฒนา ก็จะตามหลัง คิดเกิดเมื่อไร เราก็จะคิดร่วมเมื่อนั้น คิดเกิดในใจ แล้วเราก็คิดร่วมไปยิ่งคิดก็เพลินไป นี้ต้องคอยระวัง ว่าเราไม่คิดร่วม ถ้าเราคิดร่วม เราก็ขาดสติ ถ้าเรากำหนด เราก็ได้สติ ความคิดนั้นเป็นอกุศล ถ้าเรากำหนดเราก็ได้กุศล ถ้าเราไม่กำหนดเราก็ได้อกุศล อกุศลนั้นก็ครอบงำเรา เราก็ได้สิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นนำสิ่งที่ไม่ดีให้เป็นสิ่งที่ดี นำอกุศลให้เป็นกุศล เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ในขณะที่เราปฏิบัติ ที่เกิดขึ้นกับเรานี้ จะเป็นอุปกรณ์ที่ดี ถ้าเราไม่มีความคิด การง่วงก็จะเกิดง่าย เพราะฉะนั้นความคิดนี้ก็ดีกว่า แต่ไม่ใช่ดีแท้ ถ้าดีแท้ก็คือไม่คิดเลย จะไปสู่ความไม่คิดก็ต้องบริกรรมบ่อย ๆ สำรวมตา เก็บสายตา กำหนดอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยให้ต่อเนื่องกัน เราจะเข้าไปสู่ความไม่คิด จิตจะอยู่กับอารมณ์กรรมฐานอย่างแนบแน่นที่เป็นปัจจุบันจริง ๆ ฉะนั้น ถ้าเราคิด พระอาจารย์บอกว่าดีกว่าก็ตรงที่เราสามารถกำหนดได้ตลอดบัลลังก์แห่งการนั่ง ถ้าเราไม่ค่อยคิด กำหนดพองยุบก็ไม่ได้ นั่งหนอก็กำหนดไม่ถูก ความง่วงก็จะเข้าครอบงำ อาตมาขึ้นมาดูโยคีนี่ ต้องไปบอกหลายคนว่าให้ยืดตัวให้ตรง การนั่งนั้นเราต้องรักษาระเบียบของการนั่ง ต้องนั่งตรงอยู่เสมอ ถ้าเราย่อตัวลงไป เราต้องรีบยืดตัวทันที ถ้าย่อตัวลงไป นิวรณ์แทรกทันที ถีนมิทธะรอครอบงำเราอยู่ การนั่งนี่เราต้องนั่งตรง บางคนนั่ง ๆ ก็เอนลงไป เอนลงไป ถามว่าเอนลงไปทำไม ก็บอกว่ากำหนดเวทนา แล้วก็เพ่งลงไป ตัวก็เลยก้มลงไป ก็ให้เรานั้นถอนขึ้นมา แล้วก็นั่งตรง กำหนดนั่งหนอ ถูกหนอ หรือถ้าอาการพองยุบนี่ ถ้าเรากำหนดพองยุบไปประมาณสักสิบห้านาที เราจะรู้สึกว่าพองยุบนี้ชัดเจน แต่พอผ่านไป พองยุบนี้จะไม่ชัดเจน เราจะกำหนดอะไรต่อไป พระอาจารย์ก็แนะนำว่า ให้เรากำหนด นั่งหนอ ถูกหนอ ถ้าเราเข้าไปเพ่งต่อไป ไม่ชัดเจน เราก็เกิดอาการถูกครอบงำโดยถีนมิทธะได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นให้เราสลับมาที่นั่งหนอ ถูกหนอ แล้วก็ย้ายจุดไป อย่าไปคาดหวังว่าเราจะต้องกำหนดพองยุบให้ได้ชัด เพื่อที่จะไปรายงานพระอาจารย์ อันนี้เรายังเข้าใจไม่ถูก โดยอารมณ์กรรมฐานจริง ๆ ไม่มีอารมณ์ใดที่เที่ยงแท้ มั่นคง และถาวร เราจะเห็นว่าพองยุบที่เราดูในวันแรก ๆ พองก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ยุบก็ไม่คงที่ เพราะฉะนั้นเรามาดูความไม่คงที่ ความที่เขาไม่ได้มีตลอด มีบ้างไม่มีบ้าง เราอยากให้เขามีตลอด เราก็ทุกข์ มีปฏิฆะ ไม่ชอบใจ เกิดโลภะ โทสะในขณะนั้น แทนที่จะเจริญกุศล ก็เกิดอกุศล แล้วอกุศลนั้นก็ครอบงำเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็ให้เราวางใจ เขามีก็รู้ไป ไม่มีก็ไปดูนั่งหนอ ถูกหนอ ถ้าดูนั่งหนอ ถูกหนอแล้วไม่ชอบ ก็ไปดูความเบื่อของจิต อาการทางจิตนี้สำคัญ ถ้าเราไม่กำหนด อาการนั้นก็จะทำให้เราลุกขึ้นแล้วก็ไม่ปฏิบัติ เกิดความฟุ้งซ่าน เกิดความท้อแท้เบื่อหน่ายต่าง ๆ ตามมา เพราะฉะนั้นการกำหนดอารมณ์ เราต้องกำหนดให้ถูก โดยเฉพาะอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวทนา เวทนานี้ หลายท่านได้ยินมาว่า ถ้าเราปฏิบัติไปแล้วจะผ่านเวทนา หลายท่านเข้าใจผิดอีกแล้ว พระอาจารย์จะเน้นมากเลยว่า การปฏิบัติเราต้องพิจารณาเวทนาอยู่ทุกขณะ โดยเฉพาะเวทนาในเบื้องต้น เรียกว่า ทุกขเวทนา หรือว่าทุกขะทุกข์ ทุกข์ในสภาพที่บีบคั้น ทนได้ยาก ทุกข์ก็เป็นลักษณะหนึ่งของอริยสัจสี่ พระพุทธเจ้าได้สอนพระสาวกให้พิจารณาทุกข์ เมื่อเราพิจารณาทุกข์อยู่เนือง ๆ ก็สามารถที่จะละทุกข์เสียได้ แต่ไม่ให้ดูสุขก่อน เพราะสุขทำให้คนติด แต่ทุกข์ทำให้หลุดพ้น ถ้าเรามีทุกข์ พระอาจารย์จะบอกว่าเราน่ะโชคดี ถ้าทุกข์ตั้งแต่ต้นบัลลังก์ยิ่งโชคดีมาก ๆ ดูทุกข์ทั้งบัลลังก์เลย ก็ให้เราภูมิใจเถิด ว่าเรานี้โชคดีมาก ก็ให้ภูมิใจไว้เลย ไม่ต้องไปถามว่าคนนั้นโชคดีกว่า ไม่ต้องแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราดูทุกข์เวทนา ความฟุ้งซ่านก็จะไม่มี ความทุกข์ก็จะไม่มี เราจะเห็นสภาพความเป็นจริงที่บีบคั้น ทนได้ยาก ทุกข์นั้นเกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์แล้ว อะไรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่พิจารณาแล้วก็ติดในทุกข์และสุข ติดทุกข์ก็คืออยากให้หมด ติดสุขก็คือว่าอยากให้มี แต่สุขและทุกข์ก็อาศัยปัจจัยให้เกิด เมื่อปัจจัยหมดจึงดับไป เมื่อสุขเกิดเพราะปัจจัยมี เมื่อปัจจัยหมดทุกข์ก็เกิด สุขและทุกข์นั้นคู่กัน เปลี่ยนไปอยู่อย่างนี้ ถ้าเราไม่พิจารณา เราก็ยึดติด และไม่ถูกต้อง การกำหนดอาการทุกข์นั้น โดยอย่าไปกำหนดโดยการจี้เกินไป ยิ่งจี้ยิ่งแรง เพราะฉะนั้นอย่าไปจี้ พระอาจารย์ให้กำหนดห่าง ๆ ถ้าเขาเป็นมาก ๆ ก็ให้เราดูเฉย ๆ พอเราดูเฉย ๆ ก็จะคลายลง ให้เรากำหนดตามต่อไป เราก็จะเห็นว่าเขาเปลี่ยนหายไป แล้วก็เกิดที่ใหม่ ถ้าเราเฝ้าดูได้ตลอด เราก็วางใจเป็นแล้ว ถ้าอยากให้หาย ก็ชื่อว่าวางใจไม่เป็น กำหนดทุกข์ให้หายไป ไม่พอใจในทุกข์ อยากให้ได้รับความสุขอย่างเดียว เพราะฉะนั้น การกำหนดในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สิ่งที่พระอาจารย์เน้นมากก็คือว่า ต้องวางใจก่อน ไม่ใช่ทำเพื่อความมี ความเป็น ไม่ใช่ทำเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เดินจงกรมเพื่อที่จะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เดินเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ แต่เดินเพื่อเข้าไปรู้อารมณ์กรรมฐาน ซึ่งเป็นอารมณ์ปัจจุบัน นั่งก็เพื่อรับรู้ปัจจุบัน เพื่อรับรู้ความคิด เวทนาตามลำดับ อย่าไปนั่งนึกว่าเวทนาจะเกิดอย่างไร บัลลังก์นี้เราจะตั้งรับเขาอย่างไร เตรียมกำลังมาเต็มที่ ก็ไม่ถูกอีก ให้วางใจกลาง ๆ อะไรจะเกิดก็เกิด อะไรไม่มีก็ไม่ต้องไปแสวงหา อย่างนี้เราชื่อว่าเรามารับความสุข ความทุกข์ได้ เรามาละตัณหา ละความทะยานอยาก กามตัณหา ความยินดีในกามคุณ ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น วิภวตัณหาก็คือความไม่อยากมีไม่อยากเป็น เพราะฉะนั้นเรามาสำรอกตัณหา เรามาคลายตัณหา ไม่ใช่มาเพิ่ม ต้องเอาไปให้ถูก ต้องมาละ ละไม่ได้ ก็เอาไปไม่ถูก ให้มาละอกุศลก่อน จะได้กุศลกลับไป แต่ถ้ามาเพิ่มอกุศล กุศลจะมาตอนไหน อกุศลก็ติดตามเราไป เราต้องวางใจให้ถูก ทำความเข้าใจให้เป็น ปฏิบัติเพื่อเห็นสภาพธรรมตรงนั้น ความเป็นจริงของรูป ความเป็นจริงของเวทนา ความเป็นจริงของจิต และความเป็นจริงของธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น พระอาจารย์ก็พยายามทำหน้าที่ของพระอาจารย์ให้เต็มที่ ส่วนบรรดาโยคีก็ทำหน้าที่ของตนเอง พยายามตั้งใจฟังและนำไปประพฤติปฏิบัติ เราก็จะไปสู่จุดหมายของการปฏิบัติอันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระศาสนา
เพราะฉะนั้นในโอกาสที่อาตมาได้มาบรรยายธรรม ก็คิดว่าคงเป็นประโยชน์ต่อพระโยคาวจร ไม่มากก็น้อย ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้พัฒนา ก้าวหน้าในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน มีความเจริญในสติ สมาธิ ปัญญา มีความพัฒนาไปสู่อริยมรรค อริยผล ตรัสรู้ไปสู่พระนิพพาน โดยทั่วหน้ากันทุกท่านเทอญฯ
คุณรัตชลัน จันทร์เลิศฟ้า ถอดเทปคำบรรยาย
http://www.sati99.com/images/1134333190/8065.gifhttp://www.sati99.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=249277<o:p></o:p>
ธรรมเทศนา <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
ระหว่างวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘<o:p></o:p>
ณ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติปฏินิสสัคโค จ.ภูเก็ต<o:p></o:p>
ธรรมบรรยายในวันที่ ๕ ของการปฏิบัติ <o:p></o:p>
วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๘<o:p></o:p>
โดย...ท่านอาจารย์ พระณรงค์ กนฺตสีโล<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ขอโอกาสพระโยคาวจร และขอเจริญพร ไปยังโยคีผู้ประพฤติปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผู้แสวงหาสัจจธรรมตามความเป็นจริงทุกท่าน และขออนุโมทนา ในความพากเพียรในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ของบรรดาพระโยคาวจรทั้งหลาย ตั้งแต่วันเปิดโครงการ มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ท่านทั้งหลายนั้นมีความพากเพียรเอาใจใส่ต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามที่คณะวิปัสสนาจารย์ทั้งหลายได้แนะนำให้ความรู้ในหลักการของการปฏิบัติ เป็นที่น่ายินดีในบรรดาเราเหล่าผู้ปฏิบัติ ที่ได้ประพฤติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะบรรดาภิกษุที่ได้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในครั้งนี้ และคณะอุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนสามเณรซึ่งเป็นหน่อของพระพุทธศาสนาด้วย จะเห็นว่าพระพุทธศาสนานั้นยังมีความเจริญรุ่งเรืองในหมู่ชนที่เป็นบัณฑิต เพราะฉะนั้นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนานั้น จะไม่เจริญในหมู่ชนที่เป็นคนพาล คำว่าคนพาลก็หมายถึงคนที่ไม่รู้สัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่มีการสดับตรับฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ห่างไกลพระสัทธรรม ถึงแม้จะอยู่ใกล้พระพุทธศาสนา แต่ก็เหมือนอยู่ไกล แต่หมู่ผู้ที่เป็นบัณฑิต เป็นผู้อยู่ใกล้พระพุทธศาสนา และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะฉะนั้นธรรมของคนพาลและบัณฑิตจึงห่างไกลกัน ท่านอุปมาเหมือนกับ ฝั่งนี้ของมหาสมุทร ซึ่งห่างไกลกับฝั่งโน้นของมหาสมุทร หรือห่างไกลเหมือนฟ้ากับดิน ซึ่งเปรียบเทียบกันได้ยาก บรรดามหาสมุทรฝั่งโน้น กับฝั่งนี้ซึ่งนับว่าไกล แต่คนที่เป็นคนพาลนั้นก็ไกลพระสัทธรรม เปรียบเทียบไม่ได้ ถึงแม้พระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้นโดยการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คนพาลนั้นกลับมองไม่เป็น ไม่รู้จักคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือใคร พระสัทธรรมจะยังประโยชน์แก่ตนนั้นอย่างไร เพราะฉะนั้น การอุบัติของพระพุทธเจ้านั้น ท่านอุปมาเหมือนกับการเกิด หรือการขึ้นของพระอาทิตย์ที่ส่องสว่างไปได้ทั่วจักรวาล บรรดาพระอาทิตย์ที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมเป็นประโยชน์แก่สัตว์ที่มีนัยน์ตา มีตาดีฉันใด พระธรรมของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในโลกนี้ ก็ย่อมมีประโยชน์แก่บรรดาผู้ที่มีปัญญา คือบัณฑิตเท่านั้น แสงพระอาทิตย์นั้นย่อมไม่มีประโยชน์แก่ผู้ไม่มีดวงตา หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีตาบอดเสีย ก็ย่อมมองไม่เห็น แม้จะมีแสงสว่างปรากฏมากเท่าไร ก็มองไม่เห็น อุปมาคนพาลเหมือนคนตาบอด บัดนี้พระธรรมได้ส่องสว่างปรากฏขึ้นแล้ว แต่คนทั้งหลายก็ไม่เข้าใกล้ ไม่มีศรัทธา ไม่สดับตรับฟัง และไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม บุคคลนั้นก็ย่อมไม่ได้ประโยชน์ แต่ในทางกลับกัน บุคคลที่เป็นบัณฑิต ย่อมมองเห็น ว่าแสงของพระธรรมนั้นมีประโยชน์ สามารถนำชีวิตตนไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ จึงได้มีศรัทธาปสาทะมีความเชื่อ ความเลื่อมใส และน้อมนำตัวของตัวเองนั้น มาประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระศาสดา ก็คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และบรรดาท่านทั้งหลายนั้นก็ย่อมได้รับประโยชน์แห่งพระธรรม คือได้รับแสงสว่างนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ จะเห็นว่าในบรรดาท่านทั้งหลายที่ได้เคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เริ่มที่จะดำเนินชีวิตไปได้ถูกตามครรลองคลองธรรมด้วยสัมมาทิฏฐิ มองเห็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้ และในโลกหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นการกระทำประโยชน์ยิ่ง เรียกว่าปรมัตถประโยชน์ในประโยชน์ทั้งหลาย ประโยชน์ในโลกนี้ก็เป็นไปโดยความสะดวก เป็นไปโดยความสุข เป็นไปโดยไม่มีเวรมีภัย เป็นไปโดยไม่มีทุกข์ แม้ประโยชน์หน้า ถ้าเราละชีวิตในโลกนี้แล้ว หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาสอนว่า เราจะต้องไปเกิดในสัมปรายภพ การไปของบุคคลที่ไม่มีบุญกุศล ก็ต้องได้รับความทุกข์ในสัมปรายภพนั้น แต่ถ้าเรามีความกลัวภัยในสัมปรายภพภาคหน้า แล้วก็รีบสั่งสมบุญกุศล เพราะว่าบุญกุศลนั้นเป็นเสบียงธรรม ที่จะนำเราไปสู่ความสุขในภพต่อไป เรามาจากภพก่อน ชาติก่อน มาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ก็ด้วยอาศัยบุญกุศล การมีอัตตภาพที่สมบูรณ์ การมีชีวิตที่เป็นสุข การอยู่ในประเทศที่เป็นมัชฌิมประเทศ มีความสงบสุข ร่มเย็น ก็ด้วยอาศัยบุญกุศลที่เราได้สั่งสมมา แต่ถ้าเราไม่สั่งสมบุญกุศลต่อ เราไปในชาติหน้าเราไม่มีเสบียงบุญกุศลไป เราก็จะได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน แต่ถ้าเราสะสมตั้งแต่วันนี้ โดยที่เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา อย่างที่ได้กล่าวมา ไม่เพิกเฉย ไม่ทอดธุระ ไม่ปล่อยวางให้วันเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ รีบขวนขวายในบุญกุศล มีการให้ทาน การรักษาศีลเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือการภาวนา ได้แก่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น ได้ชื่อว่าท่านทั้งหลายเตรียมเสบียง คือบุญกุศลนั้นให้เกิดขึ้นในชาตินี้ ได้ติดตามไปในชาติหน้า แล้วโดยเฉพาะวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นประโยชน์ที่จะตัดสังสารวัฏฏ์ คือการเวียนว่ายตายเกิดไปในภพภูมิต่าง ๆ ในชาติต่อ ๆ ไป การเกิดของบุคคลก็อาศัยเหตุ คือกิเลสที่มีอยู่ในจิตใจ กิเลสนั้นเป็นสาเหตุให้เรานั้นมีความทุกข์ เป็นสาเหตุให้เรานั้นทำความชั่วต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในการที่เรามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ ก็ได้ชื่อว่าเราทั้งหลายนั้นมากำจัดกิเลส เมื่อกิเลสของเราถูกประหาร ถูกกำจัดลง การที่จะไปเกิดในภพต่อไปนั้นก็ไม่มี ฉะนั้นพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้ทำลายกิเลสแล้ว จึงได้กล่าวว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์สำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำนั้นไม่มีอีกแล้ว การเกิดนั้นเป็นชาติสุดท้าย นั่นก็แปลว่าพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้นเป็นผู้รื้อเรือน คือกิเลส เป็นผู้ทำลายกิเลสให้หมดจากใจของตนเองแล้ว บรรดาเราทั้งหลายผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ถึงพระธรรมและพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ก็ได้ปฏิบัติตามคำของพระอริยเจ้า โดยเฉพาะศีลก็เป็นศีลของพระอริยเจ้า แม้การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นพระอริยเจ้าทั้งหลายก็ปฏิบัติแล้ว การเป็นปุถุชน ถือผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลส การปฏิบัติตามศีลของพระอริยบุคคล คือพระอริยเจ้า เป็นการถึงซึ่งธรรมอันประเสริฐ เพราะฉะนั้นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา จึงสอนให้บรรดาพุทธบริษัทนั้นพึงเจริญกุศล โดยเฉพาะการปฏิบัตินั้นเป็นกุศลอย่างยิ่ง เป็นมหากุศล เป็นกุศลที่เป็นไปโดยโลกุตตระ กุศลเพื่อความหลุดพ้น กุศลที่เราทำโดยการให้ทานนั้นก็เป็นโลกียะ เป็นความสุขในชาตินี้อย่างเดียว ถ้าเราให้ทานอย่างเดียว เราก็ได้แต่โภคทรัพย์ ถ้าเรารักษาศีลอย่างเดียว เราก็อาจได้อัตภาพที่สมบูรณ์ แต่ไม่ได้ปัญญา ถ้าเรามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ชื่อว่าเรามาเจริญปัญญา ทุกวันพระอาจารย์ต้องมาแสดงธรรมแก่โยคี ก็ชื่อว่าเรากำลังสะสมปัญญาที่ชื่อว่า สุตตมยปัญญา และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ชื่อว่าเรากำลังเจริญปัญญาที่ชื่อว่าภาวนาปัญญา ในปัญญาทั้งสองอย่างนี้ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน พระอาจารย์จะเน้นการบรรยายธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อโยคีตั้งใจฟัง ก็สามารถนำเอาความรู้ความเข้าใจนี้ไปปฏิบัติ ถ้าโยคีไม่ตั้งใจฟัง หรือฟังไม่ดี โยคีนั้นก็จะไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นอย่างไร ประโยชน์นั้นเป็นอย่างไร จุดหมายของการปฏิบัตินั้นเพื่ออะไร เทคนิควิธีการปฏิบัตินั้น เราจะต้องเข้าไปกำหนดรู้ในอิริยาบถต่าง ๆ นั้นอย่างไร ที่ผ่านมามีโยคีหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมนั้นต้องกำหนดอย่างไร พระอาจารย์ได้ตรวจสอบจากการสอบอารมณ์ที่ผ่านมาก็ได้เข้าใจว่ามีโยคีบางท่านที่ไม่เข้าใจ เพราะว่านั่งกำหนดขณะฟังธรรม ซึ่งประเด็นนี้พระอาจารย์จะให้งดการกำหนด ตอนนี้เราเป็นการเจริญสุตตมยปัญญาคือตั้งใจฟังให้ดี ตั้งใจฟังว่าพระอาจารย์<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" /><st1:PersonName w:st="on" ProductID="พูดอะไร เน้นอะไร">พูดอะไร เน้นอะไร</st1:PersonName> ถ้าเราไปกำหนดได้ยินหนอ ก็จะไม่ได้ยินที่พระอาจารย์<st1:PersonName w:st="on" ProductID="พูดตลอด ฟังไม่ปะติดปะต่อ">พูดตลอด ฟังไม่ปะติดปะต่อ</st1:PersonName> เมื่อฟังไม่เข้าใจแล้วก็เป็นโทษ คือพระอาจารย์แก้ให้ก็กลับไปทำไม่ถูก หรือไม่นำไปใช้ ผลที่จะทำให้ก้าวหน้า หรือการปฏิบัติที่ถูกก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นก็ให้โยคีนั้นพึงตั้งใจฟัง อย่าได้กำหนดได้ยินหนอ ได้ยินหนอ ให้กำหนดแต่เวลาปฏิบัติ ตอนนี้เป็นเวลาฟัง การฟังก็ได้กุศล อย่างที่พระอาจารย์ได้กล่าวในวันก่อน ๆ ย่อมได้อานิสงส์ อานิสงส์อีกอย่างที่พระอาจารย์จะกล่าวก็คือว่า ถ้าเราฟังบ่อย ๆ ละจากโลกนี้ไป ถ้าเราตาย สิ้นชีวิต ไปเกิดด้วยบุญกุศลที่เราได้ฟังธรรมนี้ จะทำให้เราไปเกิดเป็นเทวดา สติของเราระลึกได้ ถ้ามีเทพยดามาพูดธรรมะให้เราฟัง เราระลึกได้ มีสติสัมปชัญญะ เราก็จะเกิดดวงตาเห็นธรรม บรรลุได้ในขณะนั้น ถ้าไม่มีเทวดามาพูดธรรมะให้เราฟัง ภิกษุในพระพุทธศาสนาที่มีฤทธิ์ สำแดงฤทธิ์ได้ ขึ้นไปบนสวรรค์ ไปแสดงธรรมแก่เทวดาเหล่านั้น ถ้าเราได้เจริญอบรมปัญญาในขณะฟัง จะเป็นฟังธรรม หรือฟังพระสวดมนต์ สาธยายในพิธีต่าง ๆ สั่งสมอย่างนี้บ่อย ๆ บุญกุศลก็ส่งให้เรานั้นได้บรรลุธรรมในขณะนั้น จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติ ตรัสรู้ขึ้นแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมจักร บรรดาปัญจวัคคีย์ทั้งห้า โกญฑัญญะได้บรรลุธรรมเป็นคนแรก แต่ว่ามีเทพยดาที่ได้บรรลุธรรมในขณะนั้น ท่านกล่าวว่า 18 โกฏิ เทวดาเหล่านั้นได้สั่งสมปัญญาบารมี สั่งสมอินทรีย์ ถึงจะไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่ว่าทันพระพุทธเจ้า ก็สามารถมีดวงตาเห็นธรรมได้ นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ให้พวกเราได้เห็นว่า ถ้าเราได้สั่งสมปัญญาบ่อย ๆ ในพระพุทธศาสนา ปัญญาก็จะเกิดแก่เรา ละจากโลกนี้ไป ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมตามที่พระพุทธเจ้า หรือว่าภิกษุรูปใดรูปหนึ่งขึ้นไปแสดงธรรม จะเห็นได้ว่าพระสารีบุตรก็ขึ้นไปแสดงธรรม ก็จะเป็นประโยชน์อันนี้ก็เป็นอานิสงส์ของการฟังธรรม การฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา หมั่นฟังด้วยโยนิโสมนสิการ พิจารณาใคร่ครวญ ใช้ปัญญาของเรา สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ พระอาจารย์เน้น ก็นำไปใช้
จากการบรรยายธรรมก็ตาม สอบอารมณ์ก็ตาม พระอาจารย์จะให้ความสำคัญที่โยคีจะต้องไปใช้ ว่าจะต้องกลับไปประพฤติอย่างไร อาจจะไม่เพิ่มบทเรียน แต่เพิ่มการกำหนด ต้องไปใส่ใจอย่างไร ต้องไปดูพองยุบอย่างไร ต้องไปดูอาการเคลื่อนไหวของเท้าอย่างไร ต้องไปดูอาการเคลื่อนไหวของพองยุบอย่างไร อิริยาบถย่อย เราทำได้มากน้อยแค่ไหน เราต้องให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แม้แต่ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราปล่อยให้เวลานั้นล่วงผ่านไป เวลานั้นผ่านไปจริง แต่ว่าเรานั้นมิได้กำหนดอย่างจริง ๆ เราก็จะได้ผลไม่ตรงกับที่เราได้คาดหวังไว้ แต่ถ้าเราตั้งใจกำหนดจริง แม้เวลาผ่านไปก็จริง จิตของเราก็เข้าไปสู่อารมณ์กรรมฐานด้วยความเห็นจริง เห็นสภาวธรรมด้วยความเป็นจริง ก็ชื่อว่าเราได้ไปสู่จุดหมายของการปฏิบัติ ในระดับหนึ่ง ๆ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนานี้ พระอาจารย์จะต้องให้ความสำคัญในการสอน ส่วนโยคีนั้น ทำความเข้าใจต่อการฟังแค่ไหน การเดินจงกรม พระอาจารย์จะบอกให้เดินกำหนดช้า ๆ ถ่ายน้ำหนักไปที่เท้าข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็ค่อย ๆ เคลื่อนไป ย่างไป พระอาจารย์ได้ขึ้นมาดูโยคีเป็นประจำ ก็จะเห็นว่ามีโยคีบางคนไม่ได้ย่างเท้าไปช้า ๆ แต่ว่ากลับเดินไปเร็ว ก้าวเท้าไปอย่างรวดเร็ว อย่างนี้จะทำให้การปฏิบัติของเรานั้นไม่เป็นสติ การใส่ใจน้อยนั้น ท่านกล่าวว่าไม่เป็นสติ การใส่ใจมากเป็นสติมาก การไม่ใส่ใจเลยไม่เป็นสติ การไม่ใส่ใจเป็นการรู้แต่ไม่เป็นการรู้ด้วยวิชชาปัญญา ตัดกิเลสไม่ได้ ตัดสักกายทิฏฐิไม่ได้ แต่การใส่ใจเข้าไปรู้อย่างใกล้ชิด เป็นการให้เกิดสติสัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะนี้เป็นไปเพื่อกำจัดกิเลส คือสักกายทิฏฐิ ได้แก่ความสำคัญว่าเป็นอัตตาตัวตน เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นหลาย ๆ ท่านอาจจะกล่าวว่า การที่เราได้กำหนดในขนาดนี้ ก็รู้สึกว่าเพียงพอต่อความรู้ อย่างที่อาตมาได้กล่าวว่า ยังไม่ใช่เป็นการรู้ที่เป็นปัญญาอันสูงสุด เพราะปัญญาอันสูงสุดนั้นจะต้องเข้าไปดูอย่างแนบแน่น อย่างใกล้ชิด คือการเข้าไปใส่ใจ สิ่งที่เราจะเข้าไปรู้อย่างใกล้ชิดได้ พระอาจารย์ก็จะเน้นว่า โยคีต้องมีการกำหนด คือการบริกรรม ถ้าเราไม่บริกรรม จิตของเราก็ไม่ไปสู่อารมณ์กรรมฐานอย่างแนบแน่น อย่างใกล้ชิดได้ มีโยคีหลายท่านที่กำหนดยังไม่ละเอียด กำหนดใส่คำบริกรรมน้อยเกินไป อย่างเช่นว่า เหยียดหนอ เหยียดหนอ เหยียดหนอ บางท่านก็กำหนดเพียงแค่สองสามคำเท่านั้น ซึ่งเป็นการกำหนดที่น้อยมาก พระอาจารย์จะเน้นให้กำหนดให้ถี่ขึ้นไป การที่เราจะก้มลงกราบ เราก็ต้องบริกรรมให้ถี่ ๆ ก้มหนอ ก้มหนอ ก้มหนอ ให้ถี่ ๆ มาก ๆ ถ้าเราตั้งใจที่จะกำหนดถี่ ๆ เราสามารถทำได้ จากแรก ๆ เรากำหนดเพียงแค่หนึ่งนาที สองนาที แต่ถ้าเราตั้งใจที่จะกำหนดถี่ ๆ เราสามารถพัฒนาไปสู่การกราบที่ห้านาที สิบนาที หรือบางท่านก็กราบได้เป็นเวลานานถึงยี่สิบนาทีได้ บางท่านก็อาจจะกราบได้นานเป็นชั่วโมง นั่นก็คือโยคีเก่า นั่นก็ด้วยอาศัยการที่เราพยายามที่จะกำหนดทีละเล็ก ทีละน้อย พยายามที่ใส่ใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่กำหนด หลาย ๆ ท่านอาจจะบอกว่าขี้เกียจกำหนด นั่นยิ่งเป็นโทษใหญ่ มีใครบ้างที่สำเร็จด้วยความเกียจคร้าน ไม่มี แต่ว่าจะบรรลุจุดหมายได้ด้วยความพากเพียร คือวิริยะ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านว่าเป็นความเพียรของผู้ที่เพียรโดยยาก คือไม่ใช่ความเพียรธรรมดา คนทั้งหลายนั้นเพียรธรรมดา ก็ได้สิ่งที่ตนเองปรารถนาเท่านั้น แต่ว่าความเพียรในพระศาสนานี้ เป็นความเพียรอันยิ่ง เป็นความเพียรเพื่อเผากิเลส บุคคลเมื่อเพียรเผากิเลส เขาก็ย่อมได้รับความสุขที่แท้จริง เรียกว่าบรมสุข คือ ความสุขที่เกิดจากการขจัดความทุกข์ การขจัดกิเลสที่เป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ เขาก็ได้รับบรมสุข ก็คือพระนิพพาน เพราะฉะนั้นถ้าเราเพียรธรรมดา เราก็ไม่ไปสู่จุดหมาย จะทำอย่างไรให้ไปสู่ความเพียรที่สูงสุด ก็ด้วยอาศัยการกำหนดทีละขณะ การเอาใจใส่แต่ละที่ ถ้าเรามองข้าม ว่าตรงนั้นไม่มีความสำคัญ ตรงนี้ก็ไม่ต้องกำหนด เราก็จะไม่ได้การพัฒนาซึ่งสติ สมาธิ และปัญญา แต่ถ้าเราให้ความสำคัญ บุคคลที่รู้ว่า ถ้าเราสะสมของที่มีอยู่น้อย ก็กลายเป็นของที่มากได้ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็ถึงกำหนดทีละเล็ก ทีละน้อย เราก็จะได้มาซึ่งสติที่มีกำลัง สมาธิที่ดิ่งลึก สามารถพัฒนาปัญญาทางธรรม เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง ในทางกลับกัน ถ้าเรามองไม่เห็นว่าแต่ละขณะเป็นเหตุของสติ เป็นเหตุของสมาธิ แล้วเราก็ข้ามเสีย โดยส่วนใหญ่ที่อาตมาสอบอารมณ์ โยคีหลายท่านทำได้ดี แล้วก็จะว่าทุกท่านก็ว่าได้ ทำได้ดีตอนอยู่ในศาลาปฏิบัติ ไม่ขาดตกบกพร่องเลย แต่ว่าพอจะออกจากศาลานี่เริ่มบกพร่องในการกำหนดแล้ว จะเดินไปเปิดประตูก็ไม่กำหนด เดินลงบันไดก็ไม่กำหนด หรือกำหนดก็ใส่ใจน้อยเกินไป ยิ่งทานข้าว หลายท่านก็ยังกำหนดได้ไม่ดีพอ พระอาจารย์พยายามให้ความสำคัญในการปฏิบัติ ว่าเราควรจะเป็นโยคีให้สมบูรณ์ เราไม่ใช่แต่ว่าปฏิญาณว่าเป็นโยคีเท่านั้น แต่ว่าเราจะเป็นด้วยการกระทำ เหมือนกับการเป็นภิกษุ การเป็นภิกษุก็ไม่ใช่ว่าบวชโดยโกนผมแล้วก็ห่มผ้ากาสวพัสตร์ ก็ไม่เรียกว่าเป็นภิกษุโดยแท้ เรียกว่าเป็นสมมติสงฆ์ หรือว่าสงฆ์โดยสมมติ ถ้าจะเป็นภิกษุโดยแท้ก็ต้องปฏิบัติ เป็นไปเพื่อละโลภะ โทสะ โมหะ นี้ก็ชื่อว่าเป็นภิกษุ ปฏิญาณว่าเป็นภิกษุ แล้วก็เป็นภิกษุจริง ๆ เหมือนกับเป็นโยคี ถ้าเราสมาทานวันแรก เราก็เพียงแต่เป็นโยคีโดยสมาทาน ถ้าเราจะเป็นโยคีโดยสมบูรณ์ก็คือการกระทำของเรา เราเพียรเผากิเลสจริง ๆ ไม่ท้อแท้ต่อความเหน็ดเหนื่อย ไม่ท้อแท้ต่อความเจ็บปวด ไม่ท้อแท้ต่อความหิวกระหาย ไม่ท้อแท้ต่อความอึดอัด ฟุ้งซ่านของจิต เป็นที่น่าชื่นชม ว่าโยคีหลายท่าน เป็นผู้ที่ใหม่ แต่ว่าสามารถที่จะอดทน ปฏิบัติมาได้จนถึงทุกวันนี้ คือพ้นวิกฤติที่จะกลับไป หลายท่านก็บอกว่า อาจารย์ โยมไม่ไหวแล้ว อยากจะกลับแล้ว นั่นก็ชื่อว่าโยคีรู้จักที่จะอดทน เชื่อฟังพระอาจารย์ กำหนดจิต คิดหนอ คิดหนอ หรือว่าอดทนต่อจิตที่อึดอัด เรามาปฏิบัตินี้เราจะต้องอึดอัดต่อการที่จะต้องทำช้า อึดอัดต่อจิตที่เคยทำอะไรสะดวกสบาย ทำอะไรก็รู้สึกว่าจะต้องกำหนด ช้าไปหมด เราก็เลยไม่ชอบใจ ไม่ยินดีต่อการทำ แต่มาถึงวันนี้ หลาย ๆ ท่านก็เริ่มที่จะช้าได้ สามารถที่จะกำหนดได้อย่างละเอียดขึ้น นั่นก็ชื่อว่าเราสามารถที่จะอดทน นั่นก็คือคุณสมบัติที่สำคัญของโยคีอีกประการหนึ่ง ก็คือการมีขันติ ขันตินี่ท่านกล่าวว่าเป็นตบะของนักพรตผู้เพ่งเพียรเผากิเลส ถ้าพระโยคาวจรขาดขันติ ก็นำไปสู่จุดหมายไม่ได้ บรรดาท่านทั้งหลายที่มาจนถึงวันนี้ ก็นับว่ามีขันติธรรมเรียกว่าขันติบารมี กำลังสั่งสมบารมี คือความอดทนอย่างยิ่ง ซึ่งชนทั้งหลายไม่อาจอดทน และทนได้ยาก เป็นการกระทำอันยิ่ง เป็นการกระทำอันประเสริฐที่คนทั้งหลายกระทำได้ยาก เมื่อเรากระทำได้อย่างนี้ ก็เป็นการกระทำที่ประเสริฐเช่นกัน ซึ่งชนทั้งหลายก็ได้ได้ยากเช่นกัน เพราะฉะนั้นบรรดาสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ เราต้องลงทุน ลงแรง คือมีวิริยะ ความพากเพียรทางกาย และความพากเพียรทางจิต ต้องลุกขึ้นเดินจงกรม จากการที่เราไม่เคยตื่นแต่เช้า ตีสาม แต่ว่าพอเรามาเป็นโยคี เราต้องรีบตื่นขึ้น ตื่นขึ้นแล้วก็ต้องรีบที่จะลุกจากที่นอน ไม่อย่างนั้นกิเลสก็จะชักนำเรา กิเลสก็จะเผาผลาญ โลภะ โทสะ โมหะ ก็เผาเรา เป็นเหตุให้เกิดภพชาติต่อไปด้วย การไปเกิดภพใหม่ ชาติใหม่ ก็เป็นชาติ ชรา มรณะ ก็เผาเราอีก โศกะ คือความโศก ปริเทวะความร่ำไร ทุกข์ โทมนัส ทุกข์คือความไม่สบายกาย โทมนัสก็คือความไม่สบายใจ อุปายาส ความคับแค้นใจ ก็เกิดขึ้นกับเราทุก ๆ ภพ ทุก ๆ ชาติ การเกิดภพใหม่ ชาติใหม่ ก็คือการได้ขันธ์ห้ามาใหม่ ขันธ์ห้าที่เรามีอยู่ก็ทุกข์แสนสาหัสถึงเพียงนี้ ถ้าไปมีใหม่ ก็ทุกข์ใหม่อีก การปฏิบัติวิปัสสนาคือการมากำจัด ทำลายขันธ์ห้าไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก เป็นการทำลายกิเลส สาเหตุใหญ่นั่นเอง เพราะฉะนั้นการที่เรามาอดทนอยู่นี้ การอดทนต่อการนอนสบาย ที่บ้าน สบายต่อการนอน ต่อการทำอาหาร ทำอะไรก็อิสระ แต่มาอยู่ที่นี่ไม่อิสระ เราอิสระแต่เราไม่อิสระในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ในทางโลก แต่ที่นี่ไม่อิสระ แต่เรากำลังจะอิสระ เป็นอิสระที่ยิ่งใหญ่ นั่นก็หมายความว่าในทางโลกนั้น เราอิสระด้วยการจะไปไหนมาไหนอย่างสะดวก แต่เราไม่อิสระด้วยการถูกกิเลสครอบงำ กิเลสนั้นเป็นนายเรา สั่งให้จิตทำอย่างโน้นอย่างนี้ จิตก็สั่งให้กายไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ คือเราไม่ได้อิสระ แต่ในทางที่เรามาปฏิบัตินี้ ถึงเราจะไม่อิสระโดยบริเวณ แต่เราก็เริ่มที่จะอิสระโดยกิเลส จิตใจของเราเริ่มที่จะปลอดโปร่ง จากโลภะ โทสะ โมหะ แม้กระทั่งมานะ ทิฐิ เมื่อก่อนนั้นมีความเห็นผิด เดี๋ยวนี้ก็มีความเห็นถูกมากขึ้น มานะ ความถือตัวก็ลดน้อยลงไป อหิริกะ อโนตตัปปะ เมื่อก่อนเรานั้นไม่เกรงกลัวต่อบาป ตอนนี้ก็เริ่มที่จะเกรงกลัว อุททัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านต่าง ๆ อวิชชา นี้เป็นกิเลส ที่มีอยู่ในจิตใจของเรา ถ้าเรามาปฏิบัติ กิเลสก็เริ่มที่จะเจือจาง แม้กามฉันทะนิวรณ์ ความยินดีในกามสุขต่าง ๆ เราก็เล็งเห็นว่า ความสุขตรงนั้นหาสาระไม่ได้ สุขที่ประกอบด้วยทุกข์มาก ความสุขที่เจือด้วยความทุกข์เราก็แสวงหาสุขที่แท้จริง คือสุขภายใน สุขภายนอกไม่ได้เป็นสุขที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่ใช่สุขที่แท้จริง แต่ว่าสุขภายใน คือการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นสุขที่เที่ยงแท้ ถาวร และแท้จริง บรรดาอัครสาวก หรือผู้ที่เป็นบัณฑิตทั้งหลาย พึงแสวงหาความสุขที่แท้จริง เราจะเห็นว่าพระโมคคัลลาน์-สารีบุตร ก่อนออกบวชก็มีความสุขที่เป็นโลกียะสมบูรณ์ มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ว่าสองคนนี้เกิดความเบื่อหน่ายในความสุขนั้น ก็ตกลงกันว่าเราจะแสวงหาความสุขที่แท้จริง ก็ไปแสวงหาตามลัทธิ คณาจารย์ต่าง ๆ ที่ขณะนั้นอุบัติขึ้น และก็สอนเรื่องได้รับความสุข แต่ก็ไม่มีสิ่งที่เป็นแก่นสาร คือพระโกลิตตะ อุปัตติสะ สองคนนี้ไปแล้วก็ไม่ได้รับประโยชน์จากคำสอนของผู้เป็นเจ้าของลัทธิ ก็ไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งพระสารีบุตรก็ไปเจอพระอัสสชิ และเห็นว่าสมณะรูปนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน น่าจะมีการปฏิบัติที่ให้ความสุข การที่ได้ฟังธรรมจากสมณะรูปนี้น่าจะเป็นประโยชน์ ก็เลยเข้าไปกราบและขอฟังธรรมจากพระอัสสชิ ท่านก็ได้แสดงธรรมให้ฟังว่า ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ มีเหตุเป็นแดนเกิด ถ้าจะดับก็ดับที่เหตุแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณเจ้ากล่าวอย่างนี้ พระสารีบุตรที่ได้สั่งสมปัญญาบารมีมาตลอดช้านาน เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้แจ่มแจ้งทันทีว่าสิ่งทั้งหลายนั้นมีเหตุเป็นแดนเกิด เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับสิ่งนี้ก็ดับ ก็เกิดดวงตาเห็นธรรม และถามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ที่ไหน ตอนนี้นั้นมีเพื่อนที่ทำสัญญากับเขาไว้ ว่าถ้าใครรู้ธรรมก่อนจะต้องไปบอก ก็เลยกลับไปบอกพระโมคคัลลาน์ซึ่งตอนนั้นเป็นอุปปติสสะ โกลิตตะ เมื่อโกลิตตะเห็นเพื่อนมีสีหน้าผ่องใส ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็รู้สึกยินดีว่าเพื่อนเราคงจะรู้ธรรมอะไรมาบ้างแล้ว พระสารีบุตรก็เข้ามาบอกว่า บัดนี้เราได้รู้ธรรมแล้ว ก็แสดงธรรมนั้นแก่พระโมคคัลลาน์ฟัง ซึ่งพอได้ฟังก็รู้ทันทีอีกเช่นกัน ก็ชักชวนกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ชื่อว่าสองคนนี้มองเห็นว่าความสุขที่แท้จริงในโลกนั้นไม่น่าจะมี ก็ออกแสวงหาความสุขที่แท้จริง และได้ค้นพบความสุขที่แท้จริงนั้น เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายก็เป็นผู้พิจารณาถึงความสุขที่เรามีอยู่ และที่เราจะได้รับจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อัครสาวกทั้งสองก็นึกถึงครูบาอาจารย์ของตนเอง ว่าเรานั้นได้รู้ธรรมแล้ว ครูบาอาจารย์ของเราน่าจะรู้บ้าง ก็กลับไปชวนพระอาจารย์ให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ว่าบัดนี้พระพุทธเจ้านั้นได้อุบัติขึ้นแล้ว พระธรรมเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกจริง ๆ แต่ว่าอาจารย์คือสัญชัยนั้นกลับไม่ไป กล่าวว่า บุคคลในโลกนี้ ผู้มีปัญญากับคนโง่ อย่างไหนมากกว่ากัน พระสารีบุตรก็บอกว่าคนโง่นั้นมาก คนฉลาดนั้นน้อย ถ้าอย่างนั้น ใครฉลาดก็ไปหาพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน คนโง่ก็มาหาเรา แม้กระทั่งคนไปบอกแล้วก็ไม่ยอมละทิษฐิ ไม่ยอมปล่อยความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่น ได้แต่บอกว่า ใครฉลาดก็ไปหาพระพุทธเจ้า ใครโง่ก็มาหาเรา ก็ไปกันหมด สัญชัยผู้เป็นอาจารย์ก็ไปก็ไปกันหมด สัญชัยก็เสียใจ ลูกศิษย์ที่เห็นอาจารย์เสียใจ ก็กลับมาครึ่งหนึ่ง ไปกับพระสารีบุตรอีกครึ่งหนึ่ง คนไม่มีปัญญา แม้เกิดทันสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ แต่ว่าคนทั้งหลายที่ไม่ได้เจริญอบรมปัญญาก็ไม่ได้ไปฟังธรรม แต่คนที่เจริญอบรมปัญญามา ก็เข้าไปฟังธรรมทันที อย่างอนาถปิณฑิกเศรษฐี ก็แสวงหาพระพุทธเจ้า พอได้ยินว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ก็ตกใจว่าพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นแล้ว เกิดปีติ ขนลุก ซาบซ่าน แค่ได้ยินได้ฟังคำว่า สัมมาสัมพุทโธเท่านั้น เพราะฉะนั้นบุคคลที่ไม่สั่งสม ถึงจะได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้า ก็นิ่งเฉยเสีย ไม่สนใจว่าพระพุทธเจ้าคือใคร และก็ไม่มาสดับตรับฟัง และก็ไม่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพราะฉะนั้นการที่เราได้สั่งสมตรงนี้มา ก็นับได้ว่าเรานั้นเป็นผู้โชคดี เป็นผู้มีลาภ การเป็นพระพุทธเจ้านับว่าเป็นภาวะอันเยี่ยม เรียกว่า ทัศนานุตริยะ การเห็นอันเยี่ยม และการปฏิบัติก็ชื่อว่าเห็นพระธรรม ก็เป็นการเห็นอันเยี่ยม การเห็นอย่างอื่นไม่ได้เป็นไปเพื่อความละ เพื่อความปล่อยวาง เพื่อความคลาย กลับเป็นไปเพื่อความยึดติด แต่การเห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระธรรมนั้น เป็นการเห็นอันเยี่ยม การเห็นอันประเสริฐ เรียกว่าทัศนานุตริยะที่บุคคลพึงได้ แม้เราจะไม่เห็นพระพุทธเจ้า โดยพระวรกายที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ แต่ถ้าเราปฏิบัติธรรม เราก็ชื่อว่าได้เห็นพระพุทธเจ้า ดังที่พระองค์ได้กล่าวว่า บุคคลเห็นธรรม ย่อมเห็นตถาคต นั่นก็หมายความว่า ถ้าเราปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไป เราเห็นพระธรรม ก็ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้มีตัวแทน เมื่อพระองค์จะปรินิพพาน ก็ได้ตรัสสั่งพระอานนท์ไว้ ว่าตัวแทนของพระองค์ก็คือ พระวินัย กับพระธรรม พระองค์ไม่ได้แต่งตั้งใครมาเป็นตัวแทน เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมจะเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ ถ้าบุคคลใดปฏิบัติตามพระธรรม พระวินัย บุคคลนั้นได้ชื่อว่าบูชาพระพุทธเจ้าโดยแท้ และบุคคลใดที่เห็นธรรม บุคคลนั้นชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้าโดยแท้ ฉะนั้นที่พวกเรามาปฏิบัติกันอยู่นั้น เราก็จะได้เห็นพระพุทธเจ้า บุคคลใดเมื่อได้เห็นพระพุทธเจ้า ก็จะจับจีวร สังฆาฏิ ติดตามพระพุทธองค์ไป แต่บุคคลนั้นยังประกอบไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ยังเต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ยังหนาแน่นอยู่ด้วยกิเลส บุคคลนั้นพระพุทธเจ้ากล่าวว่าเป็นผู้อยู่ไกลเรา แต่ถ้าบุคคลใด แม้จะอยู่ไกลพระพุทธเจ้าร้อยโยชน์ โยชน์หนึ่งก็ 16 กิโล ลองคำนวณดูว่าเท่าไหร่ แต่บุคคลนั้นเป็นผู้เจริญ ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา บุคคลนั้นก็ละโลภะ โทสะ โมหะ มานะทิฐิ บุคคลนั้นชื่อว่าอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า ฉะนั้นเรามาปฏิบัติวิปัสสนา ชื่อว่าได้อยู่ใกล้ ใครที่ละโลภะ โทสะ โมหะ ก็ชื่อว่าดำเนินไปอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นเห็นธรรม แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า แต่เราเห็นธรรม พระพุทธปฏิมากร ก็เป็นที่ให้เรากราบไว้ เป็นอุจเฉททิกะเจดีย์ ตัวแทนของพระพุทธเจ้า ที่เราได้กราบไว้บูชา การที่เราปฏิบัตินี้ก็เป็นการบูชา ในวันสมาทานพระกรรมฐาน เราจะกล่าวว่า อิมายะ ธัมมานุธัมมะ ปฏิปฏิยา ธัมมัง ปูเชมิ ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัย ด้วยการประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรมนี้ ถ้าจะแยก ธัมมานุธัมมะ ปฏิปฏิยา พุทธัง ปูเชมิ บูชาพระพุทธเจ้า ธัมมัง ปูเชมิ บูชาพระธรรม สังฆัง ปูเชมิ ก็หมายถึง การบูชาพระสงฆ์ และการบูชาทั้งหลาย พระพุทธเจ้าแสดงไว้ การบูชาด้วยดอกไม้ ก็คืออามิสสบูชา และการปฏิบัติบูชาก็คือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงแสดง ก็ชื่อว่าเป็นการบูชาอันยิ่ง ในการบูชาทั้งหลาย ปฏิบัติบูชาถือว่าเป็นการบูชาอันเลิศ เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายนั้นอย่าได้ทำเรื่อยไป ควรใส่ใจกำหนดรู้ให้มาก การเดินจงกรมโยคีหลายท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ ว่าพระอาจารย์ให้ไปดูที่ไหน รู้ที่เท้า แต่ว่าไม่ต้องรู้ว่าเป็นเท้า ส่วนใหญ่เราจะรู้ทั้งขา ความเด่นชัดจะรู้ทั้งขา จุดหมายนั้นไม่ใช่ดูที่ขา แต่ให้ส่งจิตไปที่เท้า ค่อย ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ ตั้งแต่ส้นจนปลายเท้า การเดินนั้นไม่ให้เดินเร็ว เพราะว่าถ้าเราเดินเร็วเราจะไม่เห็นอะไร สภาวะที่เป็นปรมัตถ์ ก็คือการหนักการเบา เราต้องเข้าไปรับรู้ เข้าไปสังเกต แต่ไม่ใช่เข้าไปหา ฟังจากพระอาจารย์แล้วก็ไปหา เราก็จะเกิดความเครียด ความเครียดก็จะทำให้โยคีมึน มีอาการมึนศีรษะ อาเจียน ชื่อว่าเราไปหา หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราวางใจไม่ถูก เราต้องวางใจเข้าไปกำหนดรู้ สภาวะที่ชัดเจน เราต้องทำช้า ๆ ประการแรกเราต้องทำช้า ๆ ถ้าเราทำช้าแล้วเราส่งจิตไปที่เท้าได้แม่นยำ หรือว่าเราส่งจิตไปที่เท้านั้นเพียงพอแค่ไหน วิริยะทางจิตที่ส่งไปในอาการ ถ้าน้อยเกินไปก็จะไม่รู้ชัด ถ้ามากเกินไป เน้นเกินไป มุ่งเกินไป ก็จะรู้สึกว่ามึน ตึง และเครียด ถึงวันนี้อาตมาคิดว่า โยคีหลาย ๆ ท่านน่าจะปรับตัวเองได้ รู้ว่าวิริยะที่เราส่งไปนั้น ควรจะเพิ่มขึ้น หรือลดลง พอประมาณ ไม่มากเกินไป ไม่น้อย เกินไป ถ้าน้อย ไม่รู้ชัด ถ้ามากก็เคร่งตึง ซึ่งหลายคนที่เกิดอาการเคร่งตึง อาตมาเชื่อว่า เกิดจากการเข้าไปหา หาพองยุบ ว่าทำไมไม่มี มีแล้วกลับไม่มีก็ทำไมรู้สึกว่าไม่ชัดเจน พระอาจารย์พยายามอธิบายว่า ถ้าพองยุบไม่ชัด ก็ให้ไปดูนั่งหนอ ถูกหนอ บางทีก็ให้ทำตรงนั้น ซึ่งนั่งหนอ ถูกหนอก็เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เกิดสติสัมปชัญญะได้ มีโยคีบางท่านไม่กำหนด ไปนั่งดูเฉย ๆ ก็เกิดอาการโงกง่วง หลับได้ หรือหลายท่านก็ไปดูอาการเฉยนั้น เฉยหนอ เฉยหนอ ก็เป็นโมหะ การกำหนดเฉย ๆ นั้น เบื้องต้นท่านยังไม่ให้กำหนด เพราะยังไม่เป็นการเฉยแท้ แม้กระทั่งสุขเวทนาที่เราคิดว่าเราสุข ก็ไม่ใช่สุขที่แท้จริง เพราะฉะนั้นพระอาจารย์จะไม่ให้กำหนดอาการสุข แต่ให้กำหนดทุกขเวทนาที่กำหนด อทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์ อันนี้จะแยกยาก ถ้าเรามีสติ สมาธิ ที่พอประมาณ เราจะแยกแยะได้ชัดเจน ตรงนั้นให้เรากำหนด เฉยหนอ เฉยหนอ หรือว่าสุขหนอ สุขหนอ แต่ตอนใหม่ ๆ พระอาจารย์จะให้กำหนดนั่งหนอ ถูกหนอ สลับกับพองหนอ ยุบหนอ พองหนอ ยุบหนอนี้ ไม่ใช่อารมณ์หลัก ที่เราจะต้องกำหนด หลายท่านมีความท้อแท้ว่า ถ้าเรากำหนดพองยุบไม่ได้ เราก็ปฏิบัติสติปัฏฐานไม่ได้ นี้ก็ไม่ใช่ ถ้าเรากำหนดพองยุบไม่ได้ และกายของเรานั้นอาจมีความแตกต่างกัน สภาวะก็แตกต่างกัน คนที่ธาตุลมชัด พองยุบก็จะแรง แล้วบอกจับง่าย ถ้าคนที่พองยุบชัด ชัดมาก ๆ พระอาจารย์จะให้กำหนดเบา ๆ ถ้าเราไปกำหนดพองหนอ ยุบหนอ พองยุบชัดก็จะรู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่าตัวเรานั้นโยกโคลงไปกับอาการพองยุบ เพราะฉะนั้นให้กำหนดรู้หนอ รู้หนอ เบา ๆ หรือว่าอาการพองยุบมีอาการสั้นยาว ก็ให้กำหนดตามความเป็นจริงไป ไม่ควรที่จะให้พองยุบเกิดขึ้น โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง บางท่านอาจจะสูดลมหายใจเข้าแรง ให้พองยุบเกิด นี้ก็จะเหนื่อย และเกิดอาการแน่นหน้าอก ต้องย้อนที่ครูบาอาจารย์พูดไว้เมื่อวันก่อน ๆ เพราะโยคีฟังแล้วไม่เข้าใจ ไปทำแล้วมีผลตรงนี้ เกิดอาการแน่น อาการตึง อาการมึนเป็นต้น พระอาจารย์ก็พยายามบอกให้โยคีเข้าใจถึงการกำหนดในเบื้องต้นว่า ให้เรารู้อาการนั่งของกายให้ตรง ต้องจัดรูปนั่งของเราในขณะที่เรานั่งหลับตาอยู่นั้น ให้ตรงจริง ๆ แล้วเราก็ส่งจิตของเราไปรู้อาการเคลื่อนไหวที่หน้าท้อง อาการเป็นจริงพองหนอ ยุบหนอเรื่อยไป ไม่ใช่เป็นการท่องนะ มีบางท่านที่ท่อง ถามว่ารู้สภาพที่เคลื่อนไหม ไม่มี แล้วกำหนดอะไร พองหนอ ยุบหนอ ก็ไม่ถูก เพราะว่าไปนั่งท่องเอา ไม่ใช่รู้สภาพที่แท้จริง พองเป็นอย่างไร กำหนดรู้อย่างนั้น ไม่ต้องบริกรรมต่อไปว่า พองหนอ รู้หนอ ยุบหนอ รู้หนอ ในขณะที่เรารู้นั้น เรารู้ด้วยจิตที่เข้าไปรู้แล้ว ไม่ต้องบริกรรมกำชับไปอีกว่า รู้หนอ ถ้าเรารู้ผิวเผิน เราจะจับอาการไม่ได้ ใหม่ ๆ พองยุบนั้นจะหยาบ แต่พอเราทำไป พองยุบนั้นจะละเอียด เราจะเห็นว่าพองยุบมีความละเอียดเพิ่มขึ้น สามารถที่จะจับได้ง่าย เราเริ่มที่จะเห็น ต้น กลาง ปลาย ของอาการพองและยุบ ใหม่ ๆ นั้นก็อาจจะเห็นแต่อาการสิ้นสุดของอาการพองและยุบ ก็ให้เรากำหนดเรื่อยไป ด้วยอาศัยที่เรานั้นพยายามกำหนดอิริยาบถย่อยให้สม่ำเสมอ สติเรานั้นก็จะพัฒนาขึ้น เมื่อสติเราพัฒนาขึ้นแล้ว จิตที่จะเข้าไปรู้อาการพองยุบก็จะชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้นเหตุของสติ ก็คือวิริยะในการกำหนด ก็จะทำให้เรามีการพัฒนาเห็นสภาพธรรมต่าง ๆ ได้ชัดเจน เริ่มที่จะกำหนดได้ง่าย กำหนดได้เบาสบาย กำหนดได้อย่างลงตัว ไปได้อย่างเรื่อย ๆ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะความเมื่อยล้าต่าง ๆ ก็จะเป็นแต่วันแรก ๆ เราได้ผ่านตรงนั้นมาแล้วก็พยายามกำหนดให้ถี่ ๆ ใส่ใจให้เป็น วางใจให้เป็น อีกประเด็นหนึ่งก็คือการตามรู้ความคิด ซึ่งความคิดนี้ ถ้าเรามีสติ สติมีกำลัง จะเห็นความคิดได้ไวขึ้น ในวันแรก ๆ เรายังไม่เห็นความคิด คิดไปนานแล้วค่อยตามกำหนด แต่พอในปัจจุบัน ณ วันนี้เราจะเริ่มเห็นความคิดได้ไวขึ้น เมื่อเราเข้าไปกำหนด ไม่กี่คำความคิดก็หาย นับว่าเรามีความพัฒนาของสติได้ดีขึ้น สามารถที่จะรู้ความคิดได้ไว ถึงแม้ว่าจะตามหลัง แต่ก็ไม่มาก แต่ถ้าเราสติไม่ค่อยพัฒนา ก็จะตามหลัง คิดเกิดเมื่อไร เราก็จะคิดร่วมเมื่อนั้น คิดเกิดในใจ แล้วเราก็คิดร่วมไปยิ่งคิดก็เพลินไป นี้ต้องคอยระวัง ว่าเราไม่คิดร่วม ถ้าเราคิดร่วม เราก็ขาดสติ ถ้าเรากำหนด เราก็ได้สติ ความคิดนั้นเป็นอกุศล ถ้าเรากำหนดเราก็ได้กุศล ถ้าเราไม่กำหนดเราก็ได้อกุศล อกุศลนั้นก็ครอบงำเรา เราก็ได้สิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นนำสิ่งที่ไม่ดีให้เป็นสิ่งที่ดี นำอกุศลให้เป็นกุศล เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ในขณะที่เราปฏิบัติ ที่เกิดขึ้นกับเรานี้ จะเป็นอุปกรณ์ที่ดี ถ้าเราไม่มีความคิด การง่วงก็จะเกิดง่าย เพราะฉะนั้นความคิดนี้ก็ดีกว่า แต่ไม่ใช่ดีแท้ ถ้าดีแท้ก็คือไม่คิดเลย จะไปสู่ความไม่คิดก็ต้องบริกรรมบ่อย ๆ สำรวมตา เก็บสายตา กำหนดอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยให้ต่อเนื่องกัน เราจะเข้าไปสู่ความไม่คิด จิตจะอยู่กับอารมณ์กรรมฐานอย่างแนบแน่นที่เป็นปัจจุบันจริง ๆ ฉะนั้น ถ้าเราคิด พระอาจารย์บอกว่าดีกว่าก็ตรงที่เราสามารถกำหนดได้ตลอดบัลลังก์แห่งการนั่ง ถ้าเราไม่ค่อยคิด กำหนดพองยุบก็ไม่ได้ นั่งหนอก็กำหนดไม่ถูก ความง่วงก็จะเข้าครอบงำ อาตมาขึ้นมาดูโยคีนี่ ต้องไปบอกหลายคนว่าให้ยืดตัวให้ตรง การนั่งนั้นเราต้องรักษาระเบียบของการนั่ง ต้องนั่งตรงอยู่เสมอ ถ้าเราย่อตัวลงไป เราต้องรีบยืดตัวทันที ถ้าย่อตัวลงไป นิวรณ์แทรกทันที ถีนมิทธะรอครอบงำเราอยู่ การนั่งนี่เราต้องนั่งตรง บางคนนั่ง ๆ ก็เอนลงไป เอนลงไป ถามว่าเอนลงไปทำไม ก็บอกว่ากำหนดเวทนา แล้วก็เพ่งลงไป ตัวก็เลยก้มลงไป ก็ให้เรานั้นถอนขึ้นมา แล้วก็นั่งตรง กำหนดนั่งหนอ ถูกหนอ หรือถ้าอาการพองยุบนี่ ถ้าเรากำหนดพองยุบไปประมาณสักสิบห้านาที เราจะรู้สึกว่าพองยุบนี้ชัดเจน แต่พอผ่านไป พองยุบนี้จะไม่ชัดเจน เราจะกำหนดอะไรต่อไป พระอาจารย์ก็แนะนำว่า ให้เรากำหนด นั่งหนอ ถูกหนอ ถ้าเราเข้าไปเพ่งต่อไป ไม่ชัดเจน เราก็เกิดอาการถูกครอบงำโดยถีนมิทธะได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นให้เราสลับมาที่นั่งหนอ ถูกหนอ แล้วก็ย้ายจุดไป อย่าไปคาดหวังว่าเราจะต้องกำหนดพองยุบให้ได้ชัด เพื่อที่จะไปรายงานพระอาจารย์ อันนี้เรายังเข้าใจไม่ถูก โดยอารมณ์กรรมฐานจริง ๆ ไม่มีอารมณ์ใดที่เที่ยงแท้ มั่นคง และถาวร เราจะเห็นว่าพองยุบที่เราดูในวันแรก ๆ พองก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ยุบก็ไม่คงที่ เพราะฉะนั้นเรามาดูความไม่คงที่ ความที่เขาไม่ได้มีตลอด มีบ้างไม่มีบ้าง เราอยากให้เขามีตลอด เราก็ทุกข์ มีปฏิฆะ ไม่ชอบใจ เกิดโลภะ โทสะในขณะนั้น แทนที่จะเจริญกุศล ก็เกิดอกุศล แล้วอกุศลนั้นก็ครอบงำเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็ให้เราวางใจ เขามีก็รู้ไป ไม่มีก็ไปดูนั่งหนอ ถูกหนอ ถ้าดูนั่งหนอ ถูกหนอแล้วไม่ชอบ ก็ไปดูความเบื่อของจิต อาการทางจิตนี้สำคัญ ถ้าเราไม่กำหนด อาการนั้นก็จะทำให้เราลุกขึ้นแล้วก็ไม่ปฏิบัติ เกิดความฟุ้งซ่าน เกิดความท้อแท้เบื่อหน่ายต่าง ๆ ตามมา เพราะฉะนั้นการกำหนดอารมณ์ เราต้องกำหนดให้ถูก โดยเฉพาะอีกอย่างหนึ่งก็คือ เวทนา เวทนานี้ หลายท่านได้ยินมาว่า ถ้าเราปฏิบัติไปแล้วจะผ่านเวทนา หลายท่านเข้าใจผิดอีกแล้ว พระอาจารย์จะเน้นมากเลยว่า การปฏิบัติเราต้องพิจารณาเวทนาอยู่ทุกขณะ โดยเฉพาะเวทนาในเบื้องต้น เรียกว่า ทุกขเวทนา หรือว่าทุกขะทุกข์ ทุกข์ในสภาพที่บีบคั้น ทนได้ยาก ทุกข์ก็เป็นลักษณะหนึ่งของอริยสัจสี่ พระพุทธเจ้าได้สอนพระสาวกให้พิจารณาทุกข์ เมื่อเราพิจารณาทุกข์อยู่เนือง ๆ ก็สามารถที่จะละทุกข์เสียได้ แต่ไม่ให้ดูสุขก่อน เพราะสุขทำให้คนติด แต่ทุกข์ทำให้หลุดพ้น ถ้าเรามีทุกข์ พระอาจารย์จะบอกว่าเราน่ะโชคดี ถ้าทุกข์ตั้งแต่ต้นบัลลังก์ยิ่งโชคดีมาก ๆ ดูทุกข์ทั้งบัลลังก์เลย ก็ให้เราภูมิใจเถิด ว่าเรานี้โชคดีมาก ก็ให้ภูมิใจไว้เลย ไม่ต้องไปถามว่าคนนั้นโชคดีกว่า ไม่ต้องแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราดูทุกข์เวทนา ความฟุ้งซ่านก็จะไม่มี ความทุกข์ก็จะไม่มี เราจะเห็นสภาพความเป็นจริงที่บีบคั้น ทนได้ยาก ทุกข์นั้นเกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์แล้ว อะไรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่พิจารณาแล้วก็ติดในทุกข์และสุข ติดทุกข์ก็คืออยากให้หมด ติดสุขก็คือว่าอยากให้มี แต่สุขและทุกข์ก็อาศัยปัจจัยให้เกิด เมื่อปัจจัยหมดจึงดับไป เมื่อสุขเกิดเพราะปัจจัยมี เมื่อปัจจัยหมดทุกข์ก็เกิด สุขและทุกข์นั้นคู่กัน เปลี่ยนไปอยู่อย่างนี้ ถ้าเราไม่พิจารณา เราก็ยึดติด และไม่ถูกต้อง การกำหนดอาการทุกข์นั้น โดยอย่าไปกำหนดโดยการจี้เกินไป ยิ่งจี้ยิ่งแรง เพราะฉะนั้นอย่าไปจี้ พระอาจารย์ให้กำหนดห่าง ๆ ถ้าเขาเป็นมาก ๆ ก็ให้เราดูเฉย ๆ พอเราดูเฉย ๆ ก็จะคลายลง ให้เรากำหนดตามต่อไป เราก็จะเห็นว่าเขาเปลี่ยนหายไป แล้วก็เกิดที่ใหม่ ถ้าเราเฝ้าดูได้ตลอด เราก็วางใจเป็นแล้ว ถ้าอยากให้หาย ก็ชื่อว่าวางใจไม่เป็น กำหนดทุกข์ให้หายไป ไม่พอใจในทุกข์ อยากให้ได้รับความสุขอย่างเดียว เพราะฉะนั้น การกำหนดในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สิ่งที่พระอาจารย์เน้นมากก็คือว่า ต้องวางใจก่อน ไม่ใช่ทำเพื่อความมี ความเป็น ไม่ใช่ทำเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เดินจงกรมเพื่อที่จะให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เดินเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ แต่เดินเพื่อเข้าไปรู้อารมณ์กรรมฐาน ซึ่งเป็นอารมณ์ปัจจุบัน นั่งก็เพื่อรับรู้ปัจจุบัน เพื่อรับรู้ความคิด เวทนาตามลำดับ อย่าไปนั่งนึกว่าเวทนาจะเกิดอย่างไร บัลลังก์นี้เราจะตั้งรับเขาอย่างไร เตรียมกำลังมาเต็มที่ ก็ไม่ถูกอีก ให้วางใจกลาง ๆ อะไรจะเกิดก็เกิด อะไรไม่มีก็ไม่ต้องไปแสวงหา อย่างนี้เราชื่อว่าเรามารับความสุข ความทุกข์ได้ เรามาละตัณหา ละความทะยานอยาก กามตัณหา ความยินดีในกามคุณ ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น วิภวตัณหาก็คือความไม่อยากมีไม่อยากเป็น เพราะฉะนั้นเรามาสำรอกตัณหา เรามาคลายตัณหา ไม่ใช่มาเพิ่ม ต้องเอาไปให้ถูก ต้องมาละ ละไม่ได้ ก็เอาไปไม่ถูก ให้มาละอกุศลก่อน จะได้กุศลกลับไป แต่ถ้ามาเพิ่มอกุศล กุศลจะมาตอนไหน อกุศลก็ติดตามเราไป เราต้องวางใจให้ถูก ทำความเข้าใจให้เป็น ปฏิบัติเพื่อเห็นสภาพธรรมตรงนั้น ความเป็นจริงของรูป ความเป็นจริงของเวทนา ความเป็นจริงของจิต และความเป็นจริงของธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น พระอาจารย์ก็พยายามทำหน้าที่ของพระอาจารย์ให้เต็มที่ ส่วนบรรดาโยคีก็ทำหน้าที่ของตนเอง พยายามตั้งใจฟังและนำไปประพฤติปฏิบัติ เราก็จะไปสู่จุดหมายของการปฏิบัติอันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระศาสนา
เพราะฉะนั้นในโอกาสที่อาตมาได้มาบรรยายธรรม ก็คิดว่าคงเป็นประโยชน์ต่อพระโยคาวจร ไม่มากก็น้อย ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้พัฒนา ก้าวหน้าในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน มีความเจริญในสติ สมาธิ ปัญญา มีความพัฒนาไปสู่อริยมรรค อริยผล ตรัสรู้ไปสู่พระนิพพาน โดยทั่วหน้ากันทุกท่านเทอญฯ
คุณรัตชลัน จันทร์เลิศฟ้า ถอดเทปคำบรรยาย
http://www.sati99.com/images/1134333190/8065.gifhttp://www.sati99.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=249277<o:p></o:p>