PDA

View Full Version : คู่มือการเดินจงกรม เดิน : วิถีแห่งสติ


ศากยบุตร
09-26-2005, 04:23 AM
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=middle width=220>http://www.geocities.com/Athens/Atlantis/5227/dhamma/images/dm002.jpg
</TD><TD vAlign=top align=middle>คู่มือการเดินจงกรม

เดิน : วิถีแห่งสติ
ติช นัท ฮันห์ เขียน รสนา โตสิตระกูล แปล
</TD></TR></TBODY></TABLE>

<TABLE width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>เธอจะต้องทำได้

การเดินจงกรม คือวิธีทำสมาธิโดยการเดิน วิธีนี้จะนำสันติสุขมาให้เธอในขณะปฏิบัติ เมื่อเธอฝึกเดินจงกรม จงก้าวช้าๆ ด้วยอาการผ่อนคลายและสงบ พร้อมกับยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า เธอควรเดินเหมือนคนที่มีเวลาว่างอย่างยิ่ง และไม่มีอะไรต้องทำเลย ในขณะก้าวแต่ละก้าวจงสลัดทิ้งความกังวลและความเศร้าทั้งหลาย เพื่อที่จะอยู่อย่างสันติสุข เธอควรไปแต่ละก้าวด้วยอาการเช่นนี้ สิ่งนี้ไม่ยากเกินไปสำหรับเธอเลย เธอจะต้องทำได้แน่นอน ทุกคนสามารถทำได้ หากเขาหรือเธอต้องการอยู่ในความสุขสันติ

ไปโดยปราศจากการถึง

ในชีวิตที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เรามักจะรู้สึกรีบร้อนด้วยเรื่องบีบคั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรามักจะต้องรีบเสมอ แต่เราจะรีบร้อนไปไหนเล่า? นี่เป็นคำถามที่เรามักไม่ค่อยถามตัวเอง

การเดินจงกรมก็เหมือนกับการเดินเล่น เราจะไม่กำหนดเป้าหมายแน่นอนที่จะต้องไปถึง หรือกำหนดเวลาที่จะไปถึง เป้าหมายของการเดินจงกรมก็คือการเดินจงกรม จุดสำคัญก็คือ การเดินโดยไม่มีการไปถึง การเดินจงกรมไม่ใช่วิธีการ แต่คือเป้าหมาย แต่ละก้าวคือชีวิต แต่ละก้าวคือความสุขสันติ นี่คือเหตุผลที่เราไม่ต้องเดินอย่างเร่งร้อน นี่คือเหตุผลของการก้าวอย่างเนิบช้า เดิน แต่อย่าเอาแต่เดิน เดิน อย่าให้ความมุ่งหมายใดผลักเราไปข้างหน้า ด้วยวิธีนี้ เมื่อเราเดิน จงเดินพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า

ก้าวอย่างผ่อนคลาย

ในชีวิตประจำวัน ย่างก้าวของเราจะถูกถ่วงทับอยู่ด้วยความวิตก ความกังวล และความกลัว อาจกล่าวได้ว่า ชีวิตของเรา ก็คือ เดือนปีแห่งความวิตกกังวล ด้วยเหตุนี้ ย่างก้าวของเรา จึงไม่สามารถเป็นย่างก้าวแห่งความผ่อนคลาย

โลกนี้ช่างงดงามไปด้วยเส้นทางที่น่าตื่นใจมากมาย มีเส้นทางเล็กๆ ที่มีต้นไผ่ขึ้นอยู่สองข้างทาง มีเส้นทางที่ถูกอาบไล้ด้วยกลิ่นละมุนของทุ่งนาข้าว ยังมีเส้นทางแห่งสีสันอันงดงามของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงแต่เราไม่ค่อยได้รับรู้ หรือชื่นชมเส้นทางเหล่านี้ เนื่องด้วยเราไม่รู้สึกผ่อนคลาย และย่างก้าวของเราก็ไม่ผ่อนคลายเช่นกัน

การเดินจงกรมคือการฝึกเดินอย่างผ่อนคลายอีกครั้งหนึ่ง สมัยเมื่อเราอายุได้หนึ่งขวบครึ่ง เราเริ่มต้นเดินอย่างไม่มั่นคง มาบัดนี้ เมื่อเราฝึกเดินจงกรม เราจะเริ่มต้นเดินอย่างไม่มั่นคงอีกครั้งหนึ่ง แต่หลังการฝึกสักไม่กี่อาทิตย์ เราจะเริ่มก้าวได้อย่างมั่นคง สงบ และเป็นธรรมชาติ ข้อความต่อไปนี้ เขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เธอเริ่มการฝึกนี้ ฉันหวังว่าเธอจะพบกับความสำเร็จ

สลัดทิ้งความกังวล

หากฉันมีดวงตาดังพระเนตรของพระพุทธเจ้า ฉันก็จะสามารถมองเห็นรอยเท้าของเธอ ที่จารึกร่องรอยแห่งความกังวล และความเศร้า ที่เธอฝากไว้บนพื้นโลก ขณะที่เดินผ่านไปได้อย่างชัดเจน ราวกับนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้แว่นขยายส่องเห็นจุลินทรีย์ ที่ปรากฏอยู่ในน้ำซึ่งนำมาจากทะเลสาบ ความลับของการเดินจงกรม ก็คือ การเดินด้วยอากัปกิริยาที่จะจารึกแต่ความสุขสงบไว้บนรอยเท้าของเธอเท่านั้น หากเธอปรารถนาที่จะเดินในลักษณะนี้ เธอจะต้องเรียนรู้การสลัดทิ้่งความเศร้า และความกังวลทั้งหลาย

เดินอยู่บนดินแดนบริสุทธิ์

หากฉันมีเท้าดังพระบาทของพระพุทธเจ้า ฉันจะพาเธอไปสู่ดินแดนบริสุทธิ์ของพระอามิตตพุทธ ทิวทัศน์ ณ ที่นั้น สวยสดงดงามและสุขสงบยิ่งนัก หากเธอมีโอกาสไปยังดินแดนแห่งนั้น เธอจะเดินด้วยท่วงทีอย่างไร? เธอแน่ใจหรือว่า เธอจะไม่ฝากร่องรอยแห่งความกังวล และความเศร้าของชีวิตทางโลกไว้บนรอยเท้าของเธอ ณ ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนั้น

หากเธอนำความเศร้า และความกังวลไปกับเธอ และฝังรอยเหล่านั้นบนดินแดนบริสุทธิ์แห่งนั้น เธอก็จะทำให้ดินแดนแห่งนั้นมัวหมอง การที่จะสามารถอยู่ในโลกแห่งสันติสุข เธอจะต้องสามารถเดินด้วยฝีเท้าที่มีความสงบสุขเสียตั้งแต่ที่นี่ บนโลกแห่งนี้

ตราประทับแห่งกษัตริย์

เลือกทางเดินที่เรียบสม่ำเสมอ เพื่อฝึกเดินจงกรม อาจจะเป็นริมฝั่งน้ำ สวนสาธารณะ ลานบ้าน ในป่า หรือทางเดินเล็กๆ ระหว่างต้นไม้ ยังมีคนฝึกเดินจงกรมในค่ายกักกัน แม้แต่ในคุกอันคับแคบ และมืดทึบ จะเป็นการดีหากว่าทางเดินนั้นไม่ขรุขระหรือชันเกินไป เดินให้ช้าลงและจดจ่อความสนใจของเธอลงไปในแต่ละก้าว มีสติรู้อยู่ในการก้าวแต่ละก้าว ก้าวอย่างระมัดระวังและสงบ ก้าวด้วยอาการดำเนินแห่งพระพุทธองค์ เมื่อเธอก้าวจงประทับรอยเท้าของเธอ ลงบนพื้นโลกอย่างระมัดระวัง และด้วยความมั่นใจ ประดุจดังกษัตริย์ที่ทรงประทับตราประจำพระองค์ลงบนโองการแผ่นดิน

ตราประทับของกษัตริย์บนโองการแผ่นดิน อาจนำความสุขหรือความทุกข์มาให้แก่ประชาชน ฝีเท้าของเธอก็เป็นเฉกเช่นกัน โลกแห่งความสันติสุขขึ้นอยู่กับว่า เธอจะสามารถก้าวอย่างสุขสันติได้หรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับก้าวแต่ละก้าวของเธอ หากเธอสามารถก้าวหนึ่งก้าวได้อย่างสันติสุข เธอก็จะสามารถก้าวอีกสองก้าว จนกระทั่งสามารถก้าวได้ ๑๐๘ ก้าวอย่างสันติสุข

* กำหนดอนุสสติ คลายกังวลและนิวรณ์ ๕ ด้วยกระบวนความคิดที่ทำให้จิตเกิดความเบา ปลอดโปร่ง และมีปีติ

การก้าวของเธอคือการกระทำที่สำคัญที่สุด

การกระทำใดบ้างที่เป็นการกระทำที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ? สอบไล่ผ่าน ซื้อรถ ซื้อบ้าน หรือการได้เลื่อนตำแหน่งการงาน? มีคนจำนวนมากที่สอบไล่ผ่าน ซื้อรถ และได้เลื่อนตำแหน่ง แต่เขาเหล่านั้นไม่เคยอยู่กับความสงบสุข เขาไม่เคยรู้สึกเต็มเปี่ยม ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือ การอยู่อย่างสันติสุขกับตัวเอง และแบ่งปันสันติสุขนั้นกับผู้อื่น (เจริญพรหมวิหาร ๔) แต่การที่เธอจะสามารถอยู่ได้อย่างสันติสุขนั้น เธอจะต้องมีสติกับการก้าวแต่ละก้้าว การก้าวของเธอ เป็นการกระทำที่สำคัญที่สุดของเธอ มันจะชี้ชะตาในทุกสิ่ง ฉันได้จุดธูปขึ้น แล้วพนมมือเข้าหากัน พร้อมกับตั้งความปรารถนาให้เธอได้พบกับความสำเร็จ

สายลมสดชื่นปรากฏขึ้นจากเท้าแต่ละก้าว

ในวัดแห่งหนึ่ง ที่จุดเริ่มของทางเดินจงกรม มีคำจารึก ๕ คำ บนแผ่นหินขนาดใหญ่ว่า "โบ โบ ทัน ฟอย กอย" ซึ่งมีความหมายว่า สายลมสดชื่น ปรากฏขึ้นจากเท้าแต่ละก้าว เธอไม่รู้สึกหรือว่า มันช่างเป็นคำพูดที่ไพเราะ ..

.. สายลมสดชื่น คือความแจ่มใส ความสงบสุข และอิสระที่พัดพาเอาความเศร้าของชีวิต และความตายออกไปให้สิ้น และนำเอาความสดชื่นแห่งสันติสุขมาสู่จิตใจของเรา เมื่อเธอก้าวด้วยอาการเช่นนี้ เธอจะสามารถช่วยโลกได้

จงตื่นขึ้นเพื่อที่จะปล่อยวาง

ความกังวลและความเศร้า มักจะเกาะตรึงอยู่กับชีวิตของเรา เราจะสลัดมันทิ้งได้อย่างไร? ก้าวอย่างผ่อนคลายและมั่นคง ตื่นขึ้น และมีความมุ่งมาดอันหนักแน่น ตื่นขึ้นเพื่อจะได้เห็นว่า เธอได้แบกเอาความกังวลและความเศร้าไว้หนักอึ้งเพียงไร มีความมุ่งมาดอันหนักแน่นเพื่อจะละวางความกังวลและความเศร้านั้นเสียอย่างเด็ดเดี่ยว ความกังวลและความเศร้าเกิดขึ้นเมื่อเธอถูกครอบงำด้วยอดีตและอนาคต เมื่อใดที่เราแลเห็นความกังวลและความเศร้า เมื่อนั้นเราก็ได้ตื่นขึ้น ขอให้เรามีความเมตตาต่อตัวเราเอง เราจะรู้สึกเมตตาตนเอง เมื่อเราได้แลเห็นว่า เราถูกจำกัดอยู่ด้วยโครงสร้างของเวลา ถูกจำกัดอยู่ด้วยความกังวลและความเศร้า หากเราต้องการ เราก็สามารถปล่อยวางมันเสียแต่เดี๋ยวนี้ เหมือนดังเราถอดเสื้อฝนออกสะบัด ให้หยาดฝนที่เกาะอยู่นั้นหลุดออกไป

ยิ้ม ดุจการแย้มโอษฐ์แห่งพระพุทธองค์

เมื่อเธอสลัดความกังวลและความเศร้าออกไป จงปล่อยให้รอยยิ้มปรากฏออกมาแทนที่ ยิ้มน้อยๆ และถนอมรอยยิ้มนั้นไว้บนริมฝีปาก ดุจการแย้มโอษฐ์แห่งพระพุทธองค์ จงเรียนรู้ที่จะก้าวดุจการดำเนินแห่งพระพุทธองค์

ยิ้มดุจการแย้มโอษฐ์แห่งพระพุทธองค์ เธอสามารถทำได้ เธอไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรวันนั้นจะมาถึง แต่เธอสามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ในขณะปัจจุบันนี้เลยทีเดียว

การยิ้มน้อยๆ นี้ไม่เพียงแต่เป็นผลจากสติและสันติสุขเท่านั้น แต่การยิ้มน้อยๆ ยังมีผลในการหล่อเลี้ยงและรักษาสติด้วย นี่เป็นปาฏิหาริย์ที่แท้จริง ขอเธออย่าได้ละเลยเป็นอันขาด เพราะมันเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของเธอ มันจะนำความสงบสุขและสติมาให้แก่เธอ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยให้คนรอบข้างของเธอได้พบสันติสุขและสติด้วยเช่นกัน สิ่งนี้จะเปลี่ยนโลกนี้ให้กลายเป็นดินแดนบริสุทธิ์

ในขณะเดินจงกรม ขอให้เธออย่าลืมรักษารอยยิ้มน้อยๆ ไว้ มันจะช่วยให้เธอก้าวได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น สงบและมีสติมากขึ้น

สายร้อยแห่งมุก

รอยยิ้มน้อยๆ และก้าวที่สุขสงบ อาจเปรียบได้กับประกายแสงแห่งไข่มุกแต่ละเม็ด ลมหายใจของเธอคือเชือกร้อยไข่มุกทั้งหลายเข้าด้วยกันเป็นสาย ไม่มีการแยกขาดระหว่างไข่มุกสองเม็ด

ขอให้เธอหายใจอย่างมีสติ เช่นเดียวกับเวลาเธอเดินจงกรม การตามรู้ลมหายใจเป็นวิธีที่วิเศษในการประคองสติและความสุขสงบเอาไว้ และด้วยวิธีนี้ เธอได้หล่อเลี้ยงการก้าวแต่ละก้าวของเธอไว้ด้วย

การนับลมหายใจ และการก้าวเดิน

<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top width=130>http://www.geocities.com/Athens/Atlantis/5227/dhamma/images/dm005.gif</TD><TD vAlign=top>การหายใจอย่างมีสติแตกต่างจากการหายใจตามธรรมดา การหายใจอย่างมีสติ หมายความว่า เมื่อเธอหายใจ เธอรู้ว่าเธอกำลังหายใจ เมื่อเธอหายใจยาว เธอย่อมรู้ว่า เธอกำลังหายใจยาว และเช่นเดียวกัน เมื่อเธอหายใจสั้น เธอย่อมรู้ว่า เธอกำลังหายใจสั้น เมื่อเธอหายใจละเอียด เธอย่อมรู้อยู่ว่า เธอกำลังหายใจละเอียด เธออาจจะถามว่า เธอจะกำหนดรู้ทั้งการหายใจและการเดินในเวลาเดียวกันได้อย่างไร มันทำได้ หากว่าเราเชื่อมประสานการหายใจและการเดินเข้าด้วยกัน เราสามารถทำได้ โดยอาศัยวิธีนับ เรานับจำนวนก้าว หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือ เราวัดความยาวของลมหายใจด้วยจำนวนก้าว เช่น เราก้าวได้กี่ก้าว เมื่อหายใจเข้า และก้าวได้กี่ก้าว เมื่อเราหายใจออก

นี่เป็นวิธีที่ฉันเริ่มใช้ เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว ฉันปรารถนาจะแบ่งปันสิ่งนี้กับเธอ เพื่อว่าเธอจะได้นำไปทดลองดู ก้าวให้ช้าลง แต่อย่าให้ช้าเกินไป และหายใจตามปกติ อย่าพยายามเพิ่มความยาวของลมหายใจ ลองทำวิธีนี้สักพักหนึ่ง แล้วจึงเริ่มสังเกตว่า เวลาหายใจเข้า เธอก้าวได้กี่ก้าว ด้วยวิธีนี้ การกำหนดรู้ของเธอ จะอยู่ที่การหายใจ และการเดินไปพร้อมๆ กัน รอยยิ้มน้อยๆ ของเธอจะมีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความสงบและแจ่มใสของการเดิน และการหายใจของเธอ</TD></TR></TBODY></TABLE>
นี่เป็นวิธีการประคองการกำหนดรู้และสันติสุข รวมทั้งวัตถุแห่งการกำหนดรู้นั้นด้วย ภายหลังการฝึกอย่างเอาจริงเอาจังชั่วระยะเวลาหนึ่ง เธอก็จะแลเห็น ทั้งลมหายใจ การนับ การเดินและรอยยิ้มน้อยๆ คละเคล้าด้วยกัน ในภาวะแห่งการกำหนดรู้และผ่อนคลาย นี่คือการตื่นขึ้น นี่คือปัญญาญาณ


ระยะก้าว

ขอให้ฉันได้อธิบายเกี่ยวกับวิธีนับอีกสักหน่อย เธอควรจะปรับความยาวก้าว แต่ละก้าวของเธอ เพื่อจะได้นับง่ายๆ ตัวอย่างเช่น หากเธอพบว่าไม่อาจขยายการหายใจออกไปได้ถึง ๓ ก้าว แต่จะได้เพียง ๒ ก้าวครึ่ง เธออาจจะเลือกวิธีก้าวให้เร็วขึ้นอีกสักนิด เพื่อนับลมหายใจให้ได้ ๓ ก้าวพอดี หรือไม่ก็ก้าวให้ช้าลงอีกสักหน่อย เพื่อให้ลมหายใจนับได้ ๒ ก้าว ก็ได้เช่นกัน ขอให้รักษาจังหวะการนับและการหายใจนี้ไว้

ลมหายใจออกของเธอ อาจจะมีความยาวมากกว่าลมหายใจเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้เริ่มฝึก ลองเฝ้าสังเกตดูสักครู่ เธอก็จะรู้ความยาวของลมหายใจตามปกติ ตัวอย่างเช่น ๓-๓ หรือ ๒-๓ ในกรณีแรก ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกมีความยาวเท่ากัน ๓-๓ ในกรณีที่ ๒ ลมหายใจเข้าจะสั้นกว่าลมหายใจออก หากเธอก้าวได้ ๒ ก้าวในการหายใจเข้าแต่ละครั้ง และก้าวได้ ๓ ก้าวในการหายใจออกแต่ละครั้ง ก็แสดงว่า แบบแผนการหายใจตามปกติ และการก้าวของเธอ คือ ๒-๓ การหายใจในความเร็วขนาดนี้เหมาะกับปอดของเธอ และทำให้เธอรู้สึกสบาย เธอสามารถหายใจเช่นนี้สักครู่โดยที่ไม่รู้่สึกเหนื่อย ๒ เป็นตัวเลขแรกที่แสดงจำนวนก้าวในขณะหายใจเข้าแต่ละครั้ง และ ๓ เป็นตัวเลขที่สองที่แสดงจำนวนก้าว ในขณะหายใจออกแต่ละครั้ง

หากเธอกำลังปีนขึ้นที่สูงหรือเดินลงตามที่ลาด ช่วงหายใจแต่ละช่วงจะสั้นลง และไม่ใช่การหายใจตามปกติของเธอ ขอให้เธอตามลมหายใจในระดับปกตินี้

สูดอากาศเข้าให้มากขึ้น

หลังจากการฝึกเป็นเวลาหลายวัน เธออาจจะลองวิธีต่อไปนี้
ขณะเดินและหายใจตามปกติ ลองยืดลมหายใจออก ออกไปอีกสัก ๑ ก้าว ตัวอย่างเช่น ถ้าการหายใจตามปกติของเธอเป็น ๒-๒ ลองฝึกหายใจเป็น ๒-๓ สัก ๔ ถึง ๕ ครั้ง แล้วกลับมาหายใจตามปกติที่ ๒-๒ การฝึกเช่นนี้ เธออาจจะรู้สึกสบายขึ้น เพราะว่า เมื่อลมหายใจออกของเธอยาวกว่า ปอดของเธอจะบีบตัวมากขึ้น ทำให้ไล่อากาศออกไปได้มากขึ้น เมื่อเราหายใจตามปกติ อากาศที่อยู่ส่วนล่างของปอดจะไม่ถูกขับออกไปทั้งหมด แต่ถ้าเรายืดลมหายใจออกให้ยาวขึ้นอีก ๑ ก้าว อากาศส่วนนี้จะถูกขับออกไป หายใจเช่นนี้สัก ๔ ถึง ๕ ครั้งก็พอ มิเช่นนั้น เธออาจจะรู้สึกเหนื่อย ลองหายใจด้วยวิธีนี้สัก ๔ ถึง ๕ ครั้ง แล้วกลับมาหายใจตามปกติ เว้นช่วงสัก ๕ นาที แล้วกลับมาทำใหม่ อีกครั้ง การทำครั้งใหม่ก็ยังคงทำแบบเดิม คือทำวิธีใหม่ ๔ ถึง ๕ ครั้ง แล้วกลับมาหายใจตามปกติ ขอให้จำไว้ว่า ให้เพิ่มความยาวอีก ๑ ก้าว เฉพาะที่ลมหายใจออกเท่านั้น ไม่ใช่ลมหายใจเข้า

หลังจากฝึกวิธีนี้สักพัก เธออาจจะรู้สึกอยากขยายลมหายใจเข้าอีกสัก ๑ ก้าว ปอดของเธออาจจะแสดงอาการว่า หากเธอขยายลมหายใจเข้าอีกสัก ๑ ก้าว เป็น ๓-๓ ก็จะดีมาก เมื่อใดที่เธอรู้สึกเช่นนี้ ค่อยขยายลมหายใจเข้า ซึ่งเธอจะรู้สึกสบาย อย่างไรก็ดี อย่าฝึกวิธีนี้เกินกว่า ๔ ถึง ๕ ครั้ง จงจำไว้ว่า ให้กลับมาที่การหายใจปกติของเธอ เช่น ที่ ๒-๒ เป็นต้น หลังจากนั้นสักครู่หนึ่ง ถ้าเธอต้องการ เธอก็สามารถฝึกขยายลมหายใจออก ๒-๓ แล้วก็ลมหายใจเข้า ๓-๓ หลายเดือนผ่านไป ปอดของเธอจะแข็งแรงขึ้น และเลือดของเธอจะถูกฟอกให้บริสุทธิ์ขึ้น การหายใจตามปกติของเธอ อาจจะเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น มันอาจจะกลายเป็น ๓-๓ จากเดิม ๒-๒

หายใจตามปกติ เมื่อเธอฝึกเดินจงกรม ความยาวของก้าวที่เธอเดิน จะเป็นของเธอเอง

ดอกบัวบานจากเท้าแต่ละก้าว

<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top width=110>http://www.geocities.com/Athens/Atlantis/5227/dhamma/images/dm004.jpg</TD><TD vAlign=top>เมื่อศิลปินวาดภาพ หรือแกะสลักรูปของพระพุทธเจ้าประทับบนดอกบัว เขามิได้ต้องการเพียงจะแสดงความเคารพสักการะพระองค์เท่านั้น แต่ศิลปินปรารถนาจะแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในสันติสุข (พรหมวิหาร ๔) และความรู้แจ้ง เราแต่ละคนนั่งลงหลายครั้งในวันหนึ่งๆ แต่มีน้อยคนนักที่จะสามารถนั่งลงอย่างเป็นสุข เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ พวกเราหลายๆ คนเมื่อนั่งลงจะเหมือนกับว่า เราได้นั่งลงไปบนถ่านร้อนๆ เรานั่งลงยังไม่ทันไร เราก็จะคิดถึงอะไรสักอย่าง แล้วก็พรวดพราดลุกขึ้นอีก แม้ว่าศิลปินจะวาดภาพพระพุทธเจ้าประทับบนแท่นหินพระองค์ก็ยังคงประทับอย่างสงบ แจ่มใส ดุจเดียวกับประทับบนดอกบัว

เมื่อฉันบวชเป็นพระใหม่ๆ ฉันได้รับคำสอนว่า ก่อนจะนั่งลงฉันควรนึกในใจว่า "เมื่อฉันนั่งลง ฉันขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายสามารถนั่งบนบันลังก์แห่งการตรัสรู้ ขอให้ดวงจิตของเหล่าสัตว์ได้ปลอดพ้นจากมายา และความหลงผิดทั้งปวง" </TD></TR></TBODY></TABLE>หลังจากกระตุ้นความคิดเช่นนี้แล้วเราก็จะนั่งอย่างมีสติ นี่คือการเรียนรู้วิธีนั่งแบบพระพุทธเจ้า ฉันอยากจะย้ำเตือนผู้ที่ปรารถนาเข้าสู่ดินแดนบริสุทธิ์ว่า ขอให้นั่งอย่างสันติสุข ดุจนั่งอยู่บนดอกบัว เสียตั้งแต่บัดนี้เลยทีเดียว อย่ารอจนกว่าเธอจะสามารถเข้าสู่ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนั้น

ขอให้เธอได้เกิดใหม่ในดอกบัวในขณะแห่งปัจจุบันนี้ ด้วยการเกิดใหม่ในดอกบัวและนั่งบนดอกบัวเสียแต่วินาทีนี้ เธอก็ไม่จำต้องสงสัยถึงความมีอยู่หรือไม่ของดินแดนบริสุทธิ์แห่งนั้น การเดินก็เช่นเดียวกัน ภาพของพระพุทธเจ้าเมื่อทรงประสูติ มักแสดงด้วยการเดิน ๗ ก้าว แต่ละก้าวจะมีดอกบัวบานขึ้นจากรอยพระบาท ที่ประทับบนพื้นโลก เราควรที่จะเดินอย่างสันติสุขเสียจนกระทั่ง สามารถมีดอกบัวบานขึ้นจากเท้าแต่ละก้าวนี้ ต่อไปเมื่อเธอฝึกเดินจงกรม ขอให้ลองทำดู ให้ดอกบัวบานรับเท้าแต่ละก้าวของเธอ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าเมื่อแรกประสูติ ขอเธออย่าได้รู้สึกต่ำต้อยหรือไม่คู่ควรแก่งานเช่นนี้ หากว่าแต่ละก้าวของเธอสงบและแจ่มใส มันก็สมควรแก่การที่ดอกบัวจะบานขึ้นจากรอยเท้านั้น

ใช้วลีเป็นวัตถุแห่งการกำหนดรู้ (กำหนดคำภาวนา)

นอกจากการนับก้าวเดินแล้ว เธอยังอาจจะเพิ่มวลีใดวลีหนึ่งมาช่วยในการกำหนดรู้ก็ได้ ตัวอย่างเช่น หากจังหวะการหายใจของเธอเป็น ๓-๓ และเธอภาวนาด้วยวลีที่ว่า "ดอกบัวบาน จากเท้าแต่ละก้าว" เธอก็สามารถทวนคำซ้ำๆ ว่า "ดอก บัว บาน / ดอก บัว บาน" ถ้าการหายใจของเธอเป็น ๒-๓ เธอก็อาจจะพูดกับตัวเองว่า "ดอก บัว / ดอก บัว บาน"

จำไว้ว่าให้เลือกวลีที่มีจำนวนพยางค์ที่เหมาะสม หากว่าความมุ่งหวังของเธอ คือการได้รู้แจ้งถึงดินแดนบริสุทธิ์ เธอก็สามารถนึกในใจว่า "อา มิต ตา ภะ / อา มิต ตา ภะ" (๔-๔) หรือ "นะ โม อา มิต ตา ภะ / นะ โม อา มิต ตา ภะ" (๖-๖) วิธีนี้จะง่ายสำหรับคนที่มีภาษาเป็นแบบคำโดด วลีเหล่านี้จะเชื่อมลมหายใจ และการเดินของเรา ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้โลกอันยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้น

เดิน เพื่อค้นหาสันติสุข

เธอสามารถเดินจงกรมร่วมกับคนอื่น แม้ว่าการเดินตามลำพังจะง่ายกว่า เมื่อเดินกับคนอื่น ให้ใช้วิธีเดินด้วยกันแต่ไม่คุยกัน ฉันมักจะตื่นแต่เช้าตรู่ขึ้นมาเดินจงกรมทุกวัน และในระหว่างวัน หากมีเวลาว่างสัก ๕ นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ฉันก็จะเดินจงกรม การเดินจงกรมนำมาซึ่งสันติ ความตื่น และความสุข ขอให้เราทำทางเดินทุกสายบนโลกนี้ให้เป็นทางเดินจงกรมกันเถิด หากเธอไม่ฝึกเดินจงกรม เธอก็จะขาดประโยชน์อันควร ฉันก็จะขาดประโยชน์อันควร รวมทั้งชีวิตของสรรพสัตว์ ก็จะขาดประโยชน์อันควรค่าไปด้วย

ในวันแรกๆ ของการฝึก เดินให้ช้าลง มันอาจจะไม่มั่นคงเช่นเดียวกับเด็กที่เพิ่งหัดเดิน จงตามลมหายใจของตัวเอง จดจ่ออยู่ที่การก้าว แล้วเธอจะพบว่า เริ่มก้าวได้มั่นคงขึ้น เธอเคยสังเกตเสือในขณะที่มันก้าวอย่างช้าๆ หรือไม่ วัวจะเดินด้วยฝีเท้าที่แน่นอนและมั่นคง เสือจะเดินด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาและว่องไว เมื่อฝึกการเดินจงกรมอย่างสม่ำเสมอ เธอจะพบว่าฝีเท้าของเธอจะแน่นอน มั่นคง และว่องไวขึ้น

เดิน เพื่อสันติสุขแห่งสรรพสัตว์

อากาศในตอนเช้าตรู่ และยามค่ำคืนมักจะเย็น และสะอาด สดชื่นกว่ายามใด ไม่มีแหล่งพลังงานใดที่จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตเรา ยิ่งไปกว่าอากาศที่บริสุทธิ์ เมื่อเดินจงกรมเธอจะสูดเอาพลังงานนั้นเข้าไป และรู้สึกว่าร่างกาย และจิตใจเข้มแข็งขึ้น จงฝึกอย่างสม่ำเสมอ เธอจะพบความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันของเธอ การเคลื่อนไหวของเธอจะราบรื่นมากขึ้น ไม่ขลุกขลัก และเธอจะรู้ตัวมากขึ้นว่า กำลังทำอะไรอยู่ และในขณะทำกิจกรรมตามปกติประจำวัน เธอจะพบว่า เธอสงบเยือกเย็นขึ้น แลดูสิ่งต่างๆ ลึกซึ้งขึ้น และมองดูโลกด้วยความเมตตา กรุณา มากขึ้น สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าคล้ายหรือต่างกัน เล็กหรือใหญ่ ตั้งแต่ดวงจันทร์ ดวงดาว มาจนถึงใบไม้ และหนอนผีเสื้อทั้งหมด จะมีสันติสุข อันเนื่องมาจากการก้าวเดินของเธอ

เธอจะรักได้ ต่อเมื่อแลเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน และเข้าใจ เท่านั้น

ก่อนจะจบ ฉันอยากจะบอกความลับบางอย่างแก่เธอ ฉันอยากจะย้ำกับเธอว่า โลกของเรามีสิ่งหนึ่งที่ดินแดนบริสุทธิ์ไม่ได้มี นั่นคือการปรากฏแห่งทุกข์ ถ้าหากฉันลังเล และไม่ปรารถนาไปสู่ดินแดนบริสุทธิ์แห่งนั้น นั่นมิใช่เพียงเพราะว่า ที่นั่นไม่มีเถาองุ่น และต้นมะนาวเท่านั้น แต่เพราะที่นั่นไม่มีความทุึกข์ด้วย พื้นฐานสิ่งแรกที่ชาวพุทธจะต้องแลเห็น คือ การปรากฏแห่งทุกข์ หากเธอไม่แลเห็นสิ่งนี้ ดังที่พระศากยมุนีทรงตรัสถึงเป็นสิ่งแรกในอริยสัจ ๔ เธอก็ไม่อาจเป็นชาวพุทธที่แท้ได้ จากการตระหนักรู้ถึงความทุกข์นี่เอง ที่จะก่อให้เกิดความเมตตา กรุณา และความมุ่งมาดที่จะดำเนินไป บนวิถีแห่งการดำรงอยู่ของเรา ความเมตตากรุณาและปัญญาคือสิ่งเดียวกัน หากเธอไม่อาจแลเห็นอย่างแจ่มชัด ความรักของเธอก็ยังมิใช่ความรัก

เมื่อฉันกลับไปยุโรป หลังจากพยายามช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทางเรือแล้ว ฉันรู้สึกว่า ชีวิตแบบตะวันตกหาใช่วิถีของฉันไม่ หลังจากประสบพบเห็นความทุกข์๋ลำเค็ญของผู้ลี้ภัยในทะเลแล้ว ฉันก็ได้มาถึงสนามบินในกรุงปารีส ขณะที่นั่งรถกลับบ้าน ฉันผ่านตัวเมืองและห้างสรรพสินค้ามากมายที่ติดไฟหลากสีสัน มันเหมือนการเดินอยู่ในความฝัน มันมีความแตกต่างที่ไม่เท่าเทียมเช่นนี้ได้อย่างไรกันนะ ในระหว่างสถานการณ์ทั้งสอง ในด้านหนึ่งเป็นสถานการณ์อันคับขันของผู้ลี้ภัยทางทะเลที่ถูกตามล่า ถูกปล้นสดมภ์ ถูกข่มขืนและฆ่า แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นสถานการณ์ของคนที่เฝ้าแสวงหาความสนุกสนานจากแก้วเหล้าและแสงสี

คำเทศนาสั่งสอนอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวล ก็ไม่อาจเทียบได้กับการเห็นแจ้งโดยตรงถึงความทุกข์ได้ ในระหว่างสงครามเวียดนาม ชาวตะวันตกสามารถเห็นภาพของสงครามผ่านทางจอโทรทัศน์ได้ ฉันสงสัยว่าเขาจะสามารถเข้าใจสถานการณ์จากการดูภาพที่เห็นทางจอโทรทัศน์นั่นล่ะหรือ ฉันเองก็ได้ดูภาพเหล่านั้น และฉันไม่คิดว่าภาพเหล่านั้นสามารถสื่อถึงความทุกข์ที่แท้จริงได้

อย่าบดบังธรรมรัตนะอีกครึ่งหนึ่ง

ฉันเห็นว่าชีวิตประจำวันบนโลกนี้เป็นพื้นฐานอย่างดีที่สุด ที่จะให้เราเรียนรู้ถึงการมีชีวิตอย่างสงบผาสุก อาจารย์ฺทางฝ่ายมหายาน บางครั้งจะเปรียบธรรมรัตนะกับความดีและความงาม ด้วยคำพูดที่ว่า "ไผ่น้ำเงิน ดอกไม้เหลือง มิใช่อะไรอื่น นอกเสียจากธรรมรัตนะ เมฆขาวและดวงจันทราแสดงสัจจะทั้งมวล" นั้นได้บดบังธรรมชาติที่แท้ของเราอีกครึ่งหนึ่ง เพราะโฉมหน้าของธรรมชาติที่แท้อีกครึ่งหนึ่งของเราก็เป็นโคลนตมด้วยเช่นกัน นั่นคือ ความโลภ ความโกรธ ความโง่เขลา ความทุกข์ และการประหัตประหารกันระหว่างมนุษย์ ในดินแดนบริสุทธิ์ เสียงเพลงของนกคือเสียงแห่งธรรมะ บนโลกของเราก็เช่นกัน เสียงเพลงของนกก็เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของเรา อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า "ในยามเริ่มแรก ทุกสิ่งทุกอย่างหามีการเกิดหรือการแตกดับไม่" ท่านได้รจนาบทกวีขึ้นว่า "เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ดอกไม้นับพันพากันยินดี นกสีทองพากันร้องเพลงบนต้นหลิวเขียว"

สำหรับพวกเรา เสียงนกร้องเพลงมักจะแสดงถึงความร่าเริง ความงามและความบริสุทธิ์ เสียงนั้นได้กระตุ้นความรักต่อชีวิตของเราขึ้น แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งเราก็สามารถแลเห็นว่า เสียงของนกก็อาจก่อความทุกข์ได้ด้วย

วันหนึ่ง ขณะที่ฉันนั่งอยู่อย่างสงบในป่า ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกสั่นสะท้าน เมื่อได้ยินเสียงนกร้อง ฉันสามารถมองเห็นว่า ตัวหนอนที่ซ่อนอยู่ตามใบไม้ หรือตามโพรงไม้ ก็สั่นสะท้่านเช่นเดียวกับฉัน เสียงร้องของนกสามารถทำให้หนอนและแมลงตกใจกลัว เช่นเดียวกับเสียงคำรามของเสือที่ทำให้มนุษย์ตกใจกลัว เสียงเพลงที่แสดงถึงความงดงาม ก็สามารถก่อความกลัวและความทุกข์ได้เช่นเดียวกัน

เลือกพระโพธิสัตว์ (สัตบุรุษ) เป็นเพื่อนร่วมทาง

การเดินจงกรมจะช่วยให้เราเปิดตาต่อสิ่งมหัศจรรย์มากมายในจักรวาล มันจะเปลี่ยนโลกนี้ให้กลายเป็นดินแดนบริสุทธิ์ มันช่วยให้เราสามารถสลัดทิ้งความเศร้า ความกังวล และนำสันติสุขมาให้ แต่การเดินจงกรมก็ช่วยให้เราแลเห็นความทุกข์ของชีวิตด้วยเช่นกัน

ฉันมักจะบอกนักเรียนเซนอยู่เสมอว่า "หากเธอไม่อาจแลเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า และรอบกายของเธอ เธอจะคาดหวังที่จะแลเห็นธรรมชาติของเธอเองได้อย่างไร การแลเห็นธรรมชาติของตัวเธอเองไม่อาจเกิดขึ้นจากการหลับตา ตรงกันข้าม เธอจะต้องเปิดตาและตื่นขึ้นต่อสถานการณ์ที่เป็นจริงในโลก และนั่นจะทำให้เธอแลเห็นได้อย่างสมบูรณ์ถึงธรรมรัตนะในตัวเธอ และธรรมชาติแห่งพุทธะของเธอ ระเบิด ความอดอยาก การไล่ตามความมั่งคั่งและอำนาจ เหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากธรรมชาติของเธอ"

ถนนในชนบทที่มีกลิ่นหอมของหญ้า ทางเดินที่ร่มครึ้มด้วยต้นโอ๊ก ทางเดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่นอันงดงาม เหล่านี้คือทางจงกรมของเธอ ขอให้เธอเพลิดเพลินกับทางเดินเหล่านี้ มันจะไม่นำเธอไปสู่ความหลงลืม แต่ในขณะที่เธอเดิน เธอจะจำได้ และตื่นขึ้นเพื่อที่จะแลเห็นความทุกข์ที่แท้จริงในโลก ดังนั้น ทางเดินทุกทาง ถนนทุกสาย จากทางเดินแคบๆ ในกรุงเบรุต จนถึงถนนในเวียดนามที่ซึ่งมีกับระเบิดใต้ดินฝังอยู่ และยังคงระเบิดคร่าชีวิตของเด็กและชาวนา

ทางเดินทุกสายในโลกนี้ คือทางจงกรมของเธอ เมื่อเธอตื่นขึ้น เธอจะไม่ลังเลที่จะเดินไปบนเส้นทางเหล่านั้นเลย เธอจะทุกข์ระทม แต่มิใช่จากความลังเลสงสัย กังวล หรือหวาดกลัวเพื่อตัวเธอเอง เธอจะทนทุกข์ร่วมกับสรรพชีวิตในฐานะเพื่อนร่วมทุกข์ที่รู้สึกเมตตากรุณาอย่างบุคคลที่ตื่นขึ้นแล้ว อย่างพระโพธิสัตว์ (สัตบุรุษ)</TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE width="95%" align=center border=0><TBODY><TR><TD>* * สำนวนภาษาอาจจะต่างไปจากปกติเนื่องจากเป็นหนังสือแปล หวังให้ผู้ศึกษามุ่งสนใจในการวางอารมณ์และวิธีการปฏิบัติที่ผู้เขียนได้สื่อออกมา คำเน้น สีส้ม ผู้จัดทำได้เพิ่มเติมลงไปเพื่อช่วยในการเปรียบเทียบกับภาษาธรรมที่เราคุ้นเคย</TD></TR></TBODY></TABLE>

http://www.geocities.com/Athens/Atlantis/5227/dhamma/images/dm003.gif