Kamen rider
05-18-2007, 05:34 PM
http://www.essencesonline.com/SA_BluebellB.jpg
7.3 ความรู้สึกตัวกับการปฏิบัติเพื่อเห็นแจ้งอริยสัจจ์
ธรรมดาจิตของปุถุชนย่อมหลงจมแช่และวุ่นวายอยู่กับกายและใจอันเป็นกองทุกข์มาแต่ไหนแต่ไร จนชินกับความทุกข์และดูความทุกข์ไม่ออก แต่หากจิตเคยพ้นออกจากกองทุกข์แม้เพียงชั่วคราว แล้วเกิดย้อนหลง/ไหล ส่งนอกส่งในเข้าไปในกองทุกข์อีกครั้งหนึ่ง ย่อมจะเห็นทุกข์ได้ชัดเจนถึงอกถึงใจทีเดียว
การปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกองทุกข์หรือพ้นจากความปรุงแต่งอันวุ่นวายทางใจชั่วคราวเรียกว่า จิตสิกขาซึ่งเป็นหนึ่งในไตรสิกขาอันประกอบด้วยศีลสิกขา จิตสิกขา และปัญญาสิกขา
จิตที่พ้นจากกองทุกข์ชั่วคราวก็คือจิตที่มีสัมมาสมาธิคือมีความตั้งมั่นไม่หลงส่งนอกส่งใน มีสติ มีสัมปชัญญะ พูดง่ายๆ ก็คือจิตมีความรู้สึกตัว เมื่อผู้ปฏิบัติคุ้นเคยกับจิตชนิดนี้แล้ว ต่อมาเมื่อจิตเคลื่อนส่งนอกส่งในเข้าไปอีก จิตจะเห็นความทุกข์อันเกิดจากความปรุงแต่งซึ่ง เป็นภาระอันหนักอึ้ง และรู้สึกได้ถึงความทุกข์เพราะการขาดอิสรภาพ ได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยรู้สึกมาตลอดชีวิต
วิธีทำให้จิตพ้นจากกองทุกข์ชั่วคราวมี 2 วิธีคือ
7.3.1 การทำสมถกรรมฐานให้จิตตั้งมั่น มีปีติ มีความสุข มีอุเบกขา พ้นจากความทุกข์หยาบๆ ทางใจชั่วคราว ต่อมาเมื่อออกจากความสงบ จิตเริ่มทำงานมากขึ้น (เมื่อทำความสงบจิตทำงานทางมโนทวารอย่างเดียวและรู้อารมณ์อันเดียว เมื่อออกจากความสงบจิตต้องกระทบอารมณ์ทั้ง 6 ทวาร จิตจึงเกิดการทำกรรมต่างๆ นานามากมาย ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้ชัดเจนว่า การที่จิตมีความอยากและเกิดการดิ้นรนทำกรรมไปตามความอยากนั้น เป็นเหตุให้จิตหมดอิสระฟุ้งซ่านวุ่นวาย หนัก แน่น เป็นทุกข์ การทำสมถกรรมฐานจึงช่วยให้เห็นทุกข์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็มีจุดอ่อนคือจิตจะไปติดอกติดใจความสงบจากการทำสมถะ ยากที่จะเห็นว่าความสงบนั้นก็ยังเป็นความปรุงแต่งในขั้นละเอียดหรือเป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง เว้นแต่ว่าพอจิตถอนออกจากความสงบจะมีสติตามระลึกรู้ถึงองค์ฌานที่เพิ่งดับไปสดๆ ร้อนๆ จนเห็นว่ากระทั่งความสงบสุขเหล่านั้นก็เป็นของแปรปรวนเอาเป็นที่พึ่งถาวรไม่ได้ จิตจึงจะไม่ติดสมถะ และเกิดปัญญาเห็นว่า ไม่ว่าภพหรือการทำกรรมใดๆ ของจิตก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
7.3.2 การมีความรู้สึกตัวขึ้นมา ด้วยการมีสติรู้ทันความไม่ตั้งมั่นของจิต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการจิตส่งใน) จิตที่รู้สึกตัวจะพ้นจากความทุกข์ทางใจได้ชั่วขณะ ต่อมาเมื่อจิตเคลื่อนส่งนอกส่งใน ผู้ปฏิบัติจะเห็นความทุกข์ได้อย่างชัดเจนเช่นกัน วิธีนี้มีข้อดีคือแม้แต่จิตจะส่งในเข้าไปหาความสงบสุขด้วยความอยากจะทำสมถะ ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถรู้ทันได้ง่าย และเห็นทุกข์เพราะการทำกรรม (ฐาน) ของจิต การปฏิบัติในแนวทางนี้จึงไม่เสี่ยงกับการติดสมถะ
สรุปแล้วการปฏิบัติธรรมเริ่มต้นได้ 2 แนวทาง ทางหนึ่งของสมถยานิกคือทำสมถะจนจิตดิ่งรวมสงบลงถึงฌานก่อน แล้วค่อยเจริญสติเจริญปัญญาในภายหลัง อีกทางหนึ่งของวิปัสสนายานิกคือมีความรู้สึกตัวแล้วตามรู้กายตามรู้ใจไปได้เลย ทั้ง 2 แนวทางนี้เมื่อปฏิบัติไปเต็มที่แล้วก็จะเห็นอริยสัจจ์ได้เช่นเดียวกัน คือจะรู้ว่าความทุกข์คืออะไร เกิดได้อย่างไร และพ้นไปได้อย่างไร
พวกเราส่วนใหญ่ทำฌานไม่ได้จริงเว้นแต่จะทิ้งโลกแล้วฝึกกันหนักอย่างพระป่า หรือมีบุญบารมีเก่าเคยสะสมมาเป็นการเฉพาะตัว ส่วนใหญ่ที่ทำสมถะกันในเวลานี้ ก็มักจะเป็นแค่การทำความสงบเพียงเล็กน้อย แล้วเคลิบเคลิ้มลืมตัวหรือออกเห็นโน่นเห็นนี่หรือเกิดปีติเล็กน้อยเช่นรู้สึกตัวใหญ่ตัวหนักตัวโคลง ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ฌานที่แท้จริง แต่เป็นมิจฉาสมาธิที่ประกอบด้วยโมหะและโลภะเป็นส่วนมาก ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วเราจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการมีความรู้สึกตัวขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากนักหากเรากล้าพอที่จะสลัดความคิดนึกปรุงแต่งและพฤติกรรมทางใจทั้งปวง แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า "การปฏิบัติธรรม" ออกไป แล้วมีสติระลึกรู้สภาวะของจิตใจที่หลงส่งนอกส่งในเข้าไปตรงๆ ง่ายๆ และธรรมดาๆ เพียงเท่านี้ความรู้สึกตัวก็จะเกิดขึ้นในทันที ความรู้สึกตัวเมื่อจิตไม่ส่งนอกไม่ส่งในนั่นแหละ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเจริญปัญญา อันจะเป็นเครื่องนำเราไปสู่ความบริสุทธิ์และความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าจิตไม่ถอดถอนตนเองออกจากการส่งนอกและส่งใน และเกิดเป็นจิตที่รู้สึกตัว ตั้งมั่น และเป็นกลางต่ออารมณ์ทั้งปวงแล้ว จิตจะเห็นทุกข์ อันเป็นเครื่องละสมุทัยและทำนิโรธให้แจ้ง ได้ไม่ชัดเจนเลย
:SMLX_139: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=4747769295572
7.3 ความรู้สึกตัวกับการปฏิบัติเพื่อเห็นแจ้งอริยสัจจ์
ธรรมดาจิตของปุถุชนย่อมหลงจมแช่และวุ่นวายอยู่กับกายและใจอันเป็นกองทุกข์มาแต่ไหนแต่ไร จนชินกับความทุกข์และดูความทุกข์ไม่ออก แต่หากจิตเคยพ้นออกจากกองทุกข์แม้เพียงชั่วคราว แล้วเกิดย้อนหลง/ไหล ส่งนอกส่งในเข้าไปในกองทุกข์อีกครั้งหนึ่ง ย่อมจะเห็นทุกข์ได้ชัดเจนถึงอกถึงใจทีเดียว
การปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกองทุกข์หรือพ้นจากความปรุงแต่งอันวุ่นวายทางใจชั่วคราวเรียกว่า จิตสิกขาซึ่งเป็นหนึ่งในไตรสิกขาอันประกอบด้วยศีลสิกขา จิตสิกขา และปัญญาสิกขา
จิตที่พ้นจากกองทุกข์ชั่วคราวก็คือจิตที่มีสัมมาสมาธิคือมีความตั้งมั่นไม่หลงส่งนอกส่งใน มีสติ มีสัมปชัญญะ พูดง่ายๆ ก็คือจิตมีความรู้สึกตัว เมื่อผู้ปฏิบัติคุ้นเคยกับจิตชนิดนี้แล้ว ต่อมาเมื่อจิตเคลื่อนส่งนอกส่งในเข้าไปอีก จิตจะเห็นความทุกข์อันเกิดจากความปรุงแต่งซึ่ง เป็นภาระอันหนักอึ้ง และรู้สึกได้ถึงความทุกข์เพราะการขาดอิสรภาพ ได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยรู้สึกมาตลอดชีวิต
วิธีทำให้จิตพ้นจากกองทุกข์ชั่วคราวมี 2 วิธีคือ
7.3.1 การทำสมถกรรมฐานให้จิตตั้งมั่น มีปีติ มีความสุข มีอุเบกขา พ้นจากความทุกข์หยาบๆ ทางใจชั่วคราว ต่อมาเมื่อออกจากความสงบ จิตเริ่มทำงานมากขึ้น (เมื่อทำความสงบจิตทำงานทางมโนทวารอย่างเดียวและรู้อารมณ์อันเดียว เมื่อออกจากความสงบจิตต้องกระทบอารมณ์ทั้ง 6 ทวาร จิตจึงเกิดการทำกรรมต่างๆ นานามากมาย ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้ชัดเจนว่า การที่จิตมีความอยากและเกิดการดิ้นรนทำกรรมไปตามความอยากนั้น เป็นเหตุให้จิตหมดอิสระฟุ้งซ่านวุ่นวาย หนัก แน่น เป็นทุกข์ การทำสมถกรรมฐานจึงช่วยให้เห็นทุกข์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็มีจุดอ่อนคือจิตจะไปติดอกติดใจความสงบจากการทำสมถะ ยากที่จะเห็นว่าความสงบนั้นก็ยังเป็นความปรุงแต่งในขั้นละเอียดหรือเป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง เว้นแต่ว่าพอจิตถอนออกจากความสงบจะมีสติตามระลึกรู้ถึงองค์ฌานที่เพิ่งดับไปสดๆ ร้อนๆ จนเห็นว่ากระทั่งความสงบสุขเหล่านั้นก็เป็นของแปรปรวนเอาเป็นที่พึ่งถาวรไม่ได้ จิตจึงจะไม่ติดสมถะ และเกิดปัญญาเห็นว่า ไม่ว่าภพหรือการทำกรรมใดๆ ของจิตก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
7.3.2 การมีความรู้สึกตัวขึ้นมา ด้วยการมีสติรู้ทันความไม่ตั้งมั่นของจิต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการจิตส่งใน) จิตที่รู้สึกตัวจะพ้นจากความทุกข์ทางใจได้ชั่วขณะ ต่อมาเมื่อจิตเคลื่อนส่งนอกส่งใน ผู้ปฏิบัติจะเห็นความทุกข์ได้อย่างชัดเจนเช่นกัน วิธีนี้มีข้อดีคือแม้แต่จิตจะส่งในเข้าไปหาความสงบสุขด้วยความอยากจะทำสมถะ ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถรู้ทันได้ง่าย และเห็นทุกข์เพราะการทำกรรม (ฐาน) ของจิต การปฏิบัติในแนวทางนี้จึงไม่เสี่ยงกับการติดสมถะ
สรุปแล้วการปฏิบัติธรรมเริ่มต้นได้ 2 แนวทาง ทางหนึ่งของสมถยานิกคือทำสมถะจนจิตดิ่งรวมสงบลงถึงฌานก่อน แล้วค่อยเจริญสติเจริญปัญญาในภายหลัง อีกทางหนึ่งของวิปัสสนายานิกคือมีความรู้สึกตัวแล้วตามรู้กายตามรู้ใจไปได้เลย ทั้ง 2 แนวทางนี้เมื่อปฏิบัติไปเต็มที่แล้วก็จะเห็นอริยสัจจ์ได้เช่นเดียวกัน คือจะรู้ว่าความทุกข์คืออะไร เกิดได้อย่างไร และพ้นไปได้อย่างไร
พวกเราส่วนใหญ่ทำฌานไม่ได้จริงเว้นแต่จะทิ้งโลกแล้วฝึกกันหนักอย่างพระป่า หรือมีบุญบารมีเก่าเคยสะสมมาเป็นการเฉพาะตัว ส่วนใหญ่ที่ทำสมถะกันในเวลานี้ ก็มักจะเป็นแค่การทำความสงบเพียงเล็กน้อย แล้วเคลิบเคลิ้มลืมตัวหรือออกเห็นโน่นเห็นนี่หรือเกิดปีติเล็กน้อยเช่นรู้สึกตัวใหญ่ตัวหนักตัวโคลง ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ฌานที่แท้จริง แต่เป็นมิจฉาสมาธิที่ประกอบด้วยโมหะและโลภะเป็นส่วนมาก ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วเราจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการมีความรู้สึกตัวขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากนักหากเรากล้าพอที่จะสลัดความคิดนึกปรุงแต่งและพฤติกรรมทางใจทั้งปวง แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า "การปฏิบัติธรรม" ออกไป แล้วมีสติระลึกรู้สภาวะของจิตใจที่หลงส่งนอกส่งในเข้าไปตรงๆ ง่ายๆ และธรรมดาๆ เพียงเท่านี้ความรู้สึกตัวก็จะเกิดขึ้นในทันที ความรู้สึกตัวเมื่อจิตไม่ส่งนอกไม่ส่งในนั่นแหละ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเจริญปัญญา อันจะเป็นเครื่องนำเราไปสู่ความบริสุทธิ์และความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าจิตไม่ถอดถอนตนเองออกจากการส่งนอกและส่งใน และเกิดเป็นจิตที่รู้สึกตัว ตั้งมั่น และเป็นกลางต่ออารมณ์ทั้งปวงแล้ว จิตจะเห็นทุกข์ อันเป็นเครื่องละสมุทัยและทำนิโรธให้แจ้ง ได้ไม่ชัดเจนเลย
:SMLX_139: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=4747769295572