PDA

View Full Version : ตอนที่ 011 การตามรู้ความรู้สึกและพฤติของจิต


Kamen rider
05-18-2007, 05:30 PM
http://www.essencesonline.com/SA_BasilB.jpg

7. ขยายความเรื่องการตามรู้จิตกับการรู้แจ้งอริยสัจจ์
บทความนี้ได้กล่าวถึงการตามรู้จิตกับการรู้แจ้งอริยสัจจ์ไว้หลายแห่ง จึงขอขยายความเพิ่มเติมสักเล็กน้อยดังนี้
7.1 การตามรู้จิตเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า การตามรู้จิตหรือการดูจิตเป็นสิ่งที่หลวงปู่ดูลย์ท่านนำมาสอนบ่อยครั้งก็จริง แต่ความจริงก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้แก่ การเจริญสติปัฏฐานที่เริ่มต้นปฏิบัติโดยใช้อารมณ์ในฝ่ายนามธรรม หลักของการตามรู้จิตจึงเป็นอันเดียวกับหลักของการเจริญสติปัฏฐานที่เป็นวิปัสสนา จะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากกันไม่ได้เลย เช่น จะต้องรู้ให้ถึงสภาวะของนามธรรม ได้แก่ จิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และเจตสิกหรือธรรมที่ประกอบจิต เช่นความรู้สึกสุขทุกข์ (เวทนา) และความรู้สึกโลภโกรธหลง (สังขาร) เป็นต้น
บางท่านอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อจิตเป็นผู้รู้อารมณ์ ก็แล้วใครกันเป็นผู้รู้จิต คำตอบก็คือจิตนั่นแหละเป็นผู้รู้จิต เพราะจิตเป็นสิ่งหนึ่งในธัมมารมณ์หรือสิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ (จิต) หลวงปู่ดูลย์ท่านจึงสอนว่า "จิตเห็นจิต"
ปัญหาประการต่อมาก็คือ ในเมื่อจิตเป็นผู้ไปรู้อารมณ์อื่นอยู่แล้ว เช่นไปรู้รูปที่ปรากฏทางตา หรือไปรู้ความโกรธที่ปรากฏทางใจ แล้ว จิตจะรู้จิตพร้อมกันได้อย่างไร ในเมื่อจิตย่อมรู้อารมณ์ได้เพียงครั้งละอย่างเดียว คำตอบก็คือเมื่อจิตดวงหนึ่งรู้อารมณ์เช่นรูปบางอย่างหรือความรู้สึกต่างๆ แล้วจิตดวงนั้นก็ดับไป แล้วจึงมีจิตอีกดวงหนึ่งตามรู้จิตดวงแรกอย่างกระชั้นชิดโดยไม่มีอารมณ์อย่างอื่นมาคั่น ไม่ใช่มีจิตดวงเดียวไปรู้อารมณ์อื่นๆ พร้อมๆ กับการรู้จิต นี้เองคือการตามรู้จิต
ลองอ่านเรื่อง "การเจริญสติปัฏฐาน" ในหนังสือเล่มนี้ และทบทวนข้อ 5 ของบทความนี้เรื่อง "วิธีการตามรู้จิต" เพื่อทราบถึงความ สอดคล้องกันของทั้ง 2 เรื่องนี้
7.2 การตามรู้จิตมีกี่วิธีกันแน่ ผู้ศึกษาคำสอนเกี่ยวกับการตามรู้จิต อาจจะเกิดความสงสัยอย่างที่ผู้เขียนเคยสงสัยมาแล้วว่า (1) ควรตามรู้เข้าไปให้ถึงจิตโดยตรง โดยไม่ต้องสนใจกับความปรุงแต่งของจิตเช่นความรู้สึกสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลาย หากความปรุงแต่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ก็ให้สลัดทิ้งไปเลยแล้วย้อนกลับมาดูจิต หรือ (2) ควรจะรู้ความปรุงแต่ง ของจิตจนดับไป แล้วให้จิตย้อนกลับมาดูจิตเองโดยไม่ต้องตั้งใจ
ที่ผู้เขียนเคยสงสัยเรื่องนี้ก็เพราะหลวงปู่ดูลย์ท่านสอนเสมอๆ ว่าให้ดูจิต ท่านไม่ได้สอนให้ดูความปรุงแต่งของจิตหรือจิตสังขาร ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ตามรู้เวทนาบ้าง ตามรู้จิตที่เป็นกุศลและอกุศลบ้าง และตามรู้ธัมมารมณ์ที่เป็นนามธรรมเช่นนิวรณ์และโพชฌงค์บ้าง แสดงว่าพระองค์ท่านไม่ได้ทรงสอนว่าให้ดูจิตอย่างเดียว แต่ผู้เขียนก็ไม่เชื่อว่าหลวงปู่จะสอนธรรมขัดกับพระพุทธเจ้า เพราะหลวงปู่เป็นสาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของพระพุทธเจ้า
ในเวลาลงมือปฏิบัติจริงผู้เขียนก็ลงมือดูจิตตามคำสอนของหลวงปู่ แต่สิ่งที่ดูได้จริงในเบื้องแรกกลับเป็นความรู้สึกสุขทุกข์และกุศลอกุศลต่างๆ อันเป็นจิตสังขารไม่ใช่จิต ซึ่งก็ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะสิ่งเหล่านี้ดูได้ง่ายกว่าจิตซึ่งเป็นอะไรอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ได้เพียร ตามรู้ไปจนสามารถแยกได้ว่าอันไหนจิต(ผู้รู้)อันไหนอารมณ์ที่ถูกรู้แล้วตามรู้อารมณ์จนจิตวางอารมณ์รูปนามอื่นเข้ามารู้จิต (ใจ) ต่อมาเมื่อปฏิบัติชำนาญขึ้น พอจิตไหวตัวจะออกไปรู้ความปรุงแต่ง จิตก็รู้ทันจิตแล้วความปรุงแต่งก็หยุดลงเพียงนั้น ปฏิบัติถึงตรงนี้จึงทราบว่าที่หลวงปู่สอนให้ดูจิตก็ถูกของท่านเช่นกัน เพราะถ้าจะรอดูจิตสังขารก็ต้องปล่อยให้จิตหลงปรุงแต่งไปช่วงหนึ่งแล้ว การปรุงแต่งหรือการทำกรรมทางใจก็คือภพ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่น่าปรารถนาเลย
จึงได้ทราบว่าวิธีการปฏิบัติ 2 อย่างนี้ต่างกันโดยเทศนาโวหารคือ ลีลาการสั่งสอนของครูบาอาจารย์ แต่วิธีการปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติจะทำได้จริงมีอันเดียวตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือการตามรู้ทุกข์ (รูปนาม/กายใจ)จนปล่อยวางได้ แต่ที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นให้รู้จิต ก็เพราะพวกเรามักชอบหลงจิตสังขารจนลืมจิต เช่น (1) ละเลยที่จะมีสติตามรู้การเริ่มทำงานของจิต จนกว่าจิตจะส่งในเข้าไปปรุงแต่งจิตสังขารขึ้นมาเสียก่อน แล้วจึงจะมีสติไปตามรู้จิตสังขาร (2) พอพบจิตสังขารก็เกาะติด ตามรู้ด้วยใจจดจ่อว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป บางทีก็ตามจนถลำลึกเข้าไปภายใน หรือรอดูว่าเมื่อไรมันจะดับสักที หรือเกิดการทำงาน ทางใจอื่นๆ อีกมากมายเพื่อจะจัดการกับจิตสังขาร เช่นการเพ่ง การกำหนด และการหาทางละ เป็นต้น เหล่านี้เป็นการกระทำด้วยความหลงผิด อันเป็นการก่อภพ (การทำกรรมทางใจ) ด้วยอำนาจของตัณหา คือความอยากจะปฏิบัติธรรม
เมื่อครูบาอาจารย์เน้นให้รู้จิต เราผู้เป็นศิษย์จะได้เกิดความเฉลียวใจ ไม่หลงจิตสังขารจนลืมจิต ที่ท่านสอนให้สลัดความปรุงแต่งทิ้งไปโดยไม่ต้องตามดูความปรุงแต่ง ก็เพื่อประโยชน์ตรงนี้เอง พวกเราอย่าได้พยายามละความปรุงแต่งโดยจงใจเพื่อเข้ามารู้จิตโดยตรง เพราะผู้ฝึกใหม่จะทำได้เพียงแค่การแสวงหาจิต และการเพ่งจิตเท่านั้นเอง ไม่ใช่การรู้จิตอย่างถูกต้อง หลวงปู่จึงสอนไว้นักหนาว่า "อย่าใช้จิตแสวงหาจิต" เพียงไม่หลงจิตสังขาร ก็จะเข้ามารู้จิตได้เอง


:SLP_034: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=4758809182047