มดเอ๊ก
03-29-2007, 04:14 AM
ต่างนิกายแห่งพุทธ...ต่างมุ่งหวังพ้นทุกข์ พระอาจารย์เฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖
http://www.komchadluek.net/column/pra/2004/07/07/images/01.jpg
พระอาจารย์เฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖ เจ้าอาวาสวัดมหายาน ในประเทศเนปาล ได้เข้ามาบวช เนื่องจากมีความศรัทธา ในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิม โดยท่านได้นำคำสอนของ พระพุทธเจ้า มาสอนในเรื่องของ มรรค ๘ (อัฏฐังคิกมรรค) เป็นแนวทางดำเนินชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้น จากทุกข์ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า
"การสร้างวัตถุมงคล ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนเรา หลุดพ้นจาก ความทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงกุศโลบาย ให้คนเรา ได้เข้าไปสู่รสพระธรรม"
สัจธรรมที่แท้จริงของโลกมนุษย์ที่ไม่ตายก็คือ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สอนให้เห็น ว่าความจริงในโลกนี้คืออะไร การที่เราถือพระธรรมเป็นสรณะ ก็จะสามารถนำพาเราไปให้พ้นจากความทุกข์ นำพาเข้าสู่บรมสุขได้ เป็นเสมือน กับหนทางนำทางเราให้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่มืดมน เป็นเหมือน ยานพาหนะ เมื่อทำให้คนเราไปถึงฝั่งแล้วเราจะต้องละในสิ่งที่ไม่ตัวตน หรือไม่ใช่แก่นแท้ ของพระพุทธศาสนา และถ้าเราได้ทำความเข้าใจ ในหลักคำสอนแล้วก็จะทำ ให้พ้นทุกข์ได้
พระอาจารย์เฉวียนสี่ได้อนุญาตให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ดังรายละเอียดต่อไปนี้...
นิกายวัชรยานแตกต่างไปจากนิกายเถรวาท และมหายานอย่างไรครับ ?
หลักคำสอนไม่แตกต่างกัน มีพระธรรมคำสอนเหมือนกัน เราเรียกว่าแก่น พระธรรมนั่นเอง อาตมาคิดว่าทุกนิกายของพุทธศาสนาไม่มีความแตกต่างกันเลย โดยมีการบันทึกเอาไว้ในธรรมบทว่า คำสอนของพระศาสดาไม่แตกเป็นสอง ฉะนั้นแก่นพระธรรมไม่ว่าจะเป็นเถรวาท มหายาน หรือจะเป็นวัชรยาน ล้วนแล้วแต่มีแก่นธรรมเป็นอันเดียวกัน และพระธรรมคำสอนได้เน้นย้ำ ไว้ด้วยว่า สิ่งใดก็ตามไม่ใช่วิธีแห่งใจเราก็จะไม่เรียกว่าธรรมชาติ
อะไรที่บันทึกเอาไว้ให้เห็นภาพความเป็นนิกายวัชรยาน ?
ในนิกายวัชรยานได้มีการแปลพระสูตร ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นได้มีการจดบันทึกเอาไว้ เป็นภาษาสันสกฤต และจากภาษาสันสกฤตก็ไปสู่ภาษาทิเบต กระทั่งทุกวันนี้ก็ได้มีการแปลภาค เป็นภาษาจีนแล้ว ดังนั้นชาวพุทธต้องสำรวจตัวเองว่าเป็นชาวพุทธก็จะต้องมีพระพุทธเป็นสรณะ มีพระธรรมเป็นสรณะ และก็พระสงฆ์เป็นสรณะ และยิ่งต้องทำความเข้าใจว่าเรายึดหลัก พระไตรรัตน์เป็นสรณะมีอย่างไรบ้าง
ถือพระพุทธเป็นสรณะคืออะไร ?
ความหมายของมันก็คือ ไม่ใช่เพียงแค่เราเห็นเป็นพระพุทธรูป แล้วเราก็มาถือว่าเป็น พระพุทธสรณะเท่านั้น อาตมาคิดว่าเราจะต้องทำความเข้าใจว่า ความเป็นพุทธะเป็นอย่างไร ความเป็นพุทธะก็คือการพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และเราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อย่างไร พระองค์ท่านมีการปฏิบัติอย่างไร มีการรำลึกอยู่ในธรรมอย่างไรบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่จะต้องทำความเข้าใจว่า พระธรรมคำสอนที่ท่าน ทรงตรัสเอาไว้มีความหมายว่าอย่างไร
นิกายวัชรยานให้ความเคารพในพระพุทธรูปมากน้อยแค่ไหนครับ ?
อาตมาคิดว่า เราต้องดูด้วยว่าพระพุทธรูปที่เราทำความเคารพสักการะนั้นต้องดูด้วยว่า ทำมาจากอะไร ไม่ว่าจะเป็นโลหะ กระเบื้อง หรือเป็นพวกไม้แกะสลัก อันนี้ไม่ได้เป็นตัวแทน ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ แต่เป็นหนทางที่เราเห็นแล้วให้ระลึกนึกถึงพุทธคุณ เราเห็น ถึงพระปัญญาคุณ พระเมตตาคุณ ขณะที่สิ่งที่เราเห็นได้จับต้องได้เหล่านี้ เป็นเรื่องของ รูปลักษณ์มายา เท่านั้น ความหมายสัจธรรมที่แท้จริงของโลกมนุษย์ที่ไม่ตายก็คือ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนั้น หากคนเราได้ทำความเข้าใจในพระนิพพาน ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ในทุกขั้นตอน เราก็จะสามารถพ้นทุกข์ได้เช่นกัน และจะเป็นพระธรรมสรณะที่แท้จริง การที่เราถือ พระสงฆ์เป็นสรณะ พระสงฆ์เป็นพระอริยบุคคลที่ได้บรรลุแล้ว สำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในอดีตกาล หรือว่าในปัจจุบันกาล หรือในอนาคตกาล ผู้ที่สำเร็จในอริยมรรคผล เราก็ถือให้เป็นพระสงฆ์ที่จัดว่า เป็นสรณะได้ และจะเป็นปูชนียบุคคลที่คล้ายกับเป็นตัวแทน ให้ชาวพุทธได้เคารพสักการะ
http://www.komchadluek.net/column/pra/2004/07/07/images/02.jpg
จริงๆ หลักธรรมคำสอนที่สำคัญชาวพุทธไม่ควรละเลยมีอะไรบ้างครับ ?
อันแรกเราจะต้อง ทำที่กาย วาจา ใจ เมื่อกาย วาจา ใจเราผ่องใส ถือเป็นข้อปฏิบัติอันแรกที่จะนำ ไปสู่ปฐมภูมิในการเริ่มต้นปฏิบัติธรรม เหมือนกับการนึกถึงพุทธคุณขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ ท่านงดงามทั้ง กาย วาจา ใจ และตรงนี้เรามีพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เราก็จะต้องปฏิบัติตามพระองค์ ชำระล้าง ทุกวันก็ทำให้จิตใจเราผ่องใส ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนที่ให้ยึดมรรค ๘ ( อัฏฐังคิกมรรค ) เป็นแนวทางดำเนินชีวิตหรือกาย วาจา ใจ
เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลัก ไม่อ่อนแอจนถึงกับตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกาย ให้เหือดแห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสายกลางไม่หย่อนไม่ตึง
นอกเหนือจากมรรค ๘ หลักธรรมข้อไหนที่ชาวพุทธควรปฏิบัติครับ ?
สิ่งที่อยากฝากธรรมะเอาไว้อีกหนึ่งข้อ คือ ขันธ์ ๕ ที่มีทั้งแสง สี เสียง กลิ่น รส ความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความหย่อน ความตึง อาการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ช่องว่างต่างๆ อากาศ ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพแห่งความเป็นหญิง เป็นชาย เนื้อสมองและระบบของเส้นประสาท ทั้งหลาย อันเป็นฐานให้จิตเกิด รวมทั้งอาการแห่งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป ดับไปของวัตถุทั้งหลายด้วย ซึ่งรวมเรียกว่ารูป เวทนา สัญญา ขันธ์ สังขาร วิญญาณ
หากประเมินจำนวนของชาวพุทธที่นับถือนิกายวัชรยานมีมากแค่ไหนครับ ?
เป็นที่รู้กันว่านิกายวัชรยานมีอยู่ ๔ นิกายใหญ่ คือ นิกายหมวกเหลือง นิกายหมวกแดง นิกายหมวกขาว และนิกายหมวกดำ มีจำนวนพระสงฆ์หรือที่เรียกกันว่าละมะของแต่ละนิกาย มีจำนวนมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ รูป ซึ่งล้วนแต่ต้องการที่จะไปเผยแผ่นิกายวัชรยานไปยังต่างประเทศ ทั่วโลกก็มีอยู่มากขึ้นในปัจจุบัน
ทำไมพระอาจารย์ถึงไว้หนวดไว้เคราได้ครับ ?
ตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมาไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก ในเรื่องของการห่อ จีวรพระสงฆ์ โดยไม่ได้กำหนด หรือมีข้อบังคับ ว่าไว้หนวดเคราได้ เพราะทุกวันนี้พระสงฆ์ที่มีอริยมรรคมากๆ ก็ไว้หนวดไว้เคราเหมือนกัน จึงไม่ได้ยึดถือมาเป็นปัญหาในการ เป็นพระลามะนิกาย วัชรยาน เพียงแต่ให้ยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้อยู่กับศีล ตามพระวินัยไม่ให้เกิดความบกพร่อง
ในนิกายวัชรยานมีการสร้างวัตถุมงคลหรือเปล่า ?
อาตมาคิดว่าการสร้างวัตถุมงคลของวัชรยานตามมุมมองของอาตมาคิดว่ามีการสร้างกันมากกว่า แต่การสร้างขึ้นมาจะละเอียดและซับซ้อน กว่าเถรวาทเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการทำธง ลงยันต์ ทำใบโพธิ์ การสะเดาะเคราะห์ เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจคุ้มครองรักษา รวมทั้งการทำพิธีการปลุกเสกก็ใช้คาถา วัชรยานเพื่อให้เกิดความขลัง เมื่อใครนำเอาไปใช้แล้วก็จะได้เป็นมงคล อาตมาคิดว่าการทำพิธีปลุกเสก คงไม่แตกต่างไปจากประเทศไทยหรอก
เห็นพระอาจารย์ย้ำว่าพระธรรมสำคัญ แต่เหตุไฉนถึงมีการสร้างวัตถุมงคลเป็นจำนวนมาก ?
การสร้างวัตถุมงคลเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่เราได้เห็นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมาเหล่านี้ ทำให้ระลึก ถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า หรือการประสูติ ของพุทธองค์ เป็นการเห็นถึงความผ่องใส ความเป็นวงล้อธรรมจักร พอเราเห็นวงล้อธรรมจักรก็จะเป็นการเตือนสติ ให้รู้ว่าตนเองเป็นชาวพุทธ เพื่อเดินตามรอยธรรมของพุทธองค์ ให้พ้นทุกข์ เช่นเดียวกับการเห็นพระพุทธรูปก็เป็นการย้ำเตือนว่าเราเป็นชาวพุทธ แต่วัตถุมงคลก็เป็นเพียงสื่อ หรือกุศโลบายเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นที่แท้จริง เพียงแต่ให้เห็นเพื่อเตือนใจเตือนสติไม่ให้ทำชั่วเท่านั้น
ก่อนที่จะมาเป็นนิกายวัชรยานมีความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์บ้างหรือเปล่าครับ ?
สมัยก่อนชาวพุทธที่นั้นก็เคยมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ไม่แตกต่างไปจากชาวพุทธในประเทศไทย เท่าใดนัก คือความเป็นพุทธกับความเป็นไสย ถ้าคนที่ไม่ได้เรียนหลักธรรมคำสอนมาก็จะแบ่งแยก ไม่ออกว่าอันไหนพุทธ อันไหนไสย
ไสยศาสตร์ในความหมายของวัชรยานมันไม่ใช่ที่สุดของการนำไปสู่การหลุดพ้น แต่เป็นเพียงกุศโลบาย เตือนใจ ก็เหมือนกับชาวพุทธที่ศึกษาหลักธรรมอย่างจริง อย่างเข้าใจก็จะรู้ว่าวัตถุมงคลหรือไสยศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนเราหลุดพ้น ทุกวันนี้มีการสร้างวัตถุมงคลออกมากมาย เป็นเพราะคนเรายังไม่เข้าใจในเรื่องแก่นแท้ของหลักธรรม
ชาวพุทธบางส่วนยังยึดติดอยู่กับวัตถุมงคล ทำอย่างไรไม่ให้งมงาย ?
อาตมาอยากจะบอกว่า เมื่อเราได้เห็นวัตถุมงคลต่างๆเหล่านี้แล้ว ก็ขอให้หมั่นเตือนสติตัวเองว่า อย่าไปลุ่มหลงกับวัตถุต่างๆ เหล่านี้ เพราะวัตถุมงคลเปรียบเป็นเหมือนมายาอย่างหนึ่งที่ฉุดไม่ให้เราเข้า ไปสู่แก่นแท้ของพระธรรม เข้าไปปฏิบัติธรรม ถือเป็นสิ่งที่ชาวพุทธสมควรที่พึงกระทำ แต่ถ้าเรายึดถืออะไร มากเกินไปก็ทำให้ชาวพุทธบางคนงมงายได้ และตรงนี้อยากให้เตือนสติตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร ความสำเร็จก็จะบรรลุผล
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 width="100%" bgColor=#993300 border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>นิกายวัชรยาน
http://www.komchadluek.net/column/pra/2004/07/07/images/03.jpg
นิกายเถรวาท ซึ่งดำรงคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า มีประวัติย้อนขึ้นไป ตั้งแต่ปฐมสังคายนา ซึ่งมีการประชุมหลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ไม่นานถือกันว่าเป็นนิกาย ที่เก่าแก่ที่สุด มหายาน เกิดภายหลัง จากนั้นประมาณ ๖๐๐ ปี ภายหลังพุทธกาลต่อมาอีกประมาณ ๔๐๐ ปี ก็เกิดนิกายวัชรยาน หรือมันตรยาน พัฒนามาจากมหายาน หากพิจารณาตามภูมิประเทศ ปัจจุบันนี้เถรวาท นับถือแพร่หลายในประเทศศรีลังกา พม่า ไทย เขมร ลาว มหายานแพร่หลาย ในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม เนปาล และทิเบต
โดยทางทฤษฎีแล้ว ทั้ง ๒ นิกายยึดถือแนวคำสอนหลักร่วมกัน เช่น อริยสัจ ๔ เป็นต้น แต่ฝ่ายมหายาน ได้พัฒนาพระสูตรเพิ่มเติมออกไปจากคำสอนเดิม พระสูตรของมหายานที่สำคัญ เช่น สัทธรรมปุณฑรีก สูตรวิมลกีรตินริเทศสูตร ไภษัชยคุรุสูตร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พระวินัยของทั้ง ๒ นิกาย มีความใกล้เคียงกันมาก ข้อแตกต่างในทางปฏิบัตินั้นส่วนมากเนื่องจาก ความแตกต่างในสภาพแวดล้อมทางสังคมและภูมิศาสตร์
พระพุทธเจ้า คือ ท่านผู้ตรัสรู้สัจธรรม พระองค์ทรงค้นพบความจริงอันสูงสุด และมิได้ทรงบังคับ ผู้ใดให้เชื่ออย่างงมงาย ในคำสอนของพระองค์ความมีเหตุผล ของพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้า อยู่ที่การเปิดโอกาส ให้มีการสอบสวนอย่างถี่ถ้วนในทุกขั้นตอน แห่งวิถีทาง ไปสู่การตรัสรู้ เพื่อที่จะเข้าใจสภาพแห่งปรากฏการณ์ทั้งปวง จำเป็นจะต้อง อาศัยปัญญาญาณ กำกับตลอดสาย สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนชาวกาลามะ ผู้อาศัยอยู่ในเกสปุตตนิคม ในราชอาณาจักรหรือแคว้นโกศล ถึงท่าทีอันเหมาะสมเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา
พระองค์ตรัสว่า "อย่าเชื่อหรือถือเอาสิ่งใดๆ เพียงการฟังตามๆ กันมา อย่าเชื่อเพียงที่ถือสืบกันมา อย่าเชื่อเพียงข่าวลือ อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา อย่าเชื่อโดยนึกเดาเอา อย่าเชื่อโดยการคาดคะเน อย่าเชื่อเพียงตรึกคิดไปตามอาการ อย่าเชื่อเพียงเพราะตรงกับความคิดเห็นของตน อย่าเชื่อเพียง เพราะน่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพียงเพราะว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา"
นอกจากนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนชาวกาลามะต่อไป ให้พิจารณาทุกสิ่งด้วยตนเองอย่างถี่ถ้วน เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ดี นักปราชญ์ติเตียน เมื่อรับไว้และปฏิบัติแล้ว จะนำไปสู่ภัยอันตราย ก็จงสละละทิ้งเสีย ในทางตรงกันข้าม เมื่อท่านทราบด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกติเตียนนักปราชญ์ สรรเสริญเมื่อรับไว้และปฏิบัติแล้ว จะนำไปสู่ประโยชน์ และความสุข ก็จงรับไว้ปฏิบัติ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ชาติภูมิพระเฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖
พระเฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖ อายุ ๔๐ ปี ชื่อเดิม เซี่ยจิ้นเทียน เกิดที่ไต้หวัน ณ เมืองไทเป ตำบล ก้งเหลียว ปี ๑๙๖๔ บิดา นายเซี่ยอู๋กวง มารดา นางเซี่ยไล่ชัย เป็นบุตรคนโต มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน ในปี ๑๙๘๓ ได้ศึกษาพุทธศาสนาในนิกายมหายานในไต้หวัน กระทั่งในปี ๑๙๙๐ ได้เริ่มสนใจศึกษาในนิกายวัชรยาน
หลังจากได้เริ่มศึกษาก็เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และมีความตั้งใจที่จะถวายตัวรับใช้งาน พระพุทธศาสนา จึงตั้งปณิธานออกบวช ในปี ๑๙๙๕ โดยมี พระซีลี่กงชื่อจู รินโปเช่ เป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดมหายาน ประเทศเนปาล มีฉายา หลอซังชวีจี๋ปาตัน ลามะ หรือแปลว่า พระปัญญาเมธีศรีธรรมาจารย์ ในนิกายหมวกเหลือง (นิกายเคลุปะ)
เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๑๙๙๖ ได้เข้าพิธีอาราธนา พุทธาภิเษกเป็นองค์อวตารที่หกของ เฉวียนสี่ รินโปเช่ แบบวัชรยาน อย่างเป็นทางการ เดือนมิถุนายน ปี ๑๙๙๗ ได้เข้าพิธีรับเป็นองค์อวตารที่หกของพระอาจารย์เฉวียนสี่ รินโปเช่ ปฐมเจ้าอาวาสวัดมหายานในเนปาล
เดือนตุลาคม ปี ๑๙๙๘ ได้เป็นประธานบวชลามะ จำนวน ๓๐๐ รูป ในปัจจุบัน มีลามะทั้งหมด ๒,๐๐๐ รูป และเดือนกรกฎาคม ปี ๒๐๐๐ ได้รับประกาศนียบัตรการจบการศึกษาพระปริยัติธรรมขั้นสูง จากวัดมหายาน ในประเทศเนปาล
พระอาจารย์เฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖ มีวัดในความปกครอง ๙ แห่ง และมีสานุศิษย์ในประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย เนปาล ทิเบต ไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา
<!-- / message --><!-- sig -->
http://www.komchadluek.net/column/pra/2004/07/07/images/01.jpg
พระอาจารย์เฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖ เจ้าอาวาสวัดมหายาน ในประเทศเนปาล ได้เข้ามาบวช เนื่องจากมีความศรัทธา ในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิม โดยท่านได้นำคำสอนของ พระพุทธเจ้า มาสอนในเรื่องของ มรรค ๘ (อัฏฐังคิกมรรค) เป็นแนวทางดำเนินชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้น จากทุกข์ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า
"การสร้างวัตถุมงคล ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนเรา หลุดพ้นจาก ความทุกข์ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงกุศโลบาย ให้คนเรา ได้เข้าไปสู่รสพระธรรม"
สัจธรรมที่แท้จริงของโลกมนุษย์ที่ไม่ตายก็คือ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สอนให้เห็น ว่าความจริงในโลกนี้คืออะไร การที่เราถือพระธรรมเป็นสรณะ ก็จะสามารถนำพาเราไปให้พ้นจากความทุกข์ นำพาเข้าสู่บรมสุขได้ เป็นเสมือน กับหนทางนำทางเราให้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างไม่มืดมน เป็นเหมือน ยานพาหนะ เมื่อทำให้คนเราไปถึงฝั่งแล้วเราจะต้องละในสิ่งที่ไม่ตัวตน หรือไม่ใช่แก่นแท้ ของพระพุทธศาสนา และถ้าเราได้ทำความเข้าใจ ในหลักคำสอนแล้วก็จะทำ ให้พ้นทุกข์ได้
พระอาจารย์เฉวียนสี่ได้อนุญาตให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ดังรายละเอียดต่อไปนี้...
นิกายวัชรยานแตกต่างไปจากนิกายเถรวาท และมหายานอย่างไรครับ ?
หลักคำสอนไม่แตกต่างกัน มีพระธรรมคำสอนเหมือนกัน เราเรียกว่าแก่น พระธรรมนั่นเอง อาตมาคิดว่าทุกนิกายของพุทธศาสนาไม่มีความแตกต่างกันเลย โดยมีการบันทึกเอาไว้ในธรรมบทว่า คำสอนของพระศาสดาไม่แตกเป็นสอง ฉะนั้นแก่นพระธรรมไม่ว่าจะเป็นเถรวาท มหายาน หรือจะเป็นวัชรยาน ล้วนแล้วแต่มีแก่นธรรมเป็นอันเดียวกัน และพระธรรมคำสอนได้เน้นย้ำ ไว้ด้วยว่า สิ่งใดก็ตามไม่ใช่วิธีแห่งใจเราก็จะไม่เรียกว่าธรรมชาติ
อะไรที่บันทึกเอาไว้ให้เห็นภาพความเป็นนิกายวัชรยาน ?
ในนิกายวัชรยานได้มีการแปลพระสูตร ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้นได้มีการจดบันทึกเอาไว้ เป็นภาษาสันสกฤต และจากภาษาสันสกฤตก็ไปสู่ภาษาทิเบต กระทั่งทุกวันนี้ก็ได้มีการแปลภาค เป็นภาษาจีนแล้ว ดังนั้นชาวพุทธต้องสำรวจตัวเองว่าเป็นชาวพุทธก็จะต้องมีพระพุทธเป็นสรณะ มีพระธรรมเป็นสรณะ และก็พระสงฆ์เป็นสรณะ และยิ่งต้องทำความเข้าใจว่าเรายึดหลัก พระไตรรัตน์เป็นสรณะมีอย่างไรบ้าง
ถือพระพุทธเป็นสรณะคืออะไร ?
ความหมายของมันก็คือ ไม่ใช่เพียงแค่เราเห็นเป็นพระพุทธรูป แล้วเราก็มาถือว่าเป็น พระพุทธสรณะเท่านั้น อาตมาคิดว่าเราจะต้องทำความเข้าใจว่า ความเป็นพุทธะเป็นอย่างไร ความเป็นพุทธะก็คือการพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และเราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อย่างไร พระองค์ท่านมีการปฏิบัติอย่างไร มีการรำลึกอยู่ในธรรมอย่างไรบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่จะต้องทำความเข้าใจว่า พระธรรมคำสอนที่ท่าน ทรงตรัสเอาไว้มีความหมายว่าอย่างไร
นิกายวัชรยานให้ความเคารพในพระพุทธรูปมากน้อยแค่ไหนครับ ?
อาตมาคิดว่า เราต้องดูด้วยว่าพระพุทธรูปที่เราทำความเคารพสักการะนั้นต้องดูด้วยว่า ทำมาจากอะไร ไม่ว่าจะเป็นโลหะ กระเบื้อง หรือเป็นพวกไม้แกะสลัก อันนี้ไม่ได้เป็นตัวแทน ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ แต่เป็นหนทางที่เราเห็นแล้วให้ระลึกนึกถึงพุทธคุณ เราเห็น ถึงพระปัญญาคุณ พระเมตตาคุณ ขณะที่สิ่งที่เราเห็นได้จับต้องได้เหล่านี้ เป็นเรื่องของ รูปลักษณ์มายา เท่านั้น ความหมายสัจธรรมที่แท้จริงของโลกมนุษย์ที่ไม่ตายก็คือ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนั้น หากคนเราได้ทำความเข้าใจในพระนิพพาน ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ในทุกขั้นตอน เราก็จะสามารถพ้นทุกข์ได้เช่นกัน และจะเป็นพระธรรมสรณะที่แท้จริง การที่เราถือ พระสงฆ์เป็นสรณะ พระสงฆ์เป็นพระอริยบุคคลที่ได้บรรลุแล้ว สำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในอดีตกาล หรือว่าในปัจจุบันกาล หรือในอนาคตกาล ผู้ที่สำเร็จในอริยมรรคผล เราก็ถือให้เป็นพระสงฆ์ที่จัดว่า เป็นสรณะได้ และจะเป็นปูชนียบุคคลที่คล้ายกับเป็นตัวแทน ให้ชาวพุทธได้เคารพสักการะ
http://www.komchadluek.net/column/pra/2004/07/07/images/02.jpg
จริงๆ หลักธรรมคำสอนที่สำคัญชาวพุทธไม่ควรละเลยมีอะไรบ้างครับ ?
อันแรกเราจะต้อง ทำที่กาย วาจา ใจ เมื่อกาย วาจา ใจเราผ่องใส ถือเป็นข้อปฏิบัติอันแรกที่จะนำ ไปสู่ปฐมภูมิในการเริ่มต้นปฏิบัติธรรม เหมือนกับการนึกถึงพุทธคุณขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ ท่านงดงามทั้ง กาย วาจา ใจ และตรงนี้เรามีพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง เราก็จะต้องปฏิบัติตามพระองค์ ชำระล้าง ทุกวันก็ทำให้จิตใจเราผ่องใส ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนที่ให้ยึดมรรค ๘ ( อัฏฐังคิกมรรค ) เป็นแนวทางดำเนินชีวิตหรือกาย วาจา ใจ
เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลัก ไม่อ่อนแอจนถึงกับตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกาย ให้เหือดแห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสายกลางไม่หย่อนไม่ตึง
นอกเหนือจากมรรค ๘ หลักธรรมข้อไหนที่ชาวพุทธควรปฏิบัติครับ ?
สิ่งที่อยากฝากธรรมะเอาไว้อีกหนึ่งข้อ คือ ขันธ์ ๕ ที่มีทั้งแสง สี เสียง กลิ่น รส ความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความหย่อน ความตึง อาการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ช่องว่างต่างๆ อากาศ ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพแห่งความเป็นหญิง เป็นชาย เนื้อสมองและระบบของเส้นประสาท ทั้งหลาย อันเป็นฐานให้จิตเกิด รวมทั้งอาการแห่งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป ดับไปของวัตถุทั้งหลายด้วย ซึ่งรวมเรียกว่ารูป เวทนา สัญญา ขันธ์ สังขาร วิญญาณ
หากประเมินจำนวนของชาวพุทธที่นับถือนิกายวัชรยานมีมากแค่ไหนครับ ?
เป็นที่รู้กันว่านิกายวัชรยานมีอยู่ ๔ นิกายใหญ่ คือ นิกายหมวกเหลือง นิกายหมวกแดง นิกายหมวกขาว และนิกายหมวกดำ มีจำนวนพระสงฆ์หรือที่เรียกกันว่าละมะของแต่ละนิกาย มีจำนวนมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ รูป ซึ่งล้วนแต่ต้องการที่จะไปเผยแผ่นิกายวัชรยานไปยังต่างประเทศ ทั่วโลกก็มีอยู่มากขึ้นในปัจจุบัน
ทำไมพระอาจารย์ถึงไว้หนวดไว้เคราได้ครับ ?
ตั้งแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมาไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก ในเรื่องของการห่อ จีวรพระสงฆ์ โดยไม่ได้กำหนด หรือมีข้อบังคับ ว่าไว้หนวดเคราได้ เพราะทุกวันนี้พระสงฆ์ที่มีอริยมรรคมากๆ ก็ไว้หนวดไว้เคราเหมือนกัน จึงไม่ได้ยึดถือมาเป็นปัญหาในการ เป็นพระลามะนิกาย วัชรยาน เพียงแต่ให้ยึดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าให้อยู่กับศีล ตามพระวินัยไม่ให้เกิดความบกพร่อง
ในนิกายวัชรยานมีการสร้างวัตถุมงคลหรือเปล่า ?
อาตมาคิดว่าการสร้างวัตถุมงคลของวัชรยานตามมุมมองของอาตมาคิดว่ามีการสร้างกันมากกว่า แต่การสร้างขึ้นมาจะละเอียดและซับซ้อน กว่าเถรวาทเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการทำธง ลงยันต์ ทำใบโพธิ์ การสะเดาะเคราะห์ เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจคุ้มครองรักษา รวมทั้งการทำพิธีการปลุกเสกก็ใช้คาถา วัชรยานเพื่อให้เกิดความขลัง เมื่อใครนำเอาไปใช้แล้วก็จะได้เป็นมงคล อาตมาคิดว่าการทำพิธีปลุกเสก คงไม่แตกต่างไปจากประเทศไทยหรอก
เห็นพระอาจารย์ย้ำว่าพระธรรมสำคัญ แต่เหตุไฉนถึงมีการสร้างวัตถุมงคลเป็นจำนวนมาก ?
การสร้างวัตถุมงคลเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่เราได้เห็นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมาเหล่านี้ ทำให้ระลึก ถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า หรือการประสูติ ของพุทธองค์ เป็นการเห็นถึงความผ่องใส ความเป็นวงล้อธรรมจักร พอเราเห็นวงล้อธรรมจักรก็จะเป็นการเตือนสติ ให้รู้ว่าตนเองเป็นชาวพุทธ เพื่อเดินตามรอยธรรมของพุทธองค์ ให้พ้นทุกข์ เช่นเดียวกับการเห็นพระพุทธรูปก็เป็นการย้ำเตือนว่าเราเป็นชาวพุทธ แต่วัตถุมงคลก็เป็นเพียงสื่อ หรือกุศโลบายเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นที่แท้จริง เพียงแต่ให้เห็นเพื่อเตือนใจเตือนสติไม่ให้ทำชั่วเท่านั้น
ก่อนที่จะมาเป็นนิกายวัชรยานมีความเชื่อเกี่ยวกับไสยศาสตร์บ้างหรือเปล่าครับ ?
สมัยก่อนชาวพุทธที่นั้นก็เคยมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ไม่แตกต่างไปจากชาวพุทธในประเทศไทย เท่าใดนัก คือความเป็นพุทธกับความเป็นไสย ถ้าคนที่ไม่ได้เรียนหลักธรรมคำสอนมาก็จะแบ่งแยก ไม่ออกว่าอันไหนพุทธ อันไหนไสย
ไสยศาสตร์ในความหมายของวัชรยานมันไม่ใช่ที่สุดของการนำไปสู่การหลุดพ้น แต่เป็นเพียงกุศโลบาย เตือนใจ ก็เหมือนกับชาวพุทธที่ศึกษาหลักธรรมอย่างจริง อย่างเข้าใจก็จะรู้ว่าวัตถุมงคลหรือไสยศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนเราหลุดพ้น ทุกวันนี้มีการสร้างวัตถุมงคลออกมากมาย เป็นเพราะคนเรายังไม่เข้าใจในเรื่องแก่นแท้ของหลักธรรม
ชาวพุทธบางส่วนยังยึดติดอยู่กับวัตถุมงคล ทำอย่างไรไม่ให้งมงาย ?
อาตมาอยากจะบอกว่า เมื่อเราได้เห็นวัตถุมงคลต่างๆเหล่านี้แล้ว ก็ขอให้หมั่นเตือนสติตัวเองว่า อย่าไปลุ่มหลงกับวัตถุต่างๆ เหล่านี้ เพราะวัตถุมงคลเปรียบเป็นเหมือนมายาอย่างหนึ่งที่ฉุดไม่ให้เราเข้า ไปสู่แก่นแท้ของพระธรรม เข้าไปปฏิบัติธรรม ถือเป็นสิ่งที่ชาวพุทธสมควรที่พึงกระทำ แต่ถ้าเรายึดถืออะไร มากเกินไปก็ทำให้ชาวพุทธบางคนงมงายได้ และตรงนี้อยากให้เตือนสติตัวเองตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร ความสำเร็จก็จะบรรลุผล
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 width="100%" bgColor=#993300 border=0><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff>นิกายวัชรยาน
http://www.komchadluek.net/column/pra/2004/07/07/images/03.jpg
นิกายเถรวาท ซึ่งดำรงคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า มีประวัติย้อนขึ้นไป ตั้งแต่ปฐมสังคายนา ซึ่งมีการประชุมหลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ไม่นานถือกันว่าเป็นนิกาย ที่เก่าแก่ที่สุด มหายาน เกิดภายหลัง จากนั้นประมาณ ๖๐๐ ปี ภายหลังพุทธกาลต่อมาอีกประมาณ ๔๐๐ ปี ก็เกิดนิกายวัชรยาน หรือมันตรยาน พัฒนามาจากมหายาน หากพิจารณาตามภูมิประเทศ ปัจจุบันนี้เถรวาท นับถือแพร่หลายในประเทศศรีลังกา พม่า ไทย เขมร ลาว มหายานแพร่หลาย ในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม เนปาล และทิเบต
โดยทางทฤษฎีแล้ว ทั้ง ๒ นิกายยึดถือแนวคำสอนหลักร่วมกัน เช่น อริยสัจ ๔ เป็นต้น แต่ฝ่ายมหายาน ได้พัฒนาพระสูตรเพิ่มเติมออกไปจากคำสอนเดิม พระสูตรของมหายานที่สำคัญ เช่น สัทธรรมปุณฑรีก สูตรวิมลกีรตินริเทศสูตร ไภษัชยคุรุสูตร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พระวินัยของทั้ง ๒ นิกาย มีความใกล้เคียงกันมาก ข้อแตกต่างในทางปฏิบัตินั้นส่วนมากเนื่องจาก ความแตกต่างในสภาพแวดล้อมทางสังคมและภูมิศาสตร์
พระพุทธเจ้า คือ ท่านผู้ตรัสรู้สัจธรรม พระองค์ทรงค้นพบความจริงอันสูงสุด และมิได้ทรงบังคับ ผู้ใดให้เชื่ออย่างงมงาย ในคำสอนของพระองค์ความมีเหตุผล ของพระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้า อยู่ที่การเปิดโอกาส ให้มีการสอบสวนอย่างถี่ถ้วนในทุกขั้นตอน แห่งวิถีทาง ไปสู่การตรัสรู้ เพื่อที่จะเข้าใจสภาพแห่งปรากฏการณ์ทั้งปวง จำเป็นจะต้อง อาศัยปัญญาญาณ กำกับตลอดสาย สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนชาวกาลามะ ผู้อาศัยอยู่ในเกสปุตตนิคม ในราชอาณาจักรหรือแคว้นโกศล ถึงท่าทีอันเหมาะสมเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา
พระองค์ตรัสว่า "อย่าเชื่อหรือถือเอาสิ่งใดๆ เพียงการฟังตามๆ กันมา อย่าเชื่อเพียงที่ถือสืบกันมา อย่าเชื่อเพียงข่าวลือ อย่าเชื่อโดยอ้างตำรา อย่าเชื่อโดยนึกเดาเอา อย่าเชื่อโดยการคาดคะเน อย่าเชื่อเพียงตรึกคิดไปตามอาการ อย่าเชื่อเพียงเพราะตรงกับความคิดเห็นของตน อย่าเชื่อเพียง เพราะน่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพียงเพราะว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา"
นอกจากนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนชาวกาลามะต่อไป ให้พิจารณาทุกสิ่งด้วยตนเองอย่างถี่ถ้วน เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ดี นักปราชญ์ติเตียน เมื่อรับไว้และปฏิบัติแล้ว จะนำไปสู่ภัยอันตราย ก็จงสละละทิ้งเสีย ในทางตรงกันข้าม เมื่อท่านทราบด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกติเตียนนักปราชญ์ สรรเสริญเมื่อรับไว้และปฏิบัติแล้ว จะนำไปสู่ประโยชน์ และความสุข ก็จงรับไว้ปฏิบัติ
</TD></TR></TBODY></TABLE>
ชาติภูมิพระเฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖
พระเฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖ อายุ ๔๐ ปี ชื่อเดิม เซี่ยจิ้นเทียน เกิดที่ไต้หวัน ณ เมืองไทเป ตำบล ก้งเหลียว ปี ๑๙๖๔ บิดา นายเซี่ยอู๋กวง มารดา นางเซี่ยไล่ชัย เป็นบุตรคนโต มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน ในปี ๑๙๘๓ ได้ศึกษาพุทธศาสนาในนิกายมหายานในไต้หวัน กระทั่งในปี ๑๙๙๐ ได้เริ่มสนใจศึกษาในนิกายวัชรยาน
หลังจากได้เริ่มศึกษาก็เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และมีความตั้งใจที่จะถวายตัวรับใช้งาน พระพุทธศาสนา จึงตั้งปณิธานออกบวช ในปี ๑๙๙๕ โดยมี พระซีลี่กงชื่อจู รินโปเช่ เป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดมหายาน ประเทศเนปาล มีฉายา หลอซังชวีจี๋ปาตัน ลามะ หรือแปลว่า พระปัญญาเมธีศรีธรรมาจารย์ ในนิกายหมวกเหลือง (นิกายเคลุปะ)
เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๑๙๙๖ ได้เข้าพิธีอาราธนา พุทธาภิเษกเป็นองค์อวตารที่หกของ เฉวียนสี่ รินโปเช่ แบบวัชรยาน อย่างเป็นทางการ เดือนมิถุนายน ปี ๑๙๙๗ ได้เข้าพิธีรับเป็นองค์อวตารที่หกของพระอาจารย์เฉวียนสี่ รินโปเช่ ปฐมเจ้าอาวาสวัดมหายานในเนปาล
เดือนตุลาคม ปี ๑๙๙๘ ได้เป็นประธานบวชลามะ จำนวน ๓๐๐ รูป ในปัจจุบัน มีลามะทั้งหมด ๒,๐๐๐ รูป และเดือนกรกฎาคม ปี ๒๐๐๐ ได้รับประกาศนียบัตรการจบการศึกษาพระปริยัติธรรมขั้นสูง จากวัดมหายาน ในประเทศเนปาล
พระอาจารย์เฉวียนสี่ รินโปเช่ ที่ ๖ มีวัดในความปกครอง ๙ แห่ง และมีสานุศิษย์ในประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย เนปาล ทิเบต ไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา
<!-- / message --><!-- sig -->