PDA

View Full Version : 7 วัดน่าเที่ยว น่า ศรัทธา


ศิษย์ไม่รักดี
05-09-2007, 06:41 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=350 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=350>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347064 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> ใกล้เข้าพรรษาแล้ว ยิ่งปีนี้ตรงกับวันหยุดยาวต่อเนื่องถึงสุดสัปดาห์ พุทธศาสนิกชนคงเตรียมการไปไหว้พระทำบุญและถวายเทียนเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เราจึงรวบรวมวัดน่าไปจากทั่วทุกภาค เอ้า เตรียมเดินทางกันได้แล้ว

*************

ภาคกลาง
วัดท่าซุง อ.เมืองฯ จ.อุทัยธานี

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=500>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347065 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> จัดเป็นวัดที่โด่งดังมากๆของ จ.อุทัยธานี โดยในวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีคนแวะเวียนเดินทางกันไปเที่ยวชมความงามของวัด และกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดกันไม่ได้ขาด

เดิมทีนั้นวัดท่าซุงเป็นวัดเก่าแก่ในสมัยอยุธยา ก่อนจะดังที่สุดในยุคพระราชพรหมญาณเถร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) ซึ่ง เป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง ที่โดดเด่นจนคนบอกปากต่อปากให้ไปดูให้ได้ก็คือ วิหารแก้วขนาดใหญ่ ที่ภายนอกประดับด้วยกระจกโมเสกสีเงินแวววับ โดยด้านหน้าประตูทางเข้าประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ประทับนั่งที่สร้างด้วยปูนปั้นสีทองขนาดใหญ่ 6 พระองค์ แต่ที่ อลังการที่สุดก็คือ บริเวณภายในที่ประดับตกแต่งด้วยกระจกฝังในผนังทุกด้าน เพดานทั้งหมด ตลอดเสาทุกต้น จะมียกเว้นก็ที่พื้นเท่านั้นเอง เมื่อเราเดินเข้าไปในวิหารแก้วจึงได้พบความระยิบระยับของเงาสะท้อน ซึ่งนับว่าเป็นภาพที่สวยงามน่าชมมากยิ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งของวิหารก็เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสของหลวงพ่อฤๅษีองค์ดำ ที่ด้านหลังเป็นซุ้มปราสาทกระจกใส ภายในบรรจุสังขารของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำที่ยังคงไม่เน่าเปื่อย นอกจากวิหารแก้วแล้ว บริเวณใกล้ๆกันก็มีปราสาททองคำ ที่ประดับตกแต่งด้วยการลงรักปิดทองทั้งหลัง

และด้วยความที่เป็นวัดใหญ่มีคนเดินทางไปทำบุญและเที่ยวชมกันไม่ได้ขาด ทางวัดท่าซุงจึงได้บริการร้านอาหาร สหกรณ์สำหรับญาติโยมทั่วไป และที่พักสำหรับผู้ที่ต้องค้างคืนเพื่อปฏิบัติธรรม ขอบอกว่าผัดกะเพราหมูไข่ดาวที่นี่อร่อยมาก!!

การเดินทางสู่วัดท่าซุง

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=500>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347066 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> วิธีไปสบายๆโดยการขับรถขึ้นเหนืออกวิภาวดีรังสิต ทะลุเข้าสายเหนือ วิ่งผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรีจะมีป้ายบอกเป็นระยะๆ ไปจนกระทั่งอุทัยธานี จากนั้นเลี้ยวเข้าตัวเมือง ไปตามทางหมายเลข 3265 ประมาณ 5 กม.ก็จะถึง ใช้เวลาขับรถเพลินๆราวๆ 2-3 ชั่วโมง นอกจากนี้วัดจันทารามยังสามารถล่องเรือจากท่าเรือบริเวณท่าน้ำลานสะแก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตลาดสดเทศบาล 2 ใน อ.เมืองฯไปขึ้นหน้าวัดได้เลย ซึ่งก็โรแมนติกไปอีกแบบ

T I P S
ที่บริเวณหลังวัดท่าซุง มีแม่น้ำสะแกกรังไหลผ่าน และมีวังมัจฉา ที่จัดว่ามีปลามากที่สุดในเมืองไทย ให้นักท่องเที่ยวได้ยืนชมบรรยากาศและทำบุญให้อาหารปลา ว่ากันว่ามีวัดนี้ห้องน้ำเยอะที่สุดในโลก ใครไปแล้วน่าจะลองไปใช้ดู แต่หลังจากดูวัดเรียบร้อย เราเชื่อว่าเห็นปลาเยอะๆ แบบนี้ อาจจะทำให้ท้องหิว ลองหาร้านอาหารริมน้ำซึ่งมีอยู่เยอะ สั่งปลาแม่น้ำมาราดพริกสักตัว รับรองหวานใจจะไม่ลืมพระคุณ กรุงเทพ ฯ

**************
วัดมหาบุศย์ เขตสวนหลวง

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=600>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347067 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่ชาวบ้านทั่วไปมักจะเรียกว่า "วัดแม่นาคพระโขนง" ทั้งนี้ก็เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐ์ของศาลาและ รูปเหมือนแม่นาคพระโขนง เจ้าของฉายาผีไทยที่โรแมนติกที่สุด

ปัจจุบันศาลแม่นาคฯมีทั้งศาลเก่าและศาลใหม่ ซึ่งดูวังเวงและน่ากลัวทั้งคู่ แต่ว่าในช่วงค่ำๆ ก่อนวันหวยออกของแต่ละงวด วัดมหาบุศย์โดยเฉพาะที่ศาล แม่นาคฯจะมีชาวบ้านนักขูดหาเลขโชคลาภแห่แหนกันมาจากทั่วสารทิศนับเป็นพันๆ คน เพื่อมาขอโชคลาภขอเลขไปแทงหวย เพราะว่ากันว่าแม่นาคฯให้หวยแม่นนัก

นอกจากศาลแม่นาคฯแล้วที่วัดมหาบุศย์ก็มีสิ่งน่าสนใจปนน่ากลัวอีกอย่าง เช่น เรือโบราณ เสาตะเคียนโบราณ ต้นตะเคียนเก่าแก่

การเดินทาง
วัดมหาบุศย์ ตั้งอยู่ในซอย อ่อนนุช 7 ถ.สุขุมวิท เขตสวนหลวง เข้าซอยอ่อนนุชไปจะมีป้ายบอกตลอดทาง

T I P S
ในช่วงเย็นบรรยากาศวัดจะวังเวงมาก ไปกับหวานใจจะดีมากๆ โดยเฉพาะเมื่อกราบไหว้ขอพรจากแม่นาคฯแล้ว ก็น่าจะเอาเยี่ยงอย่างรักแท้ของแม่นาคที่มีต่อพี่มาก ที่แม้ความตายก็ไม่อาจจะพรากจากกัน...บรื๊อๆๆๆ

****************

ภาคใต้
วัดพระผุดหรือวัดพระทอง อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=500>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347068 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> วัดเก่าแก่สมัยอยุธยาที่เป็นหนึ่งในวัดอันซีน ไทยแลนด์ วัดนี้มีความโดดเด่นตรงองค์พระประธาน ที่แตกต่างจากวัดทั่วๆไป คือที่วัดพระทองนี้มีพระประธานที่ดูคล้ายโผล่ขึ้นมาจากดินเพียงครึ่งองค์ จนชาวบ้านเรียกขานกันว่า "พระผุด"

สำหรับเรื่องความเป็นมาของพระผุดหรือ"หลวงพ่อพระทอง"นั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่ในนิทานพื้นบ้านได้เล่าถึงกำเนิดของพระผุดเอาไว้ว่า มีเด็กคนหนึ่งนำควายไปผูกล่ามไว้กับหลัก พอเด็กกลับถึงบ้านก็ตายพร้อมๆกับควายโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากนั้นพ่อเด็กก็ฝันว่าลูกชายของตนได้นำควายไปผูกไว้ที่พระเกตุมาลาก่อนจะเสียชีวิต รุ่งขึ้นจึงไปดูจึงรู้ว่าเป็นพระพุทธรูป แต่ก็ขุดได้เพียงครึ่งองค์เท่านั้น ส่วนในยุคที่พม่าบุกยกทัพเข้าตีเมืองถลาง ก็ได้พยายามที่จะขุดเอาพระผุด แต่พอขุดก็ไปเจอมดคันพิษและต่อแตนต่อย ทำให้ขุดไม่ได้

ครั้นต่อมามีพระธุดงค์มาปักกลดแถวนั้น เมื่อเห็นพระผุดจึงได้สร้างโบสถ์ขึ้นคลุมพระผุด พร้อมๆกับอัญเชิญเป็นพระประธานของโบสถ์ แต่ของดีที่วัดพระทองยังไม่หมดแค่พระผุด เพราะที่นี่ยังมี "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน" ที่ได้รวบรวมเอาโบราณวัตถุและข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านเก่าแก่ในเมืองภูเก็ต มาจัดแสดงไว้ในชั้น 2 ของศาลาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโบสถ์ และด้วยความโดดเด่นแปลกตาของพระผุด ทำให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) คัดเลือกพระผุดวัดพระทอง เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand แห่งจังหวัดภูเก็ต

การเดินทางสู่วัด "พระผุด" วัดพระทอง ตั้งอยู่ที่ บ้านนาใน ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต สามารถไปได้จากตัวเมืองภูเก็ต ใช้ทางหลวงหมายเลข 402 พอถึง อ.ถลาง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปยังวัดพระทองตามป้ายที่บอกข้างทาง แต่ง่ายกว่านั้นก็คือควงหวานใจขึ้นเครื่องบินสายการบินราคาถูกที่มีอยู่หลายๆสายไปเลย ไปถึงแล้วก็หารถเช่าไปดูวัดกัน ดูวัดให้อิ่มใจแล้วก็อย่าลืมหาอาหารอร่อยๆ ชิมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำพริกกุ้งเสียบของภูเก็ตกับเหมือดรวมถึงผักอีกมากมายเอามากินแกล้มนั้น...สุดๆ!!

T I P S
ภายในโบสถ์วัดพระทองจะมีพระผุดอยู่ด้วยกันสอง(ครึ่ง)องค์ คือองค์ใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นครอบองค์จริงที่ผุดขึ้นมาจากดินอีกที กับองค์เล็กสร้างขึ้นบนฐานเอาไว้ให้คนทั่วไปปิดทองตามศรัทธา

**************

ภาคเหนือ
วัดร่องขุ่น อ.เมืองฯ จ.เชียงราย

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=550 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=550>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347069 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> จากอดีตวัดที่ทรุดโทรมไม่มีใครสนใจ ปัจจุบันกลับกลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปร้อยเอ็ดเจ็ด ย่านน้ำ

หลายคนคงรู้กันดีว่า วัดร่องขุ่นที่สร้างใหม่นี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์งานศิลปะ ผสานกับความศรัทธา ของอ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินนามอุโฆษผู้อุทิศตนให้พุทธศิลป์ซึ่งต้องการสร้างวัดเป็นพุทธบูชา และให้เป็นวัดที่มีศิลปะประจำรัชกาลที่ 9 ของภาคเหนือที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สำหรับแนวคิดในการสร้างวัดร่องขุ่น อ.เฉลิมชัย ต้องการสร้างให้เป็นดังแดนพุทธภูมิ ที่เปรียบเสมือนดังทิพยวิมานบนสวรรค์ ด้วยการใช้สีขาวเพียงอย่างเดียวในบริเวณภายนอก ส่วนภายในโบสถ์นั้นจะใช้สีทอง และมีองค์พระพุทธเจ้าเป็นสีขาว ทีเด็ดทีขาดอยู่ที่องค์ประกอบต่างๆทางสถาปัตยกรรมให้สง่าและแปลกตามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประดับเปลวพระรัศมี การขุดสระสร้างสะพานข้ามเข้าโบสถ์ รวมถึงงานตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่ใช้กระจกประดับร่วมกับสีขาว

แม้ว่าวันนี้วัดร่องขุ่นยังสร้างไม่เสร็จ แต่ว่าในแต่ละวันก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปชมความงามและไปบริจาคเงินช่วยสร้างวัดกันไม่ได้ขาด นับว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่วัดของเมืองไทยที่ มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จ

การเดินทางสู่วัดร่องขุ่น วัดร่องขุ่น ตั้งอยู่ที่ อ.เมืองฯ จ.เชียงราย จากตัวเทศบาลเมืองเชียงรายหรืออนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย ไปตามถนนที่จะไปพะเยา ประมาณ 13 กม. ก็จะเจอสามแยกทางเข้าน้ำตกขุนกรณ์ ให้เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 100 เมตร ส่วนถ้ามาจากทางเชียงใหม่ พอเจอปากทางแม่สรวยให้เลี้ยวซ้ายประมาณ 10 กม. ก็จะเจอสามแยกเข้าน้ำตกขุนกรณ์ แต่ถ้าขึ้นเครื่องบินไปลงสนามบินเชียงราย แค่บอกรถรับจ้างให้ไปวัดอาจารย์ ทุกคนก็พาไปได้ทั้งหมด

T I P S
สำหรับผู้ที่ไปเที่ยววัดร่องขุ่น ถ้าโชคดีเจอ อ.เฉลิมชัย กำลังวาดอยู่ก็น่าที่จะหาโอกาสเข้าไปสนทนาในหลากหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ธรรมะ เรื่องศิลปะ ซึ่งนอกจากจะได้สาระความรู้และมุมมองใหม่ๆ แล้ว ยังได้อรรถรสแห่งความฮา ที่ไม่ต่างจากการดูทอล์กโชว์สนุกๆเท่าใดนัก และถ้าคุยกับอ.แล้วก็อย่าลืมแวะหาต้มขมสูตรเชียงราย และอาหารเมืองรับประทาน หรือจะหารถให้ไปส่งริมแม่น้ำกก.ดูต้นงิ้วพร้อมกินกุ้งเต้น+ส้มตำ กันให้เพลิดเพลินใจ

****************

ภาคอีสาน
วัดสักกะวัน อ.สหัสขันธุ์ จ.กาฬสินธุ์

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=500 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=500>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347070 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> วัดนี้น่าสนใจที่สุดถ้าหวานใจชอบหนังอย่างจูราสสิคปาร์ค เพราะทั้งวัดอุดมไปด้วยกระดูกไดโนเสาร์จำนวนมาก ซึ่งการค้นพบค่อนข้างแปลกกว่าที่อื่น เพราะนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่กลับเป็นพระครูวิจิตร-สหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ซึ่งได้พบกระดูกเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 แต่ในตอนนั้นเข้าใจว่านี่คือไม้กลายเป็นหิน จึงเก็บรักษาเอาไว้ที่วัด จนในปี พ.ศ. 2537 ท่านเห็นภาพนิมิตว่า มีพระภิกษุเดินลงมาจากรถบัสสีแดงมาบอกจุดให้ขุดค้นซากไดโนเสาร์ ไม่นานนักท่านก็ได้ไปเชิญนักธรณีวิทยามาทำการขุดค้น ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะว่าได้พบโครงกระดูกของไดโนเสาร์ซอโรพอดหรือไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย จะขาดไปก็เพียงแค่ส่วนหัวเท่านั้น

และเมื่อวัดนี้มีซากไดโนเสาร์อยู่มากมาย โดยมีมากกว่า 650 ชิ้นจากไดโนเสาร์ 4 ชนิด แบ่งเป็น ไดโนเสาร์กินพืช 2 ชนิด และไดโนเสาร์กินเนื้อ 2 ชนิด รวมไปถึงสัตว์ร่วมสมัยที่พบบริเวณใกล้กันอีกอย่างเช่น จระเข้โกนิโอโฟลิส หอยน้ำจืดสองฝา เต่า และปลาฉลามน้ำจืดไฮโบดอนท์ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับไดโนเสาร์จึงได้มาสร้าง พิพิธภัณฑ์ภูกุ้มข้าวขึ้นในบริเวณนั้น พร้อมๆกับจัดอาคารนิทรรศการแสดงความเป็นมาของการเกิดไดโนเสาร์ยุคต่าง ๆ รวมทั้งรูปภาพการขุดค้นพบซากกระดูกไดโนเสาร์เหล่านี้

ตัวที่เด่นๆที่เฝ้าวัดอยู่ก็มี ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) เป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ เดิน 4 ขา คอและหางยาวประมาณ 15-20 เมตร มีอายุประมาณ 130 ล้านปี ตัวนี้ถูกขุดพบครั้งแรกที่เมืองไทย ในอุทยานแห่งชาติภูเวียง จ.ขอนแก่น ต่อมาก็ถูกขุดพบที่ภูกุ้มข้าวเช่นกัน ที่ตั้งชื่อเป็นไทยก็มีสยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส (Siamotyrannus) เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ มีอายุประมาณ 130 ล้านปี มีขนาดยาวประมาณ 6.5 เมตร เดินวิ่งด้วย 2 ขาหลัง เนื่องจากขาหน้าสั้นมาก และเจ้าตัวนี้ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของเจ้าจอมโหดที-เร็กซ์

การเดินทาง
วัดสักกะวัน ตั้งอยู่ที่เชิงภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ สามารถเดินทางโดยใช้เส้นทางกาฬสินธุ์-สหัสขันธ์ (ทางหลวง 227) ประมาณ 28 กิโลเมตร (ก่อนถึง อ.สหัสขันธ์ 2 กิโลเมตร) จะมีทางแยกขวาไปวัดสักกะวันอีก 1 กิโลเมตร

T I P S
นอกจากซากไดโนเสาร์แล้ว วัดสักกะวันยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อบันดาลฤทธิผล (หลวงพ่อบ้านด่าน) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัย ทวารวดี ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอีกด้วย

****************

ภาคตะวันออก วัดสารนาถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=520 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=520>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347071 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> สำหรับวัดนี้ถือเป็นความภูมิใจของชาวอำเภอแกลง จ.ระยอง ความโดดเด่นของวัดนี้อยู่ที่ "มหาอุโบสถ" ที่ถือเป็นปูชนียสถานอันสวยงามและใหญ่โตที่สุดในภาคตะวันออก

โดย "มหาอุโบสถ" นั้นเป็นอุโบสถทรงจตุรมุขยอดปรางค์ หลังคาลด 4 ชั้น ประดับช่อฟ้าใบระกา ตามศิลปะไทยแท้อิทธิพลศิลปเชียงแสน หน้าบันจำหลักเป็นภาพพุทธประวัติจากสังเวชนียสถานทั้ง 4 ส่วนตรงกลางหลังคาสร้างเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและ "พระพุทโธคลัง" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ส่วนที่มุมกำแพงแก้วของมหาอุโบสถทั้งสี่มุม ทางวัดได้สร้างพระเจดีย์จำลองจากพระมหาธาตุเจดีย์ที่สำคัญมาประดิษฐานไว้

ตามบานประตูและหน้าต่างของมหาอุโบสถที่วัดสารนาถธรรมารามก็ยังโดดเด่นด้วยลวดลายไทย ที่ใช้การสลักอะลูมิเนียมแล้ว พ่นสีทองแทนการสลักไม้ เมื่อยามต้องแสงแดดก็จะส่งแสงระยิบระยับ ส่วนพระบรมธาตุเจดีย์ขนาดย่อมที่ประดิษฐานอยู่บนยอดมหาอุโบสถ ก็ประดับด้วยกระจกส่องแสงเป็นประกายแวววับเมื่อต้องแสงอาทิตย์

การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ไปตามถนนสุขุมวิท ตัดผ่าน BYE PASS หรือไม่งั้นก็วิ่งเข้ามอเตอร์เวย์ทะลุตรงไปยังระยอง เข้าเขตตลาด อ.แกลง ตรงหลักกิโลเมตร 265 จากนั้นเลี้ยวเข้าถนนสารนาถอีกประมาณ 250 เมตร จะถึงยังวัดสารนาถธรรมาราม

T I P S
นอกจากการชมมหาอุโบสถแล้ว ก็ไม่น่าพลาดการชมรอบๆ มหาอุโบสถที่มุมทั้ง 4 ซึ่งถือว่าช่างได้จำลองได้งดงามไม่แพ้องค์จริง และที่จะขาดไม่ได้เมื่อไปถึงก็คือ อาหารทะเลสดๆอร่อยๆ แถว อ.แกลง และของฝากประเภทกะปิ ปลาหมึก หรืออาหารทะเลแห้งอื่นๆ เอาไปฝากคุณพ่อ-คุณแม่ของหวานใจ ทำคะแนนไว้ก่อน

**************

วั ด น่ า บ ว ช
วัดอ้อน้อย สวรรค์แห่งธรรม เมืองกำแพงแสน

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=550 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=550>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347075 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> ผู้มีธรรมย่อมมีความอิสระจากการร้อยรัดของกิเลสทั้งปวง ความนี้เป็นความหมายของ "ธรรมอิสระ" มิได้หมายถึงธรรมที่แปลกไม่เหมือนใคร หรือไม่ขึ้นกับใครแต่อย่างใด

สำหรับผู้ใฝ่ใจในพุทธศาสนา คงจะได้ยินชื่อ วัดอ้อน้อย และมูลนิธิธรรมอิสระ มาบ้าง ย้อนหลังไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว วัดอ้อน้อยเป็นเพียงสำนักสงฆ์ เมื่อก่อนนี้มีเนื้อที่ เพียง 18-20 ไร่เท่านั้น นายทองห่อ วิสุทธิผลเป็นผู้บริจาคเงินซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว

ที่ดินแปลงนี้มีสภาพเป็นลุ่มน้ำขังลึก มีที่ดอนอยู่เพียงเล็กน้อย หลวงปู่พุทธะอิสระพร้อมด้วยพระ 2 สามเณร 3 ช่วยกันสร้างสำนักสงฆ์ธรรมอิสระขึ้นอย่างหามรุ่งหามค่ำ

แม้ยามเดือนหงาย หลวงปู่พุทธะอิสระก็ยังอาศัยแสงจันทร์นวลที่ทอแสงนวลกระจ่างในช่วงตี 2-3 ลุกจากอาสนะขึ้นมาปลูกต้นไม้ และรดน้ำต้นไม้ทุกต้นด้วยความรักและเอาใจใส่ วันแล้ว วันเล่าที่หลวงปู่เฝ้ามองดูการเจริญเติบโตของต้นไม้นั้น จนไม้นั้นเติบโตให้ร่มเงาแก่สำนักสงฆ์ธรรมอิสระ กุฏิหลังเล็ก มุงด้วยโครงไม้ไผ่เพียง 4-5 หลัง และไม้ทุกต้นก็ยังอยู่ แม้ว่าวันนี้สำนักสงฆ์เล็กๆจะขยับขยายกลายเป็นวัดอ้อน้อย ที่กินเนื้อที่กว้างขวางถึง 100 ไร่ เช่นเดียวกับแมกไม้ที่เติบใหญ่อยู่เคียงกัน

สำนักสงฆ์ธรรมอิสระ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมายกฐานะขึ้นเป็นวัดชื่อ วัดอ้อน้อย(ธรรมอิสระ)เมื่อปี 2535 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัยในพิธีพุทธาภิเษกในงานผูกพัทธสีมาอุโบสถ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 17.00 น. วัดอ้อน้อย (ธรรมะอิสระ) เป็นวัดในโครงการเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 125/1 หมู่ที่ 17 ถนนมาลัยแมน(กม. 17) ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ได้วางรูปแบบการก่อสร้างตามตำราโบราณ และตามหลักพิชัยสงคราม จึงมีความแตกต่างจากวัดอื่นโดยทั่วไป ทั้งโบสถ์และศาลาตลอดจนสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่สร้างขึ้นมาอย่างสวยงามได้สัดส่วนสอดคล้องกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน อันแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองสมบูรณ์ยิ่ง

อุโบสถโดดเด่นตระการตา

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=300 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=300>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347076 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> สมเด็จพระสังฆราชได้เสด็จเยี่ยมชมวัดอ้อน้อยเป็นการส่วนพระองค์ถึง 2 ครั้ง และ ได้รับสั่งว่า อุโบสถของวัดเป็นอุโบสถที่มีความงดงามไม่มีใครเหมือน อุโบสถหลังนี้ใช้เวลาก่อสร้างตกแต่งนานถึง 9 ปี โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2533 มาแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2542 เขตอุโบสถแบ่งเป็น 3 ชั้น รอบอุโบสถประดิษฐานรูปหล่อ 18 อรหันต์ รอบปริมณฑลตกแต่งด้วยไม้ดัด มีคูน้ำล้อมรอบให้ความร่มรื่นดั่งสวรรค์บนดิน

ภายในอุโบสถ วิจิตรตระการตาด้วยจิตรกรรมฝาผนังศิลปะไทยประยุกต์ทั้งหลัง จิตรกรรมนี้ได้แสดงให้เห็นถึงโลกทั้งหลายในไตรภูมิ ทิศตะวันออกเป็นมนุษยภูมิ ทิศเหนือและทิศใต้คือป่าหิมพานต์ และทิศตะวันตกเป็นสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ตลอดจนวิมานของเทพเทวดา ทั้งหลาย บนฝาผนังพระประธาน เป็นภาพของเหล่าพระโพธิสัตว์จำนวนมากในศาสนาต่างๆ ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู เต๋า เพื่อสื่อความหมายว่า พระโพธิสัตว์คือผู้ที่ต่างได้บำเพ็ญบารมีให้ความอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์ โดยไม่จำกัดแบ่งแยกเพศและศาสนา นับเป็นความลึกซึ้งมาก

เพดานโบสถ์เป็นมณฑล หรือ มันดาลา เป็นศิลปะพุทธแบบทิเบต รายล้อมด้วยมหาโพธิสัตว์ 8 พระองค์ และภาพสัญลักษณ์ 12 ราศีและภาพของคนเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่รายรอบ

นอกจากอุโบสถที่สวยงามนี้แล้ว ยังมีสถาปัตยกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระเจดีย์ศรีมหาโพธิ์, หอกรรมฐาน,หอฉัน,รูปสลักพระธรรมจักร,อาคารอเนกประสงค์,ศาลาปฏิบัติธรรม และหอระฆัง

ถ้ามีโอกาสผ่านไปแถวอำเภอกำแพงแสน จ.นครปฐม อย่าลืมแวะ วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) เพราะนอกจากคุณจะเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนกับวัดใดแล้ว ความร่มรื่นด้วยแมกไม้ของวัดจะทำให้คุณเพลิดเพลินจนลืมความวุ่นวายของโลกภายนอก และที่สำคัญมาก...อย่าลืมฟังธรรมะอันลึกซึ้ง คมคาย เรียบง่าย และชัดเจนที่สุดของหลวงปู่พุทธะอิสระ

วัดอ้อน้อย เปรียบเสมือนดั่งสวรรค์แห่งธรรม ที่เมืองกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่สมบูรณ์พร้อมด้วยความสะอาด ว่าง สงบ จึงเป็นวัดที่กุลบุตรทั้งหลายควรแก่การอุทิศตนเพื่อสืบพระศาสนาแห่งวงศ์ศากยะ ชีวิตก็คือการงาน การงานก็คือ การบริหารจัดการจิตวิญญาณและกายตนให้กล้าแข็ง เมื่อใดที่มีงาน อย่าท้อแท้ อย่าหวั่นไหวและอย่ารู้สึกท้อถอย เพราะงานคือเครื่องมือสร้างความสำเร็จ ความแกร่งกล้า ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้แก่จิต และกาย ใจ ต้องถือว่า งานเป็นความยิ่งใหญ่เป็นสุดยอดของพรอันวิเศษที่พระเจ้า หรือผู้มีอำนาจ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้เรา งานคือขวัญอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อใดมีงาน เมื่อนั้นก็มีพร มีความสำเร็จ แต่ถ้าเมื่อใดไม่มีงาน เมื่อนั้นก็ขาดพร นั่นคือ ขาดความสำเร็จ ดังนั้น งานทุกชนิดจงคิดอยู่เสมอว่า มันคือพลังอันยิ่งใหญ่และอำนาจ ตบะ ชัยชนะ ความเจริญของชีวิต จิตวิญญาณเรา ขอให้ทำมันด้วยวิธีอันเลิศ และผลที่เลิศก็จะตามมา

ธรรมโอวาท หลวงปู่พุทธะอิสระ
เมื่อคุณอยากบวชที่วัดอ้อน้อย

</TD></TR><TR><TD class=body vAlign=baseline align=left><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=450 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=450>http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=347077 </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD vAlign=top align=middle height=5>http://www.manager.co.th/images/blank.gif</TD></TR></TBODY></TABLE> สำหรับความเป็นอยู่ของพระภิกษุและสามเณรภายในวัดอ้อน้อย ใช้หลักการปกครองโดยสามัคคีธรรม มีกิจน้อยใหญ่จะขอฉันทานุมัติ และร่วมกันจัดกิจกรรมนั้นๆ โดยพร้อมเพรียงกัน คณะสงฆ์ได้กำหนดข้อปฏิบัติเรื่องความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ในอารามนี้ว่า พระสงฆ์สามารถจะมีปัจจัยติดตัวได้ไม่เกิน 100 บาท เมื่อมีเอกลาภเกิดขึ้นทุกสิ่งจะสละให้เป็นกลาง พระภิกษุและสามเณรจะมีของใช้ได้ไม่เกินหนึ่งชิ้น ถ้ามีเกินกว่านี้ให้สละให้กับกองคลัง เมื่อมีความจำเป็นจะต้องใช้ของสิ่งนั้นจะขอเบิกใช้ได้จากกองคลัง

วัดแห่งนี้มีกิจกรรมมากมาย ที่โดดเด่นมากคือ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงธรรมโดยหลวงปู่พุทธะอิสระในหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐ-เอกชน , การแสดงธรรมประจำวันอาทิตย์ต้นเดือน ที่วัดอ้อน้อย โครงการเผยแผ่ธรรมะทางวิทยุ การจัดทำหนังสือหนังสือ และเทปธรรมะอีกมากมาย

นอกจากนี้ ยังมีโครงการอบรม ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ เพื่อสืบต่อพระศาสนาที่น่าสนใจอีกหลายโครงการ ในเดือนนี้ ระหว่างวันที่ 4-7 มีนาคม นี้ จะมีการบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมวันมาฆบูชา การบวชของวัดอ้อน้อย แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ 1. ในส่วนของโครงการแล้ว ผู้บวชส่วนใหญ่จะเป็นการบวชแบบถาวร เสียสละและแบ่งปัน 2. ในส่วนของการศึกษาธรรมะ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมการฝึกฝนตนเองร่วมกันไปในการอบรมได้ สำหรับผู้ที่พลาดจากการอบรมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ เร็วๆนี้จะมีโครงการบรรพชาและอุปสมบทสามเณรและพระภิกษุ ภาคฤดูร้อน อีกประมาณ 200 รูป เพื่ออบรมจริยธรรม และหลักธรรมของพุทธศาสนาให้กับพระภิกษุและสามเณร

ถ้าคุณสนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ วัดอ้อน้อย โทร. (034) 204 - 815 - 7

ระเบียบปฏิบัติ 18 ข้อเพื่อการเตรียมตัวเข้าสู่เนกขัมมะ
1 ไม่ควรนำสิ่งของมีค่าติดตัวเข้ามา หากมีการสูญหาย เจ้าของต้องรับผิดชอบเอง
2 ลงทะเบียนบวชกับเจ้าหน้าที่
3 ห้ามนำสิ่งเสพติดทุกชนิดเข้ามาในวัด
4 ขอรับเครื่องนอนจากเจ้าหน้าที่
5 เข้าที่พักตามที่เจ้าหน้าที่กำหนดหรือแนะนำ
6 อย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของของคนอื่น ก่อนได้รับอนุญาต
7 สวมชุดขาวที่สุภาพเรียบร้อย เสื้อผ้าไม่รัดรูป
8 สำรวมกาย วาจา ใจ มารยาท
9 ไม่ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น พยายามพูดเฉพาะที่จำเป็น 10 เมื่อตื่นนอน ต้องรีบเก็บเครื่องนอน ปัดกวาดเช็ดถูที่พัก
11 ปิดสวิตช์ไฟฟ้าและพัดลม เมื่อไม่ต้องการใช้
12 เดินเข้าแถวเป็นระเบียบเพื่อตักอาหาร ด้วยความสงบสำรวม
13 ตักอาหารในปริมาณเท่าที่สามารถรับประทานได้หมด
14 ควรรักษาความสะอาดบริเวณวัด บริเวณที่พัก
15 เคารพเชื่อฟังผู้นำปฏิบัติธรรม และตรงต่อเวลาเสมอ
16 ขณะประชุมปฏิบัติธรรมต้องปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด
17 ตั้งใจฟังธรรมด้วยความสงบ สำรวม หากได้รับอนุญาต ให้ถามปัญหาธรรม ควรถามอย่างสุภาพ จริงใจ
18 เมื่อลาบวชเนกขัมมะแล้ว ต้องเก็บเครื่องนอน ส่งมอบคืนเจ้าหน้าที่ ช่วยกันทำที่พักให้สะอาดเรียบร้อย และนำของส่วนตัวกลับบ้านให้ครบตามที่นำมา

อ่านข่าวต่อเนื่อง
- ชอบถังเหลืองเข้าวัด (http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9480000093026)


:SLPX_009: http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9480000094835
</TD></TR></TBODY></TABLE>