PDA

View Full Version : การฟื้นฟูพระศาสนา : ภารกิจของใคร?


Paang
04-13-2007, 08:51 AM
<TABLE style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #fffff5; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 bgColor=#fffff5 border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: maroon 1.5pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: maroon 1.5pt solid; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: maroon 1.5pt solid; WIDTH: 426.1pt; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: maroon 1.5pt solid" vAlign=top width=568>แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต


บวชเมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ที่วัดศิริพงศ์ธรรมนิมิต เขตบางเขน กรุงเทพฯ เริ่มก่อตั้ง เสถียรธรรมสถาน ภายใต้การอนุเคราะห์จากกองทุนเสถียรธรรม เมื่อ ๒๕๓๐ ให้เป็นสถานที่ดำเนินกิจกรรม เพื่อพระธรรม คือส่งเสริมการศึกษาธรรมะ ปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรม โดยเริ่มต้นจากงานพัฒนาคุณภาพชีวิต ของบุคคลในชุมชน เน้นชีวิตเด็ก สตรี และนักบวชสตรีผ่านโครงการโลกสวยด้วยธรรมะ โครงการโลกสวยด้วยน้ำใจ และโครงการสร้างโลกโดยผ่านเด็ก

เสถียรธรรมสถาน : ๒๔/๕ ซ.วัชรพล (รามอินทรา ๕๕) แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ๑๐๒๓๐ โทร. ๕๑๐๔๗๕๖

</TD></TR></TBODY></TABLE>


หมายเหตุ : เนื่องจากผู้สัมภาษณ์เป็นภิกษุ ผู้ให้สัมภาษณ์จึงใช้สรรพนามแทนตนเองว่า "โยม"

เสขิยธรรม :คนชนชั้นกลางน่าจะมีบทบาทอย่างไรในเรื่องการฟื้นฟูพระศาสนา
แม่ชีศันสนีย์ :โยมว่าทั้งสองอย่าง

ทั้งปัจเจก… โดยส่วนตัวการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของปัจเจก ที่เราต้องดูแลตัวเองให้อยู่บนหนทางให้ได้ ถ้าเราเชื่อว่าทางอื่นไม่มี ทางนี้คือทาง ก็คือหมายถึงอริยมรรคมีองค์แปดคือหนทาง ทางอื่นไม่มีเราจะต้องอยู่บนหนทางอันนี้ให้ได้มรรคานี้ให้ได้ ต้องมีมรรคภาวนาอยู่ตลอดเวลา ต้องสำรวจตัวเองอยู่ตลอดเวลา อันนี้เป็นเรื่องของปัจเจกที่เราจะต้องดู

แต่ผลของปัจเจกมันเป็นมหภาค จริงไหม… มีปัจเจกอย่างนี้เกิดขึ้นหลายๆ อัน และเราจะเห็นว่าถ้าตัวเราดูแลชีวิตของเราดีจะไม่มีคนเจ็บปวดเพราะเรา ผลมันออกไปที่คนอื่นที่สังคมใช่ไหม ถ้าเผื่อว่ามันเริ่มมีการศึกษา มีการให้เห็นหนทาง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการใช้ชีวิตอยู่รวมกัน มีสังฆะเกิดขึ้นอย่างมากมายที่จะดูแลชุมชนของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โยมว่าพลังแห่งการเรียนรู้ที่แต่ละบุคคล จะต้องศึกษาถึงสัจจธรรมในชีวิตของเรา มันก็จะออกมาเป็นมหภาค อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เริ่มต้น

ส่วนเรื่องสังคม… ที่เรากำลังเดินอยู่นี่ก็ยังมีการเดินที่อาจจะมีความเร็วความช้า ความถูกความผิดอยู่บ้าง อะไรอย่างนี้ แต่ถ้าเผื่อว่ามีระบบโครงสร้าง หรือว่ามีวิธีการจัดการ ที่จะส่งเสริมให้เกิดย่างก้าวที่มันเอื้ออำนวยมากขึ้น ในการที่จะเดินไปด้วยกันด้วยดี หรือทิศทางที่มันเห็นชัดขึ้น มันก็ส่งเสริมใช่ไหม

เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวก็ต้องทำส่วนรวมก็ต้องสร้าง ต้องสร้างให้เกิดความชัดเจน ต้องสร้างให้เกิดความเข้าใจต้องสร้างวิถีชีวิตที่จะไปด้วยกันด้วยดีให้ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องมองโครงสร้างใหญ่ด้วย

โยมคิดว่าทั้งสองเรื่องนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเกื้อกูลให้มีมากขึ้น โดยการปฏิบัติโดยส่วนที่เป็นปัจเจก เราต้องให้ความรู้อย่างรวดเร็ว อย่ารอว่าคนจะเดินเข้ามาในวัดเท่านั้น แต่หมายถึงว่า ในระบบโครงสร้างการศึกษาก็ดี ในระบบของการจัดการที่เป็นองค์กรใหญ่ ๆ ถ้าเผื่อท่านมีเพาเวอร์ที่จะส่งเสริมให้สิ่งเหล่านี้ มีอยู่ในทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่า ทุกการจัดการการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เป็นอัธยาศัยหรือไม่ก็ตาม การศึกษามันเป็นบ่อเกิดของทิฐิ ถ้าการศึกษาได้ ถ้ามันมีอยู่ในวิถีชีวิตของบ้านเมืองของเราที่ทำให้เกิดสัมมาทิฐิ อย่างนี้ต้องเร่งทำ โครงสร้างใหญ่ต้องเข้าไปสนับสนุนต้องช่วยกัน

เสขิยธรรม :อะไรน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องเร่งทำในการฟื้นฟูพระศาสนา

แม่ชีศันสนีย์ :ถ้าเผื่อว่าทำได้เร็วที่สุดก็คือการดูแลย่างก้าวของเราทุกคน ร้อยคนดูแลย่างก้าวของตัวเองทุกคนเลย และเราก็จะเห็นว่า โครงสร้างใหญ่ไปได้ด้วยย่างก้าวเล็ก ๆ เหล่านี้ เมื่อเราเดินได้แล้ว สมมติเราจะไม่ชั่วเราก็ต้องสร้างกระแสให้คนไม่ชั่วมากขึ้น มันจะได้พรึบพรับ เป็นการไปอย่างพรึบพรับ ถ้ามัวแต่รอ โยมว่าจะรอช้าไม่ได้

<TABLE style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #cccc00; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 align=left bgColor=#cccc00 border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: #ded6c2 6pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none" vAlign=top>ก้าวแรก
คือก้าวของเรา
และก้าวต่อไป
คือเราต้องจัด
โครงสร้าง
หรือว่าชุมชน
ที่ส่งเสริมให้เกิด
การก้าวไปด้วยกัน
มากขึ้น

</TD></TR></TBODY></TABLE>
ก้าวแรกคือก้าวของเรา และก้าวต่อไปคือ เราต้องจัดโครงสร้าง หรือว่าชุมชนที่ส่งเสริมให้เกิดการก้าวไปด้วยกันมากขึ้น โดยอาจจะไม่ต้องไปอยู่กับชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ทุกชุมชนเหมือนอย่างเรา ตั้ง รับกัน เป็นคนที่เคยไปวัด พอเกิดสถานการณ์อย่างนี้ทีหนึ่งไม่รู้จะไปหาวัดที่ไหนอยู่ เราก็บอกว่าทุกวัดได้ตั้งรับไว้หรือยัง ถ้าทุกวัดตั้งรับไว้อย่างดีแล้วเนี่ย มันก็จะเกิดหนทางแห่งการเรียนรู้ต่อไป เพียงแต่ว่ามันเปลี่ยนสถานที่เท่านั้นเอง

โยมกำลังมองดูตัวเองเหมือนกัน ตอนที่เริ่มทำงานหนักมากขึ้น ในตอนหลัง เราได้เป็นเพื่อนกับบุคคลที่กำลังแสวงหา ที่จะเรียนรู้ไปกับสถานการณ์ตรงนี้ อย่างอยู่ในสถานการณ์อย่างไม่หลงอย่างไรไม่สำคัญตัวผิด แต่จะต้องมองดูอย่างคนที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ว่าจะทำให้เขามีศักยภาพ ในการที่จะเข้าไปมองเห็นตัวเขา และแข็งแรงเพราะการพึ่งตัวเขาเอง โดยวิธีการที่จะจัดการทำงานตรงนี้อย่างไรที่มันพอดี เพราะเป็นงานที่เราต้องทบทวนตัวเองอยู่ตลอดเวลา มันจะเร็วจะช้า โยมไม่ทราบแต่ในฐานะส่วนตัวก็ต้องระมัดระวังย่างก้าวของตัวเอง

ส่วนการทำงานในเสถียรธรรมสถาน ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรหนึ่งชุมชนหนึ่ง ชัดเจนด้วยอย่างของเรา เราก็ดูย่างก้าวเล็ก และโครงสร้างของชุมชน และเราก็ยังต้องบวกการศึกษาอื่น ๆ ที่เข้ามา เราลองเอาโจทย์นี้เข้ามาแก้ด้วยกันซิเป็นอย่างไร มันก็จะเป็นการ ตัวเรา บ้านเราสังคมของเรามันจะต้องไปด้วยกันมันต้องไปพร้อม ๆ กัน คือว่าอย่ารอ แต่ไม่ใช่หมายความว่าก้าวอย่างหลงทางต้องมีปัญญากำกับไว้อย่าหลง อย่าสำคัญผิดอย่ากลัวว่ากลัวสมมติว่าเรารักษาตัวตนของเราว่า ไม่เอาล่ะถ้าฉันทำตรงนี้คนมันก็จะมาป้ายสีฉัน โยมว่า ขี้ขลาดอย่างนี้ก็ไม่ได้คือโยมอธิบายให้ท่านฟังเป็นภาษาปฏิบัติดีกว่า สมมติว่าแม่ชีศันสนีย์บอกว่าไม่เอาเรื่องนี้ไม่เข้าไป เพราะเรื่องนี้ถ้าเข้าไปคนเขาจะมองเราว่าเราไปเจ๋อ เดี๋ยวมีศัตรูซะเปล่า ๆ โยมเห็นว่าคิดอย่างนี้มันก็เห็นแก่ตัว โยมว่ามันเป็นหน้าที่นะ มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องใช้สติปัญญาให้มากในการทำหน้าที่ตรงนี้อย่าหลงตัว ก็แล้วกันทำไปเถอะ

เสขิยธรรม :มองว่าอนาคตของพุทธศาสนาในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

แม่ชีศันสนีย์ :โยมเข้าใจอย่างนี้นะคะท่าน ความหวังอยู่ที่การกระทำในย่างก้าวนี้ ถ้าเรายังทำอยู่นะคะถ้าเรายังทำอยู่เราหวังได้ แต่ถ้าเผื่อเราไม่ทำเราหวังไม่ได้ ความหวังอยู่ที่การกระทำของเรา ถ้าเราหวังที่จะระมัดระวังย่างก้าวนี้ของเรา ผลแห่งความหวังเราไม่ผิดหวัง แต่ที่เราหวังแล้วเราไม่ทำแล้วเราไปผิดหวังตอนเอาผล เราอย่าโทษใคร

โยมมีความหวังกับการทำงานในย่างก้าวนี้ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ถ้ามันยังเกิดชุมชนเล็ก ๆ ที่มีอยู่ในสังคมไทยที่ประกาศตัวเองว่า เราเป็นชุมชนแห่งธรรมเป็นชุมชนที่ใช้ธรรมะเป็นรากฐาน เป็นชุมชนที่จะเรียนรู้อยู่บนพื้นฐานแห่งการไม่เบียดเบียน ถ้ามีชุมชนเล็ก ๆ เหล่านี้ที่ยังแข็งแรงอยู่ก็ยังจะมีผู้คนที่เรียนรู้จากชุมชนเล็ก ๆ เหล่านี้ที่ยังเป็นความหวังของแผ่นดินได้ โยมยังมีหวังอยู่ในการทำงานอย่างหนักตรงนี้ ถ้าเมื่อใดที่โยมไม่ทำงานโยมไม่กล้าหวัง ฉะนั้นมันหวังอยู่ในย่างก้าวที่กำลังทำอยู่นี้ อย่าหลงทางแล้วกัน อย่าหลอกตัวเองต้องมั่นใจในตนว่าเราจะไปถึงถ้าเรายังอยู่บนทาง

ถ้าอย่างนี้ล่ะก็โยมว่าขอให้มันมีชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างนี้มาก ๆ ขึ้น ส่งเสริมให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างนี้ให้มาก ๆ ขึ้น แล้วเราก็จะมีมวลที่ใหญ่ขึ้น เราอาจจะไม่ได้สร้างที่หนึ่งที่ใดให้มันใหญ่โต แต่ว่าท่านก็ทำโยมก็ทำแล้วเพื่อนของเราอีกหลาย ๆ คนก็ทำ มีแม่ชีหลายท่านที่มีกำลังอยู่ไม่หมดหวัง เรายังหวังในการทำของเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าอย่างนี้มันจะเกิดทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว มันจะเกิดได้เร็วกว่าการไปสร้างศูนย์รวมที่หนึ่งที่ใดซะด้วยซ้ำไป เราเหมือนกับพลังเงียบ ๆ ที่มันผลักดันให้เกิดกระแสแห่งการใช้ชีวิตที่จะไม่เบียดเบียนไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับการทำงานของกลุ่มหรือของคน ๆ นั้นที่จะถักทอหรือรังสรรค์สิ่งแวดล้อมอยู่

อย่างโยมทำงานตรงนี้ โยมเป็นชุมชนของตรงนี้ คนในเมืองก็เป็นฐานที่เรียนรู้กับเรา คือมาเป็นเพื่อนกับเรา ที่ท่านเห็น อย่างนี้ที่ท่านเห็นรุ่งอรุณ (โรงเรียนรุ่งอรุณ) มาร่วมงานกับเรา โยมก็เหมือนกับเป็นจุดเล็ก ๆ อยู่ในเมืองใหญ่ แม่ชีท่านอื่น ๆ ก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่เป็นดอกเห็ดเลยในแผ่นดินของเรา ท่านลองดูว่า วันหนึ่งเราเกิดตีฆ้องขึ้นมา ว่าเรามารวมกันซิเราจะเห็นเลยว่าเราก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่มารวมกันเป็นน้ำในบ่อใหญ่ ๆ ได้ เป็นหยดน้ำเล็ก ๆ และไอ้หยดน้ำเล็ก ๆ ของพวกเรานี่แหละมันทำให้เกิดชีวิต ถ้ามันมีหยดน้ำเล็ก ๆ นี้มากขึ้นชีวิตมันก็เกิดมากขึ้น เมื่อใดที่มันมีหยดน้ำมันก็มีชีวิต และชีวิตที่ดีงามเหล่านี้มันจะมารวมตัวกัน ถึงแม้ว่ามันจะอยู่กันคนละที่อย่างนี้ต้องทำใช่ไหม หวังไม่ได้หวังให้คนอื่นทำไม่ได้เราต้องเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ และโยมเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ ตรงนั้นอย่างคนที่บอกกับตัวเองว่า เราจะไม่ปิดโอกาสแห่งการเรียนรู้ ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงรุนแรงและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมนี้ ที่มันมากระทบมาที่เราหรือว่ากระทบสังคมโดยรวมเราจะไม่ท้อถอยเลย คือเราต้องกล้าหาญเราต้องมีความอาจหาญทางด้านจริยธรรม ที่จะอยู่บนเส้นทางแห่งการไม่เบียดเบียน ถ้าจะยืนหยัดอยู่บนหนทางแห่งการไม่เบียดเบียน อย่างนี้โยมว่าเราอยู่เหนือความหวังได้

เสขิยธรรม :ในระดับโครงสร้าง น่าจะมีโครงสร้างของสถาบันศาสนาอย่างไร

แม่ชีศันสนีย์ :โยมว่าโครงสร้าง ก็หมายถึงบุคคลที่กำลังมารวมตัวกัน เพื่อที่จะส่งเสริมให้จุดเล็ก ๆ อย่างที่พวกเราอยู่นี่งอกงามต่อไป ถ้ามีการรวมตัวกันเพื่อที่จะพิจารณาถึงโครงสร้าง ที่จะส่งเสริมให้เกิดความอุดมในแผ่นดินของเรา

โยมอยากให้โครงสร้างนั้นมีความมีปัญญาที่จะจัดการให้เกิดการส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังใจ ในเรื่องของการจัดการสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการสนับสนุน หรือแม้แต่ในเรื่องของการมองเข้ามาเฉย ๆ แต่มองอย่างมีมุมมองที่ไม่มีอคติ แล้วก็มีปัญญาที่จะสะท้อนหรือชี้แนะที่จะทำให้จุดเล็ก ๆ เหล่านั้นเติบโตให้แข็งแรงทั้งหยั่งรากลงลึกให้มั่นคง

แต่ถ้าหากว่าองค์กรนั้นมีไว้เพื่อบังคับเพื่อตีกรอบเพื่อระวังหรือจับผิดเท่านั้น มันไม่ส่งเสริมนี่มันอาจจะไม่เกิดประโยชน์ต่อการมีองค์กร แต่อยากจะให้สถาบันที่กำลังจะมีขึ้น เป็นเหมือนสถานบันที่รดน้ำพรวนดินเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาเหล่านี้ ให้เจริญงอกงามเติบโตให้ได้เร็ว ส่งเสริมให้ได้เร็ว คือ… เชื่อว่าการจัดตั้งองค์กรนั้นเป้าหมายหลักคือต้องการให้เกิดปัญญาร่วมกัน ฉะนั้นปัญญาก็คือการจัดการร่วมกัน ที่จะส่งเสริมให้เกิดความงดงาม ในการใช้ชีวิตบนเส้นทางพรหมจรรย์นี้ ให้ไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ และก็ช่วยทำงานกับมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ให้ส่งเสริมให้วิถีชีวิตสังคมของเราให้ดีขึ้น ให้ทันสมัย ก็คือมีปัจจุบันขณะที่ไม่ทุกข์ให้ได้

โยมว่าถ้าอย่างนี้การจัดตั้ง อย่างนี้มันจะเป็นการจัดตั้งองค์กรที่เสริมการทำงานของจุดเล็ก ๆ ที่มันกำลังมีมากขึ้นโยมว่ามันมีมากขึ้นนะตอนนี้ เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นกับสังคมของเรามันทำให้คนตัวเล็ก ๆ เริ่มแข็งแรงขึ้นมันเป็นประโยชน์ มันทำงานหนักมากขึ้น มันระมัดระวังมากขึ้น มันไม่ย่อท้อเพราะว่าเราถือว่าเราไม่ตายโดยคนอื่น แต่เราจะตายถ้าเราไม่ทำ เราจึงต้องทำยิ่งที่อื่นมันแสดงถึงภาพให้เราเห็นอย่างน่าหวาดกลัว เรายิ่งต้องทวนว่าเราเป็นตัวเล็ก ๆ ที่แข็งแรงนะ เรายังต้องแข็งแรงต่อไปการย่างก้าวของเราต้องมั่นคงขึ้น เราต้องตื่นจริง ๆ โดยสภาวะการปฏิบัติแล้ว เราต้องตื่นให้ได้กับการทำงานของเราเพื่อที่เราจะได้เบิกบาน

เสขิยธรรม :ในแง่ความสัมพันธ์ พุทธบริษัททั้งสี่น่าจะสัมพันธ์กันอย่างไร ร่วมมือกันอย่างไร
แม่ชีศันสนีย์ :โยมว่าในความสัมพันธ์นั้นต้องมีเมตตากับปัญญาเคียงกันไว้ จริง ๆ เลยคือต้องเมตตาต่อกันอย่ามองกันอย่างมีมุมมองที่เพ่งโทษ อย่างเช่นถ้ามองมาที่นักบวชผู้หญิงก็มองว่า… "นี่ทำอะไรแบบซ่าไปหรือเปล่า?" แต่ถ้ามองว่าสิ่งกำลังทำนี่มันบอกอะไร? มองอย่างมีเมตตา… เอ๊ะ! มันกำลังบอกอะไร? กำลังจะเรียนรู้อะไรด้วยกัน? มันก็จะเกิดการสัมพันธ์ของพุทธบริษัทที่ไปด้วยกันได้ ในมุมมองที่เป็นเพื่อนกันอยู่

…ถ้าเผื่อว่าเรามองกันไปมองกันมาและก็มองกันอย่างวิพากษ์วิจารณ์พาดพิง มันจะไม่เป็นการรวมตัวกันแต่เป็นการหักล้างก้น…

แต่ถ้ามองอย่างที่คนที่ส่งเสริมกันต้องมีเมตตามาก ถ้าไม่เข้าใจจริง ๆ ก็ต้องสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่พอไม่เข้าใจก็ตัดสินเลย ก็ปิดโอกาสเลย ก็ไม่เกิดการส่งเสริมกัน และไม่ว่าจะเป็นระหว่างปัจเจกกับการไปรวมกับโครงสร้างในระดับใหญ่ อันนี้โยมว่าขาดไม่ได้… ต้องถักทอให้ถึงเลยเพราะจะทำให้เราไปได้อย่างได้ภาพรวมที่ชัดเจนเร็วขึ้น ตั้งแต่ระดับล่างถึงระดับบน
โยมอยากให้พวกเราลองช่วยกันสะท้อน หรือมองอย่างการทำงานของเสถียรธรรมสถาน เราทำงานกันอย่างตัวเล็ก ๆ จากความเล็ก ๆ ของเรา เราก็รู้ว่ามีเพื่อนมากขึ้นจากงาน และพอมีเพื่อนมากขึ้นเราก็เริ่มเห็นการก้าวของเราที่ก้าวออกไปเพราะเรามีเพื่อน …เป็นการลงทุนเรื่องเพื่อนนะคะ มันก็เลยเร็วขึ้น งานก็กว้างขึ้น เหมือนงานเป็นรูปธรรมที่มองเห็นถ้าเรามัวแต่รอ มัวแต่รอเราอาจจะไม่ได้งานอย่างที่เราทำอยู่ใน ๑๒ ปีที่ผ่านมา แต่เป็นเพราะว่าเราทำไม่เป็นเราก็คลำไปเรื่อย ๆ แต่เราต้องอยู่บนเส้นทางที่เราต้องเคารพนะ คือเราเลือกเส้นทางนี้ เราต้องเคารพเส้นทางที่เราเลือกนะ โดยการทำหน้าที่ปฏิบัติดูแลจิตใจของเรา อย่าให้ขุ่นมัวในขณะที่ทำงาน และถ้ามันมีเสน่ห์ได้ในตัวของมันอย่างนี้ การบวกกับคนอื่นมันก็เป็นเรื่องของการก้าวกระโดดเดินของเรา มันก็ก้าวและกระโดดไป

ทีนี้ถ้าเผื่อรัฐบาลเองมองเห็นว่าถ้าธรรมะไม่กลับมา… เหมือนอย่างที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์บอกว่าประชาธิปไตยมันใช้ได้กับคนที่มีธรรมะ ถ้าหมู่คนที่ไม่มีธรรมะมันจะเป็นประชาธิปตาย มันตายไปเลย เพราะฉะนั้นก่อนที่จะหว่านพืชประชาธิปไตยมันต้องหว่านพืชธรรม เมื่อรัฐบาลจับประเด็นตรงนี้ได้แล้ว ชัดเลยว่ามันต้องกู้ธรรมะกลับมาในใจของคน และให้กำลังสนับสนุนหลากหลายวิธีการ ท่านขา… คนในโลกนี้มันหลากหลายวิธีการดูวิธีการจัดการของพระพุทธเจ้าซิ พระองค์มีหลากหลายไหม ตั้งแต่โง่สุดจำไม่ได้เลยสักประโยคก็จำไม่ได้เลยแม้แต่ประโยคเดียว อย่างโยนผ้าให้ผืนหนึ่งยังเป็นพระอรหันต์ แต่นั่นเป็นเพราะอะไรคะ เพราะการจัดการที่มีปัญญาและเมตตาของพระองค์ที่เห็นกันอยู่ งั้นการที่เรารู้จักชื่นชมกันมั่ง มุทิตาจิตกันมั่ง โยมว่ามันเป็นการถักทอใช่ไหม กรุณากันบ้างเห็นคน ๆ หนึ่งผิดอยู่ยังมีโอกาสให้เขาเสมอเลยไม่ใช่ตัดโอกาส ยังมีโอกาสที่จะบอกเขาเสมอเลยเราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์นะ ฉันเมตตากรุณาและรู้จักมุทิตาชื่นชมกันบ้างที่เขาสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ แม้แต่นิดเดียวเราก็รู้สึกแล้ว


<TABLE style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #cccc00; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 align=left bgColor=#cccc00 border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: #ded6c2 6pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none" vAlign=top>ถ้าคุณจะบอกว่า
ธรรมะเป็นรากฐาน
ของสังคมนี้
คุณก็ต้องเปิดใจ
ให้กว้างและว่างพอ
ที่จะให้คนที่เขา
กำลังทำงานอยู่นี่
แสดงความคิดเห็น
มาแลกเปลี่ยนทัศนะกัน
แล้วอย่าปิดโอกาส
ในการฟัง
ส่งเสริมที่จะทำให้เกิด
การทำงานต่อ

</TD></TR></TBODY></TABLE>
เราต้องสนับสนุน ชื่นชมยินดี รดน้ำพรวนดิน ต่อไปเราก็จะไม่หวั่นไหวใช่ไหมคะมันได้ทำหน้าที่ร่วมกันแล้ว โครงสร้างใหญ่ต้องจับประเด็นให้ถูก เพราะคุณมีอำนาจคุณมีเพาเวอร์ ถ้าคุณจับประเด็นผิด คุณใช้เพาเวอร์ตรงนั้นผิด มันก็ล้มระเนระนาด เพราะฉะนั้นยิ่งมีอำนาจมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องจับประเด็นให้ชัดว่า คุณจะเอาอย่างไร ถ้าคุณจะบอกว่า ธรรมะเป็นรากฐานของสังคมนี้ คุณก็ต้องเปิดใจให้กว้าง และว่างพอ ที่จะให้คนที่เขากำลังทำงานอยู่นี่ แสดงความคิดเห็น มาแลกเปลี่ยนทัศนะกัน แล้วอย่าปิดโอกาสในการฟัง ส่งเสริมที่จะทำให้เกิดการทำงานต่อ นอกจากจะไม่ปิดโอกาสในการฟังแล้ว ยังส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ คือมันต้องเป็นอย่างนี้ฟูมฟักขึ้นไปเรื่อย ๆ

แต่โยมกำลังจะใช้เสียงนี้เตือนไปถึงเพื่อนที่กำลังทำงานอยู่ อย่าคอย…ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รับการสนับสนุน ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่ทำงานอยู่ตรงไหนก็ตาม ขอให้รู้ว่า มันมีเพื่อนอยู่ในนี้ทุกมุมโลกเลย ที่กำลังทำงานอย่างหนักขอให้… จงทำงานอย่างหนักต่อไป แล้วเราจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ยังมีตัวเราเองที่ดูแลตัวเราเองอยู่ เผื่อวันหนึ่งเราได้มีโอกาสมาพบกันเราจะเข้าใจกัน เพราะว่าปัจจุบันโยมเห็นเพื่อนที่เข้ามาที่นี่ที่กำลังทำงานอย่างหนัก เมื่อมาเจอกันแล้วไม่ต้องบอกเลยว่าเป็นญาติกัน เช้าเนี่ยโยมก็เจอเถรีจากวัดอมราวดีมาแวะ

เราจะพบเลยว่าเรามีเพื่อนอยู่ทุกมุมของโลกนี้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน ไม่ได้อยู่ในภาษาเดียวกัน แต่ใจของเราเหมือนกัน ก็คือเรายังใกล้ชิดพระพุทธเจ้า เรายังอยู่บนหนทาง โยมจึงอยากให้สิ่งนี้กับนักบวชผู้หญิง ขอให้ท่านแม่ชีทั้งหลาย… ท่านทำงานต่อไปเถอะ ท่านอย่าคอยว่าท่านจะต้องได้ไอ้โน่นหรือต้องเป็นไอ้นี่ ถ้าเผื่อว่าท่านสามารถทำงานได้ทั้งที่ท่านไม่ได้เป็นอะไร ท่านจะเกิดความรู้สึกเองว่าในความยากลำบากนี้มันสอนให้ท่านแกร่ง และถ้าเผื่อว่าท่านผ่านสถานการณ์นี้ไปได้โดยการพึ่งพาตัวเอง ท่านจะไม่รอคอยหรือเข้าไปสยบยอมกับอะไรเลย การที่เราไม่เข้าไป… หรือคอยที่จะต้องเข้าไปสยบยอม หรือรอว่าใครจะมาทำอะไรให้เรานั้นก็เป็นการบอกอะไรเราอย่างหนึ่ง …ว่าเราพึ่งตัวเองได้

เสขิยธรรม :ในอนาคตสถานภาพของนักบวชสตรีจะเป็นอย่างไร โอกาสแห่งความเป็นไปได้ในการทำงาน โอกาสที่จะอยู่ในสังคมพุทธบริษัทอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่

แม่ชีศันสนีย์ :ที่จริงโอกาสของเรามีอยู่ตลอดเวลานะคะท่าน ถ้าโยมเป็นคนที่รู้สึกว่าไม่มีโอกาสโยมก็ด้อยโอกาสไปแล้วหละ โยมคงไม่มีโอกาสทำงานอย่างนี้หรอก โยมคิดว่ามีโอกาสตลอดเวลา โยมไม่คิดว่าตัวเองนี่ไม่มีโอกาสเลยจึงไม่เป็นบุคคลด้อยโอกาสเลย โอกาสมันอยู่ที่เราทำไป

ส่วนกระแสของโลกตอนนี้นี่มันกำลังผลักดันเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นเมื่อเราให้โอกาสตัวเราเอง และเราเป็นคนที่เมตตาตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา ทำงานอย่างหนักอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้นะคะ เราก็มีบ้านของเรามีใจของเราที่แข็งแรง มีชุมชนของเราที่แข็งแรงพอ กระแสของโลกมันมาอย่างไรนี่นะคะ มันมาถึงเราโดยที่เราพร้อมอยู่แล้ว มันปฏิเสธไม่ได้ เพราะตอนนี้กระแสของนักบวชผู้หญิงนี่เป็นกระแสของสังคมที่เป็นสากล เวลาที่โยมไปที่ไหนก็ตามคนจะมองมาที่เรานี่เหมือนอย่างมีมุทิตาจิตต่อกัน มีเมตตาต่อกัน สนับสนุนกัน เราจะเห็นเลยว่า การที่เราทำงานหนักอยู่ในบ้านเมืองของเราตอนนี้นะคะ นั่นก็คือการส่งเสริมให้เกิดกระแสของโลก ที่จะทำให้โลกนี้ ได้โอกาสจากความแข็งแรงของนักบวชผู้หญิง ที่กำลังทำหน้าที่กันอยู่

ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งมีสติปัญญาแข็งแรง โยมก็รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม อานิสงส์มันมี ฉะนั้นตอนนี้ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนด้อยโอกาส แต่ถ้าเผื่อว่าโครงสร้างใหญ่มองตรงนี้แล้วอยากจะตัดโอกาส… หรือไม่ตัดโอกาสโยมไม่ทราบ แต่ว่าถ้าเผื่อว่าโครงสร้างใหญ่เห็นประโยชน์ต่อการทำงานที่มากขึ้นและรวดเร็ว จากการให้โอกาสสนับสนุนผู้หญิงเหล่านี้ สังคมจะเป็นผู้ได้โอกาสเอง ถ้าโครงสร้างใหญ่ไม่สนับสนุนก็ขาดโอกาสเอง สังคมจะขาดโอกาส ไม่ใช่พวกเราขาดโอกาส สังคมจะขาดโอกาสนะคะท่าน พวกเราทำอยู่แล้วๆ เราไม่ขาดโอกาสนะคะท่าน สำหรับโยมนะ แต่ถ้าเผื่อว่าโครงสร้างใหญ่ ให้การสนับสนุนการศึกษา ที่จะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง มีสติปัญญาให้ได้เร็ว อานิสงส์นี้จะเป็นต่อสังคมโดยรวมทันที แต่ถ้าเผื่อว่าไม่มีการสนับสนุนให้ผู้หญิงที่มีสติปัญญาเกิดขึ้น ไม่มีชุมชนแห่งการเรียนรู้ของผู้หญิงเกิดขึ้น คนขาดโอกาสก็คือสังคม

เสขิยธรรม :รูปแบบมีความจำเป็นเพียงไรต่อสถานภาพนักบวชสตรี เช่น เป็นแม่ชี เป็นภิกษุณี ทศสีลมาตา ฯลฯ

<TABLE style="BORDER-RIGHT: medium none; BORDER-TOP: medium none; BACKGROUND: #cccc00; BORDER-LEFT: medium none; BORDER-BOTTOM: medium none; BORDER-COLLAPSE: collapse" cellSpacing=0 cellPadding=0 align=left bgColor=#cccc00 border=1><TBODY><TR><TD style="BORDER-RIGHT: #ded6c2 6pt solid; PADDING-RIGHT: 5.4pt; BORDER-TOP: medium none; PADDING-LEFT: 5.4pt; PADDING-BOTTOM: 0cm; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-TOP: 0cm; BORDER-BOTTOM: medium none" vAlign=top>ถ้าสังคม
มองเห็นประโยชน์
ร่วมกันว่า
ให้โอกาสต่อผู้หญิง
ที่เลือกเส้นทางนี้
สังคมก็จะได้อานิสงส์
จากการให้โอกาส
ผู้หญิงเหล่านี้

</TD></TR></TBODY></TABLE>
แม่ชีศันสนีย์ :อันนี้ต้องช่วยกันคิดค่ะ ว่า ถ้าสังคมมองเห็นประโยชน์ร่วมกันว่า ให้โอกาสต่อผู้หญิงที่เลือกเส้นทาง นี้สังคมก็จะได้อานิสงส์จากการให้โอกาสผู้หญิงเหล่านี้ และเมื่อสร้างความชัดเจนของวิถีชีวิต ก็จะเกิดศรัทธาต่อการเข้ามาใช้ชีวิตของนักบวช
สำหรับคนที่กำลังมองอยู่นี่น่ะมันคลุมเครือ พอคลุมเครือ… เมื่อผู้หญิงจะบวชก็วิ่งไปบวชที่อื่นกันหมด ไม่บวชในประเทศไทย ไม่รู้ประเทศไทยเป็นอย่างไร ท่านนึกออกไหม คนที่เขายังต้องการภาพตรงนี้ก็มี ส่วนใหญ่พวกเราบวชกันมานานแล้ว จนเรารู้ว่าจะเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรก็ช่าง ถ้าเราไม่หยุดในการที่จะรดน้ำพรวนดินใจของเราๆ ก็เดินไปได้เรื่อยๆ เราไม่รอ อย่างนี้เราก็ได้คนกลุ่มเก่า

แต่ถ้าเผื่อจะต้องให้เกิดศรัทธาต้องสร้างวิถีชีวิตของนักบวชผู้หญิงให้ชัดเจน ให้มีโอกาสเหมือนอย่างผู้ชายที่… ถ้าจะบวชแล้ววิถีชีวิตของการบวชพระก็จะชัดเจน เป็นรูปแบบที่ชัดเจน ก็สำคัญนะคะท่านไม่ใช่ไม่สำคัญ

เสขิยธรรม :เชื่อมั่นแค่ไหนว่า นักบวชสตรีจะเป็นกำลังของพระศาสนาได้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่จริง ๆ หากไม่ได้อยู่ในรูปแบบของภิกษุณีเหมือนอย่างในอดีต พูดง่าย ๆ ว่า ความเป็นเนื้อหาสาระ เหมือนอย่างที่ท่านแม่ชีว่านี่ จะทำให้นักบวชสตรีเป็นกำลังให้กับพระศาสนาในอนาคตได้จริง หรือ

แม่ชีศันสนีย์ :โยมไม่ได้เชื่อมั่นในคนอื่นนะคะ แต่โยมจะตอบแบบคนที่เชื่อมันในตัวเองได้ไหมว่า จากการที่เราไม่รู้อะไรเลยมาบวชเพราะความทุกข์ แล้วรู้จักวิธีการวิเคราะห์ทุกข์ของเรา และเราเริ่มสำนึก… สำนึกว่าชีวิตของเรารอดมาได้เพราะพระธรรม เรามีกตัญญูต่อพระธรรม เพราะเรามีกตัญญูต่อพระธรรม เราจึงมีการช่วยเพื่อนมนุษย์ เพราะเรารู้ว่าความทุกข์มันเหมือนกัน มันเกิดความคับข้องในการที่จะใช้ชีวิตและทำให้เราก้าวย่างอย่างไม่มั่นใจ เพราะฉะนั้นถ้าถามโยมว่าเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมาโยมทำงานเพราะอะไร ตอบท่านอย่างมั่นใจว่าเพราะโยมกตัญญูต่อพระธรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของโยม ที่ทำให้โยมหยุดได้

ถ้าผู้หญิงคนไหนก็ตามที่มองเห็นว่าตัวเองหยุดได้ และระมัดระวังย่างก้าวต่อไป เพราะมีธรรมะเป็นรากฐานเป็นคู่ชีวิตจริงไหม เราเข้ามามีธรรมะเป็นหัวใจของเรา เราขาดคน ๆ หนึ่งเรายังอยู่ได้ ถ้าเราขาดพระธรรมเราจะรู้สึกเราตายทั้งเป็น เพราะฉะนั้นเราควรจะยึดถือพระธรรมหรือยึดถือตัวบุคคล โยมเป็นเหมือนตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่จะทำให้ท่านมองเห็นภาพว่าจะมั่นใจกับระบบใหญ่อย่างไรนี่ก็อยู่ที่จุดเล็ก ๆ เหล่านี้ ว่ามั่นใจในตนหรือเปล่า ผู้หญิงเหล่านี้มั่นใจในตนบนหนทางนี้ หนทางที่จะหยุดนี่น่ะแล้วพิจารณาการใช้ชีวิตของเราในย่างก้าวต่อไป

ส่วนอานิสงส์นั้นเกิดจากย่างก้าวต่อไป จะเป็นอะไรอยู่ที่ปัจจุบันนี้เราทำอะไร ถ้าเผื่อมีโครงสร้างใหญ่ที่สนับสนุนให้เกิดความสำนึกอย่างนี้… ที่เกิดความเชื่อมั่นในตนกับผู้หญิงมากขึ้นเท่าไร ท่านก็จะเห็นเองว่าสังคมมันได้ประโยชน์อะไรจากผู้หญิงเหล่านี้

โยมก็เห็นนะคะว่าแม่ชีเล็ก ๆ ในชนบทท่านเป็นที่พึ่งทางจิตใจของเด็ก ๆ ของชาวบ้าน ของอะไรมากมาย ท่านอาจจะไม่มีโอกาสทำงานผ่านสื่อ แต่โยมก็รู้สึกเวลาที่โยมได้เดินทางไปในชนบท เมื่อเขามองดูเราเขามองดูเราอย่างคนที่มีศรัทธาในวิถีชีวิตของเรา และเราก็มองดูผู้หญิงทั้งหลายที่อยู่ในวัด… โยมได้ออกเยี่ยมผู้หญิงนักบวชด้วยกัน เราเคารพกันเหมือนญาติมิตรเลย ไปที่วัดหนองป่าพงโยมได้ไปเจอผู้หญิง ๓๐ พรรษาเมื่อกี้นี้ ๑๒ พรรษาจากวัดอมราวดี ได้เจอบุคคลที่อยู่แบบ.. เอ.. ถ้าแบบไม่มีความสุขมันจะอยู่ได้อย่างไรพรรษามาก ๆ อย่างนี้ท่านนึกออกไหมคะ มันต้องมีความสุขบนเส้นทางนี้สิ ถ้าเราหาความสุขบนเส้นทางพรหมจรรย์ไม่ได้แล้ว ต้องกลับไปหาความสุขทางโล กหมดแล้วสิ

แต่นี่เราเจอ… มันเป็นกำลังใจของเรา แต่นี่เราเจอยี่สิบพรรษา ที่แต่ละคนบวชกันคนละมุมโลกก็มาเจอที่ตรงนี้แล้วเจอกันเดี๋ยวก็มากอดกันที่ตรงนี้ เอ่อ ก็เป็นกำลังใจในการที่เจอผู้หญิงที่อยู่บนหนทางธรรมตั้งมั่นอยู่อย่างไม่หวั่นไหว เป็นกำลังใจต่อเพื่อนผู้หญิงด้วยกันที่กำลังเริ่มต้นคิดเริ่มต้นแสวงหา เริ่มต้นที่จะดูแลชีวิตของตัวเองดีขึ้น โยมว่ามันเป็นการเร้ากุศลของผู้หญิงด้วยกันเอง อาจจะเป็นกำลังใจของผู้ชายด้วย ที่มองดูแล้วก็รู้สึกว่าเริ่มมีมุมมองที่เป็นเพื่อนมนุษย์ ไม่มีหญิงไม่มีชายแล้วล่ะ เป็นเหมือนโยมมองดูท่าน… โยมก็เคารพท่านโดยการทำหน้าที่ของท่าน ทุกครั้งที่เราเจอกันท่านก็ทำงานหนักโยมก็ทำงานหนัก แต่เราก็เคารพกันโดยการที่ไม่ได้มาดูใครทำมาก ใครทำน้อย ใครทำเยอะ มีใครดีไม่ดี ใครทำใช่ ใครทำไม่ใช่…
ทุกคนก็มีวิถีชีวิตตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละบุคคล ทุกคนมีความถนัดที่ต่างกันแต่มีจุดยืนเหมือนกัน มีความหลากหลายเพราะเราแตกต่างกันในประสบการณ์ของการใช้ชีวิต ใช่ไหมคะ ที่เหมือนกันก็คือ เราดูแลตัวเราเอง ที่จะให้การทำงานของเราทุกย่างก้าว ไม่เป็นเหตุแห่งทุกข์ใช่หรือไม่คะ …อันนี้ต่างหากที่เราเป็นเพื่อนกัน

โยมจึงรู้สึกดีนะคะเมื่อได้เห็นนักบวชด้วยกันยังทำงานหนักอยู่ ยังรู้สึกถึงความอบอุ่นที่บางทีเราให้กันเอง ไม่ต้องรอคอยที่จะให้ท่านมาดูแลเรา ไม่ค่อยมีชีวิตเป็นเด็กลูกแหง่ที่จะต้องมีผู้ใหญ่มาดูแล แต่เราจะเข้าไปใกล้ท่านโดยการทำงานหนักของเรา

เสขิยธรรม : ฆราวาสจะเป็นที่พึ่งที่หวังได้แค่ไหนในการทะนุบำรุงพระศาสนา หรือการฟื้นฟูพระศาสนาอย่างที่เป็นกิจจะลักษณะ

แม่ชีศันสนีย์ :โยมว่าเป็นไปได้ ถ้าคน ๆ นั้นไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาสแข็งแรงอยู่ด้วยสัมมาทิฐิ คน ๆ นั้นเป็นที่พึ่งที่หวังได้ …เป็นไปได้ค่ะ คือเราต้องมองอย่างคนใจกว้างเลยว่า สังคมในโลกปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ หรือว่าไม่ได้ยึดติดอยู่กับภาพของการเป็นนักบวชหรือไม่นักบวชแล้ว ธรรมะเป็นเรื่องสากล ธรรมะเป็นเรื่องที่ไม่มีเพศใช่ไหมคะ และก็ไม่มีว่าต้องบวชหรือไม่บวช

ฆราวาสหรือ อุบาสกอุบาสิกาจะแข็งแรงขึ้น เพราะว่าคนเริ่มสนใจธรรมมากขึ้น และก็ไม่สนใจธรรมะในรูปแบบแล้ว สนใจธรรมะในชีวิตแห่งการปฏิบัติมากขึ้น ก็เห็นว่าคนหนุ่มสาวหรือแม้แต่เด็ก ๆ เวลาเขาเข้ามาสนใจธรรมะนี่เขาจะมองหาวิธีการการที่จะไปจัดการ หรือการที่จะไปใช้ชีวิตเขาให้ดีขึ้น คนเหล่านี้อาจจะไม่ได้มาสนใจในรูปแบบว่า ต้องเป็นนักบวชหรือไม่เป็นนักบวชมากขึ้น

คนที่เข้ามาที่นี่ อย่างงาน "สาวิกาสิกขาลัย" มาอยู่รวมกันซักหกเดือน เขาก็ไม่ได้สนใจที่จะเป็นนักบวชนะคะ พอหกเดือนแล้ว อาจจะเป็นนักบวชซักสี่คนอะไรอย่างนี้ คือไม่ได้สนใจที่จะบวชมาก่อน เราจะเห็นเลย น้อยมากที่จะสนใจเข้ามาเป็นนักบวชก่อนที่จะเข้ามาอย่างนี้ ไม่ ไม่ได้สนใจอย่างนี้

ฉะนั้นที่ท่านถามว่า จะมีความแข็งแรงของอุบาสกอุบาสิกาเกิดขึ้นมามากขึ้น และเขาจะเป็นหลักที่จะนำพาพระศาสนาต่อไป ด้วยวิถีชีวิตประจำวันของเขา จะมีมากขึ้นหรือเปล่า โยมคิดว่าก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เท่าที่มองเห็นตอนนี้ ส่วนใครก็ตามที่จะตัดสินใจเข้ามาที่จะใช้ชีวิตของนักบวช ก็ถือเป็นโอกาสพิเศษของชีวิต ที่จะเข้ามาเรียนรู้ในหนทางที่อาจจะเดินตามรอยของผู้ที่เลือกเส้นทางนี้ แล้วก็ใช้หนทางนี้เป็นไปเพื่อการทำเหตุที่ไม่ประมาทให้ถึงที่สุดของทุกข์ได้เหมือนกัน แต่คงจะมีเปอร์เซนต์ในฝ่ายของฆราวาสมาก เปอร์เซนต์ของนักบวชก็จะน้อยลง อันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ และเราก็คงจะไม่รู้สึกหรอกนะคะว่าเราจะไม่มีเพื่อนบนเส้นทางนี้หรือไม่ เพราะโยมคิดว่าใครก็ตามที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เป็นเพื่อนกัน

โยมก็สนับสนุนนะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้ามาในวิถีชีวิตของนักบวช เพียงเขาสนใจที่จะใช้ชีวิตอย่างคนที่ตระหนักรู้มากขึ้น เขาต้องชื่นชมยินดี และก็ต้องให้โอกาสในการที่จะเรียนรู้กับเขา อย่างเวลาเด็ก ๆ ที่เข้ามาที่นี่ป็นกลุ่มก้อน เราก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างนักบวชมันวิเศษอย่างไร แต่เรามักจะแลกเปลี่ยนกับเขาให้เห็นว่านักบวชมีวิถีชีวิตอย่างไร เราต้องระมัดระวังมีข้อวัตรปฏิบัติของเราอย่างไร เราต้องมีย่างก้าวของเราที่มีสติปัญญาไว้อย่างไร
เขาก็เหมือนกัน เขาจะเป็นนักบวชหรือไม่ก็ตาม ถ้าเผื่อว่าเขามีย่างก้าวอย่างคนที่มีสติปัญญา ระหว่างการก้าวของเขา เขาก็จะพบว่าย่างก้าวของเขามั่นคงขึ้น.


http://www.dharma-gateway.com/image/bar-red-lotus-small.jpg
http://www.dharma-gateway.com