PDA

View Full Version : พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา


ศิษย์ไม่รักดี
05-09-2007, 04:54 PM
http://www.kmitl.ac.th/buddhist/tumma/monk7.jpg

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา ๑
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

สุขในทุกข์ ๓
อโรคยา ปรมาลาภา ๔
สุญญตาคือความว่าง ๔
สุญญตาข้อแรก ๕
สุญญตาข้อ ๒ ๗
กำหนดให้เห็นธรรมชาติธรรมดา ๙
ธาตุข้อเดียว ๑๐






คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความขาดนิดหน่อยระหว่างหน้าเทป
ม้วนที่ ๑/๑ ต่อ ๑/๒ ครึ่งแรก ( File Tape 01 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา ๑
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ปัญญาในธรรม นั้นเป็นความรู้ในสัจจะคือความจริง ซึ่งมีอยู่เป็นไปอยู่ในตน
รวมเข้าก็ในสัจจะทั้ง ๔ คือ ในทุกข์ ในสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์
ในนิโรธความดับทุกข์ และในมรรคทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ล้วนเป็นสัจจะคือความจริงที่มีอยู่ในตน ทุกข์ก็มีอยู่ในตน สมุทัยก็มีอยู่
นิโรธและมรรคก็มีอยู่ เมื่อปฏิบัติให้มีขึ้นก็มีอยู่ในตน

แต่ในขณะที่ยังมิได้ปฏิบัติใน มรรค คือทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ยังไม่พบนิโรธความดับทุกข์ ทุกข์และสมุทัยก็ย่อมปรากฏอยู่ เป็นไปอยู่ในตน
ดังจะพึงเห็นได้ในเมื่อพินิจพิจารณาดู ก็จะพบสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์
เอาจำเพาะที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นไว้ คือตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากต่างๆ
ก็มีอยู่เป็นไปอยู่ปรากฏให้เห็นได้

และทุกข์อันเป็นผล เป็นความทุรนทุรายเดือดร้อนต่างๆ
เป็นความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ ก็ปรากฏให้เห็นได้

สุขในทุกข์

แต่ว่าอาศัยที่สมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ยกเอาตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากนั้น
ก็เป็นสิ่งที่มีเกิดมีดับ ถึงจะไม่ได้ปฏิบัติธรรมะก็มีเกิดมีดับ
เมื่อเป็นดั่งนี้จึงได้พบความดับซึ่งเป็นคติธรรมดา ดั่งนี้ สลับกันไปอยู่เสมอ
ความไม่สบายกายไม่สบายใจอันเป็นผลที่เกิดขึ้นก็ดับไปอยู่เสมอ แต่แล้วก็เกิดขึ้นอีก

กับทั้งบุคคลได้รับความสุขโสมนัสอันเป็นผลของการได้ในสิ่งที่ปรารถนาต้องการ
จึงทำให้รู้สึกสบายกายสบายใจในคราวหนึ่งๆ ความสบายกายสบายใจนั้นก็หายไป
ก็ได้ความไม่สบายกายไม่สบายใจมาเกิดสลับ เพราะต้องพบกับความปรารถนาไม่สมหวัง
ก็เป็นอันว่าได้สุขได้ทุกข์สลับกันไป ทำให้ไม่มองเห็นในสัจจะซึ่งความจริง
ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงชี้ในทุกขสัจจะสภาพที่จริงคือทุกข์ ยังมองเห็นเป็นความสุข
และก็ติดอยู่ในสุขที่ได้นั้นเป็นครั้งเป็นคราว

ความยากในการที่จะเห็นสัจจะคือความจริงว่าเป็นทุกข์จึงอยู่ตรงนี้
อยู่ตรงที่เพลิดเพลินยินดีติดอยู่ในสุขโสมนัส หรือความสุขที่ได้เพราะสมหวัง
เพราะสมปรารถนาในบางครั้งบางคราว สลับกันไปกับที่ไม่สมหวังอันเป็นทุกข์เดือดร้อน
แต่เพราะตัวตัณหานี้เองที่ทำให้มีความหวัง แม้จะอยู่ในทุกข์เดือดร้อนแต่ก็มีความหวัง
หวังในความสุขที่จะได้ต่อไป หวังว่าความทุกข์เดือดร้อนจะหายไป
ซึ่งทุกข์เดือดร้อนนั้นก็หายไป คือดับไปตามคติของธรรมดาบ้าง
กับได้รับความสุขขึ้นมาใหม่ อันเป็นผลที่ได้จากการได้มาทดแทนบ้าง
เมื่อเป็นดั่งนี้จึงมองไม่เห็นทุกข์

เหมือนอย่างร่างกายอันนี้เมื่อเกิดหิวขึ้นมาจึงรู้สึกเป็นทุกข์

เมื่อบริโภคอาหารเข้าไปก็อิ่มหนำสำราญก็รู้สึกเป็นสุข
และเพราะเหตุที่ได้มีอาหารบริโภคอิ่มหนำสำราญ
กับทั้งได้รับกายบริหาร ทั้งที่เป็นไปโดยธรรมชาติ และทั้งที่การบำรุงให้มีขึ้น
ร่างกายมีอนามัยมีผาสุข ก็รู้สึกว่าเป็นสุข

อโรคยา ปรมาลาภา

เพราะฉะนั้นในสมัยพุทธกาลนั้น
จึงได้มีแสดงถึงพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เอามือลูบกายของตน
ซึ่งเป็นกายที่มีอนามัยจึงมีความแข็งแรง ไม่รู้สึกว่าเป็นโรคอะไร ว่านี่แหละคือนิพพาน
ก็คือหมายเอาความที่ไม่มีโรคทางกายปรากฏ กายจึงแข็งแรง
พราหมณ์ก็ถือว่านี่แหละคือนิพพาน
ฝ่ายพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสเป็นพระพุทธภาษิตไว้ว่า อโรคยะ ปรมาลาภา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง หรือลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง
แต่ว่าทรงมุ่งหมายเอาถึงโรคคือกิเลส เป็นต้นว่าความดิ้นรนทะยานอยากของจิตใจ
สิ้นกิเลสจึงจะเป็น อโรคยะ คือความไม่มีโรค

ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่งทางพุทธศาสนาจึงมุ่งถึงความไม่มีโรคคือกิเลส
ก็คือจิตว่างกิเลส ที่เรียกว่าจิตว่าง อันความว่างกิเลสนี้ได้มีพระพุทธภาษิตแสดงไว้เช่น
นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง ก็หมายถึงความว่างกิเลส

สุญญตาคือความว่าง

และได้มีศัพท์ธรรมะอีกคำหนึ่งเรียกว่า สุญญตา คือความว่าง
อันสุญญตาคือความว่างนี้พระบรมศาสดาก็ได้ทรงแสดงไว้
นับตั้งแต่สุญญตาคือความว่างตั้งแต่เบื้องต้น อันเป็นขั้นสมาธิขึ้นไปโดยลำดับจนถึงที่สุด

ดังที่มีเรื่องที่แสดงไว้ในพระสูตรที่แสดงถึงสุญญตาคือความว่าง
รวมความเข้ามาตั้งแต่เบื้องต้นว่า

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ในบุพพาราม
ของนางวิสาขามิคารมารดาในกรุงสาวัตถี ท่านพระอานนท์ได้เข้าเฝ้าในเย็นวันหนึ่ง
และได้กราบทูลว่า เมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ในสักกะชนบท
ในนิคมแห่งศากยะทั้งหลายอันชื่อว่านครกะ ท่านพระอานนท์ได้ฟังพระพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ว่าเราก็คือพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ประทับอยู่โดยมากในบัดนี้ด้วยสุญญตาวิหาร
อันแปลว่าธรรมะเป็นเครื่องอยู่คือสุญญตาความว่าง

พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสรับรองว่า
เมื่อก่อนนี้ก็ดี ในบัดนี้ก็ดี พระองค์คือพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
ได้ทรงอยู่โดยมากด้วยสุญญตาวิหาร ธรรมะเป็นเครื่องอยู่คือสุญญตาความว่าง
ต่อจากนั้นก็ได้ตรัสแสดงถึงการปฏิบัติธรรมสุญญตาคือความว่างไปโดยลำดับ
ตั้งแต่ในเบื้องต้นเป็นข้อๆไปโดยลำดับ

สุญญตาข้อแรก

ข้อแรกได้ทรงแสดงว่า ในปราสาทคือในสิ่งก่อสร้างที่เป็นชั้นๆในบุพพาราม
ของนางวิสาขามิคารมารดานี้ เป็นที่ว่างจากช้างม้าโคกระบือ จากเงินทอง
จากสันนิบาตคือความประชุมของชายหญิงทั้งหลาย
ก็คือว่าว่างจากบ้าน ว่างจากมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเป็นอารามฉันใด
ก็ให้ปฏิบัติมนสิการทำไว้ในใจกำหนดไว้ในใจเหมือนอย่างนั้น

กล่าวคือไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นบ้าน
ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นป่า ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นมนุษย์
ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นบ้าน ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นมนุษย์คือผู้คน

แต่ว่ามนสิการใส่ใจกำหนดเสียว่าเป็นป่าปราศจากบ้าน ปราศจากมนุษย์ผู้คน
เมื่อกล่าวโดยอุปมาข้างต้น บุพพารามนั้นว่างจากบ้าน ว่างจากมนุษย์คือผู้คนดังกล่าว
แต่ว่าไม่ว่างอยู่สิ่งหนึ่งก็คือภิกษุสงฆ์ เพราะภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่ในบุพพารามนั้น

แม้ความที่ไม่ใส่ใจว่าเป็นบ้านว่าเป็นมนุษย์ผู้คน แต่ว่าใส่ใจว่าเป็นป่าดังกล่าวนั้น
ก็เป็นสุญญตาคือความว่าง เป็นความที่หยั่งจิตลงสู่สุญญตาคือความว่าง
แต่ว่าก็ยังไม่ว่างอยู่อีกสิ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน ก็คือว่ายังมีแผ่นดินที่ประกอบไปด้วยที่ลุ่มที่ดอน
ต้นไม้ภูเขา ห้วยหนอง เป็นต้น อันรวมเรียกว่าเป็นป่านั้นนั่นเอง

นี้เป็นข้อแรกของการปฏิบัติหัดทำจิตที่ทรงสั่งสอน
และเป็นข้อที่ผู้ปฏิบัติธรรมะทางสมาธิพึงถือเป็นหลักปฏิบัติได้
กล่าวคือแม้จะอยู่ในบ้าน อยู่ในหมู่มนุษย์ที่เป็นชาวบ้านด้วยกันก็สามารถทำสมาธิได้
กล่าวคือไม่ใส่ใจกำหนดหมายว่าเป็นบ้าน ไม่ใส่กำหนดหมายว่าเป็นหมู่คน
แต่ว่าใส่ใจกำหนดหมายว่าเป็นป่า เหมือนอย่างไม่มีบ้าน เหมือนอย่างไม่มีผู้คน
ป่านั้นก็เป็นสถานที่ประกอบด้วยต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึงที่ลุ่มที่ดอน
ตลอดจนถึงสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่มีบ้านไม่มีผู้คน ใส่ใจกำหนดลงว่าเป็นป่าดั่งนี้
ก็เป็นอันว่าได้ปฏิบัติหยั่งจิตลงไปสู่สุญญตาคือความว่างขั้นแรก
และเมื่อเป็นดั่งนี้ก็สามารถทำจิตให้สงบได้เหมือนอยู่ในป่า ก็เป็นสุญญตาคือความว่าง
เพราะว่างจากความกำหนดหมายว่าเป็นบ้าน ว่าเป็นหมู่คนนั้นเอง เป็นสุญญตาในข้อนี้

ฉะนั้น จึงแสดงว่าความสำคัญนั้นอยู่ที่จิตใจ
เมื่อจิตใจไม่กำหนดไม่ใส่ใจถึงสิ่งอันใด สิ่งอันนั้นก็ว่างไปเหมือนไม่มี
แม้จะมีก็เหมือนไม่มี แม้ว่าจะเข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ ไม่มีบ้านไม่มีผู้คน
ถ้าจิตใจยังคำนึงถึงบ้านคำนึงถึงผู้คน บ้านและผู้คนก็มาตั้งอยู่ในจิตใจ
แม้กายจะอยู่ในป่าก็ตาม ก็เป็นอันว่าจิตใจก็คงไม่สงบอยู่นั่นเอง
กลับตรงกันข้ามกายอยู่ในบ้านอยู่กับผู้คนทั้งหลาย แต่ว่าจิตใจไม่ใส่ใจถึง
กำหนดว่าเป็นป่า ป่าก็ตั้งขึ้นในจิตใจ จิตใจก็มีความสงบได้

เพราะฉะนั้นข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติเป็นข้อแรกนี้ ... (จบ ๑/๑ )
( ข้อความขาดนิดหน่อย )
( เริ่ม ๑/๒ ) ...ก็ย่อมมาเป็นนั่นเป็นนี่ ตั้งอยู่ในจิตใจ จิตใจก็ไม่ว่างจากสิ่งเหล่านั้น
หากจิตใจวางได้ ไม่ใส่ใจถึง ไม่หมกมุ่นถึง ไม่คิดถึง ไม่ดำริถึง สิ่งนั้นๆก็ไม่มาตั้งอยู่ในจิตใจ
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติรักษาจิตใจนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ อยู่ที่ไหนๆ เมื่อปฏิบัติรักษาจิตใจได้
ก็ปฏิบัติในศีลได้ ในสมาธิได้ ในปัญญาได้

สุญญตาข้อ ๒

ต่อจากข้อนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก็ได้ตรัสสอนต่อไป
ให้ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นป่า ซึ่งประกอบไปด้วยต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึง
ที่ลุ่มที่ดอนเป็นต้น ซึ่งรวมเรียกว่าป่านั้น แต่ให้ใส่ใจกำหนดว่าเป็นแผ่นดินล้วนๆ
ปราศจากต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึงที่ลุ่มที่ดอน เป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปทั้งหมด
เหมือนอย่างแผ่นหนังสัตว์ที่ได้มาจัดการทำให้ราบเรียบดีแล้ว
เหมือนอย่างหนังหน้ากลองผืนใหญ่ราบเรียบไปตลอดทั้งหมด
ดั่งนี้ ก็เป็นอันว่าได้หยั่งลงสู่สุญญตาคือความว่างขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
แต่ว่าก็ยังไม่ว่างอยู่อีกสิ่งหนึ่งก็คือตัวแผ่นดินนั้นเอง ยังมีอยู่

ในข้อนี้เป็นอันได้ตรัสสอนให้กำหนดทำสุญญตาคือความว่างที่สูงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
สูงขึ้นมาจากป่ามาเป็นกำหนดว่าเป็นแผ่นดินที่เรียบราบไปตลอดทั้งหมด
เหมือนอย่างหนังหน้ากลองดังกล่าวนั้น
เมื่อเป็นดั่งนี้จิตก็ย่อมจะได้ความสงบเป็นสมาธิขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
แม้ในข้อนี้ก็ย่อมเป็นข้อที่ผู้ต้องการปฏิบัติสมาธิพึงเห็นว่าปฏิบัติได้ในที่ทุกสถานเช่นเดียวกัน
และเมื่อได้หัดปฏิบัติใส่ใจกำหนดให้ได้ว่าเป็นป่าซึ่งเป็นข้อที่ ๑ นั้นแล้ว
ก็ให้มาใส่ใจกำหนดให้เห็นว่าเป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปตลอดทั้งหมดต่อไป


และในสองข้อนี้ก็ควรที่จะทำความเข้าใจเพิ่มเติมอีกว่า
ข้อแรกความตั้งใจกำหนดว่าเป็นป่า ไม่มีบ้านไม่มีผู้คนนั้น
ย่อมรวมถึงไม่มีรูป ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีโผฏฐัพพะ
อันเป็นกามคือกามคุณ หรือวัตถุกาม คือเป็นสิ่งที่รักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย
เพราะว่ากามหรือกามคุณ หรือวัตถุกามทั้งปวงนี้ ย่อมรวมอยู่ในคำว่าบ้าน
รวมอยู่ในคำว่าผู้คน

ฉะนั้นเมื่อจิตใจไม่กำหนดถึงว่าเป็นบ้าน ไม่กำหนดถึงว่าเป็นผู้คน
ก็คือไม่กำหนดว่าเป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นโผฏฐัพพะ
ที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย อันรวมทั้งที่ไม่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลายด้วย
คือไม่มีอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินร้ายทั้งปวง
อันอารมณ์ทั้งปวงดังกล่าวนี้ย่อมรวมอยู่ในคำว่าบ้าน รวมอยู่ในคำว่าผู้คน
รวมอยู่ในคำว่าเงินทองทรัพย์สินเป็นต้น ซึ่งเป็นบ้านนั้นเอง

เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นบ้าน
ก็คือไม่ใส่ใจกำหนดไปในอารมณ์ทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีความยินร้ายทั้งสิ้น
มากำหนดหมายว่าเป็นป่า คือว่าเห็นต้นไม้เห็นภูเขาเห็นบึงคลองหนองที่ลุ่มที่ดอนต่างๆ
อันรวมความว่าเป็นป่า ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นต้น
ทั้งที่น่ารักใคร่ ทั้งที่ไม่น่ารักใคร่ อันเป็นเรื่องของบ้าน อันเป็นเรื่องของผู้คน
เมื่อเป็นดั่งนี้จึงจะเรียกว่าใส่ใจกำหนดหมายว่าเป็นป่า
จิตจึงสงบจากกามฉันท์ จากพยาบาทเป็นต้น อันเป็นนิวรณ์ ดั่งนี้ จึงเป็นสมาธิ
และกรรมฐานที่เป็นอารมณ์ของสมาธินั้นก็คือว่าป่านั้นเอง

ฉะนั้นจะต้องทำจิตกำหนดในบ้านในผู้คนเป็นต้นนี่ว่าเป็นป่าให้ได้ จึงจะได้สมาธิตั้งแต่ในขั้นต้น
ถ้าหากว่ายังสงบกำหนดลงไปว่าเป็นป่าไม่ได้ ใจยังฟุ้งซ่านไปในนิวรณ์ทั้งหลาย
เรื่องนั้นเรื่องนี้ คนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้ ชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้างดั่งนี้แล้ว
ก็แปลว่ายังกำหนดอยู่ในบ้านในผู้คน ทรัพย์สินทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งของยินดียินร้าย

ตลอดถึงหลงซึ่งเป็นตัวนิวรณ์ ก็เป็นสมาธิไม่ได้
จะต้องกำหนดลงไปว่าเป็นป่าให้ได้ เห็นแต่ต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึงที่ลุ่มที่ดอน
ล้วนเป็นป่าทั้งนั้น ไม่มีอารมณ์อันเกี่ยวกับบ้านเกี่ยวกับผู้คน ที่น่าชอบใจบ้าง ไม่น่าชอบใจบ้าง
นี่คือป่าที่ให้กำหนดให้ตั้งอยู่ในจิตใจ ก็สงบนิวรณ์ได้ จิตก็รวมเข้ามาเป็นสมาธิได้

กำหนดให้เห็นธรรมชาติธรรมดา

เพราะฉะนั้นแม้การปฏิบัติในสติปัฏฐาน
กาย เวทนา จิต ธรรม ว่าเป็นกายเป็นเวทนาเป็นจิตเป็นธรรมนั้น
คือกำหนดให้เห็นว่าเป็นธรรมชาติธรรมดา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
ถ้ายังเห็นว่าเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอยู่ ก็ไม่เป็นกาย ไม่เป็นเวทนา ไม่เป็นจิต ไม่เป็นธรรม
ยังไม่เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐาน เพราะว่ายังเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
ยังเป็นตัวเราเป็นของเรา เป็นตัวเขาเป็นของเขา

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการพิจารณากายเวทนาจิตธรรมข้อใดข้อหนึ่งก็ตาม
มองเห็นเป็นตัวเราเป็นของเรา เป็นตัวเขาเป็นของเขา เป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
ก็เท่ากับว่าเป็นบ้านเป็นหมู่คน ยังเป็นกาม เป็นกามคุณ เป็นวัตถุกาม
ต่อเมื่อมามองเห็นว่าเป็นสักแต่ว่ากาย เป็นสักแต่ว่าเป็นเวทนา เป็นสักแต่ว่าเป็นจิต
เป็นสักแต่ว่าเป็นธรรม เป็นธรรมชาติธรรมดาที่ปรากฏที่ประกอบกัน ดั่งนี้
ก็คือว่า เท่ากับว่ากำหนดใส่ใจเห็นว่าเป็นป่า ป่ากาย ป่าเวทนา ป่าจิต ป่าธรรม
เหมือนอย่างเป็นป่าต้นไม้ชนิดนั้น ชนิดนี้ ชนิดโน้น เป็นภูเขาเป็นห้วยหนองคลองบึง
ที่ลุ่มที่ดอนเป็นต้น ไม่มาเป็นที่ตั้งของสัตว์บุคคล หรือตัวเราของเรา

อันที่จริงนั้นบ้านก็มาจากป่านั้นเอง คนก็ไปตัดเอาไม้มาจากป่า
เอามาสร้างเป็นบ้าน เป็นวัตถุเครื่องใช้ต่างๆสำหรับอยู่อาศัย
ต้นไม้นั้นเองเมื่อเอามาสร้างเป็นบ้านก็กลายเป็นบ้านขึ้น แต่อันที่จริงก็มาจากต้นไม้
ยกเป็นตัวอย่าง คือป่านั่นเองแล้วมาเป็นบ้านขึ้นตามที่บุคคลมาปรุงแต่งขึ้น

ฉันใดก็ดีป่ากายป่าเวทนาป่าจิตป่าธรรมนี้ ก็เป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา
เหมือนอย่างต้นไม้ภูเขาในป่านี้แหละ แต่ว่าบุคคลนี้เองเอากายเวทนาจิตธรรมนี้
มาแต่งตั้งขึ้นว่าเป็น นาย ก. นาย ข. นาง ก. นาง ข. เป็นเราเป็นของเรา
คนเราทั้งนั้นมาแต่งตั้งขึ้น แต่งตั้งให้ป่านี้มาเป็นบ้านขึ้น ก็มาเป็นบ้าน เป็นตัวเราเป็นของเรา
เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติสติปัฏฐานนั้น ข้อแรกจึงต้องให้เป็นป่าเสียก่อน
ให้เป็นป่ากาย กับป่าเวทนา ป่าจิต ป่าธรรม แล้วจะได้สติปัฏฐานเป็นความสงบ
สงบกาม สงบอกุศลธรรมธรรมทั้งหลาย สงบนิวรณ์

ธาตุข้อเดียว

คราวนี้เมื่อต้องการให้ความสงบยิ่งขึ้นไปกว่านั้น
ก็กำหนดป่านั่นแหละ ว่าเป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปทั้งหมด ต้นไม้ก็ไม่มี ภูเขาก็ไม่มี
เป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปทั้งหมด ดั่งนี้ก็คือว่าเมื่อยังมีการจำแนก
เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรมอยู่ ก็ง่ายที่จะยึดถือไปเป็นบ้าน
เหมือนอย่างเมื่อยังมีต้นไม้อยู่ ก็ยังง่ายที่จะตัดต้นไม้ไปสร้างเป็นบ้าน
เมื่อยังมีกายมีเวทนามีจิตมีธรรมอยู่ ก็เป็นการง่ายที่จะยึดถือเอาไปเป็นตัวเราเป็นของเรา

ฉะนั้นในขั้นต่อไปที่ตรัสสอนให้ใส่ใจกำหนดว่าเป็นแผ่นดินผืนเดียว
ที่ราบเรียบไปทั้งหมด ต้นไม้ก็ไม่มี ภูเขาก็ไม่มี ห้วยหนองคลองบึงก็ไม่มี
ดั่งนี้ ก็เท่ากับว่าไม่ต้องคำนึงว่าเป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรม แต่สักแต่ว่าเป็นธาตุ
เป็นธาตุข้อเดียว และยกเอามาเป็นประธานก็คือว่าเป็นธาตุดินไปทั้งหมด
หากว่าจะรวมเข้าก็เป็นธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดั่งนี้ ก็ทำให้จิตสงบยิ่งขึ้น
และก็ไกลจากที่จะน้อมน้าวไปเป็นบ้าน เป็นกาม ดังกล่าวนั้นด้วย
ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป



๑๐
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา ๒
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

กายเวทนาจิตธรรมสักแต่ว่าเป็นธาตุ ๒
สุญญตาข้อที่ ๓ ๓
สุญญตาข้อที่ ๔ ๔
สุญญตาข้อที่ ๕ ๖
สุญญตาข้อที่ ๖ ๗








คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความขาดนิดหน่อยระหว่างหน้าเทป
ม้วนที่ ๑/๒ ครึ่งหลัง ต่อ ๒/๑ ( file Tape 01 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา ๒
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงสติปัฏฐานทั้ง ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม
ก็กายเวทนาจิตธรรมนี้เองเมื่อยังมีความยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา ก็เท่ากับว่าเป็นบ้าน
เป็นหมู่คนชายหญิง เป็นกามคุณ หรือวัตถุกามที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย
แต่เมื่อได้ใส่ใจกำหนดว่าเป็นสักแต่ว่ากาย สักแต่ว่าเป็นเวทนา สักแต่ว่าเป็นจิต
สักแต่ว่าเป็นธรรม ระงับความใส่ใจกำหนดยึดถือต่างๆดังกล่าว
กายเวทนาจิตธรรมนี้ก็เท่ากับว่าเป็นป่า ป่ากาย ป่าเวทนา ป่าจิต ป่าธรรม

กายเวทนาจิตธรรมสักแต่ว่าเป็นธาตุ

และเมื่อได้กำหนดละลายกายเวทนาจิตธรรมลงไปว่าสักแต่ว่าเป็นธาตุ
ยกเอาปฐวีธาตุ ธาตุดิน เป็นที่ตั้ง แต่อันที่จริงก็รวมทั้ง ดิน น้ำ ไฟ ลม

แต่ยกเอาธาตุดินขึ้นเป็นที่ตั้ง สักแต่ว่าเป็นธาตุดิน
ที่เป็นแผ่นดินราบรื่นเป็นหน้ากลอง ไม่มีต้นไม้ ไม่มีภูเขาเป็นต้น อันเรียกว่าป่า
เมื่อเป็นดั่งนี้จิตก็ได้สมาธิกับทั้งปัญญาที่สงบยิ่งขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ดังที่ได้แสดงแล้ว

พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้ใส่ใจกำหนดว่าเป็นป่าก็ย่อมได้สุญญตาคือความว่าง
ว่างจากความกำหนดหมายว่าเป็นบ้าน ว่าเป็นผู้คน ว่าเป็นวิญญาณกทรัพย์ทั้งหลายเป็นต้น
และเมื่อได้ใส่ใจกำหนดว่าเป็นแผ่นดินที่ราบรื่นเป็นหน้ากลอง ไม่กำหนดว่าเป็นป่า
ก็ย่อมได้สุญญตาคือความว่างที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก

แต่ว่าในชั้นแรกเมื่อตั้งใจกำหนดว่าเป็นป่า แม้จะได้สุญญตาคือความว่าง
ว่างจากความกำหนดหมายว่าเป็นบ้าน ว่าเป็นผู้คน แต่ก็ยังมีไม่ว่างอยู่คือยังมีป่า
และเมื่อไม่กำหนดหมายว่าเป็นป่า กำหนดหมายว่า ปฐวี ปฐวี
เป็นแผ่นดินที่ราบเรียบไปเป็นหน้ากลอง
ก็ได้สุญญตาคือความว่างจากความกำหนดหมายว่าเป็นป่า ว่างจากป่า
แต่ก็มาเหลือไม่ว่างอยู่ คือเหลือเป็นแผ่นดินที่ราบเรียบเป็นหน้ากลองนั้น

สุญญตาข้อที่ ๓

เพราะฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงได้ตรัสสอนให้ไม่กำหนดหมายว่าเป็นแผ่นดิน
แต่ใส่ใจกำหนดหมายว่าเป็นอากาศคือช่องว่างไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่กำหนดหมายว่าเป็นป่า ไม่กำหนดหมายว่าเป็นแผ่นดิน
ความใส่ใจกำหนดหมายว่าเป็นอากาศไม่มีที่สุดนี้ ก็คือเป็นช่องว่างไม่มีที่สุด
คือเป็นช่องว่างไปทั้งหมด ว่างจากแผ่นดิน หรือจะกล่าวว่าว่างจากปฐวีคือแผ่นดิน
อาโปคือแผ่นน้ำ เตโชคือไฟ วาโยคือลม ว่างจากดิน จากน้ำ จากไฟ จากลม ทั้งหมด
มาเป็นอากาศคือเป็นช่องว่าง ไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลม ทั้งหมด
ความใส่ใจกำหนดลงไปว่าอากาศคือช่องว่างดั่งนี้ ย่อมจะทำให้จิตสงบตั้งมั่น
ละเอียดขึ้นอีกชั้นหนึ่งคือว่างไปทั้งหมด

จิตที่กำหนดว่าอากาศไม่มีที่สุดคือเป็นช่องว่างไปทั้งหมดดั่งนี้
ย่อมห่างไกลจากวัตถุอันจะดึงจิตใจให้ยึดถือยิ่งขึ้น ... ( จบ ๑/๒ )
(ข้อความขาดไปนิดหน่อย)
( เริ่ม ๒/๑ ) ...ก็ย่อมมีต้นไม้มีภูเขา มีห้วยหนองคลองบึงเป็นต้น อันรวมเรียกว่าเป็นป่านั้น
ใจก็จะน้อมไปสู่ป่า และเมื่อใจน้อมไปสู่ป่าอีกขั้นหนึ่งก็น้อมไปสู่บ้าน เป็นบ้านเป็นหมู่คน
เมื่อใจเข้าบ้านใจเข้าหมู่คน กามและอกุศลธรรมทั้งหลายก็บังเกิดขึ้นได้ง่าย

ฉะนั้น เมื่อได้หัดกำหนดให้ละเอียดขึ้นโดยลำดับ
มากำหนดว่าเป็นป่า มากำหนดว่าเป็นแผ่นดิน
จึงเพื่อที่จะให้ความกำหนดของจิตนี้ ห่างไกลจากวัตถุซึ่งเป็นเครื่องดึงไปสู่นิวรณ์
คือกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ให้ห่างไกลยิ่งขึ้น
จึงได้ตรัสสอนให้ไม่กำหนดว่าเป็นแผ่นดิน มากำหนดว่าเป็นอากาศคือเป็นช่องว่าง
ว่างไปทั้งหมดไม่มีที่สุด ไม่มีแผ่นดิน ไม่มีป่า เมื่อเป็นดั่งนี้จึงได้สุญญตาคือความว่าง
ว่างจากป่า ว่างจากแผ่นดิน แต่ว่าก็ยังมีความไม่ว่างคือยังมีอากาศนั้นเอง
ช่องว่างไม่มีที่สุดนั้นเองยังเป็น อสุญญตา คือเป็นความไม่ว่างอยู่

สุญญตาข้อที่ ๔

เพราะฉะนั้นจึงได้ตรัสสอนยิ่งขึ้นไปอีก
ให้ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นป่า ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นแผ่นดิน
ไม่ใส่ใจกำหนดว่าเป็นอากาศคือเป็นช่องว่าง ว่างไม่มีที่สุด ว่างไปหมด
มาใส่ใจกำหนดว่าวิญญาณไม่มีที่สุด

อันวิญญาณนั้นกล่าวเข้าใจง่ายๆ ก็คือตัวรู้ หรือความรู้
วิญญาณที่ตรัสแสดงไว้ในที่ต่างๆ เช่นวิญญาณในธาตุ ๖ ได้แก่ธาตุรู้ วิญญาณธาตุ ธาตุรู้
วิญญาณในขันธ์ ๕ ได้แก่รู้เห็น รู้ได้ยิน เป็นต้น ในเมื่ออายตนะภายใน อายตนะภายนอก
มีตากับรูป หูกับเสียง เป็นต้นมาประจวบกัน ก็เห็น ก็ได้ยิน

อันการเห็นการได้ยินนั้นก็คือตัวความรู้อย่างหนึ่งนั้นเอง
เห็นก็คือรู้เห็น ได้ยินก็คือรู้ได้ยิน เป็นความรู้ของวิญญาณธาตุ คือธาตุรู้ ที่รู้ทางอายตนะ
เพราะฉะนั้นในที่นี้วิญญาณจึงหมายถึงตัววิญาณธาตุ คือธาตุรู้ นั้นเองก็ได้
หมายถึงความรู้ของวิญญาณธาตุคือธาตุรู้นั้น ซึ่งรู้ทางอายตนะ
อันมีลักษณะเป็นเห็นเป็นได้ยิน ดังกล่าวเป็นต้นนั้นก็ได้
แต่เพื่อให้รวบรัดก็แสดงว่า ความรู้ หรือตัวรู้ ความรู้หรือตัวรู้ไม่มีที่สุด

อันอากาศคือช่องว่างไม่มีที่สุด
คือว่างไปทั้งหมดนั้น ก็จะพึงกล่าวได้ว่าเป็นความว่างในภายนอก
คราวนี้จึงไม่ใส่ใจกำหนดถึงตัวความว่างซึ่งเป็นภายนอกนั้น
มากำหนดตัวความรู้ในภายในว่าไม่มีที่สุด
เพราะว่าอันความว่างหรือช่องว่างไม่มีที่สุดอันเป็นภายนอกนั้น
ก็เพราะมีตัวรู้หรือมีความรู้ อันกำหนดอยู่ในช่องว่างอันไม่มีที่สุดนั้นเอง
ถ้าไม่มีตัวรู้ หรือไม่มีความรู้ซึ่งเป็นภายในแล้ว ก็เป็นอันว่าไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น

แม้ว่าจะมีทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในภายนอก จะมีป่าจะมีแผ่นดิน
ตลอดจนถึงมีอากาศคือช่องว่าง แต่ว่าถ้าไม่มีวิญญาณธาตุ ซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นตัวรู้
เป็นความรู้ ของแต่ละบุคคลอยู่แล้ว ก็รู้อะไรไม่ได้ทั้งนั้น
แต่ว่าที่รู้อะไรได้นั้นก็เพราะมีธาตุรู้ มีตัวรู้ มีความรู้อยู่ จึงรู้อะไรๆได้
และเมื่อธาตุรู้ หรือตัวรู้ หรือความรู้มากำหนดอากาศคือช่องว่าง ว่าไม่มีที่สุด
คือเป็นช่องว่างไปทั้งหมด จึงรู้ รู้ว่าเป็นช่องว่างไปทั้งหมดไม่มีที่สุด
ฉะนั้นจึงไม่กำหนดสิ่งที่รู้ คืออากาศนั้น มากำหนดตัวความรู้ข้างใน
คือนำสติมากำหนดตัวรู้ความรู้ซึ่งเป็นภายในนี้ ไม่กำหนดสิ่งที่รู้คืออากาศ
มากำหนดตัวความรู้ หรือตัวรู้ ซึ่งตั้งอยู่ในภายใน

และแม้ตัวรู้ หรือความรู้นี้ก็ไม่มีที่สุดเช่นเดียวกันกับอากาศที่ไม่มีที่สุด
เพราะมีตัวรู้ หรือมีความรู้ที่ไม่มีที่สุด จึงกำหนดอากาศคือช่องว่างว่าไม่มีที่สุดได้

อากาศคือช่องว่างที่ไม่มีที่สุดนั้น จะรู้ได้ก็เพราะมีตัวรู้
หรือมีธาตุรู้ มีความรู้ ที่ครอบคลุมอากาศคือช่องว่างไม่มีที่สุดนั้น
เพราะฉะนั้น แม้ตัวความรู้ก็เป็นสิ่งไม่มีที่สุดเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับอากาศที่ไม่มีที่สุด
เมื่อเป็นดั่งนี้ ความใส่ใจกำหนดจึงน้อมเข้ามาถึงตัวรู้ หรือธาตุรู้ ความรู้ที่เป็นภายใน
ว่าไม่มีที่สุด ดั่งนี้ก็เป็นสมาธิจิตอันประกอบด้วยญาณคือความหยั่งรู้
หรือปัญญาซึ่งเป็นตัวรอบรู้ที่สูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง

สุญญตาข้อที่ ๕

เมื่อกำหนดได้ดั่งนี้ ก็เป็นอันว่าได้สุญญตาคือความว่าง
ว่างจากบ้าน ผู้คน ว่างจากป่า ว่างจากแผ่นดิน ว่างจากอากาศไม่มีที่สุด
แต่ว่าก็ยังมีความไม่ว่าง คือตัววิญญาณ คือตัวรู้หรือธาตุรู้นั้นเอง
เพราะฉะนั้น พระบรมศาสดาจึงได้ตรัสสอนให้ไม่ใส่ใจกำหนด
แม้ว่าวิญญาณ ธาตุรู้ ตัวรู้ หรือความรู้ไม่มีที่สุด มากำหนดว่าน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี
ความกำหนดดั่งนี้ เป็นความกำหนดที่ทำให้ไม่มีกังวลห่วงใย

เพราะว่าเมื่อเพ่งดูเข้าไปในอากาศที่ไม่มีที่สุดก็ดี
ในตัวรู้ ธาตุรู้ หรือความรู้ที่ไม่มีที่สุดก็ดี ย่อมไม่พบว่ามีอะไรแม้แต่น้อยหนึ่งนิดหนึ่ง
ไม่มีแผ่นดิน แผ่นน้ำ ลม ไฟ อันเป็นวัตถุแม้แต่น้อยหนึ่งนิดหนึ่ง ไม่มีป่าแม้แต่น้อยหนึ่งนิดหนึ่ง
ไม่มีบ้านไม่มีผู้คนแม้แต่น้อยหนึ่งนิดหนึ่ง เพราะว่าเป็นอากาศคือช่องว่าง ว่างไปทั้งหมด
และแม้อากาศคือช่องว่างนั้นก็ไม่มีอีกเหมือนกัน เพราะว่ามีแต่ตัวธาตุรู้ หรือตัวรู้
หรือความรู้ อันไม่มีที่สุด และแม้ตัวธาตุรู้ ความรู้ ตัวรู้ นั้นก็ไม่มีอีกเหมือนกัน
เพราะเป็นความว่าง อะไรสักน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี

เมื่อกำหนดเข้ามาถึงขั้นนี้ ก็เป็นอันว่าได้ความว่างอันเรียกว่าสุญญตา
คือความว่าง ว่างจากบ้าน ว่างจากผู้คน ว่างจากป่า ว่างจากแผ่นดิน
ว่างจากอากาศที่ไม่มีที่สุด ว่างจากวิญญาณที่ไม่มีที่สุด

แต่ว่าก็ยังมีไม่ว่างอยู่ที่ว่าอารมณ์ที่ว่าน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มีนั้น
เพราะฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงได้ตรัสสอน ให้ไม่กำหนดอารมณ์ว่าน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มีนั้น
มาตั้งทำความสงบอยู่ในภายใน ไม่ต้องกำหนดว่าน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี
เพราะความกำหนดว่าน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มีนั้น ก็ยังเป็นตัวอารมณ์ อารมณ์ที่กำหนด

สุญญตาข้อที่ ๖

เพราะฉะนั้นจึงไม่กำหนดอารมณ์ว่าน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มีนั้น
มากำหนดตั้งสงบอยู่ในภายใน ความสงบที่ตั้งอยู่ในภายในนี้ก็ละเอียดประณีต
ไม่มีอารมณ์ว่ารูป ไม่มีอารมณ์ว่าเสียง ไม่มีอารมณ์ว่ากลิ่น ไม่มีอารมณ์ว่ารส
ไม่มีอารมณ์ว่าโผฏฐัพพะสิ่งที่กายถูกต้อง

และยังมีธรรมารมณ์ อารมณ์คือธรรมะเป็นที่ตั้งอยู่เป็นอย่างละเอียด
ไม่ใช่รูป ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รส ไม่ใช่โผฏฐัพพะ
เพราะฉะนั้นอาการของจิตที่เป็นสัญญาคือความกำหนดหมาย จึงสงบลงไปเป็นส่วนมาก
ไม่มี รูปสัญญา ความกำหนดหมายว่าเป็นรูป สัทสัญญา ความกำหนดหมายว่าเป็นเสียง
ฆานสัญญา ความกำหนดหมายว่าเป็นกลิ่น รสสัญญา ความกำหนดหมายว่าเป็นรส
โผฏฐัพพะสัญญา ความกำหนดหมายว่าเป็นโผฏฐัพพะสิ่งที่กายถูกต้อง
และตลอดจนถึง ธรรมสัญญา ความกำหนดหมายว่าเป็นธรรมารมณ์ อย่างหยาบก็ไม่มี
เป็นอย่างละเอียด สำหรับเป็นที่หมายอยู่ ตั้งอยู่ในจิตใจ

และเมื่อเป็นดั่งนี้ จึงเรียกว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
มีสัญญาก็ไม่ใช่ก็คือว่า ไม่มีรูปสัญญา สัทสัญญาเป็นต้น
ไม่มีก็ไม่ใช่คือว่ายังมีอยู่แต่ว่าน้อย ละเอียดมากเป็นธรรมสัญญาอย่างละเอียดที่กำหนดอยู่
เมื่อกำหนดถึงขั้นที่ตรัสสอนไว้นี้ ก็เป็นอันว่าได้สุญญตาคือความว่างมาโดยลำดับ
ว่างจากบ้าน ว่างจากผู้คน ว่างจากป่า ว่างจากปฐวีแผ่นดิน ว่างจากอากาศ ว่างจากวิญญาณ ว่างจากอารมณ์ที่ว่าน้อยหนึ่งนิดหนึ่ง มาตั้งสงบอยู่ในภายใน เหมือนอย่างไม่มีสัญญาอะไร

แต่ว่าก็มีสัญญา คือความที่กำหนดหมายอยู่ดั่งนี้ อันเป็นตัวสัญญาความกำหนดหมาย
กำหนดหมายอยู่ว่าไม่มีอะไร ตั้งสงบอยู่ในภายใน ก็เป็นความว่างที่ตรัสสอนอีกชั้นหนึ่ง

เพราะฉะนั้นตามที่ตรัสสอนไว้นี้
เป็นการตรัสสอนให้ฝึกหัดปฏิบัติทำสมาธิ พร้อมทั้งได้ปัญญาคือความรู้ไปด้วยกัน
จิตก็ได้สมาธิที่เป็นตัวความสงบตั้งมั่น และได้ปัญญาที่เป็นตัวความรู้
และเมื่อละเอียดยิ่งขึ้นสติก็ตื่นสว่างโพลงยิ่งขึ้น ปัญญาก็รู้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น
จิตก็ตั้งมั่นสงบ และผ่องใสแจ่มใสยิ่งขึ้นไปโดยลำดับ ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย
เป็นความสว่างโพลง เป็นความตื่น เป็นความผ่องใสใจอยู่ภายใน
เป็นความตั้งมั่นสงบอยู่ในภายใน ยิ่งๆขึ้นไป
ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติทางสติปัฏฐาน กายเวทนาจิตธรรมมาโดยลำดับนั้นเอง
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

ศิษย์ไม่รักดี
05-09-2007, 04:59 PM
http://www.ne.jp/asahi/syaraku/kichinyado/syasin/hanaharu/haruyoko/harujion0005.jpg

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา (๓)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

สุญญตา ความว่าง ๓
ความหมายของเนวสัญญานาสัญญายตนะ ๔
อนิมิตเจโตสมาธิ ๕
อนิมิตเจโตสมาธิในภาวะปรกติธรรมดา ๖
นิมิต อนิมิต ๗
ความปล่อยวาง ๘
นิพพาน ตัณหา นันทิ ๙
วิธีที่จะถอนตัณหาเสียบจิต ๑๐
ความว่างที่เป็นปรมุตระ ๑๑




คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความขาดนิดหน่อยระหว่างหน้าเทป
ม้วนที่ ๒/๑ ครึ่งหลัง ต่อ ๒/๒ - ๓/๑
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา (๓)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ได้แสดงสุญญตาคือความว่าง ที่พระบรมศาสดาได้ตรัสถึงพระองค์เอง
ว่าทรงอยู่โดยมากด้วยสุญญตาวิหาร ธรรมะเครื่องอยู่คือสุญญตาความว่าง
ทั้งเมื่อก่อนแต่นี้ และทั้งในเวลานี้คือเวลาที่ตรัสเล่าเรื่องนี้
และพระองค์ก็ได้ทรงแสดงถึงวิธีปฏิบัติสุญญตาคือความว่าง ตั้งแต่เบื้องต้นขึ้นไปโดยลำดับ

ก็โดยที่บุคคลสามัญทั่วไปนั้น
ในขณะที่อยู่เฉยๆมิได้ทำอะไรในบางคราว ก็รู้สึกว่าว่างอันเป็นที่รำคาญ ไม่ผาสุข
แต่หากให้ทำอะไรต่างๆรู้สึกว่าไม่ว่าง ก็ทำให้เพลินไปในการงานต่างๆที่ทำนั้น
แต่อันที่จริงในขณะที่ต้องมาอยู่ว่าง เช่นในขณะที่เจ็บป่วยก็ดี
หรือในขณะที่ลาเข้ามาบวช พักการพักงานชั่วระยะหนึ่งก็ดี ที่รู้สึกว่าว่างไม่มีอะไรจะทำ
น่ารำคาญ และมีความทุกข์ไม่สบายอยู่กับความว่าง ไม่มีอะไรจะทำดังกล่าวนั้น

แต่อันที่จริงความว่างที่เข้าใจว่าว่างอันทำให้รำคาญนี้
หาได้ชื่อว่าสุญญตาคือความว่าง อันเป็นธรรมปฏิบัติในพุทธศาสนาไม่
เพราะว่า จิตใจไม่ว่าง เต็มไปด้วยนิวรณ์ต่างๆ
ว่าถึงนิวรณ์ ๕ ก็เป็นกามฉันท์ความยินดีรักใคร่อยู่ในกามบ้าง
เป็นพยาบาทความหงุดหงิดโกรธแค้นขัดเคืองต่างๆบ้าง
เป็นถีนมิทธะความง่วงงุนเคลิบเคลิ้มบ้าง เป็นอุทธัจจะกุกกุจจะความฟุ้งซ่านรำคาญบ้าง
เป็นวิจิกิจฉาความเคลือบแคลงสงสัยต่างๆบ้าง

ใจจึงไม่สงบเพราะมีอาลัยความผูกพัน ติดอยู่ในสิ่งนั้นบ้าง ในสิ่งนี้บ้าง
ในบุคคลนั้นบ้าง ในบุคคลนี้บ้าง ซึ่งโดยปรกตินั้นเมื่อมีความอาลัยผูกพันอยู่ดั่งนี้
ก็มักจะไปหาสิ่งที่มีอาลัยผูกพัน หรือบุคคลที่มีอาลัยผูกพันอยู่ได้ (จบ ๒/๑)
(ข้อความน่าจะไม่ต่อเนื่อง)
( เริ่ม ๒/๒ ) แล้วก็มีอารมณ์ ที่ไม่ดีก็เป็นโกรธ เป็นไม่พอใจ เหล่านี้เป็นต้น ใจไม่ว่าง ใจไม่สงบ
เพราะฉะนั้นความว่างก็คือตัวความสงบ และคือตัวอุเบกขาความที่รู้วางไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่ง
ใจสงบ ใจวาง แม้รู้อยู่ก็สงบได้ วางได้ ดั่งนี้ จึงจะเป็นสุญญตาคือความว่าง

สุญญตา ความว่าง

และสุญญตาคือความว่างที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น
หากหัดปฏิบัติไปตามที่ทรงสั่งสอนตั้งแต่ในเบื้องต้น ก็ย่อมจะทำได้สะดวก
จะทำให้จิตใจนี้ว่างจากอารมณ์ที่ปรุงใจ ว่างจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใจ ไปโดยลำดับ
เพราะฉะนั้นจะอยู่ที่ไหน จะป่วยหรือไม่ป่วย จะบวชหรือไม่บวช
ก็สามารถที่จะพบกับสุญญตาคือความว่างตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ได้
หากไม่ปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอน ก็จะไม่ได้พบสุญญตาคือความว่าง
เจ็บป่วยก็ไม่ได้พบสุญญตาคือความว่าง บวชก็ไม่ได้พบสุญญตาคือความว่าง
เป็นคฤหัสถ์ก็ไม่ได้พบสุญญตาคือความว่าง เป็นบรรพชิตก็ไม่ได้พบสุญญตาคือความว่าง

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมะ จึงต้องฝึกหัดปฏิบัติทำสุญญตาคือความว่างตามที่ทรงสั่งสอน
ดั่งที่ได้แสดงมาแล้วโดยลำดับ แต่ว่าจะได้แสดงทบทวนในตอนท้าย
ซึ่งจะเป็นทางนำการปฏิบัติไปด้วย

ความหมายของเนวสัญญานาสัญญายตนะ

ก็ได้แสดงมาถึงที่ตรัสสอนให้ มนสิการ
คือทำใจกำหนดในจิตอย่างละเอียด จนถึงปล่อยอารมณ์ทั้งหมด
ทั้งที่เป็น รูปารมณ์ อารมณ์ที่เป็นรูป หรือดังที่เรียกว่ารูปฌาน รูปสมาบัติ
กับทั้ง อรูปารมณ์ อารมณ์ที่ไม่มีรูป ดังที่เรียกว่าอรูปฌาน หรืออรูปสมาบัติ
แต่ก็ไม่หมดทีเดียว ถึงไม่หมดก็ละเอียดที่สุด เกือบจะหมด
คือในข้อที่ว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ คือมีสัญญาอยู่เหมือนกัน แต่ว่าละเอียดมาก
แม้เป็นสัญญาคือความกำหนดหมายที่ละเอียดมาก จิตนี้ก็สว่างโพลงตั้งมั่น
มีความรู้อยู่เต็มที่ มีความเข้าไปเพ่งอยู่เต็มที่ คือเข้าไปเพ่งอยู่กับสิ่งที่ไม่มีนั้น
แต่ว่าอันที่จริงนั้นก็ยังมีอยู่อีกหน่อยหนึ่ง ไม่ใช่ไม่มีไปทั้งหมด

คล้ายๆกับว่า รู้สึกว่าจะมีคนหลบอยู่ในห้องๆหนึ่ง
ก็เข้าไปในห้องนั้นแล้วก็ค้นหาว่ามีใครอยู่ในห้องนั้น ซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง
ก็ไม่พบใครสักคนหนึ่ง จึงมีความเข้าใจว่าไม่มีใครอยู่ในห้องนั้น
แต่อันที่จริงนั้นลืมนึกไปถึงว่า มีตัวเองอยู่ในห้องนั้นอีกหนึ่งคน คือตัวเองซึ่งเป็นผู้ค้นหานั้น
เพราะฉะนั้นไม่มีใครอื่น เรียกว่าไม่มีอารมณ์ทั้งที่เป็นรูป ทั้งที่เป็นอรูป อื่นๆทั้งหมด
แต่ว่าก็ยังมีตัวเราอยู่ อันป็นที่ยึดถืออยู่ และในการค้นหานั้นก็ยังเป็นการค้น
ซึ่งแสดงว่ายังไม่เสร็จกิจ ยังต้องค้น ยังต้องปรุงแต่งการค้น

เพราะฉะนั้นที่ว่า มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่นั้น ก็หมายความว่ามีสัญญาอยู่เหมือนกัน
แต่ว่าละเอียดมาก ไม่ถึงจะกล่าวว่าเป็น รูปสัญญา กำหนดหมายในรูป

สัทสัญญา กำหนดหมายในเสียง หรือในอากาศ ช่องว่าง ในวิญญาณที่เป็นตัวรู้
หรือในอะไรๆที่แม้น้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี ในสิ่งที่เป็นช่องว่างนั้น
แต่ก็ยังมีตัวสัญญาที่กำหนดอยู่นั่นแหละ คือกำหนดว่าไม่มี
ความกำหนดว่าไม่มีนั้นเองก็เป็นสัญญา

ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงว่า แม้หัดปฏิบัติมาถึงขั้นนี้
ก็ยังมีเหลืออยู่อย่างหนึ่งคือกายนี้ที่มีอายตนะทั้ง ๖ และมีชีวิตเป็นปัจจัย
กับทั้งยังมีตัวสัญญาที่แม้ว่าจะไม่ชัดเจน เพราะเป็นความกำหนดอยู่ว่าน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี
ตัวความกำหนดนั้นก็ยังเป็นตัวสัญญา แต่เป็นอย่างละเอียด

อนิมิตเจโตสมาธิ

ฉะนั้นในขั้นต่อไปจึงได้ตรัสสอนให้ไม่ใส่ใจ
ถึงความกำหนดหมายอันเป็นตัวสัญญาที่ละเอียดดังกล่าว
แต่ให้ใส่ใจถึงข้อที่เรียกว่า อนิมิตเจโตสมาธิ คือสมาธิแห่งใจที่ไม่มีนิมิตสำหรับกำหนดหมาย
อัน อนิมิตเจโตสมาธิ สมาธิแห่งใจที่ไม่มีนิมิตเป็นเครื่องกำหนดหมายนี้ เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก
และโดยปรกติก็แสดงในขั้นสูงสุดของการปฏิบัติ

และพระอาจารย์โดยมากก็แสดงอธิบายเป็นวิปัสสนากรรมฐานไปทีเดียว
ว่าคือปัญญาที่พิจารณานิมิตคือสิ่งที่กำหนดทั้งหมดของจิตใจ
หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า ขันธ์ ๕ ก็ดี นามรูปก็ดี
หรือว่ารูป หรือว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ก็ดี หรือว่าอายตนะ หรือว่าธาตุก็ดี
ซึ่งทั้งหมดก็มีอยู่ในกายและใจอันนี้ทั้งหมด ไม่กำหนดยึดถือในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
ว่าเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตาคือเป็นตัวเราของเรา
แต่ทั้งหมดเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป ตั้งอยู่คงที่ไม่ได้
เป็นอนัตตาไม่ใช่อัตตาตัวตน

และเมื่อได้พิจารณาจนได้ปัญญาในไตรลักษณ์ดั่งนี้
จึงไม่มีนิมิต คือไม่มีความยึดถือของจิตที่กำหนดในอะไรๆทั้งสิ้น
ว่าเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตาตัวตน ดั่งนี้เป็นอนิมิตเจโตสมาธิ

อนึ่ง ก็อาจพิจารณาได้อีกว่า
อนิมิตเจโตสมาธินั้น สูงกว่าขั้นที่กำหนดในสัญญาอย่างละเอียด
เป็นสัญญาที่กำหนดในความไม่มี น้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี
ซึ่งเป็นตัวสัญญาเหมือนกัน ละเอียดจนถึงว่าไม่ถนัดที่จะเรียกว่ามีสัญญา
แต่ก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าไม่มีสัญญา เพราะมีเหมือนกัน
ซึ่งในขั้นอนิมิตนี้ก็เป็นอันว่าเลิกสัญญากันทั้งหมด จิตเข้าสู่ธรรมชาติของจิต
ธรรมชาติของจิตนั้นคือ เป็นวิญญาณธาตุ ธาตุรู้ เป็นอภัสรธาตุคือธาตุที่ผ่องใส
ทั้งสองนี้เป็นธรรมชาติของจิต รู้และผ่องใส

ในขั้นอนิมิตเจโตสมาธินี้ จิตจึงตั้งสงบอยู่ภายใน ประกอบด้วยความรู้
ประกอบด้วยความผ่องใส ไม่ออกมากำหนดอะไรๆทั้งหมด หยุดสงบอยู่ในภายใน
จึงไม่มีสัญญาในอะไรๆทั้งหมด ตั้งสงบอยู่ในภายใน แต่ว่ารู้ รู้และผ่องใส

อนิมิตเจโตสมาธิในภาวะปรกติธรรมดา

อาจจะเป็นอนิมิตเจโตสมาธิในขณะที่ยังอยู่เป็นปรกติธรรมดานี้ก็ได้
เช่นว่าไม่ได้นั่งเข้าที่เข้าทางอะไร ตาก็ลืม หูก็ฟัง จมูก ลิ้น กาย ก็รับ กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
แต่ว่ามโนคือใจนั้นไม่ออก ตั้งสงบอยู่ด้วยความรู้และความปภัสรคือผุดผ่องเท่านั้น
อะไรผ่านเข้ามาทางตาก็รู้ก็เห็น เสียงอะไรดังขึ้นก็ได้ยิน เหล่านี้เป็นต้น
แต่ว่าจิตรู้แล้วก็แล้วไป เห็นก็แล้วไป ได้ยินก็แล้วไป ไม่ออกมายึด ไม่ออกมากำหนด
ไม่ออกมายึดไม่ออกมากำหนดทั้งในทางที่ก่อกิเลส ก่อโลภะ ก่อโทสะ ก่อโมหะ
ทั้งในทางที่เป็นกรรมฐาน เช่น กำหนดลมหายใจเข้าออก กำหนดผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
กำหนดธาตุ ๔ เป็นต้น ที่เรียกว่าออกมากำหนดเป็นกรรมฐาน

ไม่ออกมากำหนดทั้งหมด เห็นอะไรได้ยินอะไร ก็รู้รูป รู้เสียงเป็นต้น ก็แล้วไปเท่านั้น
จิตตั้งสงบอยู่ในภายในด้วยความรู้ และด้วยความผ่องใส

นิมิต อนิมิต

ดั่งนี้แหละคือเป็นตัวอุเบกขาอย่างแท้จริงในขั้นนี้
จิตตั้งสงบอยู่ดั่งนี้ จึงไม่มีนิมิตคือเครื่องกำหนดอะไร เพราะไม่ออกไปกำหนด
เมื่อจิตออกไปกำหนดในสิ่งใด สิ่งนั้นจึงเป็นนิมิตขึ้นมา
แต่เมื่อจิตไม่ออกไปกำหนดในสิ่งใดสิ่งนั้นก็ไม่เป็นนิมิต
เพราะฉะนั้นอาการที่จิตตั้งสงบอยู่ภายใน ดั่งนี้เรียกว่าเจโตสมาธิ สมาธิของใจ
และตั้งสงบอยู่ไม่ออกไปกำหนดอะไร ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ทางมนะคือใจทั้งหมด ตั้งสงบอยู่เฉยๆ อะไรมาก็เห็น อะไรมาก็ได้ยิน
เห็นหมดได้ยินหมดอย่างธรรมดานี่แหละ แต่ว่าตั้งสงบอยู่เฉยๆไม่ออกมากำหนด
อันนี้แหละเป็นเป็นตัวเป็นอนิมิต เป็นอนิมิตเจโตสมาธิ
ในความรู้นั้นอาจจะประกอบด้วยไตรลักษณญาณ รู้ในไตรลักษณ์ก็ได้
หรือว่าไม่ได้นึกถึงว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไร ก็ได้
รู้สงบอยู่ภายในเฉยๆ ดั่งนี้เป็นอนิมิตเจโตสมาธิ

และแม้ได้ในขั้นนี้ซึ่งเป็นสุญญตาในขั้นปฏิบัติอย่างสูงสุด
แต่ก็ยังมีเหลืออยู่ที่กายนี้ อันมีอายตนะทั้ง ๖ และมีชีวิตเป็นปัจจัย
อันที่จริงนั้นไม่ใช่เหลืออยู่เพียงกายนี้เท่านั้น ยังมีอวิชชาตัณหาอุปาทานเหลืออยู่ด้วย
เหมือนอย่างตัวอย่างที่กล่าวแล้วเมื่อกี้นี้ ใช้เป็นตัวอย่างอันเดียวกันได้
ว่าเข้าไปค้นหาใครอะไรในห้องๆหนึ่ง ก็ไม่เห็นอะไร ไม่เห็นใคร ว่างไปทั้งหมด
ก็รู้สึกว่าว่าง ไม่มีใคร ไม่มีอะไร แต่อันที่จริงนั้นยังมีตัวเราอยู่ซึ่งเป็นผู้เข้าไปค้นนั้น
และการค้นนั้นก็เป็นการปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่าเป็นสังขารคือความปรุงแต่ง
และเมื่อน้อมเข้ามาว่าจิตก็เป็นความปรุงแต่งจิตใจ ปรุงแต่งให้เป็นอนิมิตเจโตสมาธิขึ้น
เช่นเดียวกับปรุงแต่งในขั้นที่แสดงมาโดยลำดับ เป็นขั้นๆขึ้นมา

เหมือนอย่างการขึ้นบันใดขึ้นมาทีละขั้น ก็ต้องปรุงแต่งการขึ้นๆมา คือเดินขึ้นมา
ไม่ปรุงแต่งคือไม่เดิน ก็ขึ้นบันใดมาไม่ได้
การจะขึ้นได้ก็ต้องเดิน การเดินนั้นก็เป็นการปรุงแต่ง คือปรุงแต่งการเดิน
ฉันใดก็ดี ในข้อนี้ก็ต้องเป็นการปรุงแต่ง คือการปรุงแต่งการปฏิบัติ
เพราะฉะนั้น เมื่อยังเป็นการปรุงแต่ง สิ่งใดที่เป็นการปรุงแต่ง สิ่งนั้นก็เป็นอนิจจะคือไม่เที่ยง
มีความดับไปเป็นธรรมดา คือเป็นสิ่งเกิดดับ

ความปล่อยวาง

เพราะฉะนั้น ในขั้นต่อไปจึงตรัสสอนให้หยุดปรุงแต่ง
ดูเข้ามาในภายในเท่านั้น ไม่ปรุงแต่ง หยุดปรุงแต่ง
เพราะว่าปรุงแต่งขึ้นมาจนถึงขั้นที่สุดแล้ว เหมือนอย่างก้าวขึ้นบันใดมาถึงขั้นที่สุดแล้ว
ก็เป็นอันว่าไม่ต้องก้าวขึ้นต่อไป หยุดก้าว เพราะว่าถึงขั้นที่สุดแล้ว
เมื่อหยุดปรุงแต่งดั่งนี้ ก็คือความปล่อยวาง

พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงว่า ผู้ที่ไม่ปรุงแต่งจิตจึงพ้นจากกามาสวะ อาสวะคือกาม
ภวาสวะ อาสวะคือภพ อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา อาสวะนั้นเป็นกิเลสที่ดองสันดาน
ซึ่งตรัสจำแนกออกเป็นกามคือความรักความใคร่ ความปรารถนา
เป็นภพคือความเป็น ตั้งต้นแต่เป็นเรา เป็นของเรา และเป็นนั่นเป็นนี่ต่างๆ
เป็นอวิชชาคือความไม่รู้ คือไม่รู้ในสัจจะที่เป็นตัวความจริง
โดยตรงก็ในอริยสัจจ์ตามที่ตรัสสั่งสอน
เหล่านี้เป็นกิเลสที่ดองสันดานทุกๆสัตว์บุคคล หรือเรียกว่าสัตว์โลก

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติทางพุทธศาสนา
ที่จะเสร็จกิจนั้นจึงต้องปฏิบัติให้สิ้นอาสวะดังกล่าว
จึงเรียกท่านผู้ที่สิ้นอาสวะว่าพระขีณาสวะ หรือพระขีณาสพ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว

หรือว่าสิ้นอาสวะกิเลสที่ดองสันดาน และเมื่อเป็นดั่งนี้จึงบรรลุถึงนิพพาน
ธรรมะหรือธรรมชาติที่ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดทั้งหมด

นิพพาน

อันนิพพานนั้นมาจากคำว่า นิ ที่แปลว่าไม่มี หรือแปลว่าออก
กับ วานะ ที่แปลว่ากิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดกันโดยมาก แต่บางทีก็แปลกันว่าลูกศร
วานะคือกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด หรือลูกศรนี้ เป็นลูกศรที่เสียบจิตใจ
ก็คือตัวความรักความใคร่ความปรารถนาบ้าง ความเป็นเราเป็นของเราบ้าง
ตัวความไม่รู้ในสัจจะที่เป็นตัวความจริง อันทำให้หลงยึดถือต่างๆต่อไปบ้าง
เหล่านี้เป็นกิเลสที่เหมือนลูกศรเสียบจิต

บางทีก็ยกเอามาอันเดียวว่าลูกศรที่เสียบจิตนี้คือตัณหาความทะยานอยาก
หรือความดิ้นรนทะยานอยาก เพราะว่าเป็นอาการที่กำหนดได้ง่าย
จะเป็นกิเลสตัวไหนก็ตามเมื่อมีอยู่แล้ว เสียบจิตใจอยู่แล้ว ก็ทำให้จิตดิ้นรนทั้งนั้น
ไม่สงบ น้อยหรือมาก ตัณหาจึงเป็นตัวลูกศรที่เสียบจิต
หากยังถอนลูกศรที่เสียบจิตนี้ไม่ได้ ก็พ้นทุกข์ไม่ได้

ตัณหา นันทิ

แต่บุคคลเรานั้นมักจะไม่ชอบถอนลูกศรที่เสียบจิตตัวนี้ออก ยังเพลิน ยังยินดี
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงว่าตัณหานี้ไปด้วยกันกับนันทิคือความเพลิน
มีความยินดียิ่งๆ เพราะฉะนั้นจึงมักชอบที่จะหาตัณหามาเสียบจิตกันอยู่เสมอ
มีตัณหาเสียบจิตอยู่แล้ว ก็ไปหามาเสียบจิตเข้าอีก เป็นบุคคลบ้าง เป็นสิ่งของบ้าง
เป็นอะไรบ้าง ไม่หยุด เมื่อเป็นดั่งนี้จึงพ้นทุกข์ไม่ได้
แต่เพิ่มทุกข์ให้มากขึ้น

ฉะนั้นในทางปฏิบัติที่จะให้ถึงนิพพานนั้นก็คือว่า
ปฏิบัติถอนตัณหาที่เสียบจิตนี้ออกนั้นเอง ที่มีอยู่ยังถอนไม่ได้ ก็ไม่หามาเพิ่มเข้าอีก
และพยายามถอนที่เสียบอยู่แล้วให้หลุดไปโดยลำดับ ดั่งนี้
ถอนตัณหาที่เสียบจิตออกได้หมดเมื่อไรก็เป็นนิพพานเมื่อนั้น
เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่นิพพานอยู่ที่ไหน
นิพพานก็อยู่ที่จิตนี่แหละ ไม่ใช่นิพพานก็อยู่ที่จิตนี่แหละ ไม่ใช่ที่ไหน
มีตัณหาเสียบจิตอยู่ก็ไม่ใช่นิพพาน ถอนตัณหาที่เสียบจิตออกได้แล้วก็เป็นนิพพาน

วิธีที่จะถอนตัณหาเสียบจิต

พระพุทธเจ้าได้มีพระมหากรุณา ทรงแสดงสั่งสอนวิธีที่จะถอนตัณหาที่เสียบจิตนี้
ไว้ด้วยคำสั่งสอนทุกข้อทุกบทที่ทรงสั่งสอน และโดยเฉพาะในข้อสุญญตานี้
ได้ทรงสั่งสอนไว้ตั้งแต่ในขั้นต้น ผู้ต้องการปฏิบัติก็ปฏิบัติตามแนวสติ...(จบ ๒/๒ )
(ข้อความขาดนิดหน่อย)
(เริ่ม ๓/๑ ) เพราะฉะนั้นก็ต้องหัดกำหนดที่กายเวทนาจิตธรรมนี่แหละ
ว่าเป็นป่า ไม่ใช่บ้านไม่ใช่ผู้คน ก็เป็นการกำหนดที่เรียกว่า อรัญสัญญา กำหนดป่าขึ้นมา
แต่เมื่อยังมีกายมีเวทนาจิตธรรมอยู่ก็ง่ายที่จะน้อมน้าวจิตไปเป็นบ้านเป็นผู้เป็นคน
กำหนดอีกทีหนึ่งก็ ปฐวีสัญญา กำหนดให้เป็นแผ่นดินขึ้นมา เรียบราบเป็นหน้ากลอง
ไม่มีภูเขา ต้นไม้ ห้วยหนองคลองบึง ไม่มีกาย ไม่มีเวทนา ไม่มีจิต ไม่มีธรรม
เป็นธรรมชาติธรรมดา หรือเป็นธาตุไปทั้งหมด ขั้นนี้ก็สูงขึ้นมาไกลกิเลสอีก
และต่อจากนี้ก็ตรัสสอนให้กำหนดเพิกแผ่นดินออกเสียทั้งหมด
เป็นอากาศคือเป็นช่องว่างไปทั้งหมด ขึ้นไป
สูงขึ้นไปก็น้อมเข้ามาว่าเป็นวิญญาณคือตัวรู้ไปทั้งหมด
สูงขึ้นไปอีกก็กำหนดว่าในช่องว่างและในตัวรู้ที่แผ่ไปในช่องว่างนั้นน้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี
สูงขึ้นไปอีกก็กำหนดดูว่าความที่กำหนดดั่งนั้น เป็นสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่เป็นสัญญาก็ไม่ใช่ ละเอียดมาก
๑๐
อีกทีหนึ่งก็ อนิมิตเจโตสมาธิ จิตรวมเข้ามาสงบตั้งอยู่ภายใน
ประกอบด้วยธาตุของจิต ๒ อย่างคือธาตุรู้ และธาตุที่ปภัสรคือผุดผ่อง
รู้อะไรได้ยินอะไรเป็นต้นก็ไม่กำหนด จึงเป็น อนิมิตะ
อีกขั้นหนึ่งก็คือว่าทั้งหมดนั้นก็ยังเป็นสังขารคือความปรุงแต่ง ยังต้องปรุงจิตปรุงใจ
เพราะฉะนั้น ก็ไม่ยึดถือ วางความปรุงแต่ง

ความว่างที่เป็นปรมุตระ

ตอนนี้เองที่จิตพ้นได้จากอาสวะกิเลสที่ดองสันดานทั้งหลาย
ถอนตัณหาออกจากจิตใจได้ ถอนได้เมื่อไรก็เป็นนิพพานสิ้นทุกข์กันเมื่อนั้น
จึงได้ตรัสว่าในข้อท้ายนี้เป็นสุญญตาคือความว่างที่เป็น ปรมุตระ
ปรมะ ก็คือบรมอย่างยิ่ง อนุตระ ก็คือว่าไม่มีสุญญตาอื่นจะยิ่งขึ้นไปกว่า
เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีกายนี้ซึ่งมีอายตนะ ๖ อยู่เท่านั้น แต่ไม่มีกิเลสดองสันดาน
ก็ทะนุบำรุงร่างกายนี้ไปจนกว่าจะนิพพาน คือดับขันธ์ในที่สุด
นี้เป็นความที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในพระสูตรที่ว่าสุญญตานี้
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวด และตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*








๑๑
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา (๔)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

ความรู้เห็นที่เป็นกายสักขี ๓
ความสุขในการปฏิบัติธรรม ๔ ประการ ๔
เนกขัมมะสุข ๔
นิยานิกธรรม ปวิเวกกะสุข ๕
กายวิเวก จิตตวิเวก อุปาทิวิเวก ๖
อุปสมะสุข ๖
สัมโพธิสุข ๗
วิมุติสุข ๘
สุญญตา ๙
เริ่มปฏิบัติด้วยเว้นการคลุกคลี ๑๐
ข้อปฏิบัติให้มีอารมณ์อันเอก ๑๑

คัดจากเทปธรรมอบรมจิต
ม้วนที่ ๓/๑ ครึ่งหลัง ต่อ ๓/๒ ( File Tape 02 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา (๔)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

สติปัฏฐานการปฏิบัติตั้งสติ เพื่อให้สติตั้ง
และเพื่อให้ได้ปัญญาหรือญาณความหยั่งรู้ใน กาย เวทนา จิต ธรรม
เป็นสติปัฏฐานในกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นโพชฌงค์ในกาย เวทนา จิต ธรรม
และเป็นญาณความหยั่งรู้ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ก็ในกาย เวทนา จิต ธรรม
ทั้งหมดนี้ก็รวมอยู่ที่จิตนี้เอง มิใช่ที่อื่น

สติก็ตั้งขึ้นที่จิต โพชฌงค์ที่เป็นตัวความรู้ก็ตั้งขึ้นที่จิต
ญาณคือความหยั่งรู้ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ก็ตั้งขึ้นที่จิต
แม้ว่าจะมีศัพท์แสงธรรมะอยู่มากดังเช่นที่กล่าวมาแล้ว
แต่ผู้ปฏิบัติเมื่อได้ปฏิบัติตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ให้ได้สติในลมหายใจ ให้เป็นสติปัฏฐานในลมหายใจ

เมื่อได้สติขึ้นมาใจรวมเป็นสมาธิ ก็จะได้ปัญญาขึ้นมาเป็นโพชฌงค์
และจะได้ญาณคือความหยั่งรู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดทุกข์ รู้จักความดับทุกข์
รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ขึ้นด้วยตนเอง

ความรู้เห็นที่เป็นกายสักขี

และหากได้อาศัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแสงสว่างนำทาง
ก็ยิ่งจะทำให้ได้สติปัฏฐาน ได้โพชฌงค์ ได้ญาณในอริยสัจจ์ ง่ายสะดวกขึ้นไปอีก
และแม้ว่าจะได้ขั้นของธรรมดังกล่าว ถึงจะไม่ต้องรู้จักชื่อเสียง แต่ก็เป็นอันว่าได้ว่าถึง
เหมือนอย่างเมื่อมีแสงสว่างส่องทาง และคนเดินทางก็มีตาลืมดูทาง
ก็เดินไปตามทางที่แสงสว่างส่อง เห็นต้นไม้นานาชนิด มีดอกนานาชนิด ที่อยู่สองข้างทาง
แม้จะไม่รู้จักว่าต้นไม้นี้ชื่อนั่น ต้นไม้นี้ชื่อโน่น แต่ก็รู้ก็เห็น เห็นต้น เห็นดอก เห็นใบ เป็นต้น
โดยไม่ต้องรู้จักชื่อ ก็รู้ก็เห็น ดั่งนี้ เรียกว่าเป็น กายสักขี คือเป็นเหมือนอย่างเป็นสักขี
พยานทางกาย มองเห็น ดั่งนี้แหละคือความรู้ความเห็นธรรมะ

แม้ว่าจะได้เล่าเรียนให้รู้จักชื่อเสียงของธรรมะ แต่ไม่ได้เดินไปในสวนของธรรมะเอง
ถึงจะรู้จักว่ามีต้นไม้ชื่อนั้นชื่อนี้ ลักษณะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ก็สักแต่ว่ารู้ตามตำราเท่านั้น หรือตามที่ฟังมาเท่านั้น ไม่ได้เห็นด้วยตนเอง
บางทีเมื่อไปเห็นเข้าด้วยตนเองแล้ว ก็ไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำว่าชื่อต้นอะไร
ตามที่ฟังมา ตามที่เรียนมา

ดั่งนั้น การปฏิบัติให้ได้สติ ได้โพชฌงค์ ได้ญาณในอริยสัจจ์ขึ้นมาด้วยตนเอง
โดยตั้งต้นปฏิบัติ กำหนดจิตเข้ามากำหนดดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้แหละ
ให้ได้สมาธิ และเมื่อได้สมาธิขึ้นแล้ว ความรู้ความเห็นจะเป็นไปเอง
และก็เป็นดังกล่าวเมื่อได้มีความรู้ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าช่วย
ก็ยังจะทำให้ได้รับความสะดวกในการปฏิบัติยิ่งขึ้น

ความสุขในการปฏิบัติธรรม ๔ ประการ

พระพุทธองค์ได้ทรงสอนให้รู้จักความสุข ซึ่งประสงค์ในการปฏิบัติธรรม
และทรงสั่งสอนให้รู้จักวิมุติคือความหลุดพ้น ดังที่ได้ตรัสเรียกว่า เนกขัมมะสุข
ความสุขที่เกิดจากเนกขัมมะคือการออก ปวิเวกกะสุข ความสุขที่เกิดจากความสงัดสงบ
อุปสมะสุข ความสุขที่เกิดจากความสงบรำงับ สัมโพธิสุข ความสุขที่เกิดจากความรู้พร้อม ดั่งนี้

อันความสุขที่ได้ตรัสชี้ไว้เหล่านี้ เพื่อความเข้าใจง่าย
จึงได้ยกเอาคุณลักษณะแห่งความสุขนั้นกำกับไว้ด้วย เช่นที่ตรัสเรียกว่า เนกขัมมะสุข เป็นต้น
ผู้ปฏิบัติธรรมะหากได้ตั้งใจฟัง และได้ทราบพระพุทธาธิบายตามสมควร
ก็ย่อมจะมีความรู้สึกว่า แม้ว่ายังไม่สามารถจะได้พบกับ เนกขัมมะสุข อย่างสมบูรณ์ได้
แต่ว่าก็จำที่จะต้องให้ได้ความสุขเช่นนี้ แม้น้อย เพราะว่าหากไม่ได้เสียเลยแล้ว
จะไม่ได้รับความสุขอันแท้จริง ซึ่งเป็นผลอันประเสริฐสำหรับตนเองเลย

เนกขัมมะสุข

เนกขัมมะสุข ความสุขที่เกิดจากการออก ก็หมายถึงว่าออกจากเรื่องวุ่นวายทั้งหลาย
อันเนื่องมาจากความกังวลพัวพัน เป็นต้น ซึ่งเรียกรวมว่ากิเลส
แม้ว่าทุกคนผู้ที่ยังละกิเลสไม่ได้ ยังมีกิเลสอยู่ และไม่สามารถจะโยนทิ้งได้
เพราะอย่างไรๆก็ยังมีกิเลส แต่แม้เช่นนั้นถ้าหากว่าให้กิเลสครอบงำโดยไม่มีความว่างเว้นแล้ว
ก็จะมีความกังวลห่วงใยยุ่งเหยิงสับสน หาความว่างมิได้
เมื่อเป็นดั่งนี้ แม้จะมีความบริบูรณ์สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินภายนอกต่างๆ
แต่ว่าจิตใจของบุคคลเองนั้นไม่ได้รับความสุขอันแท้จริงเลย
เพราะฉะนั้นจึงต้องหัดปฏิบัติทำจิตใจ ให้ออกได้จากเครื่องกังวลผูกพันทั้งหลาย
น้อยหรือมาก ไม่ยอมให้เรื่องทั้งหลายเข้ามาผูกพัน รึงรัด ครอบงำ เสียจนหาความว่าง
ความสบาย ความสงบ ใดๆมิได้

นิยานิกธรรม

เพราะฉะนั้น พระบรมศาสดาจึงได้ตรัสสอนให้ปฏิบัติ
นำตนออกจากเครื่องผูกพันห่วงใยเป็นต้นเหล่านี้ไปโดยลำดับ
ธรรมะที่ทรงสั่งสอนจะเป็นขั้นทานก็ตาม ขั้นศีลก็ตาม ขั้นภาวนาคือสมถะวิปัสสนา
หรือสมาธิปัญญาก็ตาม ทุกข้อทั้งหมดทุกบทย่อมเป็นการสั่งสอนที่นำออกทั้งนั้น
เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกข้อทุกบท
จึงเป็นการปฏิบัตินำออกไปจากเครื่องผูกพันอาลัยห่วงใย
รวมเข้าก็คือว่าออกจากกิเลสและกองทุกข์เป็นเปลาะๆ เป็นเรื่องๆไปโดยลำดับ
และเมื่อเป็นดั่งนี้ ปฏิบัติตนออกไปได้เท่าใด ก็จะทำให้ได้ความสุขเท่านั้น
ออกได้มากก็ได้ความสุขมาก ออกได้น้อยก็ได้ความสุขน้อย
เพราะฉะนั้น ความสุขที่เกิดจากการออกดั่งนี้คือ เนกขัมมะสุข
และเมื่อมีความเข้าใจว่าเป็นสุขสำหรับทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นพระไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์
ไม่ว่าจะเป็นชายไม่ว่าจะเป็นหญิง ก็จะต้องมีการปฏิบัติออกไปได้
จึงจะได้ความสุขอันแท้จริง ดั่งนี้คือ เนกขัมมะสุข

เพราะฉะนั้น ธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จึงได้เรียกว่า นิยานิกธรรม
ธรรมะที่เป็นเครื่องนำออกไป คือนำออกไปจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งนั้น
ไม่มีที่จะนำเข้ามาสู่กิเลสและกองทุกข์เลยสักข้อเดียว
เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมะที่เป็นนิยานิกธรรมนี้ จึงได้การออกไปจากกิเลสและกองทุกข์
เป็นเรื่องๆ เป็นข้อๆ เป็นเปลาะๆไปโดยลำดับดั่งนี้คือ เนกขัมมะสุข

ปวิเวกกะสุข

และแม้สุขอื่น อันที่จริงก็มีอรรถคือเนื้อความเป็นอันเดียวกันนี่แหละ
แต่ว่าแยกเรียกว่า ปวิเวกกะสุข ความสุขที่เกิดจากความสงัด

ก็คือหมายความว่าทำตนให้สงัดสงบจากเครื่องพัวพันทั้งหลาย จากการคลุกคลีทั้งหลาย
เพราะว่าการที่จะออกไปได้นั้นก็จะต้อง ทำตนให้สงบสงัดจากการคลุกคลีทั้งหลายด้วย
ถ้าหากว่ายังมีการคลุกคลีอยู่ด้วยเรื่องนั้นๆ ด้วยสิ่งนั้นๆ ก็ยังออกไม่ได้
เพราะฉะนั้นจึงต้องไม่คลุกคลีอยู่ด้วยสิ่งนั้นๆ ด้วยเรื่องนั้นๆ ตลอดจนถึงด้วยบุคคลนั้นๆ
ในทางที่ก่อให้เกิดความกังวลห่วงใย ให้เกิดกิเลสให้เกิดความทุกข์ต่างๆ

กายวิเวก จิตตวิเวก อุปาทิวิเวก

เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้มีแสดงถึง กายวิเวก ความสงัดทางกาย
จิตตวิเวก ความสงัดทางจิตใจ อุปาทิวิเวก ความสงัดกิเลส ไปโดยลำดับ
เพราะฉะนั้น เมื่อสามารถปฏิบัติตนไม่ให้คลุกคลี แต่ให้ได้พบกับความสงัดสงบดังกล่าว
ก็เป็นอันว่าออกได้ และก็ได้ความสุขที่แยกชื่อเรียกได้อีกว่า ปวิเวกกะสุข
ความสุขที่เกิดจากความวิเวก คือความสงัดสงบ

อุปสมะสุข

อนึ่ง ยังเรียกชื่ออย่างอื่นได้อีก
แต่ก็มีอรรถคือความก็เป็นทางเดียวกัน เป็นอันเดียวกัน คือ ความสงบรำงับ
เพราะว่า เมื่อมีความสงบรำงับ หรือปฏิบัติให้จิตใจสงบระงับได้
คือให้โลภโกรธหลงสงบระงับลงได้ หรือว่าราคะโทสะโมหะสงบระงับลงได้ น้อยหรือมาก
ก็จะทำให้ความคลุกคลีลดลง จะทำให้การผูกพันลดลง
เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการปฏิบัติกายวาจาใจนี่แหละ ให้สงบกาย สงบวาจา สงบใจ
โดยตรงก็คือว่าต้องคอยสงบรำงับ ราคะ โทสะ โมหะ หรือว่า โลภ โกรธ หลง
สงบระงับอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของราคะโทสะโมหะ หรือว่าโลภโกรธหลง เหล่านี้ด้วย
เมื่อเป็นดั่งนี้ จึงจะได้ความสงบระงับทางกาย ทางวาจา และทางใจ
ซึ่งทำให้เกิดความสุข อันเรียกว่า อุปสมะสุข สุขที่เกิดจากความสงบรำงับ

ซึ่งความสงบนี้เองพระบรมศาสดาได้ตรัสสอนว่าเป็นเหตุให้เกิดความสุข
ที่ไม่มีสุขอื่นจะยิ่งขึ้นไปกว่า ในพุทธภาษิตที่เราทั้งหลายก็ทราบกันอยู่โดยมาก
ว่าความสุขที่ยิ่งไปกว่าความสงบไม่มี หรือว่าความสงบเป็นสุขอย่างยิ่ง ดั่งนี้

สัมโพธิสุข

และในบรรดาการปฏิบัติเหล่านี้
การปฏิบัติให้ได้ปัญญาที่เป็นตัว สัมโพธิ คือความรู้พร้อม ย่อมเป็นสิ่งสำคัญ
พระพุทธเจ้าทรงละกิเลสและกองทุกข์ทั้งสิ้นได้ก็เพราะพระสัมโพธิปัญญา
ปัญญาคือความตรัสรู้พร้อม เพราะฉะนั้นจึงละกิเลสและกองทุกข์ได้ทั้งหมด
สัมโพธิคือความรู้พร้อมนี้เป็นตัววิชชาความรู้แจ่มแจ้งตามความเป็นจริง
และโดยตรงก็คือความรู้ในสัจจะที่เป็นตัวความจริง

สัจจะที่เป็นตัวความจริงนี้ ซึ่งเป็นอย่างยิ่งก็คืออริยสัจจ์
เพราะทำให้ผู้รู้ละกิเลสและกองทุกข์ เป็นอริยบุคคล บุคคลผู้ประเสริฐได้
ก็คืออริยสัจจญาณ ความหยั่งรู้ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นั้นเอง อันเป็นหลักสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา
และเมื่อได้ปัญญาละกิเลสได้ ก็ได้ความสุข ( เริ่ม ๓/๒) อันเป็นความสุขอย่างยิ่ง
เพราะเมื่อได้ปัญญาละกิเลสได้ก็จะทำให้ได้ความสงบระงับ ซึ่งเรียกว่า อุปสมะ
ได้ความสงัดกาย สงัดจิต สงัดกิเลส ทั้งหมด อันเรียกว่า ปวิเวกะ
ได้ เนกขัมมะ คือการออกทั้งหมด ออกจากกิเลสและกองทุกข์ได้ทั้งหมด

เพราะฉะนั้นสัมโพธิสุข ความสุขที่เกิดจากความรู้พร้อมนี้จึงเป็นข้อสำคัญ
เหล่านี้เป็นความสุขอันแท้จริง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้เอง
และทุกๆคนที่จะได้ความสุขอันแท้จริงนั้น ก็จะต้องมีส่วนได้ความสุขเหล่านี้ แม้น้อยก็ตาม
คือว่าจะต้องได้ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติให้ออกได้ ไม่ให้ติดขัดอยู่ในเครื่องผูกพันทั้งหลาย
ปฏิบัติให้สงัดกายสงัดจิตสงัดกิเลสได้ ปฏิบัติให้สงบรำงับ

โดยตรงก็คือสงบระงับโลภโกรธหลง หรือว่าราคะโทสะโมหะได้
ปฏิบัติให้ได้ปัญญาที่เป็นตัวรู้หยั่งลงถึงในสัจจะที่เป็นความจริง
อันขจัดกิเลสและกองทุกข์ได้ น้อยหรือมาก และเมื่อได้น้อยก็ได้ความสุขอันแท้จริงน้อย
ได้มากก็ได้ความสุขอันแท้จริงมาก

วิมุติสุข

และบรรดาสุขเหล่านี้ อีกคำหนึ่งก็คือ วิมุติสุข ความสุขที่เกิดจากความหลุดพ้น
เพราะว่าเมื่อออกได้ก็เป็นอันว่าพ้นได้ เมื่อสงัดได้ก็เป็นอันว่าพ้นได้เช่นเดียวกัน
เมื่อสงบระงับได้ก็เป็นอันว่าพ้นได้เช่นเดียวกัน เมื่อมีปัญญาที่รู้เข้าถึงสัจจะที่เป็นตัวความจริง
ก็ทำให้พ้นได้เช่นเดียวกัน คือทำให้พ้นได้จากเครื่องติดขัดทั้งหลาย
จากเครื่องผูกพันทั้งหลาย จากพันธนาการทั้งหลาย ให้พ้นได้จากความคลุกคลีทั้งหลาย
ให้พ้นได้จากโลภโกรธหลง หรือราคะโทสะโมหะ ให้พ้นได้จากกิเลสและกองทุกข์ น้อยหรือมาก
ความพ้นเหล่านี้ก็คือวิมุติ และเมื่อพ้นได้เท่าใดก็เป็นสุขเท่านั้น ดั่งนี้ก็เป็นวิมุติสุข

พระพุทธเจ้าได้มีพระพุทธภาษิตตรัสแสดงไว้เองว่า ทรงอยู่ด้วยวิชชาวิมุติ
วิชชาก็คือรู้ วิมุติก็คือพ้น รวมกันเข้าก็คือรู้พ้น ทรงอยู่ด้วยความรู้พ้น ทรงรู้ทุกๆอย่าง
ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางมนะคือใจ ซึ่งรูปทั้งหลาย ซึ่งเสียงทั้งหลาย
ซึ่งกลิ่นทั้งหลาย ซึ่งรสทั้งหลาย ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลาย ซึ่งเรื่องราวทั้งหลาย
และทรงรู้ได้มากยิ่งกว่าสามัญชนทั่วไป เพราะทรงรู้อดีตรู้อนาคตรู้ปัจจุบันยืดยาวกว้างขวาง
แต่ว่ารู้เท่าใดก็พ้นเท่านั้น ไม่เก็บเอามาเป็นพันธนาการผูกพัน
ไม่คลุกคลี และไม่วุ่นว่าย และไม่หลง

เพราะฉะนั้น จึงทรงมีความรู้พ้นอยู่ตลอดเวลาทั้งปวง
เมื่อเรียกเป็นศัพท์แสงก็เรียกว่า วิชชาวิมุติ วิชชาคือรู้ วิมุติคือพ้น
พูดอย่างธรรมดาก็คือว่ารู้พ้น ไม่ใช่รู้ติด ไม่ใช่รู้ผูกพันเป็นต้น แต่เป็นรู้พ้น

รู้มากที่สุด รู้อดีตไกลที่สุด รู้อนาคตไกลที่สุด รู้ปัจจุบันทั่วหมด
แต่ว่าพ้นหมด ไม่มีติดข้อง ไม่มีกังวล ไม่มีที่จะพันธนาการในเรื่องใดๆทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นจึงได้ทรงพบกับความสุขที่สมบูรณ์ไม่มีบกพร่องเป็นวิมุติสุข

สุญญตา

อาการของความสุขดังกล่าวมานี้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือสุญญตาความว่างนั้นเอง
คือว่าว่างจากกิเลส ว่างจากกองทุกข์ เพราะว่าออกได้ เพราะว่าสงัดได้ไม่คลุกคลี
เพราะว่าสงบระงับได้ เพราะว่ารู้พ้น คือไม่รู้หลงไม่รู้ยึดทุกๆอย่าง
จึงเป็นความว่าง ว่างกิเลส ว่างทุกข์ทั้งหมด ยกเอากายขึ้นมาว่าก็คือว่ากายว่าง
ยกเอาวาจาขึ้นมาว่าก็คือวาจาว่าง ยกเอาใจจิตขึ้นมาว่า ก็ว่าใจว่างจิตว่าง
กายวาจาจิตใจว่าง ว่างกิเลสและกองทุกข์ทั้งหมด ว่างด้วยความรู้พ้น
ไม่ใช่ว่างด้วยความไม่รู้ หรือความรู้หลง แต่ว่าว่างด้วยความรู้พ้น
ดั่งนี้ คือว่าใจว่าง หรือจิตว่าง หรือว่าความว่าง อันเป็นตัวสุญญตา

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงแสดงทางให้บรรลุถึงความว่างดังกล่าวนี้
ตั้งต้นแต่การปฏิบัติตนไม่ให้คลุกคลีอยู่ด้วยบุคคล หรือว่าอยู่ด้วยรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ
เรื่องราวที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ หรือว่าที่ไม่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจทั้งหลาย
อันความคลุกคลีอยู่ด้วยเรื่องราว หรือด้วยบุคคลดังกล่าวมานี้
ไม่ใช่หมายความว่าอยู่กับใครๆไม่ได้ อยู่ในบ้านในเมืองไม่ได้
แต่หมายความว่าความรู้จักที่จะปฏิบัติทำจิตใจให้รู้จักออก ให้รู้จักสงัด
ให้รู้จักสงบรำงับ ให้รู้จักรู้ปล่อย รู้วาง รู้พ้นนั้นเอง

เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว แม้จะอยู่ในบ้าน อยู่ในเมือง อยู่ในป่า อยู่ในที่ไหนก็ตาม
ตลอดจนถึงมาประชุมกันฟังธรรมปฏิบัติธรรมในที่นี้ ก็มาอยู่ด้วยกันจำนวนมาก
ดั่งนี้ไม่เรียกว่าคลุกคลี เพราะว่าไม่ใช่เป็นการมาก่อกิเลส และก่อกองทุกข์อย่างใดๆทั้งสิ้น

มาร่วมกันฟังมาร่วมกันปฏิบัติธรรมะ เพื่อที่จะออก เพื่อที่จะสงัด เพื่อที่จะสงบระงับ
เพื่อที่จะรู้พ้นตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดั่งนี้ไม่ใช่คลุกคลี
แต่ที่เรียกว่าคลุกคลีด้วยบุคคล ด้วยหมู่คณะ ด้วยสิ่งทั้งหลายนั้น
หมายความว่าคลุกคลีในทางสร้างกิเลสและกองทุกข์ให้บังเกิดขึ้นในทางต่างๆ ดั่งนี้

เริ่มปฏิบัติด้วยเว้นการคลุกคลี

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติเว้นการคลุกคลีดังกล่าว
โดยที่ได้ทรงแสดงชี้ให้เห็นว่าบรรดาสิ่งทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่นรูป
อันหมายรวมถึงเสียง ถึงกลิ่น ถึงรส ถึงโผฏฐัพพะ ถึงธรรมะคือเรื่องราวทั้งปวง
ซึ่งประสบพบพานทางตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ

ยกเอารูปขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ซึ่งมีความยินดีติดอยู่
รูปที่ยินดีติดอยู่เหล่านี้ ซึ่งจะไม่เป็นเหตุให้เกิดความโศก ความปริเทวะ
ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ นั้นหามีไม่
เพราะเหตุว่ารูปทั้งปวงนั้นจะต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น
ฉะนั้นเมื่อมีความผูกพันยินดีติดอยู่ ครั้นสิ่งที่ผูกพันนั้นแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป
จึงต้องมีความทุกข์ต่างๆ จึงไม่พ้นทุกข์ไปได้ ดั่งนั้น จึงไม่ควรที่จะคลุกคลี ผูกพัน
หัดปฏิบัติที่จะนำจิตใจออกไปได้ สงัดได้ สงบระงับได้
และข้อสำคัญนั้นให้รู้จักทำใจให้รู้พ้น ให้รู้ปล่อย ให้รู้วางได้ตามสมควร
และเมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว จึงจะได้พบกับสุญญตาคือความว่างดังที่กล่าวมานั้น
อันเป็นเหตุให้บังเกิดความสุขที่แท้จริง สุดแต่ที่จะปฏิบัติได้เพียงไร

พระบรมศาสดาเองก็ได้ทรงเข้าถึงสุญญตาคือความว่างนี้
เพราะไม่ทรงใส่พระทัยถึงนิมิตอะไรๆ อันหมายความว่าถึงจะทรงเห็นอะไร
ทรงได้ยินอะไรเป็นต้น ซึ่งรูปซึ่งเสียงทั้งหลายเป็นต้น
๑๐
แต่ก็ไม่ผูกพันยึดถือทั้งหมด หรือว่ายึดถือบางส่วน ว่าเป็นอย่างนั้น ว่าเป็นอย่างนี้
เมื่อเป็นดั่งนี้ สิ่งที่เห็นสิ่งที่ได้ยินนั้นก็พ้นไปๆ พระองค์จึงอยู่กับสุญญตาคือความว่าง
และเมื่อว่างกิเลส ว่างยินดี ว่างยินร้าย ว่างความยึดถือ ก็เป็นอันว่าว่างทุกข์ด้วย

เพราะฉะนั้นจะมีใครมาเฝ้าก็ตาม
จะเป็นบริษัท ขัตติยะบริษัท พราหมณ์บริษัท แพศบริษัท ศูทรบริษัท
ใครๆก็ตามทรงแสดงธรรมะสั่งสอน ธรรมะที่ทรงสั่งสอนทั้งปวงนั้น
จะเป็นข้อไหนบทไหนก็ตาม จึงเป็นนิยานิกธรรม ธรรมะที่นำออกทั้งหมด
ออกจากกิเลส ออกจากกองทุกข์ทั้งหมด ไม่มีที่จะสั่งสอนนำเข้ามาสู่กิเลสสู่กองทุกข์
เพราะว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วยสุญญตาคือความว่าง เพราะไม่ใส่ใจในนิมิตทั้งหมด
ตลอดเวลาก็ทรงอยู่ด้วยความรู้พ้นดังที่ตรัสแสดงนั้น

ข้อปฏิบัติให้มีอารมณ์อันเอก

เพราะฉะนั้นจึงได้ทรงสั่งสอนต่อไปว่า
เมื่อต้องการจะเข้าถึงสุญญตาคือความว่างดั่งนี้
ก็ให้ปฏิบัติทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในภายใน ให้นั่งสงบอยู่ในภายใน
และในการปฏิบัติดั่งนี้ จะปฏิบัติทางสติปัฏฐานข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น
เพราะเมื่อมาตั้งสติกำหนดในสติปัฏฐาน ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม
ทุกข้อทุกบท ย่อมเป็นการปฏิบัติที่ทำจิตให้ตั้งสงบอยู่ในภายในทั้งนั้น
ให้นั่งสงบอยู่ในภายในทั้งนั้น ให้มีอารมณ์อันเอกคืออันเดียวผุดขึ้นทั้งนั้น
คือให้ใจเป็นหนึ่งทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นเมื่อได้ดั่งนี้แล้ว ก็จะได้สุญญตาคือความว่างขึ้นไปโดยลำดับ
และเมื่อได้สมาธิที่ดีขึ้นๆ ก็จะได้ขึ้นไปจนถึงขั้นฌานโดยลำดับ
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป
๑๑

ศิษย์ไม่รักดี
05-09-2007, 05:03 PM
http://www.budpage.com/images/off05.gif


พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา (๕)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

สมาธินิมิต กิเลสนิมิต ๓
กำหนดอารมณ์ภายใน ภายนอก ๔
ความยินดียินร้ายในการปฏิบัติ ๕
ต้องไม่ละความเพียร ๕
สุญญตาวิหารภายใน ๖
วิธีปฏิบัติเดินจงกรม ๖
ติรัจฉานกถา กถาวัตถุ ๗
วิตก ความตรึกนึกคิด ๘
กำหนดพิจารณาขันธ์ ๕ ๘




คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความขาดนิดหน่อยระหว่างเทป
ม้วนที่ ๓/๒ ครึ่งหลัง ต่อ ๔/๑ ( file Tape 03 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา (๕)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ปัญญาในธรรมนั้นย่อมทำให้ได้สุญญตาคือความว่าง
หรือว่าจิตว่างใจว่างจากกิเลสทั้งหลายได้ดียิ่งๆขึ้นไปกว่าสมาธิเท่านั้น
แต่แม้สมาธิในพุทธศาสนาก็เป็นสมาธิเพื่อสุญญตาคือความว่างดังกล่าวเช่นเดียวกัน
นับตั้งแต่ว่างนิวรณ์ คือกิเลสที่บังเกิดขึ้น กลุ้มกลัดจิตใจ จึงทำให้จิตใจฟุ้งซ่านไป
ในอารมณ์คือเรื่องทั้งหลาย ปรากฏเป็นความทุรนทุรายไม่สงบ

ก็ต้องอาศัยสมาธิทำจิตใจให้สงบจากอารมณ์ทั้งหลาย
อันเป็นที่ตั้งของกิเลสทั้งหลาย ตามวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้
เมื่อเป็นดั่งนี้จิตจึงสงบสงัดจากกาม และอกุศลธรรมทั้งหลาย
ทั้งที่เป็นส่วนอารมณ์ และทั้งที่เป็นส่วนกิเลส


สมถกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ทุกข้อ
ก็เป็นไปเพื่อความสงบสงัดจากกาม และอกุศลธรรมทั้งหลายดังกล่าว
ทั้งนี้ก็ได้ทรงสั่งสอนให้ตั้งจิตไว้ใน สมาธินิมิต นิมิตของสมาธิ
หรือว่าที่ซึ่งเป็นที่กำหนดหมายแห่งสมาธิ เป็นนิมิตที่กำหนดหมายในจิตใจ
ความที่ทำจิตใจให้กำหนดหมายอยู่ในที่กำหนดหมายนั้น ก็ชื่อว่าทำสมาธิในพุทธศาสนา

สมาธินิมิต กิเลสนิมิต

สมาธินิมิต ในพุทธศาสนาดังกล่าวนั้น ย่อมตรงกันข้ามกับ กิเลสนิมิต
ที่กำหนดหมาย หรือความกำหนดหมายแห่งจิต ซึ่งเป็นฝ่ายกิเลส ดังเช่น สุภะนิมิต
กำหนดหมายว่างดงาม ก็เป็นที่ตั้งของกามฉันท์ คือกิเลสกองราคะ กองกาม หรือกองโลภ
ปฏิฆะนิมิต กำหนดหมายแห่งความกระทบกระทั่ง ก็ก่อให้เกิดกิเลสกองโทสะ
และนอกจากนี้ก็เป็น โมหะนิมิต กำหนดหมายให้เกิดโมหะคือความหลง
เหล่านี้เป็นกิเลสนิมิต ซึ่งบุคคลสามัญทั่วไปก็ย่อมมีกิเลสนิมิตนี้เป็นที่ตั้งของจิต
เป็นที่อาศัยของจิต ดั่งนี้เรียกว่า กิเลสวิหาร วิหารคือที่อยู่ของกิเลส
หรือ อสุญญตาวิหาร วิหารคือที่อยู่ของอสุญญตาความไม่ว่าง
เพราะว่าเต็มยั้วเยี้ยไปด้วยอารมณ์และกิเลสทั้งหลาย

แต่ว่าเมื่อมาปฏิบัติในสมาธินิมิตของพระพุทธเจ้า
โดยการปฏิบัติในกรรมฐานที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนเอาไว้
จะเป็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ก็ดี จะเป็นกรรมฐานที่ทรงสั่งสอนไว้โดยประการอื่นก็ดี
ดังที่พระอาจารย์ได้ประมวลไว้ว่ากรรมฐาน ๔๐ ประการ เป็นต้น
หรือว่าที่พระอาจารย์ได้แสดงไว้อีกเท่ากับธรรมขันธ์ กรรมฐาน ๘๔๐๐๐ ก็ตาม
ซึ่งเป็นกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้
ก็ล้วนเป็นสุญญตาวิหารคือที่อยู่แห่งสุญญตาคือความว่างทั้งนั้น
ก็คือว่างตั้งต้นแต่จากกามจากอกุศลธรรมทั้งหลาย

เพราะว่ากรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนทั้งปวงนั้น
ล้วนให้ตั้งจิตกำหนดเป็นนิมิตคือที่กำหนดหมายของจิต เพื่อสุญญตาคือความว่างทั้งนั้น
และโดยตรงก็กำหนดให้ตั้งเข้ามาในภายใน ให้จิตนั่งอยู่ในภายใน
ให้กำหนดอยู่ในสมาธินิมิตเพียงข้อเดียว เพียงอย่างเดียว
ดังที่เรียกเป็นภาษาธรรมะว่ามีข้อเดียวประการเดียวผุดขึ้นปรากฏขึ้น
นี่แหละคือสมาธินิมิตของพระพุทธเจ้า

กำหนดอารมณ์ภายใน ภายนอก

และแม้ว่าจะกำหนดไปในอารมณ์ของกรรมฐานที่เป็นภายนอกก็ได้
เพราะอารมณ์ของกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้นั้นกำหนดในภายใน
เช่นกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก กำหนดอิริยาบถเดินยืนนั่งนอน
กำหนดอาการผมขนเล็บฟันหนังเป็นต้น กำหนดธาตุ ๔
เหล่านี้ กำหนดภายในกายนี้ทั้งนั้น

อีกอย่างหนึ่งกำหนดในภายนอกเช่นกำหนดใน กสิณ
กำหนดดิน กำหนดน้ำ กำหนดไฟ กำหนดลม กำหนดสีต่างๆ ซึ่งเป็นทางกสิณในภายนอก
เหล่านี้เรียกว่าภายนอก แต่ก็ต้องเข้าใจว่าทั้งภายนอก ทั้งภายในนั้น .. ( จบ ๓/๒ )
( ข้อความขาดนิดหน่อย )
( เริ่ม ๔/๑ ) ...อยู่ ก็ต้องรวมเข้ามาตั้งไว้ในจิตทั้งนั้น
เป็นแต่เพียงว่าส่วนที่ตั้งจิตกำหนดทีแรก เป็นภายในบ้างเป็นภายนอกบ้าง
แต่เมื่อได้เริ่มกำหนดจากภายในก็ตาม จากภายนอกก็ตาม ก็ต้องให้มาตั้งอยู่ในจิตทั้งนั้น
ให้จิตกำหนดอยู่เป็นสมาธินิมิตขึ้นในจิต ให้เป็นข้อเดียวตั้งขึ้นในจิต
ดั่งนี้ จึงจะได้พบกับสุญญตาคือความว่าง

แต่ว่าในการปฏิบัตินั้น เมื่อปฏิบัติไปในบางคราวจิตก็ไม่ตั้งแนบแน่น
อยู่ในสมาธินิมิตที่กำหนดนั้น

ในบางคราวจิตก็ตั้ง ก็เป็นธรรมดา
จึงต้องไม่เว้นความเพียร ไม่ละความเพียร ไม่ทิ้งความเพียร
ต้องมีความเพียรปฏิบัติต่อไป ทำความรู้ตัว ทำสติให้มากขึ้น
และคอยกำจัดความยินดีความยินร้ายที่บังเกิดขึ้น

ความยินดียินร้ายในการปฏิบัติ

อันความยินร้ายนั้นคือยินร้ายในการปฏิบัติ เพราะเหตุที่ทำจิตให้ตั้งเป็นสมาธิไม่ได้
จิตไม่น้อมไปตั้งอยู่ในสมาธินิมิต ก็ต้องละความยินร้ายนี้เสีย
กำหนดพิจารณาว่า เมื่อยังอ่อนเพียร อ่อนสติ อ่อนสัมปชัญญะ ก็จะต้องเป็นเช่นนั้น
จึงต้องทำความเพียร ทำสติ ทำสัมปชัญญะ สืบต่อไป
บางทีก็ได้ความยินดีในสมาธิ เช่นเมื่อได้ผลของสมาธิ เป็นปีติ เป็นสุข
ก็มีความยินดีในผลของสมาธินั้น ก็จะเป็นเหตุให้ติดอยู่ในปีติสุขของสมาธิ
ดั่งนี้ก็ต้องละความยินดีนั้นเสีย ไม่พะวงอาลัยอยู่กับปีติสุข
แต่ทำความเพียรทำสติ ทำสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติสมาธิให้ยิ่งขึ้นไป
บางทีก็เป็นนิวรณ์ภายนอกโผล่เข้ามา แทรกแซงเข้ามา ดึงจิตให้ยินดีให้ยินร้ายไป
ดั่งนี้ก็ต้องคอยละเสีย

ต้องไม่ละความเพียร

เพราะฉะนั้น แม้ว่าในการปฏิบัติหลายครั้งหลายคราว จิตไม่น้อมไป ไม่ตั้งอยู่ในสมาธินิมิต
ก็ต้องไม่ละความเพียรดังกล่าว ต้องทำความเพียรเรื่อยไป ทำสติสัมปชัญญะให้ยิ่งขึ้น
คอยละความยินดีความยินร้ายอยู่เสมอ ทำใจให้เป็นอุเบกขา
อันหมายความว่าวางเฉยจากความยินดีความยินร้าย เมื่อยินดียินร้ายเกิดขึ้น
ก็วางเสียไม่รักษาเอาไว้ และไม่วุ่นวายไปเพราะความยินดีความยินร้าย เฉยเสียได้
วางเสียได้ จากความยินดีความยินร้าย ดั่งนี้คืออุเบกขา

และเมื่อเป็นดั่งนี้แล้วจิตก็จะน้อมไปตั้งอยู่ในสมาธินิมิตได้
จะได้สุญญตาคือความว่างที่เป็นภายใน อันหมายความว่าจากอารมณ์ที่เป็นภายใน
จะได้สุญญตาในภายนอก อันหมายความว่าจากอารมณ์ที่เป็นภายนอก
ในเบื้องต้นเป็นกสิณดังกล่าวนั้น
จะได้สุญญตาทั้งภายในทั้งภายนอก จะได้สุญญตาที่ไม่หวั่นไหวยิ่งขึ้นไปโดยลำดับ
ดั่งนี้ ก็เป็นอันว่าได้สร้างสุญญตาวิหารขึ้นในจิตใจ

สุญญตาวิหารภายใน

สุญญตาวิหารในจิตใจนี่แหละคือวัดใจวิหารใจ อันควบคู่กันไปกับวัดกายวิหารกาย
วัดกายวิหารกายนั้นเป็นภายนอก ดั่งวัดวาอารามทั้งหลายที่เข้าใจกัน
แต่ว่าวัดใจวิหารใจนี้ก็คือว่าสุญญตาวิหารซึ่งเป็นภายในนี้

วิธีปฏิบัติเดินจงกรม

เพราะฉะนั้นพระบรมศาสดาจึงได้ตรัสสอนต่อไป
ให้เดินยืนนั่งนอนอยู่ด้วยสุญญตาวิหารนี้ เดินนั้นก็เรียกว่าจงกรม
จะเป็นจงกรมคือเดินโดยปรกติก็ตาม จะจงกรมที่เป็นการปฏิบัติ ดั่งเรียกว่าเดินจงกรมก็ตาม
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้เองว่าให้ตั้งจิตกำหนด
ว่าเราจะจงกรมคือเดิน โดยที่มิให้ความยินดีความยินร้ายบังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจ
เราจะยืนโดยที่ไม่ให้ความยินดีความยินร้ายบังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจ
เราจะนั่งโดยที่มิให้ความยินดีความยินร้ายบังเกิดขึ้นครอบงำใจ
เราจะนอนโดยที่มิให้ความยินดีความยินร้ายบังเกิดขึ้นครอบงำใจ
เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ชื่อว่าได้เดินอยู่ในสุญญตาวิหาร ได้ยืน ได้นั่ง ได้นอน อยู่ในสุญญตาวิหาร
อันเป็นวิหารใจอันเป็นวัดใจ


อันนี้แหละเป็นเงื่อนสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมะ
ซึ่งมักจะมีปัญหาถามกันอยู่เสมอๆว่า เดินจงกรมจะให้ทำใจยังไง
ในที่นี้จึงนำเอาพระพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้เองในพระสูตรนี้
มาเล่าให้ฟังว่าท่านสอนไว้ยังงี้ ว่าให้ทำจิตใจอย่างนี้
ในอิริยาบถเดินก็ตาม ยืนก็ตาม นั่งก็ตาม นอนก็ตาม
ด้วยตั้งใจว่าเราจะมิให้ความยินดีความยินร้ายบังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจ
จึงเป็นอันว่าได้เดินยืนนั่งนอนอยู่ในสุญญตาวิหาร
ในวัดสุญญตา ในวิหารสุญญตา ซึ่งตั้งอยู่ในจิตใจ
เมื่อปฏิบัติดั่งนี้ก็เป็นอันว่าได้จงกรมคือเดินยืนนั่งนอนตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

ติรัจฉานกถา กถาวัตถุ

และแม้ว่าจะพูดก็ตาม ก็ให้ตั้งใจว่า จะเว้นจากวาจาที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งหลาย
ดังเช่นที่เรียกว่า ติรัจฉานกถา ถ้อยคำที่เป็นดิรัจฉาน คือที่ขัดขวางต่อธรรมะปฏิบัติ
เพื่อสุญญตาดังกล่าว เป็นถ้อยคำที่พูดจากันก่อให้บังเกิดกิเลสทั้งหลาย
กองราคะบ้าง กองโทสะบ้าง กองโมหะบ้าง ดั่งนี้เป็นวาจาที่ควรเว้น
เพราะว่าส่อถึงใจที่ไม่มีสุญญตาคือความว่าง จากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
เมื่อใจเป็นอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น

จึงให้พูดแต่ถ้อยคำที่เรียกว่า กถาวัตถุ คือถ้อยคำที่ควรพูด
อันจะนำให้จิตใจได้สุญญตาคือความว่างจากกิเลสทั้งหลาย
เช่นพูดจากันปรารภธรรมะที่ทำให้ปรารถนาน้อย ให้เกิดความสันโดษเป็นต้น
ที่จะชักนำให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ดั่งนี้ก็ชื่อว่าได้พูดจาอยู่ในสุญญตาวิหารเหมือนกัน
ถ้าไปพูดที่เป็นติรัจฉานกถาทั้งหลาย ก็เป็นอันว่าไปพูดกันนอกสุญญตาวิหาร
นอกวัดสุญญตา ไม่ได้อยู่ในวัดสุญญตา


วิตก ความตรึกนึกคิด

และแม้ว่าจะมีความตรึกนึกคิดในจิตใจ ก็ให้ตรวจตราพิจารณาระมัดระวัง
ห้ามจิตใจไม่ให้คิดนึกไปในทางที่เรียกว่ากามวิตก ตรึกนึกคิดไปในกาม
พยาบาทวิตก ตรึกนึกคิดไปในทางพยาบาทปองร้าย
วิหิงสาวิตกตรึกนึกคิดไปในทางเบียดเบียน

แต่ว่าสนับสนุนจิตใจให้คิดนึกไปในทางเนกขัมมะ
การออกจากเครื่องผูกพันทั้งหลาย ไม่ให้เข้ามารึงรัดผูกมัดจิตใจ อันเรียกว่าเนกขัมมะวิตก
ให้ตรึกนึกคิดไปในทางไม่พยาบาท ประกอบด้วยเมตตา
ตรึกนึกคิดไปในทางไม่เบียดเบียน ประกอบด้วยกรุณา เป็นต้น
ดั่งนี้ ก็เป็นเนกขัมมะวิตก อัพพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก
ระวังจิตใจมิให้นึกคิดไปในทางอกุศลวิตก ที่เป็นกามวิตกเป็นต้น
แต่ให้ตรึกนึกคิดไปในทางที่เป็นกุศลอันเรียกว่ากุศลวิตก มีเนกขัมมะวิตกเป็นต้นดังกล่าวนั้น
เมื่อเป็นดั่งนี้ก็ชื่อว่าได้ตรึกนึกคิดอยู่ในวัดสุญญตา ในวิหารสุญญตา เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสั่งสอนให้คอยตรวจพิจารณาจิตใจของตนอยู่เสมอ
ว่ามีนิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่งอยู่หรือไม่ เมื่อมีอยู่ก็ให้รู้ว่ามี และก็ให้รู้ว่ายังละไม่ได้
และเมื่อตรวจพิจารณาดูว่าไม่มี ก็ให้รู้ว่าไม่มี ตามความเป็นจริง
ถ้ายังมีอยู่ ปล่อยให้นิวรณ์ครอบงำจิตใจอยู่แล้ว
ก็เป็นอันว่าออกไปจากวัดสุญญตา ออกไปจากวิหารสุญญตาเช่นเดียวกัน
แต่ว่าเมื่อนิวรณ์สงบลงได้ก็เป็นอันว่าได้เข้าวัดสุญญตา เข้าวิหารสุญญตา

กำหนดพิจารณาขันธ์ ๕

และได้ตรัสสั่งสอนไว้ให้ปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น

โดยที่กำหนดพิจารขันธ์ ๕ ให้เห็นความเกิดความดับของขันธ์ ๕
ว่ารูปเป็นอย่างนี้ ความดับความเกิดของรูปเป็นอย่างนี้ ความดับของรูปเป็นอย่างนี้
เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นอย่างนี้
ความเกิดของเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นอย่างนี้
ความดับของเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นอย่างนี้
เมื่อมาปฏิบัติพิจารณาให้เห็นความเกิดความดับของขันธ์ ๕ อยู่
อัสมิมานะคือความสำคัญหมายว่าเรามีเราเป็น หรือว่าเป็นเราเป็นของเรา
ก็ย่อมจะไม่บังเกิดขึ้นในขันธ์ทั้ง ๕

แต่ถ้าขาดปัญญาที่มองเห็นเกิดดับในขันธ์ ๕
ก็ย่อมจะต้องมีอัสมิมานะคือความสำคัญหมายว่าเรามีเราเป็น
ยึดถือว่าเรามีเราเป็น ยึดถือว่าตัวเราของเราอยู่ในขันธ์ ๕
และเมื่อเป็นดั่งนี้ แม้ว่าจะได้สมาธิมาโดยลำดับสูงเท่าไรก็ตาม
เมื่อยังมีอัสมิมานะอยู่ก็เป็นอันว่ายังไม่เข้าถึงวัดสุญญตา
หรือวิหารสุญญตาที่เป็นขั้นละเอียดที่สุด หรือที่บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ยังเสื่อมได้
ต่อเมื่อได้มาหัดปฏิบัติให้ได้ปัญญามองเห็นเกิดดับ แห่งรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ
ละอัสมิมานะดังกล่าวได้ ก็เป็นอันว่าได้พบวัดสุญญตา วิหารสุญญตา
อันเป็นวัดที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ สูงสุดในพุทธศาสนา

ฉะนั้น ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ดังที่แสดงเล่ามานี้
จึงเป็นข้อที่ผู้ปฏิบัติธรรมะจะพึงทราบ และพึงสนใจ
ใฝ่แสวงหาวัดสุญญตา หรือวิหารสุญญตาในจิตใจ ให้พบ
แม้ว่าจะเป็นวัดสุญญตาหรือวิหารสุญญตา ที่ยังเป็นชั้นนอกอยู่ก็ตาม
หากว่าได้พบวัดสุญญตาวิหารสุญญตาเช่นนี้ในจิตใจของตนเองแล้ว
ก็จะทำให้ได้พบกับความสุขดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
อันเรียกว่าเนกขัมมะสุข ปวิเวกสุข อุปสมะสุข สัมโพธิสุข วิมุติสุข ตั้งแต่เบื้องต้นได้
แต่หากว่ายังไม่ได้พบวิหารสุญญตา หรือวัดสุญญตาในจิตใจของตนเองบ้างแล้ว

แม้จะเข้ามาสู่วัดสู่วิหารที่เป็นของภายในภายนอก
จะตั้งอยู่ในบ้านก็ตาม ตั้งอยู่ในป่าก็ตาม ที่ไหนก็ตาม
เป็นอันว่ายังไม่ได้พบกับวัดสุญญตา วิหารสุญญตา อันเป็นพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
ซึ่งเป็นที่สถิตย์ของพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์
ยังไม่ได้พบพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์อย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติให้ได้พบวัดสุญญตาวิหารสุญญตา
แม้จะเป็นชั้นนอกชั้นต่ำก็ตามที ก็เป็นอันว่าได้เริ่มพบกับความสุข
ได้เริ่มพบกับพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ ได้เริ่มพบกับพระพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้น สุญญตาวิหาร หรือวัดสุญญตาวิหารสุญญตานี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
สติปัฏฐานก็อยู่ในวัดนี้ ธรรมะอื่นๆเป็นต้นว่า สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นโพธิปักขิยธรรมทั้งสิ้น
พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งหมดก็อยู่ในวัดสุญญตาวิหารสุญญตานี้ทั้งหมด
เข้าไปได้แล้วจะได้พบท่านทั้งนั้น
ต่อจากนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป

*









๑๐
พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา (๖)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

สัจจะธรรม ๓
บุถุชน ๕
กิเลส ปัญญา ๖
เนกขัมมสุข กามสุข ๗
หัดพิจารณาให้รู้จักสุญญตาสุข ๗
ความรู้หลง ๙
สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ ๙






คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความขาดนิดหน่อยระหว่างเทป
ม้วนที่ ๔/๑ ครึ่งหลัง ต่อ ๔/๒ - ๕/๑ ( File Tape 03 )
อณิศร โพธิทองคำ
บรรณาธิการ

พระสูตรที่ว่าด้วยสุญญตา (๖)
*
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดบวรนิเวศวิหาร

*

บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต
ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง
เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ปัญญาในธรรมนั้นต้องอาศัยจิตที่บริสุทธิ์
โดยมีศีลเป็นที่รองรับหรือเป็นพื้น ท่านจึงเปรียบศีลเหมือนอย่างแผ่นดิน
อันเป็นที่ดำรงอยู่ของสรรพสัตว์ในโลก และของสิ่งทั้งปวง
ศีลเป็นเหมือนแผ่นดินก็เพราะเป็นที่รองรับกุศลธรรมทั้งหลาย
จะต้องมีศีลเป็นแผ่นดินที่รองรับ กุศลธรรมทั้งหลายจึงจะตั้งขึ้นได้
และก็ต้องมีสมาธิอันทำจิตให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้งหลาย
เป็นบาทของปัญญาคือเป็นเท้าของปัญญา

หากจะเปรียบเหมือนอย่างร่างกาย สมาธิก็เป็นส่วนเท้าอันเป็นที่ตั้งของลำตัวและศรีษะ
ฉะนั้นจึงต้องมีสมาธิเป็นเท้าเป็นที่รองรับลำตัว
คือสมาธิ คือปัญญาต้องมีสมาธิเป็นเท้าเป็นที่รองรับลำตัวคือปัญญา

เพื่อวิมุติคือความหลุดพ้น อันเป็นเหมือนอย่างศรีษะ
ฉะนั้นศีลสมาธิปัญญาทั้ง ๓ นี้ กับทั้งวิมุติอันเป็นส่วนผลจึงต้องอาศัยกัน
เหมือนอย่างเป็นแผ่นดิน เป็นเท้า เป็นลำตัว เป็นศรีษะ
การปฏิบัติจึงต้องปฏิบัติให้มีศีลด้วย มีสมาธิด้วย มีปัญญาด้วย ประกอบกันไป
และปัญญาในธรรมนั้นดั่งที่ได้กล่าวแล้ว ต้องอาศัยจิตที่บริสุทธิ์
คือจิตที่เป็นสมาธิที่บริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้งหลาย
จึงจะได้ปัญญามองเห็นสัจจะธรรม ธรรมะที่เป็นตัวความจริง

สัจจะธรรม

อันสัจจะธรรม ธรรมะที่เป็นตัวความจริงนี้ก็มีหลายชั้น ที่เป็นความจริงทั่วๆไปก็เป็นชั้นสามัญ
ขึ้นมาเป็นความจริงเกี่ยวแก่กรรมและผลของกรรม หรือเรียกเป็นคำสามัญว่าเกี่ยวแก่บาปบุญ
คุณโทษประโยชน์มิใช่ประโยชน์ต่างๆ ก็เป็นสัจจะคือความจริงที่ละเอียดเข้า
สูงขึ้นเป็นความจริงที่เป็นอริยสัจจะคือ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์
ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ก็เป็นความจริงที่ต้องใช้จิตอันเป็นสมาธิ
สงบสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย เพ่งพินิจพิจารณาจึงจะมองเห็นได้ถนัด
ฉะนั้น การทำสมาธิเพื่อทำจิตให้บริสุทธิ์จากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย
จึงเป็นข้อที่ผู้ต้องการปัญญาในธรรมพึงปฏิบัติ ... ( จบ ๔/๑ )
( ข้อความขาดนิดหน่อย น่าจะในทำองว่า ศีลก็เป็นสุญญาตาคือความว่าง ... )
( เริ่ม ๔/๒ ) อันเป็นผลของอกุศลกรรมที่ก่อภัยเวรนั้นๆ

สมาธิก็เป็นสุญญตาคือความว่าง
ว่างจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายในจิตใจ จิตบริสุทธิ์ด้วยอุเบกขา
คือความที่วางกามวางอกุศลธรรมทั้งหลายที่เป็นนิวรณ์ เฉยคือไม่วุ่นวายเพราะกาม
และอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงเข้าไปเพ่งพินิจอยู่ ดูอยู่ รู้อยู่ในภายใน สงบอยู่ในภายใน
ปัญญานั้นก็เป็นสุญญตาคือความว่าง ว่างจากอวิชชาโมหะ ความไม่รู้ ความหลง ยึดถือ

วิมุติก็เป็นความว่างจากกิเลสทั้งหลาย เป็นต้น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ทั้งปวง
ฉะนั้น สุญญตา คือความว่างในพุทธศาสนานั้น จึงว่างจากอกุศลกรรม จากกิเลส
ทั้งที่เป็นอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ไปโดยลำดับ จนถึงว่างกิเลสทั้งหมด
ท่านจึงว่างกิเลสทั้งหมด คือพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย
มีแสดงว่าท่านอยู่ด้วยสุญญตาคือความว่าง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอยู่ด้วยวิชชาความรู้
และวิมุติคือความหลุดพ้น ในอิริยาบถทั้ง ๔

และเมื่อท่านจะพูด ท่านก็พูดด้วยสุญญตาคือความว่าง
หรือพูดด้วยวิชชาวิมุติดังกล่าว ดังจะพึงเห็นได้ว่าวาจาของพระพุทธเจ้า
และของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ที่ท่านได้ทรงจำกันมา
จนถึงได้จารึกลงเป็นตัวอักษร เป็นคัมภีร์ ทุกคำทุกข้อทุกบทล้วนเป็นคำสั่งสอน
ให้ปฏิบัติเพื่อว่างกิเลสว่างอกุศลดังกล่าวแล้วทั้งนั้น และให้ปฏิบัติเพื่อวิชชาวิมุติทั้งนั้น
ไม่มีที่จะสั่งสอนให้หมกมุ่น คลุกคลี ให้ทำอกุศล ให้ก่อกิเลสทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น จึงเป็นคำสั่งสอนประกอบด้วยสุญญตาคือความว่าง หรือด้วยวิชชาวิมุติทั้งนั้น
และเมื่อท่านจะมีความตรึกนึกคิด ก็มีความตรึกนึกคิดอันประกอบด้วยสุญญตา
ด้วยวิชชาวิมุติเช่นเดียวกันทั้งหมด

เพราะฉะนั้น สุญญตา จึงเป็นวิหารธรรมของท่าน
วิชชาวิมุติ เป็นวิหารธรรมของท่าน ท่านอยู่ในสุญญตาวิหาร วิชชาวิมุติวิหาร
หรือวัดสุญญตา วัดวิชชาวิมุติ ตลอดเวลาทั้งหมด และก็อยู่ด้วยความสุข
เป็นสุญญตาสุข วิชชาวิมุติสุข หรืออีกอย่างหนึ่งดั่งที่เรียกว่า เนกขัมมะสุข สุขจากการออก
ปวิเวกสุข สุขจากความสงัด อุปสมะสุข สุขจากความสงบรำงับ
สัมโพธิสุข สุขจากความรู้พร้อม คือรู้ไม่บกพร่อง รู้บริบูรณ์
ท่านผู้ที่จะบรรลุถึงสุขดังกล่าวนี้ จะต้องปฏิบัติในศีล ในสมาธิ ในปัญญา
เพื่อวิมุติคือความหลุดพ้นทางเดียว คือปฏิบัติเพื่อสุญญตาคือความว่าง
จะต้องเข้าวัดสุญญตา จึงจะพบสุขดังกล่าวนี้

และก็พึงเข้าใจว่าอันความสุขดังกล่าวนี้นั้น
ไม่ใช่หมายความว่าจะได้จะถึงในเมื่อเป็นพระอรหันต์
หรือเมื่อเป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปแล้ว
ผู้ปฏิบัติแม้ตั้งแต่เบื้องต้นเบื้องต่ำ คือสามัญชนทั่วไปผู้ปฏิบัติในศีลในสมาธิในปัญญา
ก็ย่อมจะได้ความสุขดังกล่าวนี้ทั้งนั้น ปฏิบัติเมื่อใดก็ได้เมื่อนั้น

แต่ว่าจำที่จะต้องหัดกำหนดดูให้รู้จัก
เพราะเหตุว่า ในขณะที่ปฏิบัติตั้งแต่เบื้องต้นเบื้องต่ำนั้น
ยังมีกิเลสและกองทุกข์พอกพูนอยู่ในจิตใจมาก
จึงมักมองไม่เห็นความสุขที่เป็นของละเอียด อันเกิดจากศีลสมาธิปัญญาที่ปฏิบัติ
เพราะว่ามีกิเลสและกองทุกข์ทั้งหลายปกคลุมอยู่
ผลของกิเลสและกองทุกข์นั้นปรากฏชัดเจนกว่า คนจึงมองไม่เห็นผลของความดีในปัจจุบัน
และก็ไปเข้าใจว่าจะต้องได้รับผลของความดีในอนาคต
บางทีในชาตินี้ก็ไม่ได้ ต้องไปได้ในชาติหน้า
เมื่อเห็นผลของความดีห่างไกลออกไปดั่งนี้ จึงพอใจที่จะฉวยผลของความชั่วทั้งหลาย
ผลของกิเลสและกองทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งได้ในปัจจุบัน ปรากฏในปัจจุบัน กันมากกว่า
และมักจะไปเข้าใจในปัจจัยเครื่องแวดล้อมทั้งหลาย ว่าเป็นตัวความดี
มองไม่เห็นตัวความดีที่แท้จริง มองไม่เห็นตัวความชั่วที่แท้จริง
เพราะฉะนั้นจึงได้กล่าวข้างต้นว่า จะต้องทำจิตให้บริสุทธิ์ด้วยสมาธิ น้อยหรือมาก
จึงจะได้ปัญญาในธรรมที่เป็นตัวความจริง
เป็นต้นว่าดีจริงชั่วจริงอย่างไร ทุกข์จริงสุขจริงอย่างไร

บุถุชน

ฉะนั้นสามัญชนในโลกนี้ที่ยังมีกิเลสและกองทุกข์ปกคลุมจิตใจอยู่เป็นอันมาก
จึงได้เรียกกันว่า บุถุชน คนที่หนาแน่น

อันหมายความว่ามีกิเลสหนา มีทุกข์หนา มีความชั่วหนา หนาแน่น
และเมื่อหนาอยู่ดั่งนี้ ปัญญาจึงยังไม่ปรากฏที่จะมองเห็นสัจจะที่เป็นตัวความจริง
ฉะนั้นจึงต้องทำใจให้สงบก่อน แม้ว่าจะยังมีกิเลสและกองทุกข์
เมื่อกิเลสและกองทุกข์นั้นไม่กำเริบขึ้นมาครอบงำจิตใจ ทำจิตใจให้กลัดกลุ้ม
วุ่นวายกระสับกระส่ายมาก เป็นกิเลสและกองทุกข์ที่สงบอยู่ภายในจิต

กิเลส ปัญญา

เหมือนอย่างผู้ที่ปฏิบัติธรรมะ
ที่เป็นศีลเป็นสมาธิเป็นปัญญา กิเลสก็หลบหน้าซ่อนหาย เหมือนไม่มีกิเลส
แต่อันที่จริงยังมีอยู่ เมื่อยังละไม่ได้ก็มีอยู่ ตกเป็นตะกอนลงไป
เพราะฉะนั้น แม้ได้จิตสงบดั่งนี้ ก็ย่อมได้ปัญญามองเห็นสัจจะคือความจริงทั้งหลายขึ้น
รู้จักความดีรู้จักความชั่ว รู้จักทุกข์ รู้จักสมุทัย รู้จักนิโรธ รู้จักมรรค ถนัดชัดเจนขึ้น
แต่เมื่อกิเลสที่ยังละไม่ได้นั้นฟุ้งขึ้นมาใหม่ ความรู้แจ่มแจ้งที่เคยได้นั้นก็เสื่อมไป
จิตจะถูกกิเลสครอบงำ นำไปได้ ให้ประกอบกรรมชั่วต่างๆได้ ตามอำนาจของกิเลส
และบางทีก็ทั้งรู้อยู่ว่าไม่ดีแต่ว่าก็ทำ เพราะเหตุว่ากำลังของจิตในด้านดีนั้นมีไม่พอที่จะห้าม
ไม่เป็นตัวสติตัวปัญญาที่จะห้ามได้ แต่ว่าราคะโทสะโมหะนั้นแรงกว่าก็นำจิตใจไปได้
สติปัญญาไม่ได้จิตใจไว้ กิเลสดึงเอาไป กิเลสก็นำเอาไปให้ทำโน่นทำนี่
แต่เมื่อกิเลสสงบ สติปัญญาแจ่มขึ้นมา สติปัญญาก็นำไปให้ทำโน่นทำนี่

เพราะฉะนั้น จิตของบุคคลนี้เมื่อพิจารณาดูแล้ว
ก็จะเห็นชัด ว่าบางคราวก็ถูกกิเลสดึงเอาไปใช้ต่างๆ
บางคราวก็ได้ธรรมะเช่นสติปัญญานำไปใช้ต่างๆ ก็กลับไปกลับมากันอยู่ดั่งนี้
ผู้ที่ได้กระทำกรรมอันใดไว้บ่อยๆ เสมอๆ ถ้าเป็นฝ่ายชั่ว จิตก็จะน้อมไปในฝ่ายชั่วมาก
ถ้าหากว่ากรรมที่ทำเสมอๆบ่อยๆนั้นเป็นความดี ความดีก็จะดึงจิตให้น้อมไปได้มาก
จิตจะน้อมไปได้มากในทางดี ดั่งนี้เป็นธรรมดา

เนกขัมมสุข กามสุข

เพราะฉะนั้น การละความชั่วกระทำความดีอยู่เสมอๆ จึงเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง
จะนำให้จิตน้อมไปในทางดีได้เสมอ จะทำให้ได้สุญญตาคือความว่างอยู่เสมอ
และเมื่อเป็นดั่งนี้เมื่อจิตดีขึ้น มีสมาธิดีขึ้น สงบดีขึ้น
ปัญญามองเห็นธรรมะที่เป็นความจริงชัดเจนขึ้น เรียกว่าได้สุญญตามากขึ้น
ก็ย่อมจะนำจิตให้น้อมไปในทางดีมากขึ้นไปโดยลำดับ และจะพบตัวความสุขดังที่ได้กล่าวมา
ดั่งที่เรียกว่าเนกขัมมะสุขเป็นต้น บ่อยๆขึ้น มากขึ้น ชัดเจนขึ้น
ทำให้เปรียบเทียบกันได้กับความสุขที่ได้มาในขณะที่ยังมีกิเลสหนา ดังที่เรียกว่ากามสุข
สุขอันเกิดจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจต่างๆ
สุขที่เกิดจากลาภยศสรรเสริญสุขต่างๆ อันเป็นที่ต้องใจพอใจ
เป็นที่เพลิดเพลินของสัตว์โลกทั่วไป ของสามัญชนทั่วไป

และเมื่อปฏิบัติมาจนถึงได้สุขเกิดจากสุญญตาดังกล่าวมากขึ้นๆ
ก็จะได้ข้อเปรียบเทียบเอง จะมองเห็นได้ถนัดขึ้นว่า
อันสุขชนิดที่เป็นสุญญตาสุข กับความสุขที่เป็นกามสุขนั้นต่างกันอย่างไร
อันไหนเป็นความสุขที่แท้จริง ที่เป็นความสุขจริงๆ จะมองเห็นได้เอง เทียบกันได้มากขึ้น
และเมื่อหมั่นที่จะตรวจสอบดูลักษณะของความสุขดังกล่าวนี้อยู่เสมอๆ
สุญญตาสุข หรือเนกขัมมะสุขเป็นต้นนั้นก็จะชัดขึ้น
จิตจะน้อมไปเพื่อความสุขที่ละเอียดนี้มากขึ้น

หัดพิจารณาให้รู้จักสุญญตาสุข

เพราะฉะนั้น ในขั้นนี้ก็ควรที่จะหัดพินิจดูให้รู้จักสุญญตาสุข
หลังจากที่ได้ปฏิบัติกรรมฐานทุกคราว เพราะว่าเมื่อปฏิบัติกรรมฐานทุกคราวนั้น
จิตจะต้องได้สุข น้อยหรือมาก จากศีลจากสมาธิจากปัญญาที่ปฏิบัติ ต้องได้

แม้ว่าจะมีทุกข์กลบอยู่มาก มีกิเลสกลบอยู่มากก็ตาม
หากว่าสอดส่องพิจารณาดูแล้วก็จะพบ จะพบลักษณะก่อน
อันลักษณะนั้น จะต้องมีลักษณะที่ออก จะต้องมีลักษณะที่สงัด
จะต้องมีลักษณะที่สงบ จะต้องมีลักษณะที่รู้

ลักษณะที่ออกนั้นก็คือว่าจะต้องออกได้จากเครื่องผูกพันทั้งหลาย
จากพันธนาการทั้งหลาย จากรูป จากเสียง จากกลิ่น จากรส จากโผฏฐัพพะ
อันเป็นที่ตั้งของกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นที่ตั้งของทุกข์ทั้งหลาย
ซึ่งโดยปรกตินั้นจะเป็นอาลัยที่ผูกพันจิตใจอยู่ จิตออกไม่ได้
แต่เมื่อทำให้จิตเป็นสมาธิได้จะออกได้ แม้ในขณะที่จิตเป็นสมาธินั้น และเมื่อออกได้
จิตก็จะได้สุญญตาคือว่าง ว่างจากเครื่องพันธนาการ ว่างจากที่ตั้งของทุกข์ทั้งหลาย

ในขณะดังกล่าวนี้เรียกว่าออกได้
และเมื่อออกได้แล้วก็เป็นสุขขึ้นทันที เป็นความปลอดโปร่ง
ฉะนั้นจึงเรียกว่าเนกขัมมะสุข สุขที่เกิดจากการออก
ดูที่การออก จิตออกได้มั้ย เทียบเคียงกับที่ยังเป็นทุกข์กลุ้มกลัดอยู่
เพราะอะไร ก็เพราะว่าออกไม่ได้ สิ่งนั้นๆยังผูกพันจิตใจ
ดึงจิตใจให้วุ่นวาย ให้อยู่ไม่ได้ ต้องไปโน่นไปนี่ ทำนั่นทำนี่อะไรต่างๆ
ซึ่งเป็นที่ตั้งของทุกข์ ถ้าเป็นที่ตั้งของสุขก็แล้วไป
นี่เป็นที่ตั้งของทุกข์ จิตออกไม่ได้จึงเป็นทุกข์
จิตออกได้ก็เป็นสุข เป็นความปลอดโปร่ง และนั่นแหละคือเป็นความสงัด

ที่ไม่สงัดนั้นก็คือว่า มีสิ่งต่างๆเหล่านั้นคลุกคลี คลุกเคล้า
วุ่นวายยั้วเยี้ยอยู่ในจิตใจ ดั่งนี้เรียกว่าไม่สงัด
แต่เมื่อออกได้ก็สงัด คือสิ่งที่คลุกเคล้าวุ่นวายยั้วเยี้ยอยู่นั้นหายไปหมด
เป็นความสงัด และเมื่อสงัดก็เป็นความสงบ จิตสงบไม่วุ่นวายไม่กระสับกระส่าย

ไม่มีอารมณ์และกิเลสที่จะดึงออกไปให้กระสับกระส่ายให้วุ่นวาย
จึงสงบอารมณ์ สงบกิเลสด้วย สงบความวุ่นวายต่างๆซึ่งเป็นผลด้วย ดั่งนี้เป็นสงบ
และก็ต้องประกอบกันเป็นตัวรู้ รู้พร้อม รู้ที่ไม่บกพร่อง รู้ที่ละได้ หรือว่ารู้พ้น
เพราะว่าเป็นเรื่องของรู้ทั้งนั้น

ความรู้หลง

ในขณะที่เป็นทุกข์ มีพันธนาการเครื่องผูกพัน ผูกใจอยู่ ดึงใจอยู่ กักขังจิตใจอยู่
ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ รู้ ..แต่ว่าก็เป็นรู้ที่มีความชอบใจที่จะอยู่กับเครื่องผูกพันนั้น กับทุกข์นั้น
ก็รู้ ..คลุกคลีวุ่นวายยั้วเยี้ยไปในจิตหมด เรื่องนั้นเรื่องนี้อะไรต่างๆก็รู้ ไม่ใช่ไม่รู้
วุ่นว่ายก็รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ว่ายังเป็นความรู้ที่บกพร่อง ไม่ใช่เป็นความรู้ที่พร้อม
เพราะยังมีตัวหลง ซึ่งเมื่อหลงก็เรียกว่าไม่รู้นั่นเอง
คือไม่รู้สัจจะที่เป็นตัวความจริงประกอบอยู่ ไม่รู้พร้อม เป็นความรู้หลง เป็นความรู้ผิด
เพราะฉะนั้นเมื่อมาปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ตามหลักของศีลสมาธิปัญญาวิมุติ
ก็เป็นการปฏิบัติที่จะได้ทำตัวรู้นี้เอง ให้เป็นรู้ที่สมบูรณ์ ให้เป็นรู้ที่ถูกต้องขึ้น เท่านั้นเอง

สมุทัยเหตุแห่งทุกข์

เมื่อเป็นดั่งนี้ก็จะเริ่มรู้จักว่าที่ผูกพันจิตใจ กักขังจิตใจ ดึงจิตใจ อยู่นั้น
เป็นตัวสมุทัยที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ ไม่ใช่เป็นของที่ทำให้เกิดสุขที่แท้จริงอะไร
และก็รู้ว่าที่คลุกเคล้ายั้วเยี้ยอยู่ในจิตใจ วุ่นวายไปหมดนั้น
ก็เป็นตัวสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ใช่ให้เกิดสุขอะไร
ก็รู้ว่าที่วุ่นวายไม่สงบ ก็เป็นตัวสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ คือเรียกว่ารู้จัก ...( จบ ๔/๒ )
( ข้อความน่าจะต่อกันได้ )
( เริ่ม ๕/๑ ) คลายความติดใจยินดีในสิ่งที่ยึดถือไว้นั้นๆ
เมื่อยึดถือไว้ก็เป็นอุปาทาน และสิ่งที่ยึดถือนั้นก็มาเป็นอุปาทิ ทรงใจ ครอบงำใจ

แต่ว่าเมื่อหน่ายเพราะมองเห็นว่าเป็นสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์
ก็ทำให้วางความยึดถือ วางลงเสีย และเมื่อวางลงได้ ก็ออกได้ ก็สงัดได้ ก็สงบได้
และความรู้ก็เป็นความรู้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นความรู้หลงดังกล่าวนั้น

เพราะฉะนั้นอันนี้เองจึงเป็นตัววิมุติความหลุดพ้น ไม่ใช่อะไรอื่น
ปฏิบัติเมื่อใดก็ได้เมื่อนั้น แต่ดูให้รู้จัก เอารู้นี่แหละแก้รู้ คือเอารู้ถูกแก้รู้ผิด
เมื่อเป็นดั่งนี้ก็จะพบตัวความสุขที่เรียกว่าเนกขัมมะสุขเป็นต้น
อันต้องอาศัยสุญญตาคือความว่างตามหลักของพระพุทธศาสนา
การปฏิบัติในสติปัฏฐานทุกข้อทุกบทก็รวมเข้าในสุญญตาคือความว่างนี้เหมือนกัน
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป




:SMLX_016: http://www.mahayana.in.th/tsavok/tsavok.html